149
ดราม่าไม่ดราม่า

ข้าราชการไทย!ไพร่ห้ามวิจารณ์!

เรื่องมันมีอยู่ว่ามีอมยิม้ชื่อ SpiritWithin_HolyStream อ้างตัวเป็นคนของกระทรวงวัฒนธรรม
มาตั้งกระทู้ขอความเห็นเพื่อปรับปรุงการทำงานของกระทรวง
ซึ่งก็มีคนเข้ามาโพสความเห็นอย่างร้อนแรงว่า
แต่อนิจจาความเห็นของเธอคงไปกระทบต่อมร้อนตัวของใครเข้า
กระทู้นั้นหายไปในเวลาไม่นานนัก ทั้งๆที่ถูกโหวตเป็นกระทู้แนะนำ!
คนก็เข้ามาโวย เฮ้ย กระทู้นั้นมันหายไปไหนวะ
คุณ SpiritWithin_HolyStream ลบทำไม ไหนว่ามาขอความเห็นไง
ซึ่งคุณ SpiritWithin ก็เข้ามาชี้แจงว่า
ผมไม่ได้ลบนะเออ..แต่ได้ยินมาว่า มีคนคาบข่าวไปบอก ผอ. ลัดดา เขาเลยสั่งลบ
แล้วก็แจ้งความคนที่โพส comment ข้างบนนั่น
11
คนก็เข้ามาโวย โห มึงเล่นกันงี้เลยเหรอ
บ้างก็ว่านี่เสียงประชาชนนะเว้ย มึงต้องรับฟังแล้วเอาไปปรับปรุงสิวะ
ไม่ใช่เขาว่าแล้วเอ็งฟ้องกลับซะงั้น!
บ้างก็ว่ามึงแยกไม่ออกเหรอครับว่าอะไรคือหมิ่นประมาท อะไรคือติเพื่อก่อ!
16
แล้วก็มีบัตรผ่านเข้ามาแย้งว่าแน่ใจเหรอว่าพวกเอ็งน่ะติเพื่อก่อ!
กุเห็นแต่ไปรุมสวด ผอ.ลัดดาเขา!
36
ไม่พอแค่นั้นยังท้าให้ SpiritWithin เข้ามาโพสอีก
และปรามาศว่าอนาคตเอ็งจบที่คุกแน่ๆ (ข้อหาเหี้ยไรวะ)
38

feudal

เรื่องมันมีอยู่ว่ามีอมยิ้มชื่อ SpiritWithin_HolyStream อ้างตัวเป็นคนของกระทรวงวัฒนธรรม

มาตั้งกระทู้ขอความเห็นเพื่อปรับปรุงการทำงานของกระทรวง

ใครไม่รู้ว่ากระทรวงนี้ทำงานอะไรมีผลงานอะไรขอให้ไปอ่านข่าวนี้ครับ

1

http://webboard.zubzip.com/?webboard-สาวกโดเรมอนเซ็ง-ก.วัฒนธรรม-เซ็นเซอร์ฉากอาบน้ำชิซูกะ-12788

ซึ่งก็มีคนเข้ามาโพสความเห็นวิจารณ์คุณลัดดา ผอ.ของกระทรวงนี้อย่างร้อนแรงดังนี้!

สรุปสั้นๆคือเขาว่ากระทรวงนี้มองว่าประชาชนโง่ มองว่าสื่อนั่นเลวและต้องควบคุม

เรื่องการเซ็นเซอร์หรือควบคุมสื่อควรทำโดยองค์กรที่จัดตั้งโดยประชาชน ไม่ใช่ให้ใครก็ไม่รู้ ที่โดนแต่งตั้งมาอีกที

ให้มาควบคุมสื่อ ควบคุมวัฒนธรรมตามอำเภอใจ

1

และมีการโจมตีป้าลัดดาเกี่ยวกับความทะเยอทะยานและความอยากดังของแก

ซึ่งบัตรผ่านได้ให้สมมุติฐานที่แกพยายามดิ้นรนออกหลายๆสื่อไว้ดังนี้

1

ตามด้วยอันนี้อีกอัน สงสัย “นานา” นี่จะเป็นคนวงในว่ะ

ไม่ในกระทรวงก็ในแวดวงสื่อแหงๆ ข้อมูลแม่มแน่นเหลือเกิน

ไม่งั้นก็ต้องเป็นแฟนพันธ์แท้กระทรวงนี้แน่ๆ :roll:

1

เป็นบัตรผ่านที่เปี่ยมล้นไปด้วยคุณภาพคับแก้วอีกรายครับท่าน

แต่อนิจจาความเห็นของเธอคงไปกระทบต่อมเสือกของใครเข้า

กระทู้นั้นหายไปในเวลาไม่นานนัก ทั้งๆที่ถูกโหวตเป็นกระทู้แนะนำ!

คนก็เข้ามาโวย เฮ้ย กระทู้นั้นมันหายไปไหนวะ

คุณ SpiritWithin_HolyStream ลบทำไม ไหนว่ามาขอความเห็นไง

1

ซึ่งคุณ SpiritWithin ก็เข้ามาชี้แจงว่า

ผมไม่ได้ลบนะเออ..แต่ได้ยินมาว่า มีคนคาบข่าวไปบอก ผอ. ลัดดา เขาเลยสั่งลบ

แล้วก็แจ้งความคนที่โพส comment ข้างบนนั่น…โอ้วแม่เจ้า

ได้อารมณ์ประมาณติ่งหูด่ากันในบอร์ดดงบังแล้วฟ้องหมิ่นกันเลยแม่เจ้าประคุณเอ๊ย

1คนก็เข้ามาโวย โห มึงเล่นกันงี้เลยเหรอ

บ้างก็ว่านี่เสียงประชาชนนะเว้ย มึงต้องรับฟังแล้วเอาไปปรับปรุงสิวะ ไม่ใช่เขาว่าแล้วเอ็งฟ้องกลับซะงั้น!

บ้างก็ว่ามึงแยกไม่ออกเหรอครับว่าอะไรคือหมิ่นประมาท อะไรคือติเพื่อก่อ!

บ้างก็ขุดผลงานของกระทรวงนี้มาเสียดสี

1

บ้างก็ขุดเรื่องที่คุณลัดดาเคยไปพูด quote ในตำนานกลางรายการทีวี

1

ไอ้ประโยคนี้ถ้าจำไม่ผิด มันเป็นเรื่องจากข่าวนึงที่มีคลิป VDO

ว่ามีการเอาสาวๆนุ่งน้อยห่มน้อยไปเต้นโชว์จิ๋มบนเวทีหมอลำแถวสมุทรสาคร

แล้วป้าลัดดาแกก็ออกมาเย้วๆออกรายการทีวี เป็นข่าวคึกโครมพอดู

แล้วก็มีรายการทำนองจับเข่าคุยกันเชิญผู้ใหญ่บ้านของที่ๆถูกอ้างว่าจัดหมอลำโชว์จิ๋มมาประจันหน้ากะป้าลัดดา

ผลปรากฏว่าไอ้คลิปหมอลำโชว์จิ๋มนั่นเป็นของเมื่อหลายปีก่อนซึ่งเขาก็จัดการแก้ปัญหากันไปแล้ว (อ้าวมั่วนี่หว่ากระทรวงนี้)

แล้วผู้ใหญ่บ้านเขาก็รุกไล่จนป้าลัดดาหลุดประโยคสะท้านฟ้าสะเทือนดินนั่นออกมานั่นไง

สำหรับข่าวนี้ในภายหลังกลุ่มชาวบ้านได้รวมตัวประท้วงและเรียกร้องให้ป้าลัดดาออกมาแก้ข่าว

เพราะทำให้เกิดความเสียหายกับท้องถิ่นและผู้ประกอบการอย่างรุนแรง

อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

1

http://www.giggog.com/crime/cat4/news1217/

แล้วก็มีบัตรผ่านเข้ามาแย้งว่าแน่ใจเหรอว่าพวกเอ็งน่ะฉลาดนักเหรอ!

ถึงไปด่ากระทรวงกับป้าเขา! ชื่อเสียงขององค์กรเป็นของสำคัญนะเว้ย!

พวกเอ็งมาโพสทำลายชื่อเสียงของกระทรวงแบบนี้แล้วจะรับผิดชอบยังไง…

ก่อนจะปิดท้ายว่าขอให้กำลังใจป้าลัดดาค่ะ!

แอดมินขอบอกว่า……อีบัตรผ่านครับ ผลงานสำคัญกว่าชื่อเสียงครับ

ชื่อเสียงมึงจะเลิศวิไลยังไงถ้าผลงานมึงจัญไรถึงขั้นชาวบ้านก่นด่าสาปแช่งทั่วบ้านทั่วเมืองแบบนี้

มันไม่มีประโยชน์เหี้ยอะไรเลยครับ!!

1

ไม่พอแค่นั้นยังท้าให้ SpiritWithin เข้ามาโพสอีก

และปรามาศว่าอนาคตเอ็งจบที่คุกแน่ๆ (ข้อหาเหี้ยไรวะ)

1

เอาเป็นว่าอย่าไปสนใจไอ้บัตรผ่านนี่เลยท่าจะบ้า….

แล้วคุณ Spriitwithin ก็ไปแตกกระทู้บอกว่ากระทู้แรกโดนลบเน่อ

พร้อมทั้งระบายความอัดอั้นว่า ซวยแน่กู…สงสัยจะเจอผู้ใหญ่เล่นกระมัง

1

คนที่ได้อ่านก็เข้ามาให้กำลังใจกันอย่างล้นหลาม

พร้อมทั้งก่นด่าสาปแช่งผู้บริหารของกระทรวงวัฒนธรรมอย่างสนุกสนาน!

อาห์ แล้วดราม่านี้จะจบลงยังไง  อนาคตเราจะโดนเซ็นเซอร์ก้นโดเรม่อนเนื่องจากไม่ใส่กางเกงในหรือไม่! :evil:

พวกเธอจงไปรีบเสพดราม่านี้โดยพลัน ;-)

+ + คุณ SpiritWithin_HolyStream ที่ตั้งกระทู้ถามความคิดเห็นเรื่องกระทรวงวัฒนธรรม ทำไมทำแบบนี้ครับ + +

http://www.pantip.com/cafe/siam/topic/F8526466/F8526466.html

กระทู้ถูกลบครับ

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8526909/A8526909.html

Holysai cookie DVDr2u rama8
yuki

157 Responses to “ข้าราชการไทย!ไพร่ห้ามวิจารณ์!”

  • 101
    Heatie:

    Popup wrote:

    รับความเห็นประชาชนไม่ได้ นี่แหละ กระทรวงวั*นธรรม

    ก็มันตั้งขึ้นมาเนื่องจาก “รับไม่ได้” ในอะไรซักอย่างอยู่แล้วนี่ครับ

    หน้าที่ของมันคือ แสดงให้เห็นว่า อะไรที่ “รับไม่ได้” แล้วก็บังคับให้ไพร่อย่างเราเชื่อตามนั้น

    วัฒนธรรม โดยความหมายมันก็เปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลาอยู่แล้ว กระทรวงนี้จะตั้งมาทำกระทงอะไร

    ของดีมันไม่หายไปไหนหรอก ไม่เห็นว่า USA จะต้องตั้งกระทรวงมาอนุรักษ์กางเกงยีนส์ , เจมส์ ดีน , เพลง Que Sera Sera ของดอริส เดย์ ฯลฯ เลยวะ

    ปล. ใครฟัง Eclextic Suntaraporn มั่ง ผมโคตรชอบเลย

  • 102
    ขาจร:

    กระทรวงหัวควย ในระบบราชการควยๆ ของประเทศควย

  • 103
    yaruze:

    ขาจร wrote:

    กระทรวงหัวควย ในระบบราชการควยๆ ของประเทศควย

    มึงออกจากประเทศนี้ไปเดี๋ยวนี้เลยครับ

  • 104
    ドラマーのなく頃に:

    ผมรังเกียจข้าราชการเลวๆมากมายครับ :x

    ผมว่าดูๆ เรื่องนี้มันก็ดูอารมณ์เดียวกะการแบนNCนะครับ ต่างกันตรงเจตนาของผู้เซ็นฯ และสิ่งที่โดนเซ็นฯ(อันนึงโจ๋งครึ่มแต่ยังแถ อีกอันไม่เห็นมีอะไรแต่ก็โดน)

  • 105
    ลูกน้อง:

    คุณลัดดา เคยดูหนังโป๊มั้ยครับ

  • 106
    .netเต๊ป Java กาก:

    yaruze wrote:

    ขาจร wrote:
    กระทรวงหัวควย ในระบบราชการควยๆ ของประเทศควย

    มึงออกจากประเทศนี้ไปเดี๋ยวนี้เลยครับ

    +1 แรง
    ที่จริงคนใช้อำนาจมากเกินไปนะ จนระบบราชการมาเหนือไพร่ฟ้าประชาชนคนทั่วไป ทั้งๆที่กินเงินภาษีของพวกเรา
    ระบบราชการมันดีอยู่แล้วครับ แต่คนมันไม่จิตสำนึกแม่มอะไรเลย (คนดีๆ ก็มี) นอนกินเงินเดือนไม่เข้าทำงาน อาทิตย์นึงเข้างานทีนึงก็บุญหัวลูกน้องแล้ว
    ยังใช้ระบบเส้นสายกันโจ๋งครึ่มเลยทีเดียว

    พอโดนด่าปุ๊บ ก็สั่งคนไปปิดปาก(ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม) ถามจริงเหอะ ถ้าทำเกินกว่าเหตุหรือเป็นที่ไม่พึงประสงค์ ในฐานะที่คุณกินเงินภาษีเราคิดว่าคุณจะแตะต้องไม่ได้งั้นหริอ?

    จะเสียภาษีให้มันดีมั๊ยว๊า :idea:

  • 107

    อีป้า (ไม่ได้ระบุชื่อ ฟ้องหมิ่นไม่ได้) รู้จัก check&balance system มั้ย? ถ่วงดุลอำนาจน่ะเฮ้ย! ไม่รู้ก็เปิดกูเกิ้ลซะนะ

    หรือ มวลชนวิจารณ์ไม่ได้ ลองสื่อมวลชนมั้ย ไม่ใช่สื่อมวลชนธรรมดาด้วยนะ เอาของเมกามั้ย san fran chronicle อยู่ตรง 901 Mission St ถนน 5th นี่เองเดินไปไม่กี่ก้าว อยากดังต่างประเทศมั้ย? :cool:

  • 108
    บักโจ้ย:

    เหลือเกินจริงๆ….

  • 109
    azlaz:

    เมื่อคืนเข้าดราม่านี้ไม่ได้ นึกว่าโดนยกหายไปซะแล้ว

    ป.ล.แอดมินเป็นเกย์

  • 110
    drama_stalker:

    และแล้วมันก็กลายเป็นเปลวไฟเผาผลาญอย่างสวยงาม คักๆๆๆๆ :twisted: :twisted: :twisted:

  • 111
    จิบเดียวก็ซึ้งแมน:

    “อ๊าาาาาาาย !! ไม่ได้ๆ !! ไอ้พวกนี้มันไม่มีสมอง !! มันเห็นปืนในทีวีปั๊ปมันจะเอาปืนแถว ใกล้มือนั่นละ มาระเบิดขมองคนแถวนั้นทันทีเลยค่ะ เดี๊ยนรับรอง !! พอเห็นฉากอาบน้ำในการ์ตูนนะค๊ะ กระโจ๊วมันจะตั้งทันที แล้วก็หันไปหาคนใกล้ตัวแล้วก็ข่มขืนเดี๋ยวนั้นเลยล่ะคร่า่าาาาา !! ไม่มีอิชั้นเซนเซอร์นะคร๊ะ ประเทศเราคงมีแต่ข่าวข่มขืนแล้วฆ่าอย่างเดียวนะคร๊าาาา !! อิชั้นนี่คือเทพมหาเทพผู้ไถ่บาปแห่งมวลมนุษยชาตินะคร๊าาาาา !! ห้ามติ ห้ามหือ ห้ามแอ๊ะแอ่นะคร๊า เพราะว่าดิชั้นคือมหาเทพผู้ทุกท่านควรจะบูชา ชาบู ชูบา อูราคร่าาาาา !!”

    อีสลัดผัก ! คนนะเว้ยไม่ใช่สัตว์เซลล์เดียว กุมีสมอง กุคิดได้ :cry:

  • 112
    อ่อนต่อโลก:

    การเป็นไพร่ นับเป็นวัฒนธรรมไทย ที่ต้องรักษาไว้สืบไป….

  • 113
    hojo:

    จริงๆแล้ว ควรเฉยและรับฟังความคิดเห็นมากกว่านะคะ ไม่ใช่ โวยวายจะฟ้องกลับแบบนี้เหมือนไม่เป้นผู้ใหญ่เลย ไม่ยอมรับความคิดเห็น ถึงความคิดเห็นนั้นจะดี จะชั่วแปค่าไหน ก็ควรนิ่งเข้าไว้ก่อนค่ะ “รุ่นใหญ่ใจต้องนิ่ง”

    แบบนี้ คนจะพาลเกลียดหนักกว่าเดิมเปล่าๆ :cry:

  • 114
    ซึนซึนโกะ:

    “ดิฉันเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

    ….แต่พวกพวกกรูเป็น “ประชาชนใต้ร่มเงาแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” นะเว้ยยยยยย
    เงินเดือนที่มรึงเสวยสุขก็มาจากหยาดเหงื่อเหม็นๆของไพร่ตาดำๆอย่างพวกกรู ….จำใส่กะลาหัวใว้

    อีห่านป่าป้าแก่นี่ หนังหน้ามันเยี่ยงนี้ ..มิน่ามิมีผู้ใดยอมเป็นผัวมัน …. :x :x :x

  • 115
    มาดมะขาม:

    คนแก่ๆบางคนพออายุมากมุมมองในเรื่องต่างๆจะตามไม่ทันยุคปัจจุบัน เอาความคิดตัวเป็นใหญ่(เผด็จการ?) คนแบบนี้ถ้าให้นั่งระดับบริหารองค์การก็มีแต่จะเจริญลงๆ

  • 116
    ตุ๊ดเรืองแสง แท่งมายา:

    ยาวค่ะ

    กระทู้ยาวค่ะ เหนื่อย

    แต่ถ้าอย่างอื่นยาว ไม่เหนื่อยค่ะ ชอบ

  • 117

    กระทู้แนะนำ โดนลบอีกแล้ว…แต่ลบได้ก็ตั้งใหม่ได้อ่ะพี่น้อง~

    http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8527896/A8527896.html

  • 118
    อ่อนซ้อมรัก:

    สงสัยต้องถ่ายพยาธิกันทั้งประเทศ

  • 119
    bluepearl:

    แตะไม่ได้ค่ะ ถ้าแตะแล้วพยาธิจะดิ้น :cry: กระหน่ำลบกระทู้ได้สุดยอดจริงๆ

  • 120
    HaCkY:

    ลูกน้อง wrote:

    คุณลัดดา เคยดูหนังโป๊มั้ยครับ

    เขากลัวประชาชนจะหลงผิดเลยเก็บไว้ดูคนเดียวคนอื่นจะได้ไม่หลงผิดแบบเขา :evil:

  • 121
    JJ:

    ข้าราชการไทย ในระบบราชการไทยๆ ของประเทศไทย… :cry:

  • 122
    อยากรู้อยากเห็น:

    สงสัยอย่างถ้าอยู่ป้าแกเจอคนไปก่อม๊อคประท้วงจะเกิดอะไรขึ้นเนี่ย :twisted:

  • 123
    AERRIS:

    ล่าสุด….โดนลบไปอีกแล้วฮะ :cry:

  • 124
    อ่อนต่อโลก:

    ข้าราชการ <<< มหาเทพ

    :grin:

    ทำให้พวกนี้รู้ตัววะทีว่า เป็น คน เหมือนกัน เลิกหลงผิด และ มองคนอื่นต่ำกว่าซะที

  • 125
    มาดมะขาม:

    มันต้องเอาไปโพสท์ต่างประเทศที่เซิฟเวอร์ไม่มีข้อตกลงร่วมกันกับไทยด้วย ไม่งั้นมันก็ลบไปเรื่อยแหละ :cry:

  • 126
    falcon:

    ตามอ่านๆแล้วแบบ อยากจะบอกชี
    กรูฉลาดพ่อว่ะคร๊าบบ ไม่ต้องคิดแทนกรู สากก :lol:

  • 127
    TaKa,The Nec:

    อย่าไปเหมาว่าก.วัฒนธรรมเป็นงี้ทุกคนนะครับ
    ส่วนตัวเคยทำงานร่วมกันมา ก็เห็นว่าคนเจ๋งๆ หัวสมัยใหม่ (แม้จะอายุเยอะแล้ว) ก็มีครับ
    แต่เหมือนว่าท่านไม่ค่อยออกสื่อ พอออกทีนึงก็ไม่ค่อยมีใครสนใจเท่าก่ะคนที่ออกมาให้เราด่าน่ะครับ ^^

  • 128
    บูชาอาเบะ:

    โอย อ่านไม่ไหว ปวดตับ :cry:

  • 129
    คนมุง:

    ไรวะ ลบอีกและ

    เซ็งห่านนนน :lol:

  • 130
    .netเต๊ป Java กาก:

    รู้แล้วว่าให้ไปลงบอร์ดไหน

    ลงบอร์ดเสธแดงดิ คิดว่าไม่น่าจะโดนลบนะ มีแต่จะช่วยกันด่าให้มันหนักกว่าเดิม :grin:

  • 131
    Darkwolf:

    นี่ล่ะประเทยไทย :|

  • 132
    delafesia:

    อยากให้ดราม่านี้มันมีผลทําให้กระทรวงไดโนเสาร์สั่นสะเทือนมาก เพราะการทํางานแม่งโครรจะโบราณ :lol:

  • 133
    ขำแค่นๆ:

    ต่อไปสงสัยคงจะมีคำเปรียบเปรยความเจ้ายศเจ้าอย่าง
    ว่า ” อย่ามา(เป็นคุณ)ลัดดานะ!!! ”
    :twisted:

  • 134
    ดราม่าได้มากกว่านี้อีก:

    gang อิป้าบ้าบอแบบนี้ ก็เป็นแบบบรรดาเจ๊ ๆ คุณ ๆ ผู้หญิงทั้งหลายที่ออกมาเย้ว ๆ กันคนละแนว คนละแบบนั่นแหละ
    เอาดังไว้ก่อน แล้วก็เป็นหนทางทำมาหากินต่อไป เช่น ลง ส.ส.บ้าง เอาตำแหน่ง (ปลอม ๆ) ไปซิวผลประโยชน์บ้าง เบ่งคับฟ้าบ้างนั่นแหละ

    หน้าฉากทำเป็นคนดี มีศีลธรรม นางฟ้านางสวรรค์
    แต่เบื้องหลังน่ะ :twisted:

    :evil: จริง ๆ สังคมไทย แมร่งเสื่อมขนาดต้องให้อิป้าพวกนี้มาคิดแทนตรูและประชาชนตาดำ ๆ ทั้งหลายหรือไงฟะ
    มิน่า ถึงได้ประชาชนจะพากันโง่ไปเกือบหมดแล้ว เพื่อพวกมันจะได้ครอบครองอำนาจวาสนาบารมีเหนือประชาชนอย่างเรา ๆ ไง

  • 135
    calledasdavid:

    :cry: :cry: เฮ้อ …. เรื่องแค่เปลือก ดันซีเรียสกันบ้านแตก (แต่งตัวอย่างี้ เซ็นเซอร์ชิซูกะอย่างงี้ ฉากยิงปืน ภาษาวิบัติ … โอย เยอะ) ไอ้เรื่องที่ควรซีเรียสจริงๆ อย่างเช่น ทำยังไงให้วัฒนธรรมดีๆ ของไทย ทันสมัย ไม่ตกโลก กลับไม่คิดกัน

    ตัวอย่าง … ใครจะไปคิด ว่าดนตรีโปงลาง จะทันสมัยได้ จนเมื่อโปงลางสะออนเกิดขึ้น มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่าของไทยๆ ก็ปรับตัวให้ทันสมัยได้ (แถมดังระดับ World Tour ได้ด้วยอ่ะ)

    จริงๆ ถ้ากระทรวงวัฒนธรรมมีวิสัยทัศน์ คงจะไม่ทำงานเชิงรับ แก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างนี้ จริงๆ ควรจะทำงานเชิงรุก แบบเปิดใจกว้าง อย่างเช่น … เป็นไปได้มั๊ย ถ้าเราจะสนับสนุน Designer คนไทย ให้ออกแบบเสื้อผ้าวัยรุ่นเก๋ไก๋ แต่ใช้ผ้าม่อฮ่อม … ทำยังไง ให้ดนตรีไทย เล่นร่วมกับดนตรีสากลได้เนียนๆ … ทำยังไง ให้ละครไทยมีเนื้อหาที่สมเหตุสมผล การถ่ายทำดีขึ้นกว่า อย่ามามัวแต่เซ็นเซอร์ ต้องกล้าสนับสนุนคนทำงานด้านนี้จริงๆ ให้เค้ามีทุน มีเวลา ที่จะทำสิ่งที่ดีกว่านี้ได้ (ขนาดรัฐบาลเกาหลีเค้ายังทำเลย) ไม่งั้นมันก็งูกินหางตามเคย คนทำละคร ก็ต้องทำเน่าๆ เพราะขายโฆษณาได้ พอทำดีๆ ขายโฆษณาไม่ได้ กูก็เจ๊ง กระทรวงไม่เคยช่วยอะไร แม่งเอาแต่ตัดของกูทิ้ง เช็ดโด้! 555 ….

    เค้าจะฟังเรามั๊ยเนี่ย … หรือเตรียมจะปิดเวปแล้ว 5555

  • 136
    คนที่ผ่านมา:

    อำนาจทำให้คน สามารถทำอะไรได้เหนือความคาดหมายจริงๆ

  • 137
    กรูรัก ดราม่า:

    สัด คนดีๆ ไฟแรงอยากแก้ไขประเทศให้ดีขึ้น :lol:

    แต่เสือกมี อีป้าหน้าโง่ว์ เป็นตัวถ่วงให้ประเทศแม่ม ล่มจมลงๆ :???:

    กรูว่ากระทรวงนี้ เอา อีป้านี่ออก เอาคนใหม่ๆไฟแรงแบบนี้มาบริหาร รับรองเจริญกว่านี้เป็นไหนๆ :mrgreen:

  • 138
    silversmoke:

    ประเทศไทยมันเจริญลงเป็นปกติวิสัยอยู่แล้วนี่

  • 139
    ทาก:

    :x เรื่องแบบนี้เห็นมานานมากจน ไม่รู้จะทำไงได้แล้ว :cry:

  • 140
    Abe~:

    กระทรวงวัฒนธรรมเหรอ
    รักษาวัฒนธรรมไทยคือสวมเชิ้ท สูท

    ฉันล่ะอยากเห็นคนกระทรวงนี้แต่งชุดไทยไปทำงานทุกวันจัง (ไม่ใช่พวกบรรดางานเลี้ยงเปลืองตังค์นะเออ) :|

  • 141
    ไหหลำ:

    ประเทศไทยช่างน่ากลั
    อยู่ในมือคนแบบนี้ = =

  • 142
    ถูกจูงจมูกมา:

    อื้อหือ เจ๊นี่ แรง

    “ดิฉันเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

    แต่ขอประทานโทษ พวกกระผมก็เป็นพสกนิกรภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระองค์ท่านเหมือนกัน

    แล้วที่แน่ๆ เงินเดือนที่คุณได้ไปน่ะ มันภาษีของพวก “ไพร่” ที่คุณว่านั่นแหละ

    กลับไปตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองหน่อย ว่าตัวเองสำคัญแค่ไหน ถึงได้กล้าเอื้อนเอ่ยวาจาเช่นนี้ แม่นางโฮโมอิเรคตัส

  • 143

    [...] ไปอ่านที่นี่กันเลยจ้า http://drama-addict.com/?p=1831 [...]

  • 144
    biohazardgang:

    คุณเซร่า ผู้บัญชาการเอสเอส wrote:

    Stardust wrote:
    หนังมหรสพนะเออ ไม่ใช่หนังหมี จะมาตัดมาทึ้งปู้ยี่ปู้ยำให้ชอกช้ำ
    แล้วการเซ็นเซอร์ในฉากร้านเหล้า ถ้าไม่ได้ดูตั้งกะแรก เซร่านึกว่าเป็นร้านขายหำเทียมทุกทีเรย
    แม่งเป็นแท่งๆ เหลี่ยมๆ เบลอๆ ไหนจะมีคนนั่งดูดอะไรไม่รู้เป็นแท่งที่ถูกเซ็นเซอร์อีก

    55555555555555555555555555555555 :grin: :grin: :grin:

    โอยยยย หัวเราะจนปวดท้องเลยว่ะ 55555555555555 :grin: :grin: :grin:

  • 145
    zero:

    กระทู้นี้เคยเห็นเหมือนกัน โดนลบอย่างรวดเร็ว.. :cry:
    ส่วนเจ้าของกระทู้คนนั้นน่าสงสารมาก แค่มาถามความเห็น แต่โดนไปเต็มๆ
    ไม่รู้ตอนนี้จะเป็นยังไงมั่ง.. :cry:

  • 146

    :!: เอ่อเราก็เป็นคนหนึ่งที่เรียนด้านวัฒนธรรม ซึ่งตอนนี้ก็ต่อโทด้านนี้อยู่….
    ก่อนเราจะมองประเด็นเรื่องวัฒนธรรม เราต้องมองถึง “ความหมายของคำว่าวัฒนธรรม” กันก่อนนะค่ะ ซึ่งความหมายของวัฒนธรรมอย่างแท้ๆ จริงนั้นก็อธิบายโดยเข้าใจคือ……แต่เดิมเรื่องของวัฒนธรรมเริ่มแรกนั้น เกิดขึ้นที่อังกฤษ นักทฤษฏีชาวอังกฤษเริ่มทำการศึกษาเรื่องวัฒนธรรมศึกษา ซึ่งบ่อเกิดความหมายของวัฒนธรรมกล่าวโดย F.R.DEVIC – กล่าวให้ความหมายของทางวัฒนธรรมคือ วัฒนธรรมเป็นเรื่องของคนชั้นล่าง การคุมคามของคนในปัจจุบันในด้านเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านต่าง ๆ ซึ่งทฤษฏีนี้คล้ายกับของ ADORNO เพราะให้ความสำคัญและกล่าวถึงเรื่องของสังคมในอังกฤษว่ามีความแตกต่างกันทาง ด้านวัฒนธรรมอย่างไร ในเรื่องของการแบ่งชนชั้นกันในทางวัฒนธรรม ในเรื่องของการเหยียดสีผิวของคนขาวและคนดำในอังกฤษ
    ในด้านของ “รัฐ” ที่มีรูปแบบการบริหารในรูปแบบที่กล่าวได้ว่าความเจริญที่ไม่ทั่วถึง ในการที่ความเจริญ สิ่งอำนวยความสะดวก สวัสดิการทั้งหลาย เกิดขึ้นอยู่ในศูนย์กลางคือในเมืองใหญ่เท่านั้น ทำให้ความเจริญทั้งหลายกระจายไปไม่ทั่วถึงชนบท เกิดปัญหาที่ว่าการแตกแยกของคนหลายๆฝ่าย การทะเลาะเบอะแว้งของคน การแบ่งพรรคพวก

    ต่อมานักทฤษฏี ADORNO – กล่าวในเรื่องของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (cultural industry) “โดยการถูกครอบงำของสิ่งที่มองไม่เห็นโดยการที่มนุษย์ถูกกระบวนการในทางตลาด ต่าง ๆ ครอบงำ” เช่น ทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านการตลาด กลไกลความไม่เป็นธรรมทางด้านอุตสาหกรรม
    BENJAMIN – กล่าวในเรื่องของสื่อ ภาพ เสียง ต่าง ๆ ในปัจจุบัน ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมทั้งสิ้น เชื่อในเรื่องของสิ่งทางสื่อเหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเข้าใจกันใน ทางวัฒนธรรม การมีส่วนร่วม การสร้างอารมณ์ร่วมของคนที่ผ่านทางสื่อ สิ่งเหล่านี้ทำให้คนเข้าถึงวัฒนธรรมได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในยุคของ ฮิตเลอร์ – ใช้สื่อในการปลุกระดม รวบรวมพละกำลังในกระบวนการคอมมิวนีส
    คำว่าวัฒนธรรมของ Gramsci – เป็นวัฒนธรรมในหลาย ๆ รูปแบบ ต่างจากมาร์คมองว่าเป็น “จิตสำนึกที่ผิดพลาด” แต่ Gramsci มองว่าเป็นสิ่งหลากหลายและแปลกแยกกันออกไป

    ***ดังนั้น วัฒนธรรม คือ เรื่องความไม่เสมอภาค ความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคม ความรู้สึกที่ผิดพลาด และทำให้ปฏิบัติตัวแปลกแยก โดยต้องการแสดงตัวตน หรือต้องการพื้นที่ในฐานะความเป็นคน เปิดเผยกลไกลในสังคมที่เกิดขึ้น โดยกลุ่มคนเหล่านี้พยายามที่จะต่อสู้ ที่จะมีที่ว่างในการดำรงค์ชีวิตภายในสังคมปัจจุบัน

    การศึกษาด้านวัฒนธรรมศึกษา – สนใจที่จะศึกษาสิ่งต่าง ๆ ที่แสดงออกมาให้เห็นถึงจุดบอด หรือปัญหาที่เกิดขึ้น และนำมาเป็นประเด็นในการศึกษา และวัฒนธรรมศึกษาไม่สนใจในเรื่องสุนทรียะด้านความงาน แต่สนใจวัฒนธรรมมวลชนในฐานะที่เป็นเป้าหมายทางการเมือง และวัฒนธรรมศึกษายังปฏิเสธว่าเพลงป๊อบ ฮิบฮอป ไม่ได้เป็นของวัฒนธรรมชั้นต่ำและสูง เป็นการเปิดพื้นที่ของกลุ่มคนให้มีการเคลื่อนไหวและต่อรอง วัฒนธรรมศึกษาไม่ใช่สิ่งที่จะหยุดนิ่ง สนใจวิเคราะห์ความขัดแย้งที่ดำรงค์อยุ่ภายใต้การผลิตซ้ำหรืออุดมการณ์การ ผลิต เน้นการเปิดโปงหรือการตีแผ่ในอุดมการณ์ของอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ สังคม ต้องการเปิดโปงอำนาจ หรือความหมายที่ถูกซ่อนอยู่ว่าเป็นอย่างไร ศึกษาวิเคราะห์

    การตีความหมายเชิงลึกทางวัฒนธรรม
    – วัฒนธรรม คือสิ่งที่เปรียบได้ว่าเป็นใยแมงมุมที่ทักทอ และแมงมุมก็อยู่ในนั้นตลอดมา เหมือนวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นและเราก็ติดอยู่กับวัฒนธรรม เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมตลอดมา
    – คนตะวันตกกล่าวว่าสังคมไทยในอดีตเป็นสังคมที่หละหลวง ไม่มีความเป็นระบบ ต่อมา อคิน รพีพัฒน์(นามปากกา) ก็ออกมากล่าวว่าสังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์
    – อุปถัมภ์ หมายความว่า การที่เรามีอำนาจเหนือคนอีกคนหรือต่ำกว่าคนอีกคนหนึ่ง แต่ก็ข้องเกี่ยวและมีความช่วยเหลือซึ่งกันและกันตลอดเวลา ดังนั้นระบบอุปถัมภ์จึงอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน ตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ แม้แต่ในปัจจุบันสังคมไทยก็ยังเป็นไปในรูปแบบของสังคมอุปถัมภ์อยู่ ล้วนแต่มีความอุปถัมภ์ซึ่งกันและกัน
    – ร.4 กล่าวว่าในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ การที่เราเป็นไพร่หรือมีฐานะเป็นอะไร เมื่อเราเลื่อนชั้น หรือไม่ได้อยู่ในฐานะนั้นแล้ว แต่ความเป็นจริงเราก็ยังคงเป็นไพร่อยู่ดี ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงฐานะของตนเองได้

    ความเข้าใจความหมายของวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรมของประเทศไทย
    ดังนั้นความหมายของวัฒนธรรมของกระทรวงนั้นจึงมีความหมายในเชิงที่เกี่ยวกับ หลักสูตรที่มีชื่อ “วัฒนธรรม” ในรูปแบบต่างๆนั้น ดูเหมือว่า ถูกตั้งมาจากกลุ่มผู้ที่ ศึกษาวิชาการแขนงต่างๆที่ในวิชาชีพตนเอง ต้อง “ศึกษาวัฒนธรรม” เช่นไทยศึกษา และมานุษยวิทยา ถึงกับมีการจัดประชุมประจำปี เรื่อง “ยกเครื่องวัฒนธรรมศึกษา” ในวัตถุประสงค์โดยสรุปคือตั้งข้อสงสัยในหลักสูตร ที่มีคำว่า “วัฒนธรรม” ประกอบอยู่ จึงพบว่าผู้คนที่สงสัยในหลักสูตรนี้ส่วนใหญ่เป็นนักมานุษยวิทยา กลุ่มสายมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ที่ต้อง “ศึกษาวัฒนธรรม”และการประชุมนี้ มีความพยายามบางอย่างที่จะบอกว่า “เครื่อง(วัฒนธรรมศึกษา) ไม่ดีต้องยกเครื่องใหม่” ทั้งที่หลักสูตรเหล่านี้บางมหาวิทยาลัยยังไม่มีใครเรียนจบเลย การประชุมนี้ได้กลายเป็นประชุมเพื่อ สร้างฉากหนึ่งของความรุนแรงทางวิชาการใน “การตกเขียวทางวิชาการ” หรือ การทำให้สาขาวิชาใดวิชาหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่าอีกสาขาหนึ่งหรือไม่? ด้วยการสร้างจำเลยทางวิชาการขึ้นมาแล้วช่วยกันสร้างตราประทับอันเลวร้าย “ทางวิชาการวัฒนธรรม”ตราตรึงไว้

    ในปรากฏการณ์ทางสังคมปัจจุบันในทุกๆเรื่องเมื่อสาวสาเหตุไปลึกๆแล้วก็จะพบ การให้คำตอบ(แบบขอไปที)ว่า เป็น “ปัญหาทางวัฒนธรรม”เป็นคำตอบที่พื้นๆธรรมดา แต่มีความหมายเชิงอำนาจที่ลึกซึ้ง ที่ผู้ฟังก็จะต้องสยบยอม ไม่มีใครตั้งคำถามต่อเพราะทุกคนไม่เข้าใจว่า “วัฒนธรรมคืออะไร” ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะผู้รู้ทั้งหลายไม่รู้จะหาคำอธิบายว่าอย่างไร จึง เหมารวมไปถึง “การเป็นจำเลย”ที่ไม่มีตัวตนจับต้องไม่ได้ และเป็นคำที่มีอำนาจทางสังคมมาก คือ “วัฒนธรรม” ในทุกๆเรื่อง มีสาขาวิชามากมายที่มีพื้นที่ความรู้ในการอธิบาย วัฒนธรรม มาอย่างยาวนาน ทั้งทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ทำให้วัฒนธรรมกลายเป็นวัตถุและอาณาบริเวณทางการศึกษาไป และวัฒนธรรมก็ไร้ตัวตน ใครก็ได้ ที่จะทำอะไรก็ตาม และอ้างวัฒนธรรมมักจะได้รับการยกเว้น วัฒนธรรมจึงตกเป็นเครื่องมือทางอำนาจ ของประชาชนและนักวิชาการ

    ดังนั้นเมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ “วัฒนธรรม”จะบอกว่า “หยุดเลิกอ้างความเป็นวัฒนธรรม”และ “ศึกษาวัฒนธรรม ในฐานะที่เป็นความรู้” เพราะว่า “สักวันหนึ่ง วัฒนธรรมจะเป็นผู้ที่ พูด เขียนและปฏิบัติการ ด้วยตัวของวัฒนธรรมเอง” เมื่อถึงวันนั้น “มนุษย์” ทั้งหลายได้เตรียมพร้อมทางความรู้หรือยัง ที่จะรับมือกับวัฒนธรรมที่กำลังประกาศอิสรภาพ ดังนั้นมนุษย์เราควรมีองค์ความรู้บางอย่างที่จะ ศึกษาวัฒนธรรมในมุมมองและมิติทางวัฒนธรรมของวัฒนธรรมเอง โดยไม่ผ่านความรู้สาขาอื่นที่เกิดขึ้นในโลกนี้เดิมๆที่มีวัตถุประสงค์อื่น เช่นเพียงแค่ต้องการเข้าใจมนุษย์ หรือสังคม ฯลฯ แต่ไม่มีใครพยายามเข้าใจวัฒนธรรม

    ทำไมต้องใช้ชื่อ “วัฒนธรรมศึกษา” เนื่องจาก วัฒนธรรม ในฐานะของวิชาการยังไม่ มีแนวคิดและทฤษฎีเป็นของตนเองและระเบียบวิธีในการหาความรู้ยังไม่มีเป็นการ เฉพาะ จึงได้ใช้คำว่า “ศึกษา” ที่ เป็นคำในภาษาอังกฤษว่า “- studies” ต่อท้ายวัฒนธรรม โดยไม่ได้ ใช้คำว่า – Logy หรือ – Science ที่แปลว่า “-วิทยา” และ “- ศาสตร์” แต่ก็ไม่ได้เป็นข้อด้อยเลยในการไม่มี “ศาสตร์เฉพาะของตนเอง” ทำให้การค้นคว้าหาความรู้เป็นไปได้อย่างกว้างขวาง หลากแนวคิด และสามารถผสมผสาน ตัดต่อทางวิชาการได้อย่างอิสระ รวมถึง การใช้ระเบียบวิธีวิจัยในการหาความรู้ ที่หลากหลาย ไม่ยึดติดกับ เทคนิค เชิงปริมาณ หรือ เชิงคุณภาพ ถ้าระเบียบวิธีนั้นสามารถให้คำตอบทางวิชาการได้

    เมื่อเรามองการทำงานของกระทรวงวัฒนธรรมในประเทศไทยแล้ว ….แต่เราต้องเข้าใจการทำงานของกระทรวงนะค่ะว่าเค้าถูกกำหนด หรือวางแบบแผนความเชื่อของคำว่า “วัฒนธรรม” เป็นสิ่งที่ดีงาม ซึ่งถ้าเราศึกษาความหมายแล้ว มันจะมีความหมายเชิงลึดลงไปมากกว่านี้ แต่การทำงานของกระทรวงคือ ถูกกำหนดมาให้มีหน้าที่ตามกรอบของคนเบื้องหลัง คือบอกไปทางซ้ายก็ไป บอกไปทางขวาก็ไป เลยทำให้เกิดปัญหามาหมาย
    แท้ที่จริงแล้ว หน้าที่การเฝ้าระวังนั้น ตรวงเทคฯ ตรวจและจับซีดี การเซยต์เวอร์ต่างๆ ฯลฯ ที่ปัจจุบันเป็นหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรม ควรจะเป็นของกระทรวงมหาดไทย……….แต่ลองคิดดูว่าถ้าหน้าที่การเฝ้าระวัง นั้นตกมาเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยแล้ว ท่านทั้งหลายก็คงไม่ได้มีความคิดที่ดีต่อกระทรวงมหาดไทย เหมือนกับกระทรวงวัฒนธรรมหลอก
    เพราะหน้าที่มันถูกกำหนดให้คนต้องทำตาม เพระาถ้ามองลงไปแล้วนั้น หน้าที่ที่ค้ำคอนั้น มองอย่างนักทฤษฏี เราก็ตกอยู่ใต้อำนาจของโครงสร้างทางภาษา หรือภาษา หรือเรียกอีกแบบหนึ่งคือ โครงสร้างนิยม – ความหมายและชื่อเรียกซึ่งมีความแตกต่างกัน ไม่ได้ให้ความหมายตามชื่อ ดังนั้นภาษาเป็นสิ่งที่สร้างโครงสร้างของมนุษย์ เมื่อภาษาได้รับความนิยมแล้ว ภาษาก็มีความหลากหลายในตัวของมันเองอีกแบ่งย่อยออกไป การให้คุณค่าความหมายที่มีความแตกต่างกันออกไปอีก ภาษายังเป็นระบบสัญลักษณ์เช่น ตราของมหาวิทยาลัย แบรนสินค้า ดังนั้นมนุษย์จึงตกเป็นอยู่ภายใต้โครงสร้างนิยม เนื่องจากสร้างภาษาขึ้นมาก็ตกอยู่ภายใต้ของภาษา
    เองอีกเหมือนเดิม หนีไปไหนไม่ได้ และทุกวันนี้คนไทยก็ยังตกอยู่ภายใต้สื่อโดยหน้ามึน อิทธิพลของสื่อที่เรามองข้ามนั้น แท้จริงแล้วมีบทบาทมากในทุกวันนี้

  • 147
    ikki:

    บอกตรง ๆ ว่า ” เกลียด นังป้านี้มากก ” คนแบบนี้ไม่น่าทำงานที่เกี่ยวข้องกับคนส่วนมากเลย

  • 148
    604pc:

    พฤติกรรมของเธอนี่ควรค่าแก่รางวัล Darwin Awards ที่สุดเลยครับ ยิ่งไม่ได้แต่งงานอย่างนี้ ยิ่งนับว่าเธอได้สร้างคุณูปการต่อมวลมนุษยชาติด้วยการไม่เอายีนเสื่อมๆของเธอไปแพร่พันธ์ต่อ

    The Darwin Awards
    http://www.darwinawards.com/

  • 149
    วารินเน่:

    ทำเรื่องเล็กให้เป้นเรื่องใหญ่ คนอาไร๊….

  • 150
    Poncho:

    อีก1 Change for hope :evil: :evil:

  • 151
    ปักสาขาวใหญ่:

    เฮ้ย ทำไมยังมีคอมเมนท์เข้ามาเรื่อยวะ

  • 152
    yes man:

    cultural wrote:

    เอ่อเราก็เป็นคนหนึ่งที่เรียนด้านวัฒนธรรม ซึ่งตอนนี้ก็ต่อโทด้านนี้อยู่….
    ก่อนเราจะมองประเด็นเรื่องวัฒนธรรม เราต้องมองถึง “ความหมายของคำว่าวัฒนธรรม” กันก่อนนะค่ะ ซึ่งความหมายของวัฒนธรรมอย่างแท้ๆ จริงนั้นก็อธิบายโดยเข้าใจคือ……แต่เดิมเรื่องของวัฒนธรรมเริ่มแรกนั้น เกิดขึ้นที่อังกฤษ นักทฤษฏีชาวอังกฤษเริ่มทำการศึกษาเรื่องวัฒนธรรมศึกษา ซึ่งบ่อเกิดความหมายของวัฒนธรรมกล่าวโดย F.R.DEVIC – กล่าวให้ความหมายของทางวัฒนธรรมคือ วัฒนธรรมเป็นเรื่องของคนชั้นล่าง การคุมคามของคนในปัจจุบันในด้านเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านต่าง ๆ ซึ่งทฤษฏีนี้คล้ายกับของ ADORNO เพราะให้ความสำคัญและกล่าวถึงเรื่องของสังคมในอังกฤษว่ามีความแตกต่างกันทาง ด้านวัฒนธรรมอย่างไร ในเรื่องของการแบ่งชนชั้นกันในทางวัฒนธรรม ในเรื่องของการเหยียดสีผิวของคนขาวและคนดำในอังกฤษ
    ในด้านของ “รัฐ” ที่มีรูปแบบการบริหารในรูปแบบที่กล่าวได้ว่าความเจริญที่ไม่ทั่วถึง ในการที่ความเจริญ สิ่งอำนวยความสะดวก สวัสดิการทั้งหลาย เกิดขึ้นอยู่ในศูนย์กลางคือในเมืองใหญ่เท่านั้น ทำให้ความเจริญทั้งหลายกระจายไปไม่ทั่วถึงชนบท เกิดปัญหาที่ว่าการแตกแยกของคนหลายๆฝ่าย การทะเลาะเบอะแว้งของคน การแบ่งพรรคพวก
    ต่อมานักทฤษฏี ADORNO – กล่าวในเรื่องของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (cultural industry) “โดยการถูกครอบงำของสิ่งที่มองไม่เห็นโดยการที่มนุษย์ถูกกระบวนการในทางตลาด ต่าง ๆ ครอบงำ” เช่น ทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านการตลาด กลไกลความไม่เป็นธรรมทางด้านอุตสาหกรรม
    BENJAMIN – กล่าวในเรื่องของสื่อ ภาพ เสียง ต่าง ๆ ในปัจจุบัน ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมทั้งสิ้น เชื่อในเรื่องของสิ่งทางสื่อเหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเข้าใจกันใน ทางวัฒนธรรม การมีส่วนร่วม การสร้างอารมณ์ร่วมของคนที่ผ่านทางสื่อ สิ่งเหล่านี้ทำให้คนเข้าถึงวัฒนธรรมได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในยุคของ ฮิตเลอร์ – ใช้สื่อในการปลุกระดม รวบรวมพละกำลังในกระบวนการคอมมิวนีส
    คำว่าวัฒนธรรมของ Gramsci – เป็นวัฒนธรรมในหลาย ๆ รูปแบบ ต่างจากมาร์คมองว่าเป็น “จิตสำนึกที่ผิดพลาด” แต่ Gramsci มองว่าเป็นสิ่งหลากหลายและแปลกแยกกันออกไป
    ***ดังนั้น วัฒนธรรม คือ เรื่องความไม่เสมอภาค ความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคม ความรู้สึกที่ผิดพลาด และทำให้ปฏิบัติตัวแปลกแยก โดยต้องการแสดงตัวตน หรือต้องการพื้นที่ในฐานะความเป็นคน เปิดเผยกลไกลในสังคมที่เกิดขึ้น โดยกลุ่มคนเหล่านี้พยายามที่จะต่อสู้ ที่จะมีที่ว่างในการดำรงค์ชีวิตภายในสังคมปัจจุบัน
    การศึกษาด้านวัฒนธรรมศึกษา – สนใจที่จะศึกษาสิ่งต่าง ๆ ที่แสดงออกมาให้เห็นถึงจุดบอด หรือปัญหาที่เกิดขึ้น และนำมาเป็นประเด็นในการศึกษา และวัฒนธรรมศึกษาไม่สนใจในเรื่องสุนทรียะด้านความงาน แต่สนใจวัฒนธรรมมวลชนในฐานะที่เป็นเป้าหมายทางการเมือง และวัฒนธรรมศึกษายังปฏิเสธว่าเพลงป๊อบ ฮิบฮอป ไม่ได้เป็นของวัฒนธรรมชั้นต่ำและสูง เป็นการเปิดพื้นที่ของกลุ่มคนให้มีการเคลื่อนไหวและต่อรอง วัฒนธรรมศึกษาไม่ใช่สิ่งที่จะหยุดนิ่ง สนใจวิเคราะห์ความขัดแย้งที่ดำรงค์อยุ่ภายใต้การผลิตซ้ำหรืออุดมการณ์การ ผลิต เน้นการเปิดโปงหรือการตีแผ่ในอุดมการณ์ของอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ สังคม ต้องการเปิดโปงอำนาจ หรือความหมายที่ถูกซ่อนอยู่ว่าเป็นอย่างไร ศึกษาวิเคราะห์
    การตีความหมายเชิงลึกทางวัฒนธรรม
    – วัฒนธรรม คือสิ่งที่เปรียบได้ว่าเป็นใยแมงมุมที่ทักทอ และแมงมุมก็อยู่ในนั้นตลอดมา เหมือนวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นและเราก็ติดอยู่กับวัฒนธรรม เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมตลอดมา
    – คนตะวันตกกล่าวว่าสังคมไทยในอดีตเป็นสังคมที่หละหลวง ไม่มีความเป็นระบบ ต่อมา อคิน รพีพัฒน์(นามปากกา) ก็ออกมากล่าวว่าสังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์
    – อุปถัมภ์ หมายความว่า การที่เรามีอำนาจเหนือคนอีกคนหรือต่ำกว่าคนอีกคนหนึ่ง แต่ก็ข้องเกี่ยวและมีความช่วยเหลือซึ่งกันและกันตลอดเวลา ดังนั้นระบบอุปถัมภ์จึงอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน ตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ แม้แต่ในปัจจุบันสังคมไทยก็ยังเป็นไปในรูปแบบของสังคมอุปถัมภ์อยู่ ล้วนแต่มีความอุปถัมภ์ซึ่งกันและกัน
    – ร.4 กล่าวว่าในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ การที่เราเป็นไพร่หรือมีฐานะเป็นอะไร เมื่อเราเลื่อนชั้น หรือไม่ได้อยู่ในฐานะนั้นแล้ว แต่ความเป็นจริงเราก็ยังคงเป็นไพร่อยู่ดี ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงฐานะของตนเองได้
    ความเข้าใจความหมายของวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรมของประเทศไทย
    ดังนั้นความหมายของวัฒนธรรมของกระทรวงนั้นจึงมีความหมายในเชิงที่เกี่ยวกับ หลักสูตรที่มีชื่อ “วัฒนธรรม” ในรูปแบบต่างๆนั้น ดูเหมือว่า ถูกตั้งมาจากกลุ่มผู้ที่ ศึกษาวิชาการแขนงต่างๆที่ในวิชาชีพตนเอง ต้อง “ศึกษาวัฒนธรรม” เช่นไทยศึกษา และมานุษยวิทยา ถึงกับมีการจัดประชุมประจำปี เรื่อง “ยกเครื่องวัฒนธรรมศึกษา” ในวัตถุประสงค์โดยสรุปคือตั้งข้อสงสัยในหลักสูตร ที่มีคำว่า “วัฒนธรรม” ประกอบอยู่ จึงพบว่าผู้คนที่สงสัยในหลักสูตรนี้ส่วนใหญ่เป็นนักมานุษยวิทยา กลุ่มสายมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ที่ต้อง “ศึกษาวัฒนธรรม”และการประชุมนี้ มีความพยายามบางอย่างที่จะบอกว่า “เครื่อง(วัฒนธรรมศึกษา) ไม่ดีต้องยกเครื่องใหม่” ทั้งที่หลักสูตรเหล่านี้บางมหาวิทยาลัยยังไม่มีใครเรียนจบเลย การประชุมนี้ได้กลายเป็นประชุมเพื่อ สร้างฉากหนึ่งของความรุนแรงทางวิชาการใน “การตกเขียวทางวิชาการ” หรือ การทำให้สาขาวิชาใดวิชาหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่าอีกสาขาหนึ่งหรือไม่? ด้วยการสร้างจำเลยทางวิชาการขึ้นมาแล้วช่วยกันสร้างตราประทับอันเลวร้าย “ทางวิชาการวัฒนธรรม”ตราตรึงไว้
    ในปรากฏการณ์ทางสังคมปัจจุบันในทุกๆเรื่องเมื่อสาวสาเหตุไปลึกๆแล้วก็จะพบ การให้คำตอบ(แบบขอไปที)ว่า เป็น “ปัญหาทางวัฒนธรรม”เป็นคำตอบที่พื้นๆธรรมดา แต่มีความหมายเชิงอำนาจที่ลึกซึ้ง ที่ผู้ฟังก็จะต้องสยบยอม ไม่มีใครตั้งคำถามต่อเพราะทุกคนไม่เข้าใจว่า “วัฒนธรรมคืออะไร” ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะผู้รู้ทั้งหลายไม่รู้จะหาคำอธิบายว่าอย่างไร จึง เหมารวมไปถึง “การเป็นจำเลย”ที่ไม่มีตัวตนจับต้องไม่ได้ และเป็นคำที่มีอำนาจทางสังคมมาก คือ “วัฒนธรรม” ในทุกๆเรื่อง มีสาขาวิชามากมายที่มีพื้นที่ความรู้ในการอธิบาย วัฒนธรรม มาอย่างยาวนาน ทั้งทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ทำให้วัฒนธรรมกลายเป็นวัตถุและอาณาบริเวณทางการศึกษาไป และวัฒนธรรมก็ไร้ตัวตน ใครก็ได้ ที่จะทำอะไรก็ตาม และอ้างวัฒนธรรมมักจะได้รับการยกเว้น วัฒนธรรมจึงตกเป็นเครื่องมือทางอำนาจ ของประชาชนและนักวิชาการ
    ดังนั้นเมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ “วัฒนธรรม”จะบอกว่า “หยุดเลิกอ้างความเป็นวัฒนธรรม”และ “ศึกษาวัฒนธรรม ในฐานะที่เป็นความรู้” เพราะว่า “สักวันหนึ่ง วัฒนธรรมจะเป็นผู้ที่ พูด เขียนและปฏิบัติการ ด้วยตัวของวัฒนธรรมเอง” เมื่อถึงวันนั้น “มนุษย์” ทั้งหลายได้เตรียมพร้อมทางความรู้หรือยัง ที่จะรับมือกับวัฒนธรรมที่กำลังประกาศอิสรภาพ ดังนั้นมนุษย์เราควรมีองค์ความรู้บางอย่างที่จะ ศึกษาวัฒนธรรมในมุมมองและมิติทางวัฒนธรรมของวัฒนธรรมเอง โดยไม่ผ่านความรู้สาขาอื่นที่เกิดขึ้นในโลกนี้เดิมๆที่มีวัตถุประสงค์อื่น เช่นเพียงแค่ต้องการเข้าใจมนุษย์ หรือสังคม ฯลฯ แต่ไม่มีใครพยายามเข้าใจวัฒนธรรม
    ทำไมต้องใช้ชื่อ “วัฒนธรรมศึกษา” เนื่องจาก วัฒนธรรม ในฐานะของวิชาการยังไม่ มีแนวคิดและทฤษฎีเป็นของตนเองและระเบียบวิธีในการหาความรู้ยังไม่มีเป็นการ เฉพาะ จึงได้ใช้คำว่า “ศึกษา” ที่ เป็นคำในภาษาอังกฤษว่า “- studies” ต่อท้ายวัฒนธรรม โดยไม่ได้ ใช้คำว่า – Logy หรือ – Science ที่แปลว่า “-วิทยา” และ “- ศาสตร์” แต่ก็ไม่ได้เป็นข้อด้อยเลยในการไม่มี “ศาสตร์เฉพาะของตนเอง” ทำให้การค้นคว้าหาความรู้เป็นไปได้อย่างกว้างขวาง หลากแนวคิด และสามารถผสมผสาน ตัดต่อทางวิชาการได้อย่างอิสระ รวมถึง การใช้ระเบียบวิธีวิจัยในการหาความรู้ ที่หลากหลาย ไม่ยึดติดกับ เทคนิค เชิงปริมาณ หรือ เชิงคุณภาพ ถ้าระเบียบวิธีนั้นสามารถให้คำตอบทางวิชาการได้
    เมื่อเรามองการทำงานของกระทรวงวัฒนธรรมในประเทศไทยแล้ว ….แต่เราต้องเข้าใจการทำงานของกระทรวงนะค่ะว่าเค้าถูกกำหนด หรือวางแบบแผนความเชื่อของคำว่า “วัฒนธรรม” เป็นสิ่งที่ดีงาม ซึ่งถ้าเราศึกษาความหมายแล้ว มันจะมีความหมายเชิงลึดลงไปมากกว่านี้ แต่การทำงานของกระทรวงคือ ถูกกำหนดมาให้มีหน้าที่ตามกรอบของคนเบื้องหลัง คือบอกไปทางซ้ายก็ไป บอกไปทางขวาก็ไป เลยทำให้เกิดปัญหามาหมาย
    แท้ที่จริงแล้ว หน้าที่การเฝ้าระวังนั้น ตรวงเทคฯ ตรวจและจับซีดี การเซยต์เวอร์ต่างๆ ฯลฯ ที่ปัจจุบันเป็นหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรม ควรจะเป็นของกระทรวงมหาดไทย……….แต่ลองคิดดูว่าถ้าหน้าที่การเฝ้าระวัง นั้นตกมาเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยแล้ว ท่านทั้งหลายก็คงไม่ได้มีความคิดที่ดีต่อกระทรวงมหาดไทย เหมือนกับกระทรวงวัฒนธรรมหลอก
    เพราะหน้าที่มันถูกกำหนดให้คนต้องทำตาม เพระาถ้ามองลงไปแล้วนั้น หน้าที่ที่ค้ำคอนั้น มองอย่างนักทฤษฏี เราก็ตกอยู่ใต้อำนาจของโครงสร้างทางภาษา หรือภาษา หรือเรียกอีกแบบหนึ่งคือ โครงสร้างนิยม – ความหมายและชื่อเรียกซึ่งมีความแตกต่างกัน ไม่ได้ให้ความหมายตามชื่อ ดังนั้นภาษาเป็นสิ่งที่สร้างโครงสร้างของมนุษย์ เมื่อภาษาได้รับความนิยมแล้ว ภาษาก็มีความหลากหลายในตัวของมันเองอีกแบ่งย่อยออกไป การให้คุณค่าความหมายที่มีความแตกต่างกันออกไปอีก ภาษายังเป็นระบบสัญลักษณ์เช่น ตราของมหาวิทยาลัย แบรนสินค้า ดังนั้นมนุษย์จึงตกเป็นอยู่ภายใต้โครงสร้างนิยม เนื่องจากสร้างภาษาขึ้นมาก็ตกอยู่ภายใต้ของภาษา
    เองอีกเหมือนเดิม หนีไปไหนไม่ได้ และทุกวันนี้คนไทยก็ยังตกอยู่ภายใต้สื่อโดยหน้ามึน อิทธิพลของสื่อที่เรามองข้ามนั้น แท้จริงแล้วมีบทบาทมากในทุกวันนี้

    ยาวไปละ หัดคิดอะไรตื้นๆ มั่งก็ได้นะ เรื่องมันง่ายนิดเดียว :evil:

  • 153
    Austin:

    สัส มัวแต่มาสนใจเรื่องอะรัย

    สงสัยคนในกะทรวงไม่เคยแก้ผ้าอาบน้ำ

    ปันยาอ่อนชิบหาย

  • 154
    hatori:

    ใครเป็นผัวป้าเค้านี่คงแบบ :evil:

  • 155
    คนหล่อจิตใจดี:

    yes man wrote:

    cultural wrote:
    เอ่อเราก็เป็นคนหนึ่งที่เรียนด้านวัฒนธรรม ซึ่งตอนนี้ก็ต่อโทด้านนี้อยู่….
    ก่อนเราจะมองประเด็นเรื่องวัฒนธรรม เราต้องมองถึง “ความหมายของคำว่าวัฒนธรรม” กันก่อนนะค่ะ ซึ่งความหมายของวัฒนธรรมอย่างแท้ๆ จริงนั้นก็อธิบายโดยเข้าใจคือ……แต่เดิมเรื่องของวัฒนธรรมเริ่มแรกนั้น เกิดขึ้นที่อังกฤษ นักทฤษฏีชาวอังกฤษเริ่มทำการศึกษาเรื่องวัฒนธรรมศึกษา ซึ่งบ่อเกิดความหมายของวัฒนธรรมกล่าวโดย F.R.DEVIC – กล่าวให้ความหมายของทางวัฒนธรรมคือ วัฒนธรรมเป็นเรื่องของคนชั้นล่าง การคุมคามของคนในปัจจุบันในด้านเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านต่าง ๆ ซึ่งทฤษฏีนี้คล้ายกับของ ADORNO เพราะให้ความสำคัญและกล่าวถึงเรื่องของสังคมในอังกฤษว่ามีความแตกต่างกันทาง ด้านวัฒนธรรมอย่างไร ในเรื่องของการแบ่งชนชั้นกันในทางวัฒนธรรม ในเรื่องของการเหยียดสีผิวของคนขาวและคนดำในอังกฤษ
    ในด้านของ “รัฐ” ที่มีรูปแบบการบริหารในรูปแบบที่กล่าวได้ว่าความเจริญที่ไม่ทั่วถึง ในการที่ความเจริญ สิ่งอำนวยความสะดวก สวัสดิการทั้งหลาย เกิดขึ้นอยู่ในศูนย์กลางคือในเมืองใหญ่เท่านั้น ทำให้ความเจริญทั้งหลายกระจายไปไม่ทั่วถึงชนบท เกิดปัญหาที่ว่าการแตกแยกของคนหลายๆฝ่าย การทะเลาะเบอะแว้งของคน การแบ่งพรรคพวก
    ต่อมานักทฤษฏี ADORNO – กล่าวในเรื่องของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (cultural industry) “โดยการถูกครอบงำของสิ่งที่มองไม่เห็นโดยการที่มนุษย์ถูกกระบวนการในทางตลาด ต่าง ๆ ครอบงำ” เช่น ทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านการตลาด กลไกลความไม่เป็นธรรมทางด้านอุตสาหกรรม
    BENJAMIN – กล่าวในเรื่องของสื่อ ภาพ เสียง ต่าง ๆ ในปัจจุบัน ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมทั้งสิ้น เชื่อในเรื่องของสิ่งทางสื่อเหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเข้าใจกันใน ทางวัฒนธรรม การมีส่วนร่วม การสร้างอารมณ์ร่วมของคนที่ผ่านทางสื่อ สิ่งเหล่านี้ทำให้คนเข้าถึงวัฒนธรรมได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในยุคของ ฮิตเลอร์ – ใช้สื่อในการปลุกระดม รวบรวมพละกำลังในกระบวนการคอมมิวนีส
    คำว่าวัฒนธรรมของ Gramsci – เป็นวัฒนธรรมในหลาย ๆ รูปแบบ ต่างจากมาร์คมองว่าเป็น “จิตสำนึกที่ผิดพลาด” แต่ Gramsci มองว่าเป็นสิ่งหลากหลายและแปลกแยกกันออกไป
    ***ดังนั้น วัฒนธรรม คือ เรื่องความไม่เสมอภาค ความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคม ความรู้สึกที่ผิดพลาด และทำให้ปฏิบัติตัวแปลกแยก โดยต้องการแสดงตัวตน หรือต้องการพื้นที่ในฐานะความเป็นคน เปิดเผยกลไกลในสังคมที่เกิดขึ้น โดยกลุ่มคนเหล่านี้พยายามที่จะต่อสู้ ที่จะมีที่ว่างในการดำรงค์ชีวิตภายในสังคมปัจจุบัน
    การศึกษาด้านวัฒนธรรมศึกษา – สนใจที่จะศึกษาสิ่งต่าง ๆ ที่แสดงออกมาให้เห็นถึงจุดบอด หรือปัญหาที่เกิดขึ้น และนำมาเป็นประเด็นในการศึกษา และวัฒนธรรมศึกษาไม่สนใจในเรื่องสุนทรียะด้านความงาน แต่สนใจวัฒนธรรมมวลชนในฐานะที่เป็นเป้าหมายทางการเมือง และวัฒนธรรมศึกษายังปฏิเสธว่าเพลงป๊อบ ฮิบฮอป ไม่ได้เป็นของวัฒนธรรมชั้นต่ำและสูง เป็นการเปิดพื้นที่ของกลุ่มคนให้มีการเคลื่อนไหวและต่อรอง วัฒนธรรมศึกษาไม่ใช่สิ่งที่จะหยุดนิ่ง สนใจวิเคราะห์ความขัดแย้งที่ดำรงค์อยุ่ภายใต้การผลิตซ้ำหรืออุดมการณ์การ ผลิต เน้นการเปิดโปงหรือการตีแผ่ในอุดมการณ์ของอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ สังคม ต้องการเปิดโปงอำนาจ หรือความหมายที่ถูกซ่อนอยู่ว่าเป็นอย่างไร ศึกษาวิเคราะห์
    การตีความหมายเชิงลึกทางวัฒนธรรม
    – วัฒนธรรม คือสิ่งที่เปรียบได้ว่าเป็นใยแมงมุมที่ทักทอ และแมงมุมก็อยู่ในนั้นตลอดมา เหมือนวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นและเราก็ติดอยู่กับวัฒนธรรม เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมตลอดมา
    – คนตะวันตกกล่าวว่าสังคมไทยในอดีตเป็นสังคมที่หละหลวง ไม่มีความเป็นระบบ ต่อมา อคิน รพีพัฒน์(นามปากกา) ก็ออกมากล่าวว่าสังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์
    – อุปถัมภ์ หมายความว่า การที่เรามีอำนาจเหนือคนอีกคนหรือต่ำกว่าคนอีกคนหนึ่ง แต่ก็ข้องเกี่ยวและมีความช่วยเหลือซึ่งกันและกันตลอดเวลา ดังนั้นระบบอุปถัมภ์จึงอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน ตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ แม้แต่ในปัจจุบันสังคมไทยก็ยังเป็นไปในรูปแบบของสังคมอุปถัมภ์อยู่ ล้วนแต่มีความอุปถัมภ์ซึ่งกันและกัน
    – ร.4 กล่าวว่าในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ การที่เราเป็นไพร่หรือมีฐานะเป็นอะไร เมื่อเราเลื่อนชั้น หรือไม่ได้อยู่ในฐานะนั้นแล้ว แต่ความเป็นจริงเราก็ยังคงเป็นไพร่อยู่ดี ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงฐานะของตนเองได้
    ความเข้าใจความหมายของวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรมของประเทศไทย
    ดังนั้นความหมายของวัฒนธรรมของกระทรวงนั้นจึงมีความหมายในเชิงที่เกี่ยวกับ หลักสูตรที่มีชื่อ “วัฒนธรรม” ในรูปแบบต่างๆนั้น ดูเหมือว่า ถูกตั้งมาจากกลุ่มผู้ที่ ศึกษาวิชาการแขนงต่างๆที่ในวิชาชีพตนเอง ต้อง “ศึกษาวัฒนธรรม” เช่นไทยศึกษา และมานุษยวิทยา ถึงกับมีการจัดประชุมประจำปี เรื่อง “ยกเครื่องวัฒนธรรมศึกษา” ในวัตถุประสงค์โดยสรุปคือตั้งข้อสงสัยในหลักสูตร ที่มีคำว่า “วัฒนธรรม” ประกอบอยู่ จึงพบว่าผู้คนที่สงสัยในหลักสูตรนี้ส่วนใหญ่เป็นนักมานุษยวิทยา กลุ่มสายมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ที่ต้อง “ศึกษาวัฒนธรรม”และการประชุมนี้ มีความพยายามบางอย่างที่จะบอกว่า “เครื่อง(วัฒนธรรมศึกษา) ไม่ดีต้องยกเครื่องใหม่” ทั้งที่หลักสูตรเหล่านี้บางมหาวิทยาลัยยังไม่มีใครเรียนจบเลย การประชุมนี้ได้กลายเป็นประชุมเพื่อ สร้างฉากหนึ่งของความรุนแรงทางวิชาการใน “การตกเขียวทางวิชาการ” หรือ การทำให้สาขาวิชาใดวิชาหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่าอีกสาขาหนึ่งหรือไม่? ด้วยการสร้างจำเลยทางวิชาการขึ้นมาแล้วช่วยกันสร้างตราประทับอันเลวร้าย “ทางวิชาการวัฒนธรรม”ตราตรึงไว้
    ในปรากฏการณ์ทางสังคมปัจจุบันในทุกๆเรื่องเมื่อสาวสาเหตุไปลึกๆแล้วก็จะพบ การให้คำตอบ(แบบขอไปที)ว่า เป็น “ปัญหาทางวัฒนธรรม”เป็นคำตอบที่พื้นๆธรรมดา แต่มีความหมายเชิงอำนาจที่ลึกซึ้ง ที่ผู้ฟังก็จะต้องสยบยอม ไม่มีใครตั้งคำถามต่อเพราะทุกคนไม่เข้าใจว่า “วัฒนธรรมคืออะไร” ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะผู้รู้ทั้งหลายไม่รู้จะหาคำอธิบายว่าอย่างไร จึง เหมารวมไปถึง “การเป็นจำเลย”ที่ไม่มีตัวตนจับต้องไม่ได้ และเป็นคำที่มีอำนาจทางสังคมมาก คือ “วัฒนธรรม” ในทุกๆเรื่อง มีสาขาวิชามากมายที่มีพื้นที่ความรู้ในการอธิบาย วัฒนธรรม มาอย่างยาวนาน ทั้งทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ทำให้วัฒนธรรมกลายเป็นวัตถุและอาณาบริเวณทางการศึกษาไป และวัฒนธรรมก็ไร้ตัวตน ใครก็ได้ ที่จะทำอะไรก็ตาม และอ้างวัฒนธรรมมักจะได้รับการยกเว้น วัฒนธรรมจึงตกเป็นเครื่องมือทางอำนาจ ของประชาชนและนักวิชาการ
    ดังนั้นเมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ “วัฒนธรรม”จะบอกว่า “หยุดเลิกอ้างความเป็นวัฒนธรรม”และ “ศึกษาวัฒนธรรม ในฐานะที่เป็นความรู้” เพราะว่า “สักวันหนึ่ง วัฒนธรรมจะเป็นผู้ที่ พูด เขียนและปฏิบัติการ ด้วยตัวของวัฒนธรรมเอง” เมื่อถึงวันนั้น “มนุษย์” ทั้งหลายได้เตรียมพร้อมทางความรู้หรือยัง ที่จะรับมือกับวัฒนธรรมที่กำลังประกาศอิสรภาพ ดังนั้นมนุษย์เราควรมีองค์ความรู้บางอย่างที่จะ ศึกษาวัฒนธรรมในมุมมองและมิติทางวัฒนธรรมของวัฒนธรรมเอง โดยไม่ผ่านความรู้สาขาอื่นที่เกิดขึ้นในโลกนี้เดิมๆที่มีวัตถุประสงค์อื่น เช่นเพียงแค่ต้องการเข้าใจมนุษย์ หรือสังคม ฯลฯ แต่ไม่มีใครพยายามเข้าใจวัฒนธรรม
    ทำไมต้องใช้ชื่อ “วัฒนธรรมศึกษา” เนื่องจาก วัฒนธรรม ในฐานะของวิชาการยังไม่ มีแนวคิดและทฤษฎีเป็นของตนเองและระเบียบวิธีในการหาความรู้ยังไม่มีเป็นการ เฉพาะ จึงได้ใช้คำว่า “ศึกษา” ที่ เป็นคำในภาษาอังกฤษว่า “- studies” ต่อท้ายวัฒนธรรม โดยไม่ได้ ใช้คำว่า – Logy หรือ – Science ที่แปลว่า “-วิทยา” และ “- ศาสตร์” แต่ก็ไม่ได้เป็นข้อด้อยเลยในการไม่มี “ศาสตร์เฉพาะของตนเอง” ทำให้การค้นคว้าหาความรู้เป็นไปได้อย่างกว้างขวาง หลากแนวคิด และสามารถผสมผสาน ตัดต่อทางวิชาการได้อย่างอิสระ รวมถึง การใช้ระเบียบวิธีวิจัยในการหาความรู้ ที่หลากหลาย ไม่ยึดติดกับ เทคนิค เชิงปริมาณ หรือ เชิงคุณภาพ ถ้าระเบียบวิธีนั้นสามารถให้คำตอบทางวิชาการได้
    เมื่อเรามองการทำงานของกระทรวงวัฒนธรรมในประเทศไทยแล้ว ….แต่เราต้องเข้าใจการทำงานของกระทรวงนะค่ะว่าเค้าถูกกำหนด หรือวางแบบแผนความเชื่อของคำว่า “วัฒนธรรม” เป็นสิ่งที่ดีงาม ซึ่งถ้าเราศึกษาความหมายแล้ว มันจะมีความหมายเชิงลึดลงไปมากกว่านี้ แต่การทำงานของกระทรวงคือ ถูกกำหนดมาให้มีหน้าที่ตามกรอบของคนเบื้องหลัง คือบอกไปทางซ้ายก็ไป บอกไปทางขวาก็ไป เลยทำให้เกิดปัญหามาหมาย
    แท้ที่จริงแล้ว หน้าที่การเฝ้าระวังนั้น ตรวงเทคฯ ตรวจและจับซีดี การเซยต์เวอร์ต่างๆ ฯลฯ ที่ปัจจุบันเป็นหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรม ควรจะเป็นของกระทรวงมหาดไทย……….แต่ลองคิดดูว่าถ้าหน้าที่การเฝ้าระวัง นั้นตกมาเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยแล้ว ท่านทั้งหลายก็คงไม่ได้มีความคิดที่ดีต่อกระทรวงมหาดไทย เหมือนกับกระทรวงวัฒนธรรมหลอก
    เพราะหน้าที่มันถูกกำหนดให้คนต้องทำตาม เพระาถ้ามองลงไปแล้วนั้น หน้าที่ที่ค้ำคอนั้น มองอย่างนักทฤษฏี เราก็ตกอยู่ใต้อำนาจของโครงสร้างทางภาษา หรือภาษา หรือเรียกอีกแบบหนึ่งคือ โครงสร้างนิยม – ความหมายและชื่อเรียกซึ่งมีความแตกต่างกัน ไม่ได้ให้ความหมายตามชื่อ ดังนั้นภาษาเป็นสิ่งที่สร้างโครงสร้างของมนุษย์ เมื่อภาษาได้รับความนิยมแล้ว ภาษาก็มีความหลากหลายในตัวของมันเองอีกแบ่งย่อยออกไป การให้คุณค่าความหมายที่มีความแตกต่างกันออกไปอีก ภาษายังเป็นระบบสัญลักษณ์เช่น ตราของมหาวิทยาลัย แบรนสินค้า ดังนั้นมนุษย์จึงตกเป็นอยู่ภายใต้โครงสร้างนิยม เนื่องจากสร้างภาษาขึ้นมาก็ตกอยู่ภายใต้ของภาษา
    เองอีกเหมือนเดิม หนีไปไหนไม่ได้ และทุกวันนี้คนไทยก็ยังตกอยู่ภายใต้สื่อโดยหน้ามึน อิทธิพลของสื่อที่เรามองข้ามนั้น แท้จริงแล้วมีบทบาทมากในทุกวันนี้

    ยาวไปละ หัดคิดอะไรตื้นๆ มั่งก็ได้นะ เรื่องมันง่ายนิดเดียว

    เก่งจังเขียนเรื่องง่าย ๆ ให้ยาวได้เป็นหน้า ๆ ผมว่า 2 บรรทัดก็ยาวนะ สำหรับผม เนี่ยผมเขียนตอบคุณเนี่ย ไม่เห็นต้องยาวเลย ขนาดเว้นวรรคขนาดเนี่ย แต่ขอตอบสั้น ๆง่าย ๆ นะ หนู อำนาจอยู่ในมือคนโง่+ชั่ว มันเลยเป็นเช่นนี้แล

  • 156
    Domon:

    cultural wrote:

    เอ่อเราก็เป็นคนหนึ่งที่เรียนด้านวัฒนธรรม ซึ่งตอนนี้ก็ต่อโทด้านนี้อยู่….
    ก่อนเราจะมองประเด็นเรื่องวัฒนธรรม เราต้องมองถึง “ความหมายของคำว่าวัฒนธรรม” กันก่อนนะค่ะ ซึ่งความหมายของวัฒนธรรมอย่างแท้ๆ จริงนั้นก็อธิบายโดยเข้าใจคือ……แต่เดิมเรื่องของวัฒนธรรมเริ่มแรกนั้น เกิดขึ้นที่อังกฤษ นักทฤษฏีชาวอังกฤษเริ่มทำการศึกษาเรื่องวัฒนธรรมศึกษา ซึ่งบ่อเกิดความหมายของวัฒนธรรมกล่าวโดย F.R.DEVIC – กล่าวให้ความหมายของทางวัฒนธรรมคือ วัฒนธรรมเป็นเรื่องของคนชั้นล่าง การคุมคามของคนในปัจจุบันในด้านเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านต่าง ๆ ซึ่งทฤษฏีนี้คล้ายกับของ ADORNO เพราะให้ความสำคัญและกล่าวถึงเรื่องของสังคมในอังกฤษว่ามีความแตกต่างกันทาง ด้านวัฒนธรรมอย่างไร ในเรื่องของการแบ่งชนชั้นกันในทางวัฒนธรรม ในเรื่องของการเหยียดสีผิวของคนขาวและคนดำในอังกฤษ
    ในด้านของ “รัฐ” ที่มีรูปแบบการบริหารในรูปแบบที่กล่าวได้ว่าความเจริญที่ไม่ทั่วถึง ในการที่ความเจริญ สิ่งอำนวยความสะดวก สวัสดิการทั้งหลาย เกิดขึ้นอยู่ในศูนย์กลางคือในเมืองใหญ่เท่านั้น ทำให้ความเจริญทั้งหลายกระจายไปไม่ทั่วถึงชนบท เกิดปัญหาที่ว่าการแตกแยกของคนหลายๆฝ่าย การทะเลาะเบอะแว้งของคน การแบ่งพรรคพวก
    ต่อมานักทฤษฏี ADORNO – กล่าวในเรื่องของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (cultural industry) “โดยการถูกครอบงำของสิ่งที่มองไม่เห็นโดยการที่มนุษย์ถูกกระบวนการในทางตลาด ต่าง ๆ ครอบงำ” เช่น ทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านการตลาด กลไกลความไม่เป็นธรรมทางด้านอุตสาหกรรม
    BENJAMIN – กล่าวในเรื่องของสื่อ ภาพ เสียง ต่าง ๆ ในปัจจุบัน ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมทั้งสิ้น เชื่อในเรื่องของสิ่งทางสื่อเหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเข้าใจกันใน ทางวัฒนธรรม การมีส่วนร่วม การสร้างอารมณ์ร่วมของคนที่ผ่านทางสื่อ สิ่งเหล่านี้ทำให้คนเข้าถึงวัฒนธรรมได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในยุคของ ฮิตเลอร์ – ใช้สื่อในการปลุกระดม รวบรวมพละกำลังในกระบวนการคอมมิวนีส
    คำว่าวัฒนธรรมของ Gramsci – เป็นวัฒนธรรมในหลาย ๆ รูปแบบ ต่างจากมาร์คมองว่าเป็น “จิตสำนึกที่ผิดพลาด” แต่ Gramsci มองว่าเป็นสิ่งหลากหลายและแปลกแยกกันออกไป
    ***ดังนั้น วัฒนธรรม คือ เรื่องความไม่เสมอภาค ความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคม ความรู้สึกที่ผิดพลาด และทำให้ปฏิบัติตัวแปลกแยก โดยต้องการแสดงตัวตน หรือต้องการพื้นที่ในฐานะความเป็นคน เปิดเผยกลไกลในสังคมที่เกิดขึ้น โดยกลุ่มคนเหล่านี้พยายามที่จะต่อสู้ ที่จะมีที่ว่างในการดำรงค์ชีวิตภายในสังคมปัจจุบัน
    การศึกษาด้านวัฒนธรรมศึกษา – สนใจที่จะศึกษาสิ่งต่าง ๆ ที่แสดงออกมาให้เห็นถึงจุดบอด หรือปัญหาที่เกิดขึ้น และนำมาเป็นประเด็นในการศึกษา และวัฒนธรรมศึกษาไม่สนใจในเรื่องสุนทรียะด้านความงาน แต่สนใจวัฒนธรรมมวลชนในฐานะที่เป็นเป้าหมายทางการเมือง และวัฒนธรรมศึกษายังปฏิเสธว่าเพลงป๊อบ ฮิบฮอป ไม่ได้เป็นของวัฒนธรรมชั้นต่ำและสูง เป็นการเปิดพื้นที่ของกลุ่มคนให้มีการเคลื่อนไหวและต่อรอง วัฒนธรรมศึกษาไม่ใช่สิ่งที่จะหยุดนิ่ง สนใจวิเคราะห์ความขัดแย้งที่ดำรงค์อยุ่ภายใต้การผลิตซ้ำหรืออุดมการณ์การ ผลิต เน้นการเปิดโปงหรือการตีแผ่ในอุดมการณ์ของอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ สังคม ต้องการเปิดโปงอำนาจ หรือความหมายที่ถูกซ่อนอยู่ว่าเป็นอย่างไร ศึกษาวิเคราะห์
    การตีความหมายเชิงลึกทางวัฒนธรรม
    – วัฒนธรรม คือสิ่งที่เปรียบได้ว่าเป็นใยแมงมุมที่ทักทอ และแมงมุมก็อยู่ในนั้นตลอดมา เหมือนวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นและเราก็ติดอยู่กับวัฒนธรรม เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมตลอดมา
    – คนตะวันตกกล่าวว่าสังคมไทยในอดีตเป็นสังคมที่หละหลวง ไม่มีความเป็นระบบ ต่อมา อคิน รพีพัฒน์(นามปากกา) ก็ออกมากล่าวว่าสังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์
    – อุปถัมภ์ หมายความว่า การที่เรามีอำนาจเหนือคนอีกคนหรือต่ำกว่าคนอีกคนหนึ่ง แต่ก็ข้องเกี่ยวและมีความช่วยเหลือซึ่งกันและกันตลอดเวลา ดังนั้นระบบอุปถัมภ์จึงอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน ตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ แม้แต่ในปัจจุบันสังคมไทยก็ยังเป็นไปในรูปแบบของสังคมอุปถัมภ์อยู่ ล้วนแต่มีความอุปถัมภ์ซึ่งกันและกัน
    – ร.4 กล่าวว่าในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ การที่เราเป็นไพร่หรือมีฐานะเป็นอะไร เมื่อเราเลื่อนชั้น หรือไม่ได้อยู่ในฐานะนั้นแล้ว แต่ความเป็นจริงเราก็ยังคงเป็นไพร่อยู่ดี ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงฐานะของตนเองได้
    ความเข้าใจความหมายของวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรมของประเทศไทย
    ดังนั้นความหมายของวัฒนธรรมของกระทรวงนั้นจึงมีความหมายในเชิงที่เกี่ยวกับ หลักสูตรที่มีชื่อ “วัฒนธรรม” ในรูปแบบต่างๆนั้น ดูเหมือว่า ถูกตั้งมาจากกลุ่มผู้ที่ ศึกษาวิชาการแขนงต่างๆที่ในวิชาชีพตนเอง ต้อง “ศึกษาวัฒนธรรม” เช่นไทยศึกษา และมานุษยวิทยา ถึงกับมีการจัดประชุมประจำปี เรื่อง “ยกเครื่องวัฒนธรรมศึกษา” ในวัตถุประสงค์โดยสรุปคือตั้งข้อสงสัยในหลักสูตร ที่มีคำว่า “วัฒนธรรม” ประกอบอยู่ จึงพบว่าผู้คนที่สงสัยในหลักสูตรนี้ส่วนใหญ่เป็นนักมานุษยวิทยา กลุ่มสายมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ที่ต้อง “ศึกษาวัฒนธรรม”และการประชุมนี้ มีความพยายามบางอย่างที่จะบอกว่า “เครื่อง(วัฒนธรรมศึกษา) ไม่ดีต้องยกเครื่องใหม่” ทั้งที่หลักสูตรเหล่านี้บางมหาวิทยาลัยยังไม่มีใครเรียนจบเลย การประชุมนี้ได้กลายเป็นประชุมเพื่อ สร้างฉากหนึ่งของความรุนแรงทางวิชาการใน “การตกเขียวทางวิชาการ” หรือ การทำให้สาขาวิชาใดวิชาหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่าอีกสาขาหนึ่งหรือไม่? ด้วยการสร้างจำเลยทางวิชาการขึ้นมาแล้วช่วยกันสร้างตราประทับอันเลวร้าย “ทางวิชาการวัฒนธรรม”ตราตรึงไว้
    ในปรากฏการณ์ทางสังคมปัจจุบันในทุกๆเรื่องเมื่อสาวสาเหตุไปลึกๆแล้วก็จะพบ การให้คำตอบ(แบบขอไปที)ว่า เป็น “ปัญหาทางวัฒนธรรม”เป็นคำตอบที่พื้นๆธรรมดา แต่มีความหมายเชิงอำนาจที่ลึกซึ้ง ที่ผู้ฟังก็จะต้องสยบยอม ไม่มีใครตั้งคำถามต่อเพราะทุกคนไม่เข้าใจว่า “วัฒนธรรมคืออะไร” ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะผู้รู้ทั้งหลายไม่รู้จะหาคำอธิบายว่าอย่างไร จึง เหมารวมไปถึง “การเป็นจำเลย”ที่ไม่มีตัวตนจับต้องไม่ได้ และเป็นคำที่มีอำนาจทางสังคมมาก คือ “วัฒนธรรม” ในทุกๆเรื่อง มีสาขาวิชามากมายที่มีพื้นที่ความรู้ในการอธิบาย วัฒนธรรม มาอย่างยาวนาน ทั้งทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ทำให้วัฒนธรรมกลายเป็นวัตถุและอาณาบริเวณทางการศึกษาไป และวัฒนธรรมก็ไร้ตัวตน ใครก็ได้ ที่จะทำอะไรก็ตาม และอ้างวัฒนธรรมมักจะได้รับการยกเว้น วัฒนธรรมจึงตกเป็นเครื่องมือทางอำนาจ ของประชาชนและนักวิชาการ
    ดังนั้นเมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ “วัฒนธรรม”จะบอกว่า “หยุดเลิกอ้างความเป็นวัฒนธรรม”และ “ศึกษาวัฒนธรรม ในฐานะที่เป็นความรู้” เพราะว่า “สักวันหนึ่ง วัฒนธรรมจะเป็นผู้ที่ พูด เขียนและปฏิบัติการ ด้วยตัวของวัฒนธรรมเอง” เมื่อถึงวันนั้น “มนุษย์” ทั้งหลายได้เตรียมพร้อมทางความรู้หรือยัง ที่จะรับมือกับวัฒนธรรมที่กำลังประกาศอิสรภาพ ดังนั้นมนุษย์เราควรมีองค์ความรู้บางอย่างที่จะ ศึกษาวัฒนธรรมในมุมมองและมิติทางวัฒนธรรมของวัฒนธรรมเอง โดยไม่ผ่านความรู้สาขาอื่นที่เกิดขึ้นในโลกนี้เดิมๆที่มีวัตถุประสงค์อื่น เช่นเพียงแค่ต้องการเข้าใจมนุษย์ หรือสังคม ฯลฯ แต่ไม่มีใครพยายามเข้าใจวัฒนธรรม
    ทำไมต้องใช้ชื่อ “วัฒนธรรมศึกษา” เนื่องจาก วัฒนธรรม ในฐานะของวิชาการยังไม่ มีแนวคิดและทฤษฎีเป็นของตนเองและระเบียบวิธีในการหาความรู้ยังไม่มีเป็นการ เฉพาะ จึงได้ใช้คำว่า “ศึกษา” ที่ เป็นคำในภาษาอังกฤษว่า “- studies” ต่อท้ายวัฒนธรรม โดยไม่ได้ ใช้คำว่า – Logy หรือ – Science ที่แปลว่า “-วิทยา” และ “- ศาสตร์” แต่ก็ไม่ได้เป็นข้อด้อยเลยในการไม่มี “ศาสตร์เฉพาะของตนเอง” ทำให้การค้นคว้าหาความรู้เป็นไปได้อย่างกว้างขวาง หลากแนวคิด และสามารถผสมผสาน ตัดต่อทางวิชาการได้อย่างอิสระ รวมถึง การใช้ระเบียบวิธีวิจัยในการหาความรู้ ที่หลากหลาย ไม่ยึดติดกับ เทคนิค เชิงปริมาณ หรือ เชิงคุณภาพ ถ้าระเบียบวิธีนั้นสามารถให้คำตอบทางวิชาการได้
    เมื่อเรามองการทำงานของกระทรวงวัฒนธรรมในประเทศไทยแล้ว ….แต่เราต้องเข้าใจการทำงานของกระทรวงนะค่ะว่าเค้าถูกกำหนด หรือวางแบบแผนความเชื่อของคำว่า “วัฒนธรรม” เป็นสิ่งที่ดีงาม ซึ่งถ้าเราศึกษาความหมายแล้ว มันจะมีความหมายเชิงลึดลงไปมากกว่านี้ แต่การทำงานของกระทรวงคือ ถูกกำหนดมาให้มีหน้าที่ตามกรอบของคนเบื้องหลัง คือบอกไปทางซ้ายก็ไป บอกไปทางขวาก็ไป เลยทำให้เกิดปัญหามาหมาย
    แท้ที่จริงแล้ว หน้าที่การเฝ้าระวังนั้น ตรวงเทคฯ ตรวจและจับซีดี การเซยต์เวอร์ต่างๆ ฯลฯ ที่ปัจจุบันเป็นหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรม ควรจะเป็นของกระทรวงมหาดไทย……….แต่ลองคิดดูว่าถ้าหน้าที่การเฝ้าระวัง นั้นตกมาเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยแล้ว ท่านทั้งหลายก็คงไม่ได้มีความคิดที่ดีต่อกระทรวงมหาดไทย เหมือนกับกระทรวงวัฒนธรรมหลอก
    เพราะหน้าที่มันถูกกำหนดให้คนต้องทำตาม เพระาถ้ามองลงไปแล้วนั้น หน้าที่ที่ค้ำคอนั้น มองอย่างนักทฤษฏี เราก็ตกอยู่ใต้อำนาจของโครงสร้างทางภาษา หรือภาษา หรือเรียกอีกแบบหนึ่งคือ โครงสร้างนิยม – ความหมายและชื่อเรียกซึ่งมีความแตกต่างกัน ไม่ได้ให้ความหมายตามชื่อ ดังนั้นภาษาเป็นสิ่งที่สร้างโครงสร้างของมนุษย์ เมื่อภาษาได้รับความนิยมแล้ว ภาษาก็มีความหลากหลายในตัวของมันเองอีกแบ่งย่อยออกไป การให้คุณค่าความหมายที่มีความแตกต่างกันออกไปอีก ภาษายังเป็นระบบสัญลักษณ์เช่น ตราของมหาวิทยาลัย แบรนสินค้า ดังนั้นมนุษย์จึงตกเป็นอยู่ภายใต้โครงสร้างนิยม เนื่องจากสร้างภาษาขึ้นมาก็ตกอยู่ภายใต้ของภาษา
    เองอีกเหมือนเดิม หนีไปไหนไม่ได้ และทุกวันนี้คนไทยก็ยังตกอยู่ภายใต้สื่อโดยหน้ามึน อิทธิพลของสื่อที่เรามองข้ามนั้น แท้จริงแล้วมีบทบาทมากในทุกวันนี้

    เรียนโทเขียนขนาดนี้ธรรมดาแล้วนะ แต่ว่าเขียนเสร็จช่วยตรวจอักษรกับเรียบเรียงคำพูดใหม่หน่อยครับมันวกวน

  • 157
    Velonica:

    @ admin
    อาห์ แล้วดราม่านี้จะจบลงยังไง อนาคตเราจะโดนเซ็นเซอร์ก้นโดเรม่อนเนื่องจากไม่ใส่กางเกงในหรือไม่! :evil:

    :grin: :grin: :grin: :grin: ฮาเข้าขั้นมาก :grin: :grin: :grin: :grin:

    อ่อ… ลืม ถึงคุณกระทรวงวั**ทรวย ครับ ผมจัดให้ :o :o :o

Leave a Reply

Ads
pcd ksw hobikore Porar
link พันธมิตร
petdo หรอยกู เฟลสาด โฮสลุงไบ เว็บเดียวเอาอยู่!!
Social network

Tweeeet
counter
free counters