148
ดราม่าไม่ดราม่า

ข้าราชการไทย!ไพร่ห้ามวิจารณ์!

เรื่องมันมีอยู่ว่ามีอมยิม้ชื่อ SpiritWithin_HolyStream อ้างตัวเป็นคนของกระทรวงวัฒนธรรม
มาตั้งกระทู้ขอความเห็นเพื่อปรับปรุงการทำงานของกระทรวง
ซึ่งก็มีคนเข้ามาโพสความเห็นอย่างร้อนแรงว่า
แต่อนิจจาความเห็นของเธอคงไปกระทบต่อมร้อนตัวของใครเข้า
กระทู้นั้นหายไปในเวลาไม่นานนัก ทั้งๆที่ถูกโหวตเป็นกระทู้แนะนำ!
คนก็เข้ามาโวย เฮ้ย กระทู้นั้นมันหายไปไหนวะ
คุณ SpiritWithin_HolyStream ลบทำไม ไหนว่ามาขอความเห็นไง
ซึ่งคุณ SpiritWithin ก็เข้ามาชี้แจงว่า
ผมไม่ได้ลบนะเออ..แต่ได้ยินมาว่า มีคนคาบข่าวไปบอก ผอ. ลัดดา เขาเลยสั่งลบ
แล้วก็แจ้งความคนที่โพส comment ข้างบนนั่น
11
คนก็เข้ามาโวย โห มึงเล่นกันงี้เลยเหรอ
บ้างก็ว่านี่เสียงประชาชนนะเว้ย มึงต้องรับฟังแล้วเอาไปปรับปรุงสิวะ
ไม่ใช่เขาว่าแล้วเอ็งฟ้องกลับซะงั้น!
บ้างก็ว่ามึงแยกไม่ออกเหรอครับว่าอะไรคือหมิ่นประมาท อะไรคือติเพื่อก่อ!
16
แล้วก็มีบัตรผ่านเข้ามาแย้งว่าแน่ใจเหรอว่าพวกเอ็งน่ะติเพื่อก่อ!
กุเห็นแต่ไปรุมสวด ผอ.ลัดดาเขา!
36
ไม่พอแค่นั้นยังท้าให้ SpiritWithin เข้ามาโพสอีก
และปรามาศว่าอนาคตเอ็งจบที่คุกแน่ๆ (ข้อหาเหี้ยไรวะ)
38

feudal

เรื่องมันมีอยู่ว่ามีอมยิ้มชื่อ SpiritWithin_HolyStream อ้างตัวเป็นคนของกระทรวงวัฒนธรรม

มาตั้งกระทู้ขอความเห็นเพื่อปรับปรุงการทำงานของกระทรวง

ใครไม่รู้ว่ากระทรวงนี้ทำงานอะไรมีผลงานอะไรขอให้ไปอ่านข่าวนี้ครับ

1

http://webboard.zubzip.com/?webboard-สาวกโดเรมอนเซ็ง-ก.วัฒนธรรม-เซ็นเซอร์ฉากอาบน้ำชิซูกะ-12788

ซึ่งก็มีคนเข้ามาโพสความเห็นวิจารณ์คุณลัดดา ผอ.ของกระทรวงนี้อย่างร้อนแรงดังนี้!

สรุปสั้นๆคือเขาว่ากระทรวงนี้มองว่าประชาชนโง่ มองว่าสื่อนั่นเลวและต้องควบคุม

เรื่องการเซ็นเซอร์หรือควบคุมสื่อควรทำโดยองค์กรที่จัดตั้งโดยประชาชน ไม่ใช่ให้ใครก็ไม่รู้ ที่โดนแต่งตั้งมาอีกที

ให้มาควบคุมสื่อ ควบคุมวัฒนธรรมตามอำเภอใจ

1

และมีการโจมตีป้าลัดดาเกี่ยวกับความทะเยอทะยานและความอยากดังของแก

ซึ่งบัตรผ่านได้ให้สมมุติฐานที่แกพยายามดิ้นรนออกหลายๆสื่อไว้ดังนี้

1

ตามด้วยอันนี้อีกอัน สงสัย “นานา” นี่จะเป็นคนวงในว่ะ

ไม่ในกระทรวงก็ในแวดวงสื่อแหงๆ ข้อมูลแม่มแน่นเหลือเกิน

ไม่งั้นก็ต้องเป็นแฟนพันธ์แท้กระทรวงนี้แน่ๆ :roll:

1

เป็นบัตรผ่านที่เปี่ยมล้นไปด้วยคุณภาพคับแก้วอีกรายครับท่าน

แต่อนิจจาความเห็นของเธอคงไปกระทบต่อมเสือกของใครเข้า

กระทู้นั้นหายไปในเวลาไม่นานนัก ทั้งๆที่ถูกโหวตเป็นกระทู้แนะนำ!

คนก็เข้ามาโวย เฮ้ย กระทู้นั้นมันหายไปไหนวะ

คุณ SpiritWithin_HolyStream ลบทำไม ไหนว่ามาขอความเห็นไง

1

ซึ่งคุณ SpiritWithin ก็เข้ามาชี้แจงว่า

ผมไม่ได้ลบนะเออ..แต่ได้ยินมาว่า มีคนคาบข่าวไปบอก ผอ. ลัดดา เขาเลยสั่งลบ

แล้วก็แจ้งความคนที่โพส comment ข้างบนนั่น…โอ้วแม่เจ้า

ได้อารมณ์ประมาณติ่งหูด่ากันในบอร์ดดงบังแล้วฟ้องหมิ่นกันเลยแม่เจ้าประคุณเอ๊ย

1คนก็เข้ามาโวย โห มึงเล่นกันงี้เลยเหรอ

บ้างก็ว่านี่เสียงประชาชนนะเว้ย มึงต้องรับฟังแล้วเอาไปปรับปรุงสิวะ ไม่ใช่เขาว่าแล้วเอ็งฟ้องกลับซะงั้น!

บ้างก็ว่ามึงแยกไม่ออกเหรอครับว่าอะไรคือหมิ่นประมาท อะไรคือติเพื่อก่อ!

บ้างก็ขุดผลงานของกระทรวงนี้มาเสียดสี

1

บ้างก็ขุดเรื่องที่คุณลัดดาเคยไปพูด quote ในตำนานกลางรายการทีวี

1

ไอ้ประโยคนี้ถ้าจำไม่ผิด มันเป็นเรื่องจากข่าวนึงที่มีคลิป VDO

ว่ามีการเอาสาวๆนุ่งน้อยห่มน้อยไปเต้นโชว์จิ๋มบนเวทีหมอลำแถวสมุทรสาคร

แล้วป้าลัดดาแกก็ออกมาเย้วๆออกรายการทีวี เป็นข่าวคึกโครมพอดู

แล้วก็มีรายการทำนองจับเข่าคุยกันเชิญผู้ใหญ่บ้านของที่ๆถูกอ้างว่าจัดหมอลำโชว์จิ๋มมาประจันหน้ากะป้าลัดดา

ผลปรากฏว่าไอ้คลิปหมอลำโชว์จิ๋มนั่นเป็นของเมื่อหลายปีก่อนซึ่งเขาก็จัดการแก้ปัญหากันไปแล้ว (อ้าวมั่วนี่หว่ากระทรวงนี้)

แล้วผู้ใหญ่บ้านเขาก็รุกไล่จนป้าลัดดาหลุดประโยคสะท้านฟ้าสะเทือนดินนั่นออกมานั่นไง

สำหรับข่าวนี้ในภายหลังกลุ่มชาวบ้านได้รวมตัวประท้วงและเรียกร้องให้ป้าลัดดาออกมาแก้ข่าว

เพราะทำให้เกิดความเสียหายกับท้องถิ่นและผู้ประกอบการอย่างรุนแรง

อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

1

http://www.giggog.com/crime/cat4/news1217/

แล้วก็มีบัตรผ่านเข้ามาแย้งว่าแน่ใจเหรอว่าพวกเอ็งน่ะฉลาดนักเหรอ!

ถึงไปด่ากระทรวงกับป้าเขา! ชื่อเสียงขององค์กรเป็นของสำคัญนะเว้ย!

พวกเอ็งมาโพสทำลายชื่อเสียงของกระทรวงแบบนี้แล้วจะรับผิดชอบยังไง…

ก่อนจะปิดท้ายว่าขอให้กำลังใจป้าลัดดาค่ะ!

แอดมินขอบอกว่า……อีบัตรผ่านครับ ผลงานสำคัญกว่าชื่อเสียงครับ

ชื่อเสียงมึงจะเลิศวิไลยังไงถ้าผลงานมึงจัญไรถึงขั้นชาวบ้านก่นด่าสาปแช่งทั่วบ้านทั่วเมืองแบบนี้

มันไม่มีประโยชน์เหี้ยอะไรเลยครับ!!

1

ไม่พอแค่นั้นยังท้าให้ SpiritWithin เข้ามาโพสอีก

และปรามาศว่าอนาคตเอ็งจบที่คุกแน่ๆ (ข้อหาเหี้ยไรวะ)

1

เอาเป็นว่าอย่าไปสนใจไอ้บัตรผ่านนี่เลยท่าจะบ้า….

แล้วคุณ Spriitwithin ก็ไปแตกกระทู้บอกว่ากระทู้แรกโดนลบเน่อ

พร้อมทั้งระบายความอัดอั้นว่า ซวยแน่กู…สงสัยจะเจอผู้ใหญ่เล่นกระมัง

1

คนที่ได้อ่านก็เข้ามาให้กำลังใจกันอย่างล้นหลาม

พร้อมทั้งก่นด่าสาปแช่งผู้บริหารของกระทรวงวัฒนธรรมอย่างสนุกสนาน!

อาห์ แล้วดราม่านี้จะจบลงยังไง  อนาคตเราจะโดนเซ็นเซอร์ก้นโดเรม่อนเนื่องจากไม่ใส่กางเกงในหรือไม่! :evil:

พวกเธอจงไปรีบเสพดราม่านี้โดยพลัน ;-)

+ + คุณ SpiritWithin_HolyStream ที่ตั้งกระทู้ถามความคิดเห็นเรื่องกระทรวงวัฒนธรรม ทำไมทำแบบนี้ครับ + +

http://www.pantip.com/cafe/siam/topic/F8526466/F8526466.html

กระทู้ถูกลบครับ

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8526909/A8526909.html

Holysai cookie DVDr2u

156 Responses to “ข้าราชการไทย!ไพร่ห้ามวิจารณ์!”

  • 101
    Heatie:

    Popup wrote:

    รับความเห็นประชาชนไม่ได้ นี่แหละ กระทรวงวั*นธรรม

    ก็มันตั้งขึ้นมาเนื่องจาก “รับไม่ได้” ในอะไรซักอย่างอยู่แล้วนี่ครับ

    หน้าที่ของมันคือ แสดงให้เห็นว่า อะไรที่ “รับไม่ได้” แล้วก็บังคับให้ไพร่อย่างเราเชื่อตามนั้น

    วัฒนธรรม โดยความหมายมันก็เปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลาอยู่แล้ว กระทรวงนี้จะตั้งมาทำกระทงอะไร

    ของดีมันไม่หายไปไหนหรอก ไม่เห็นว่า USA จะต้องตั้งกระทรวงมาอนุรักษ์กางเกงยีนส์ , เจมส์ ดีน , เพลง Que Sera Sera ของดอริส เดย์ ฯลฯ เลยวะ

    ปล. ใครฟัง Eclextic Suntaraporn มั่ง ผมโคตรชอบเลย

  • 102
    ขาจร:

    กระทรวงหัวควย ในระบบราชการควยๆ ของประเทศควย

  • 103
    yaruze:

    ขาจร wrote:

    กระทรวงหัวควย ในระบบราชการควยๆ ของประเทศควย

    มึงออกจากประเทศนี้ไปเดี๋ยวนี้เลยครับ

  • 104
    ドラマーのなく頃に:

    ผมรังเกียจข้าราชการเลวๆมากมายครับ :x

    ผมว่าดูๆ เรื่องนี้มันก็ดูอารมณ์เดียวกะการแบนNCนะครับ ต่างกันตรงเจตนาของผู้เซ็นฯ และสิ่งที่โดนเซ็นฯ(อันนึงโจ๋งครึ่มแต่ยังแถ อีกอันไม่เห็นมีอะไรแต่ก็โดน)

  • 105
    ลูกน้อง:

    คุณลัดดา เคยดูหนังโป๊มั้ยครับ

  • 106
    .netเต๊ป Java กาก:

    yaruze wrote:

    ขาจร wrote:
    กระทรวงหัวควย ในระบบราชการควยๆ ของประเทศควย

    มึงออกจากประเทศนี้ไปเดี๋ยวนี้เลยครับ

    +1 แรง
    ที่จริงคนใช้อำนาจมากเกินไปนะ จนระบบราชการมาเหนือไพร่ฟ้าประชาชนคนทั่วไป ทั้งๆที่กินเงินภาษีของพวกเรา
    ระบบราชการมันดีอยู่แล้วครับ แต่คนมันไม่จิตสำนึกแม่มอะไรเลย (คนดีๆ ก็มี) นอนกินเงินเดือนไม่เข้าทำงาน อาทิตย์นึงเข้างานทีนึงก็บุญหัวลูกน้องแล้ว
    ยังใช้ระบบเส้นสายกันโจ๋งครึ่มเลยทีเดียว

    พอโดนด่าปุ๊บ ก็สั่งคนไปปิดปาก(ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม) ถามจริงเหอะ ถ้าทำเกินกว่าเหตุหรือเป็นที่ไม่พึงประสงค์ ในฐานะที่คุณกินเงินภาษีเราคิดว่าคุณจะแตะต้องไม่ได้งั้นหริอ?

    จะเสียภาษีให้มันดีมั๊ยว๊า :idea:

  • 107

    อีป้า (ไม่ได้ระบุชื่อ ฟ้องหมิ่นไม่ได้) รู้จัก check&balance system มั้ย? ถ่วงดุลอำนาจน่ะเฮ้ย! ไม่รู้ก็เปิดกูเกิ้ลซะนะ

    หรือ มวลชนวิจารณ์ไม่ได้ ลองสื่อมวลชนมั้ย ไม่ใช่สื่อมวลชนธรรมดาด้วยนะ เอาของเมกามั้ย san fran chronicle อยู่ตรง 901 Mission St ถนน 5th นี่เองเดินไปไม่กี่ก้าว อยากดังต่างประเทศมั้ย? :cool:

  • 108
    บักโจ้ย:

    เหลือเกินจริงๆ….

  • 109
    azlaz:

    เมื่อคืนเข้าดราม่านี้ไม่ได้ นึกว่าโดนยกหายไปซะแล้ว

    ป.ล.แอดมินเป็นเกย์

  • 110
    drama_stalker:

    และแล้วมันก็กลายเป็นเปลวไฟเผาผลาญอย่างสวยงาม คักๆๆๆๆ :twisted: :twisted: :twisted:

  • 111
    จิบเดียวก็ซึ้งแมน:

    “อ๊าาาาาาาย !! ไม่ได้ๆ !! ไอ้พวกนี้มันไม่มีสมอง !! มันเห็นปืนในทีวีปั๊ปมันจะเอาปืนแถว ใกล้มือนั่นละ มาระเบิดขมองคนแถวนั้นทันทีเลยค่ะ เดี๊ยนรับรอง !! พอเห็นฉากอาบน้ำในการ์ตูนนะค๊ะ กระโจ๊วมันจะตั้งทันที แล้วก็หันไปหาคนใกล้ตัวแล้วก็ข่มขืนเดี๋ยวนั้นเลยล่ะคร่า่าาาาา !! ไม่มีอิชั้นเซนเซอร์นะคร๊ะ ประเทศเราคงมีแต่ข่าวข่มขืนแล้วฆ่าอย่างเดียวนะคร๊าาาา !! อิชั้นนี่คือเทพมหาเทพผู้ไถ่บาปแห่งมวลมนุษยชาตินะคร๊าาาาา !! ห้ามติ ห้ามหือ ห้ามแอ๊ะแอ่นะคร๊า เพราะว่าดิชั้นคือมหาเทพผู้ทุกท่านควรจะบูชา ชาบู ชูบา อูราคร่าาาาา !!”

    อีสลัดผัก ! คนนะเว้ยไม่ใช่สัตว์เซลล์เดียว กุมีสมอง กุคิดได้ :cry:

  • 112
    อ่อนต่อโลก:

    การเป็นไพร่ นับเป็นวัฒนธรรมไทย ที่ต้องรักษาไว้สืบไป….

  • 113
    hojo:

    จริงๆแล้ว ควรเฉยและรับฟังความคิดเห็นมากกว่านะคะ ไม่ใช่ โวยวายจะฟ้องกลับแบบนี้เหมือนไม่เป้นผู้ใหญ่เลย ไม่ยอมรับความคิดเห็น ถึงความคิดเห็นนั้นจะดี จะชั่วแปค่าไหน ก็ควรนิ่งเข้าไว้ก่อนค่ะ “รุ่นใหญ่ใจต้องนิ่ง”

    แบบนี้ คนจะพาลเกลียดหนักกว่าเดิมเปล่าๆ :cry:

  • 114
    ซึนซึนโกะ:

    “ดิฉันเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

    ….แต่พวกพวกกรูเป็น “ประชาชนใต้ร่มเงาแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” นะเว้ยยยยยย
    เงินเดือนที่มรึงเสวยสุขก็มาจากหยาดเหงื่อเหม็นๆของไพร่ตาดำๆอย่างพวกกรู ….จำใส่กะลาหัวใว้

    อีห่านป่าป้าแก่นี่ หนังหน้ามันเยี่ยงนี้ ..มิน่ามิมีผู้ใดยอมเป็นผัวมัน …. :x :x :x

  • 115
    มาดมะขาม:

    คนแก่ๆบางคนพออายุมากมุมมองในเรื่องต่างๆจะตามไม่ทันยุคปัจจุบัน เอาความคิดตัวเป็นใหญ่(เผด็จการ?) คนแบบนี้ถ้าให้นั่งระดับบริหารองค์การก็มีแต่จะเจริญลงๆ

  • 116
    ตุ๊ดเรืองแสง แท่งมายา:

    ยาวค่ะ

    กระทู้ยาวค่ะ เหนื่อย

    แต่ถ้าอย่างอื่นยาว ไม่เหนื่อยค่ะ ชอบ

  • 117

    กระทู้แนะนำ โดนลบอีกแล้ว…แต่ลบได้ก็ตั้งใหม่ได้อ่ะพี่น้อง~

    http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8527896/A8527896.html

  • 118
    อ่อนซ้อมรัก:

    สงสัยต้องถ่ายพยาธิกันทั้งประเทศ

  • 119
    bluepearl:

    แตะไม่ได้ค่ะ ถ้าแตะแล้วพยาธิจะดิ้น :cry: กระหน่ำลบกระทู้ได้สุดยอดจริงๆ

  • 120
    HaCkY:

    ลูกน้อง wrote:

    คุณลัดดา เคยดูหนังโป๊มั้ยครับ

    เขากลัวประชาชนจะหลงผิดเลยเก็บไว้ดูคนเดียวคนอื่นจะได้ไม่หลงผิดแบบเขา :evil:

  • 121
    JJ:

    ข้าราชการไทย ในระบบราชการไทยๆ ของประเทศไทย… :cry:

  • 122
    อยากรู้อยากเห็น:

    สงสัยอย่างถ้าอยู่ป้าแกเจอคนไปก่อม๊อคประท้วงจะเกิดอะไรขึ้นเนี่ย :twisted:

  • 123
    AERRIS:

    ล่าสุด….โดนลบไปอีกแล้วฮะ :cry:

  • 124
    อ่อนต่อโลก:

    ข้าราชการ <<< มหาเทพ

    :grin:

    ทำให้พวกนี้รู้ตัววะทีว่า เป็น คน เหมือนกัน เลิกหลงผิด และ มองคนอื่นต่ำกว่าซะที

  • 125
    มาดมะขาม:

    มันต้องเอาไปโพสท์ต่างประเทศที่เซิฟเวอร์ไม่มีข้อตกลงร่วมกันกับไทยด้วย ไม่งั้นมันก็ลบไปเรื่อยแหละ :cry:

  • 126
    falcon:

    ตามอ่านๆแล้วแบบ อยากจะบอกชี
    กรูฉลาดพ่อว่ะคร๊าบบ ไม่ต้องคิดแทนกรู สากก :lol:

  • 127
    TaKa,The Nec:

    อย่าไปเหมาว่าก.วัฒนธรรมเป็นงี้ทุกคนนะครับ
    ส่วนตัวเคยทำงานร่วมกันมา ก็เห็นว่าคนเจ๋งๆ หัวสมัยใหม่ (แม้จะอายุเยอะแล้ว) ก็มีครับ
    แต่เหมือนว่าท่านไม่ค่อยออกสื่อ พอออกทีนึงก็ไม่ค่อยมีใครสนใจเท่าก่ะคนที่ออกมาให้เราด่าน่ะครับ ^^

  • 128
    บูชาอาเบะ:

    โอย อ่านไม่ไหว ปวดตับ :cry:

  • 129
    คนมุง:

    ไรวะ ลบอีกและ

    เซ็งห่านนนน :lol:

  • 130
    .netเต๊ป Java กาก:

    รู้แล้วว่าให้ไปลงบอร์ดไหน

    ลงบอร์ดเสธแดงดิ คิดว่าไม่น่าจะโดนลบนะ มีแต่จะช่วยกันด่าให้มันหนักกว่าเดิม :grin:

  • 131
    Darkwolf:

    นี่ล่ะประเทยไทย :|

  • 132
    delafesia:

    อยากให้ดราม่านี้มันมีผลทําให้กระทรวงไดโนเสาร์สั่นสะเทือนมาก เพราะการทํางานแม่งโครรจะโบราณ :lol:

  • 133
    ขำแค่นๆ:

    ต่อไปสงสัยคงจะมีคำเปรียบเปรยความเจ้ายศเจ้าอย่าง
    ว่า ” อย่ามา(เป็นคุณ)ลัดดานะ!!! ”
    :twisted:

  • 134
    ดราม่าได้มากกว่านี้อีก:

    gang อิป้าบ้าบอแบบนี้ ก็เป็นแบบบรรดาเจ๊ ๆ คุณ ๆ ผู้หญิงทั้งหลายที่ออกมาเย้ว ๆ กันคนละแนว คนละแบบนั่นแหละ
    เอาดังไว้ก่อน แล้วก็เป็นหนทางทำมาหากินต่อไป เช่น ลง ส.ส.บ้าง เอาตำแหน่ง (ปลอม ๆ) ไปซิวผลประโยชน์บ้าง เบ่งคับฟ้าบ้างนั่นแหละ

    หน้าฉากทำเป็นคนดี มีศีลธรรม นางฟ้านางสวรรค์
    แต่เบื้องหลังน่ะ :twisted:

    :evil: จริง ๆ สังคมไทย แมร่งเสื่อมขนาดต้องให้อิป้าพวกนี้มาคิดแทนตรูและประชาชนตาดำ ๆ ทั้งหลายหรือไงฟะ
    มิน่า ถึงได้ประชาชนจะพากันโง่ไปเกือบหมดแล้ว เพื่อพวกมันจะได้ครอบครองอำนาจวาสนาบารมีเหนือประชาชนอย่างเรา ๆ ไง

  • 135
    calledasdavid:

    :cry: :cry: เฮ้อ …. เรื่องแค่เปลือก ดันซีเรียสกันบ้านแตก (แต่งตัวอย่างี้ เซ็นเซอร์ชิซูกะอย่างงี้ ฉากยิงปืน ภาษาวิบัติ … โอย เยอะ) ไอ้เรื่องที่ควรซีเรียสจริงๆ อย่างเช่น ทำยังไงให้วัฒนธรรมดีๆ ของไทย ทันสมัย ไม่ตกโลก กลับไม่คิดกัน

    ตัวอย่าง … ใครจะไปคิด ว่าดนตรีโปงลาง จะทันสมัยได้ จนเมื่อโปงลางสะออนเกิดขึ้น มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่าของไทยๆ ก็ปรับตัวให้ทันสมัยได้ (แถมดังระดับ World Tour ได้ด้วยอ่ะ)

    จริงๆ ถ้ากระทรวงวัฒนธรรมมีวิสัยทัศน์ คงจะไม่ทำงานเชิงรับ แก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างนี้ จริงๆ ควรจะทำงานเชิงรุก แบบเปิดใจกว้าง อย่างเช่น … เป็นไปได้มั๊ย ถ้าเราจะสนับสนุน Designer คนไทย ให้ออกแบบเสื้อผ้าวัยรุ่นเก๋ไก๋ แต่ใช้ผ้าม่อฮ่อม … ทำยังไง ให้ดนตรีไทย เล่นร่วมกับดนตรีสากลได้เนียนๆ … ทำยังไง ให้ละครไทยมีเนื้อหาที่สมเหตุสมผล การถ่ายทำดีขึ้นกว่า อย่ามามัวแต่เซ็นเซอร์ ต้องกล้าสนับสนุนคนทำงานด้านนี้จริงๆ ให้เค้ามีทุน มีเวลา ที่จะทำสิ่งที่ดีกว่านี้ได้ (ขนาดรัฐบาลเกาหลีเค้ายังทำเลย) ไม่งั้นมันก็งูกินหางตามเคย คนทำละคร ก็ต้องทำเน่าๆ เพราะขายโฆษณาได้ พอทำดีๆ ขายโฆษณาไม่ได้ กูก็เจ๊ง กระทรวงไม่เคยช่วยอะไร แม่งเอาแต่ตัดของกูทิ้ง เช็ดโด้! 555 ….

    เค้าจะฟังเรามั๊ยเนี่ย … หรือเตรียมจะปิดเวปแล้ว 5555

  • 136
    คนที่ผ่านมา:

    อำนาจทำให้คน สามารถทำอะไรได้เหนือความคาดหมายจริงๆ

  • 137
    กรูรัก ดราม่า:

    สัด คนดีๆ ไฟแรงอยากแก้ไขประเทศให้ดีขึ้น :lol:

    แต่เสือกมี อีป้าหน้าโง่ว์ เป็นตัวถ่วงให้ประเทศแม่ม ล่มจมลงๆ :???:

    กรูว่ากระทรวงนี้ เอา อีป้านี่ออก เอาคนใหม่ๆไฟแรงแบบนี้มาบริหาร รับรองเจริญกว่านี้เป็นไหนๆ :mrgreen:

  • 138
    silversmoke:

    ประเทศไทยมันเจริญลงเป็นปกติวิสัยอยู่แล้วนี่

  • 139
    ทาก:

    :x เรื่องแบบนี้เห็นมานานมากจน ไม่รู้จะทำไงได้แล้ว :cry:

  • 140
    Abe~:

    กระทรวงวัฒนธรรมเหรอ
    รักษาวัฒนธรรมไทยคือสวมเชิ้ท สูท

    ฉันล่ะอยากเห็นคนกระทรวงนี้แต่งชุดไทยไปทำงานทุกวันจัง (ไม่ใช่พวกบรรดางานเลี้ยงเปลืองตังค์นะเออ) :|

  • 141
    ไหหลำ:

    ประเทศไทยช่างน่ากลั
    อยู่ในมือคนแบบนี้ = =

  • 142
    ถูกจูงจมูกมา:

    อื้อหือ เจ๊นี่ แรง

    “ดิฉันเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

    แต่ขอประทานโทษ พวกกระผมก็เป็นพสกนิกรภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระองค์ท่านเหมือนกัน

    แล้วที่แน่ๆ เงินเดือนที่คุณได้ไปน่ะ มันภาษีของพวก “ไพร่” ที่คุณว่านั่นแหละ

    กลับไปตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองหน่อย ว่าตัวเองสำคัญแค่ไหน ถึงได้กล้าเอื้อนเอ่ยวาจาเช่นนี้ แม่นางโฮโมอิเรคตัส

  • 143

    [...] ไปอ่านที่นี่กันเลยจ้า http://drama-addict.com/?p=1831 [...]

  • 144
    biohazardgang:

    คุณเซร่า ผู้บัญชาการเอสเอส wrote:

    Stardust wrote:
    หนังมหรสพนะเออ ไม่ใช่หนังหมี จะมาตัดมาทึ้งปู้ยี่ปู้ยำให้ชอกช้ำ
    แล้วการเซ็นเซอร์ในฉากร้านเหล้า ถ้าไม่ได้ดูตั้งกะแรก เซร่านึกว่าเป็นร้านขายหำเทียมทุกทีเรย
    แม่งเป็นแท่งๆ เหลี่ยมๆ เบลอๆ ไหนจะมีคนนั่งดูดอะไรไม่รู้เป็นแท่งที่ถูกเซ็นเซอร์อีก

    55555555555555555555555555555555 :grin: :grin: :grin:

    โอยยยย หัวเราะจนปวดท้องเลยว่ะ 55555555555555 :grin: :grin: :grin:

  • 145
    zero:

    กระทู้นี้เคยเห็นเหมือนกัน โดนลบอย่างรวดเร็ว.. :cry:
    ส่วนเจ้าของกระทู้คนนั้นน่าสงสารมาก แค่มาถามความเห็น แต่โดนไปเต็มๆ
    ไม่รู้ตอนนี้จะเป็นยังไงมั่ง.. :cry:

  • 146

    :!: เอ่อเราก็เป็นคนหนึ่งที่เรียนด้านวัฒนธรรม ซึ่งตอนนี้ก็ต่อโทด้านนี้อยู่….
    ก่อนเราจะมองประเด็นเรื่องวัฒนธรรม เราต้องมองถึง “ความหมายของคำว่าวัฒนธรรม” กันก่อนนะค่ะ ซึ่งความหมายของวัฒนธรรมอย่างแท้ๆ จริงนั้นก็อธิบายโดยเข้าใจคือ……แต่เดิมเรื่องของวัฒนธรรมเริ่มแรกนั้น เกิดขึ้นที่อังกฤษ นักทฤษฏีชาวอังกฤษเริ่มทำการศึกษาเรื่องวัฒนธรรมศึกษา ซึ่งบ่อเกิดความหมายของวัฒนธรรมกล่าวโดย F.R.DEVIC – กล่าวให้ความหมายของทางวัฒนธรรมคือ วัฒนธรรมเป็นเรื่องของคนชั้นล่าง การคุมคามของคนในปัจจุบันในด้านเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านต่าง ๆ ซึ่งทฤษฏีนี้คล้ายกับของ ADORNO เพราะให้ความสำคัญและกล่าวถึงเรื่องของสังคมในอังกฤษว่ามีความแตกต่างกันทาง ด้านวัฒนธรรมอย่างไร ในเรื่องของการแบ่งชนชั้นกันในทางวัฒนธรรม ในเรื่องของการเหยียดสีผิวของคนขาวและคนดำในอังกฤษ
    ในด้านของ “รัฐ” ที่มีรูปแบบการบริหารในรูปแบบที่กล่าวได้ว่าความเจริญที่ไม่ทั่วถึง ในการที่ความเจริญ สิ่งอำนวยความสะดวก สวัสดิการทั้งหลาย เกิดขึ้นอยู่ในศูนย์กลางคือในเมืองใหญ่เท่านั้น ทำให้ความเจริญทั้งหลายกระจายไปไม่ทั่วถึงชนบท เกิดปัญหาที่ว่าการแตกแยกของคนหลายๆฝ่าย การทะเลาะเบอะแว้งของคน การแบ่งพรรคพวก

    ต่อมานักทฤษฏี ADORNO – กล่าวในเรื่องของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (cultural industry) “โดยการถูกครอบงำของสิ่งที่มองไม่เห็นโดยการที่มนุษย์ถูกกระบวนการในทางตลาด ต่าง ๆ ครอบงำ” เช่น ทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านการตลาด กลไกลความไม่เป็นธรรมทางด้านอุตสาหกรรม
    BENJAMIN – กล่าวในเรื่องของสื่อ ภาพ เสียง ต่าง ๆ ในปัจจุบัน ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมทั้งสิ้น เชื่อในเรื่องของสิ่งทางสื่อเหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเข้าใจกันใน ทางวัฒนธรรม การมีส่วนร่วม การสร้างอารมณ์ร่วมของคนที่ผ่านทางสื่อ สิ่งเหล่านี้ทำให้คนเข้าถึงวัฒนธรรมได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในยุคของ ฮิตเลอร์ – ใช้สื่อในการปลุกระดม รวบรวมพละกำลังในกระบวนการคอมมิวนีส
    คำว่าวัฒนธรรมของ Gramsci – เป็นวัฒนธรรมในหลาย ๆ รูปแบบ ต่างจากมาร์คมองว่าเป็น “จิตสำนึกที่ผิดพลาด” แต่ Gramsci มองว่าเป็นสิ่งหลากหลายและแปลกแยกกันออกไป

    ***ดังนั้น วัฒนธรรม คือ เรื่องความไม่เสมอภาค ความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคม ความรู้สึกที่ผิดพลาด และทำให้ปฏิบัติตัวแปลกแยก โดยต้องการแสดงตัวตน หรือต้องการพื้นที่ในฐานะความเป็นคน เปิดเผยกลไกลในสังคมที่เกิดขึ้น โดยกลุ่มคนเหล่านี้พยายามที่จะต่อสู้ ที่จะมีที่ว่างในการดำรงค์ชีวิตภายในสังคมปัจจุบัน

    การศึกษาด้านวัฒนธรรมศึกษา – สนใจที่จะศึกษาสิ่งต่าง ๆ ที่แสดงออกมาให้เห็นถึงจุดบอด หรือปัญหาที่เกิดขึ้น และนำมาเป็นประเด็นในการศึกษา และวัฒนธรรมศึกษาไม่สนใจในเรื่องสุนทรียะด้านความงาน แต่สนใจวัฒนธรรมมวลชนในฐานะที่เป็นเป้าหมายทางการเมือง และวัฒนธรรมศึกษายังปฏิเสธว่าเพลงป๊อบ ฮิบฮอป ไม่ได้เป็นของวัฒนธรรมชั้นต่ำและสูง เป็นการเปิดพื้นที่ของกลุ่มคนให้มีการเคลื่อนไหวและต่อรอง วัฒนธรรมศึกษาไม่ใช่สิ่งที่จะหยุดนิ่ง สนใจวิเคราะห์ความขัดแย้งที่ดำรงค์อยุ่ภายใต้การผลิตซ้ำหรืออุดมการณ์การ ผลิต เน้นการเปิดโปงหรือการตีแผ่ในอุดมการณ์ของอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ สังคม ต้องการเปิดโปงอำนาจ หรือความหมายที่ถูกซ่อนอยู่ว่าเป็นอย่างไร ศึกษาวิเคราะห์

    การตีความหมายเชิงลึกทางวัฒนธรรม
    – วัฒนธรรม คือสิ่งที่เปรียบได้ว่าเป็นใยแมงมุมที่ทักทอ และแมงมุมก็อยู่ในนั้นตลอดมา เหมือนวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นและเราก็ติดอยู่กับวัฒนธรรม เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมตลอดมา
    – คนตะวันตกกล่าวว่าสังคมไทยในอดีตเป็นสังคมที่หละหลวง ไม่มีความเป็นระบบ ต่อมา อคิน รพีพัฒน์(นามปากกา) ก็ออกมากล่าวว่าสังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์
    – อุปถัมภ์ หมายความว่า การที่เรามีอำนาจเหนือคนอีกคนหรือต่ำกว่าคนอีกคนหนึ่ง แต่ก็ข้องเกี่ยวและมีความช่วยเหลือซึ่งกันและกันตลอดเวลา ดังนั้นระบบอุปถัมภ์จึงอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน ตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ แม้แต่ในปัจจุบันสังคมไทยก็ยังเป็นไปในรูปแบบของสังคมอุปถัมภ์อยู่ ล้วนแต่มีความอุปถัมภ์ซึ่งกันและกัน
    – ร.4 กล่าวว่าในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ การที่เราเป็นไพร่หรือมีฐานะเป็นอะไร เมื่อเราเลื่อนชั้น หรือไม่ได้อยู่ในฐานะนั้นแล้ว แต่ความเป็นจริงเราก็ยังคงเป็นไพร่อยู่ดี ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงฐานะของตนเองได้

    ความเข้าใจความหมายของวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรมของประเทศไทย
    ดังนั้นความหมายของวัฒนธรรมของกระทรวงนั้นจึงมีความหมายในเชิงที่เกี่ยวกับ หลักสูตรที่มีชื่อ “วัฒนธรรม” ในรูปแบบต่างๆนั้น ดูเหมือว่า ถูกตั้งมาจากกลุ่มผู้ที่ ศึกษาวิชาการแขนงต่างๆที่ในวิชาชีพตนเอง ต้อง “ศึกษาวัฒนธรรม” เช่นไทยศึกษา และมานุษยวิทยา ถึงกับมีการจัดประชุมประจำปี เรื่อง “ยกเครื่องวัฒนธรรมศึกษา” ในวัตถุประสงค์โดยสรุปคือตั้งข้อสงสัยในหลักสูตร ที่มีคำว่า “วัฒนธรรม” ประกอบอยู่ จึงพบว่าผู้คนที่สงสัยในหลักสูตรนี้ส่วนใหญ่เป็นนักมานุษยวิทยา กลุ่มสายมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ที่ต้อง “ศึกษาวัฒนธรรม”และการประชุมนี้ มีความพยายามบางอย่างที่จะบอกว่า “เครื่อง(วัฒนธรรมศึกษา) ไม่ดีต้องยกเครื่องใหม่” ทั้งที่หลักสูตรเหล่านี้บางมหาวิทยาลัยยังไม่มีใครเรียนจบเลย การประชุมนี้ได้กลายเป็นประชุมเพื่อ สร้างฉากหนึ่งของความรุนแรงทางวิชาการใน “การตกเขียวทางวิชาการ” หรือ การทำให้สาขาวิชาใดวิชาหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่าอีกสาขาหนึ่งหรือไม่? ด้วยการสร้างจำเลยทางวิชาการขึ้นมาแล้วช่วยกันสร้างตราประทับอันเลวร้าย “ทางวิชาการวัฒนธรรม”ตราตรึงไว้

    ในปรากฏการณ์ทางสังคมปัจจุบันในทุกๆเรื่องเมื่อสาวสาเหตุไปลึกๆแล้วก็จะพบ การให้คำตอบ(แบบขอไปที)ว่า เป็น “ปัญหาทางวัฒนธรรม”เป็นคำตอบที่พื้นๆธรรมดา แต่มีความหมายเชิงอำนาจที่ลึกซึ้ง ที่ผู้ฟังก็จะต้องสยบยอม ไม่มีใครตั้งคำถามต่อเพราะทุกคนไม่เข้าใจว่า “วัฒนธรรมคืออะไร” ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะผู้รู้ทั้งหลายไม่รู้จะหาคำอธิบายว่าอย่างไร จึง เหมารวมไปถึง “การเป็นจำเลย”ที่ไม่มีตัวตนจับต้องไม่ได้ และเป็นคำที่มีอำนาจทางสังคมมาก คือ “วัฒนธรรม” ในทุกๆเรื่อง มีสาขาวิชามากมายที่มีพื้นที่ความรู้ในการอธิบาย วัฒนธรรม มาอย่างยาวนาน ทั้งทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ทำให้วัฒนธรรมกลายเป็นวัตถุและอาณาบริเวณทางการศึกษาไป และวัฒนธรรมก็ไร้ตัวตน ใครก็ได้ ที่จะทำอะไรก็ตาม และอ้างวัฒนธรรมมักจะได้รับการยกเว้น วัฒนธรรมจึงตกเป็นเครื่องมือทางอำนาจ ของประชาชนและนักวิชาการ

    ดังนั้นเมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ “วัฒนธรรม”จะบอกว่า “หยุดเลิกอ้างความเป็นวัฒนธรรม”และ “ศึกษาวัฒนธรรม ในฐานะที่เป็นความรู้” เพราะว่า “สักวันหนึ่ง วัฒนธรรมจะเป็นผู้ที่ พูด เขียนและปฏิบัติการ ด้วยตัวของวัฒนธรรมเอง” เมื่อถึงวันนั้น “มนุษย์” ทั้งหลายได้เตรียมพร้อมทางความรู้หรือยัง ที่จะรับมือกับวัฒนธรรมที่กำลังประกาศอิสรภาพ ดังนั้นมนุษย์เราควรมีองค์ความรู้บางอย่างที่จะ ศึกษาวัฒนธรรมในมุมมองและมิติทางวัฒนธรรมของวัฒนธรรมเอง โดยไม่ผ่านความรู้สาขาอื่นที่เกิดขึ้นในโลกนี้เดิมๆที่มีวัตถุประสงค์อื่น เช่นเพียงแค่ต้องการเข้าใจมนุษย์ หรือสังคม ฯลฯ แต่ไม่มีใครพยายามเข้าใจวัฒนธรรม

    ทำไมต้องใช้ชื่อ “วัฒนธรรมศึกษา” เนื่องจาก วัฒนธรรม ในฐานะของวิชาการยังไม่ มีแนวคิดและทฤษฎีเป็นของตนเองและระเบียบวิธีในการหาความรู้ยังไม่มีเป็นการ เฉพาะ จึงได้ใช้คำว่า “ศึกษา” ที่ เป็นคำในภาษาอังกฤษว่า “- studies” ต่อท้ายวัฒนธรรม โดยไม่ได้ ใช้คำว่า – Logy หรือ – Science ที่แปลว่า “-วิทยา” และ “- ศาสตร์” แต่ก็ไม่ได้เป็นข้อด้อยเลยในการไม่มี “ศาสตร์เฉพาะของตนเอง” ทำให้การค้นคว้าหาความรู้เป็นไปได้อย่างกว้างขวาง หลากแนวคิด และสามารถผสมผสาน ตัดต่อทางวิชาการได้อย่างอิสระ รวมถึง การใช้ระเบียบวิธีวิจัยในการหาความรู้ ที่หลากหลาย ไม่ยึดติดกับ เทคนิค เชิงปริมาณ หรือ เชิงคุณภาพ ถ้าระเบียบวิธีนั้นสามารถให้คำตอบทางวิชาการได้

    เมื่อเรามองการทำงานของกระทรวงวัฒนธรรมในประเทศไทยแล้ว ….แต่เราต้องเข้าใจการทำงานของกระทรวงนะค่ะว่าเค้าถูกกำหนด หรือวางแบบแผนความเชื่อของคำว่า “วัฒนธรรม” เป็นสิ่งที่ดีงาม ซึ่งถ้าเราศึกษาความหมายแล้ว มันจะมีความหมายเชิงลึดลงไปมากกว่านี้ แต่การทำงานของกระทรวงคือ ถูกกำหนดมาให้มีหน้าที่ตามกรอบของคนเบื้องหลัง คือบอกไปทางซ้ายก็ไป บอกไปทางขวาก็ไป เลยทำให้เกิดปัญหามาหมาย
    แท้ที่จริงแล้ว หน้าที่การเฝ้าระวังนั้น ตรวงเทคฯ ตรวจและจับซีดี การเซยต์เวอร์ต่างๆ ฯลฯ ที่ปัจจุบันเป็นหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรม ควรจะเป็นของกระทรวงมหาดไทย……….แต่ลองคิดดูว่าถ้าหน้าที่การเฝ้าระวัง นั้นตกมาเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยแล้ว ท่านทั้งหลายก็คงไม่ได้มีความคิดที่ดีต่อกระทรวงมหาดไทย เหมือนกับกระทรวงวัฒนธรรมหลอก
    เพราะหน้าที่มันถูกกำหนดให้คนต้องทำตาม เพระาถ้ามองลงไปแล้วนั้น หน้าที่ที่ค้ำคอนั้น มองอย่างนักทฤษฏี เราก็ตกอยู่ใต้อำนาจของโครงสร้างทางภาษา หรือภาษา หรือเรียกอีกแบบหนึ่งคือ โครงสร้างนิยม – ความหมายและชื่อเรียกซึ่งมีความแตกต่างกัน ไม่ได้ให้ความหมายตามชื่อ ดังนั้นภาษาเป็นสิ่งที่สร้างโครงสร้างของมนุษย์ เมื่อภาษาได้รับความนิยมแล้ว ภาษาก็มีความหลากหลายในตัวของมันเองอีกแบ่งย่อยออกไป การให้คุณค่าความหมายที่มีความแตกต่างกันออกไปอีก ภาษายังเป็นระบบสัญลักษณ์เช่น ตราของมหาวิทยาลัย แบรนสินค้า ดังนั้นมนุษย์จึงตกเป็นอยู่ภายใต้โครงสร้างนิยม เนื่องจากสร้างภาษาขึ้นมาก็ตกอยู่ภายใต้ของภาษา
    เองอีกเหมือนเดิม หนีไปไหนไม่ได้ และทุกวันนี้คนไทยก็ยังตกอยู่ภายใต้สื่อโดยหน้ามึน อิทธิพลของสื่อที่เรามองข้ามนั้น แท้จริงแล้วมีบทบาทมากในทุกวันนี้

  • 147
    ikki:

    บอกตรง ๆ ว่า ” เกลียด นังป้านี้มากก ” คนแบบนี้ไม่น่าทำงานที่เกี่ยวข้องกับคนส่วนมากเลย

  • 148
    604pc:

    พฤติกรรมของเธอนี่ควรค่าแก่รางวัล Darwin Awards ที่สุดเลยครับ ยิ่งไม่ได้แต่งงานอย่างนี้ ยิ่งนับว่าเธอได้สร้างคุณูปการต่อมวลมนุษยชาติด้วยการไม่เอายีนเสื่อมๆของเธอไปแพร่พันธ์ต่อ

    The Darwin Awards
    http://www.darwinawards.com/

  • 149
    วารินเน่:

    ทำเรื่องเล็กให้เป้นเรื่องใหญ่ คนอาไร๊….

  • 150
    Poncho:

    อีก1 Change for hope :evil: :evil:

  • 151
    ปักสาขาวใหญ่:

    เฮ้ย ทำไมยังมีคอมเมนท์เข้ามาเรื่อยวะ

  • 152
    yes man:

    cultural wrote:

    เอ่อเราก็เป็นคนหนึ่งที่เรียนด้านวัฒนธรรม ซึ่งตอนนี้ก็ต่อโทด้านนี้อยู่….
    ก่อนเราจะมองประเด็นเรื่องวัฒนธรรม เราต้องมองถึง “ความหมายของคำว่าวัฒนธรรม” กันก่อนนะค่ะ ซึ่งความหมายของวัฒนธรรมอย่างแท้ๆ จริงนั้นก็อธิบายโดยเข้าใจคือ……แต่เดิมเรื่องของวัฒนธรรมเริ่มแรกนั้น เกิดขึ้นที่อังกฤษ นักทฤษฏีชาวอังกฤษเริ่มทำการศึกษาเรื่องวัฒนธรรมศึกษา ซึ่งบ่อเกิดความหมายของวัฒนธรรมกล่าวโดย F.R.DEVIC – กล่าวให้ความหมายของทางวัฒนธรรมคือ วัฒนธรรมเป็นเรื่องของคนชั้นล่าง การคุมคามของคนในปัจจุบันในด้านเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านต่าง ๆ ซึ่งทฤษฏีนี้คล้ายกับของ ADORNO เพราะให้ความสำคัญและกล่าวถึงเรื่องของสังคมในอังกฤษว่ามีความแตกต่างกันทาง ด้านวัฒนธรรมอย่างไร ในเรื่องของการแบ่งชนชั้นกันในทางวัฒนธรรม ในเรื่องของการเหยียดสีผิวของคนขาวและคนดำในอังกฤษ
    ในด้านของ “รัฐ” ที่มีรูปแบบการบริหารในรูปแบบที่กล่าวได้ว่าความเจริญที่ไม่ทั่วถึง ในการที่ความเจริญ สิ่งอำนวยความสะดวก สวัสดิการทั้งหลาย เกิดขึ้นอยู่ในศูนย์กลางคือในเมืองใหญ่เท่านั้น ทำให้ความเจริญทั้งหลายกระจายไปไม่ทั่วถึงชนบท เกิดปัญหาที่ว่าการแตกแยกของคนหลายๆฝ่าย การทะเลาะเบอะแว้งของคน การแบ่งพรรคพวก
    ต่อมานักทฤษฏี ADORNO – กล่าวในเรื่องของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (cultural industry) “โดยการถูกครอบงำของสิ่งที่มองไม่เห็นโดยการที่มนุษย์ถูกกระบวนการในทางตลาด ต่าง ๆ ครอบงำ” เช่น ทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านการตลาด กลไกลความไม่เป็นธรรมทางด้านอุตสาหกรรม
    BENJAMIN – กล่าวในเรื่องของสื่อ ภาพ เสียง ต่าง ๆ ในปัจจุบัน ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมทั้งสิ้น เชื่อในเรื่องของสิ่งทางสื่อเหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเข้าใจกันใน ทางวัฒนธรรม การมีส่วนร่วม การสร้างอารมณ์ร่วมของคนที่ผ่านทางสื่อ สิ่งเหล่านี้ทำให้คนเข้าถึงวัฒนธรรมได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในยุคของ ฮิตเลอร์ – ใช้สื่อในการปลุกระดม รวบรวมพละกำลังในกระบวนการคอมมิวนีส
    คำว่าวัฒนธรรมของ Gramsci – เป็นวัฒนธรรมในหลาย ๆ รูปแบบ ต่างจากมาร์คมองว่าเป็น “จิตสำนึกที่ผิดพลาด” แต่ Gramsci มองว่าเป็นสิ่งหลากหลายและแปลกแยกกันออกไป
    ***ดังนั้น วัฒนธรรม คือ เรื่องความไม่เสมอภาค ความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคม ความรู้สึกที่ผิดพลาด และทำให้ปฏิบัติตัวแปลกแยก โดยต้องการแสดงตัวตน หรือต้องการพื้นที่ในฐานะความเป็นคน เปิดเผยกลไกลในสังคมที่เกิดขึ้น โดยกลุ่มคนเหล่านี้พยายามที่จะต่อสู้ ที่จะมีที่ว่างในการดำรงค์ชีวิตภายในสังคมปัจจุบัน
    การศึกษาด้านวัฒนธรรมศึกษา – สนใจที่จะศึกษาสิ่งต่าง ๆ ที่แสดงออกมาให้เห็นถึงจุดบอด หรือปัญหาที่เกิดขึ้น และนำมาเป็นประเด็นในการศึกษา และวัฒนธรรมศึกษาไม่สนใจในเรื่องสุนทรียะด้านความงาน แต่สนใจวัฒนธรรมมวลชนในฐานะที่เป็นเป้าหมายทางการเมือง และวัฒนธรรมศึกษายังปฏิเสธว่าเพลงป๊อบ ฮิบฮอป ไม่ได้เป็นของวัฒนธรรมชั้นต่ำและสูง เป็นการเปิดพื้นที่ของกลุ่มคนให้มีการเคลื่อนไหวและต่อรอง วัฒนธรรมศึกษาไม่ใช่สิ่งที่จะหยุดนิ่ง สนใจวิเคราะห์ความขัดแย้งที่ดำรงค์อยุ่ภายใต้การผลิตซ้ำหรืออุดมการณ์การ ผลิต เน้นการเปิดโปงหรือการตีแผ่ในอุดมการณ์ของอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ สังคม ต้องการเปิดโปงอำนาจ หรือความหมายที่ถูกซ่อนอยู่ว่าเป็นอย่างไร ศึกษาวิเคราะห์
    การตีความหมายเชิงลึกทางวัฒนธรรม
    – วัฒนธรรม คือสิ่งที่เปรียบได้ว่าเป็นใยแมงมุมที่ทักทอ และแมงมุมก็อยู่ในนั้นตลอดมา เหมือนวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นและเราก็ติดอยู่กับวัฒนธรรม เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมตลอดมา
    – คนตะวันตกกล่าวว่าสังคมไทยในอดีตเป็นสังคมที่หละหลวง ไม่มีความเป็นระบบ ต่อมา อคิน รพีพัฒน์(นามปากกา) ก็ออกมากล่าวว่าสังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์
    – อุปถัมภ์ หมายความว่า การที่เรามีอำนาจเหนือคนอีกคนหรือต่ำกว่าคนอีกคนหนึ่ง แต่ก็ข้องเกี่ยวและมีความช่วยเหลือซึ่งกันและกันตลอดเวลา ดังนั้นระบบอุปถัมภ์จึงอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน ตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ แม้แต่ในปัจจุบันสังคมไทยก็ยังเป็นไปในรูปแบบของสังคมอุปถัมภ์อยู่ ล้วนแต่มีความอุปถัมภ์ซึ่งกันและกัน
    – ร.4 กล่าวว่าในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ การที่เราเป็นไพร่หรือมีฐานะเป็นอะไร เมื่อเราเลื่อนชั้น หรือไม่ได้อยู่ในฐานะนั้นแล้ว แต่ความเป็นจริงเราก็ยังคงเป็นไพร่อยู่ดี ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงฐานะของตนเองได้
    ความเข้าใจความหมายของวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรมของประเทศไทย
    ดังนั้นความหมายของวัฒนธรรมของกระทรวงนั้นจึงมีความหมายในเชิงที่เกี่ยวกับ หลักสูตรที่มีชื่อ “วัฒนธรรม” ในรูปแบบต่างๆนั้น ดูเหมือว่า ถูกตั้งมาจากกลุ่มผู้ที่ ศึกษาวิชาการแขนงต่างๆที่ในวิชาชีพตนเอง ต้อง “ศึกษาวัฒนธรรม” เช่นไทยศึกษา และมานุษยวิทยา ถึงกับมีการจัดประชุมประจำปี เรื่อง “ยกเครื่องวัฒนธรรมศึกษา” ในวัตถุประสงค์โดยสรุปคือตั้งข้อสงสัยในหลักสูตร ที่มีคำว่า “วัฒนธรรม” ประกอบอยู่ จึงพบว่าผู้คนที่สงสัยในหลักสูตรนี้ส่วนใหญ่เป็นนักมานุษยวิทยา กลุ่มสายมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ที่ต้อง “ศึกษาวัฒนธรรม”และการประชุมนี้ มีความพยายามบางอย่างที่จะบอกว่า “เครื่อง(วัฒนธรรมศึกษา) ไม่ดีต้องยกเครื่องใหม่” ทั้งที่หลักสูตรเหล่านี้บางมหาวิทยาลัยยังไม่มีใครเรียนจบเลย การประชุมนี้ได้กลายเป็นประชุมเพื่อ สร้างฉากหนึ่งของความรุนแรงทางวิชาการใน “การตกเขียวทางวิชาการ” หรือ การทำให้สาขาวิชาใดวิชาหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่าอีกสาขาหนึ่งหรือไม่? ด้วยการสร้างจำเลยทางวิชาการขึ้นมาแล้วช่วยกันสร้างตราประทับอันเลวร้าย “ทางวิชาการวัฒนธรรม”ตราตรึงไว้
    ในปรากฏการณ์ทางสังคมปัจจุบันในทุกๆเรื่องเมื่อสาวสาเหตุไปลึกๆแล้วก็จะพบ การให้คำตอบ(แบบขอไปที)ว่า เป็น “ปัญหาทางวัฒนธรรม”เป็นคำตอบที่พื้นๆธรรมดา แต่มีความหมายเชิงอำนาจที่ลึกซึ้ง ที่ผู้ฟังก็จะต้องสยบยอม ไม่มีใครตั้งคำถามต่อเพราะทุกคนไม่เข้าใจว่า “วัฒนธรรมคืออะไร” ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะผู้รู้ทั้งหลายไม่รู้จะหาคำอธิบายว่าอย่างไร จึง เหมารวมไปถึง “การเป็นจำเลย”ที่ไม่มีตัวตนจับต้องไม่ได้ และเป็นคำที่มีอำนาจทางสังคมมาก คือ “วัฒนธรรม” ในทุกๆเรื่อง มีสาขาวิชามากมายที่มีพื้นที่ความรู้ในการอธิบาย วัฒนธรรม มาอย่างยาวนาน ทั้งทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ทำให้วัฒนธรรมกลายเป็นวัตถุและอาณาบริเวณทางการศึกษาไป และวัฒนธรรมก็ไร้ตัวตน ใครก็ได้ ที่จะทำอะไรก็ตาม และอ้างวัฒนธรรมมักจะได้รับการยกเว้น วัฒนธรรมจึงตกเป็นเครื่องมือทางอำนาจ ของประชาชนและนักวิชาการ
    ดังนั้นเมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ “วัฒนธรรม”จะบอกว่า “หยุดเลิกอ้างความเป็นวัฒนธรรม”และ “ศึกษาวัฒนธรรม ในฐานะที่เป็นความรู้” เพราะว่า “สักวันหนึ่ง วัฒนธรรมจะเป็นผู้ที่ พูด เขียนและปฏิบัติการ ด้วยตัวของวัฒนธรรมเอง” เมื่อถึงวันนั้น “มนุษย์” ทั้งหลายได้เตรียมพร้อมทางความรู้หรือยัง ที่จะรับมือกับวัฒนธรรมที่กำลังประกาศอิสรภาพ ดังนั้นมนุษย์เราควรมีองค์ความรู้บางอย่างที่จะ ศึกษาวัฒนธรรมในมุมมองและมิติทางวัฒนธรรมของวัฒนธรรมเอง โดยไม่ผ่านความรู้สาขาอื่นที่เกิดขึ้นในโลกนี้เดิมๆที่มีวัตถุประสงค์อื่น เช่นเพียงแค่ต้องการเข้าใจมนุษย์ หรือสังคม ฯลฯ แต่ไม่มีใครพยายามเข้าใจวัฒนธรรม
    ทำไมต้องใช้ชื่อ “วัฒนธรรมศึกษา” เนื่องจาก วัฒนธรรม ในฐานะของวิชาการยังไม่ มีแนวคิดและทฤษฎีเป็นของตนเองและระเบียบวิธีในการหาความรู้ยังไม่มีเป็นการ เฉพาะ จึงได้ใช้คำว่า “ศึกษา” ที่ เป็นคำในภาษาอังกฤษว่า “- studies” ต่อท้ายวัฒนธรรม โดยไม่ได้ ใช้คำว่า – Logy หรือ – Science ที่แปลว่า “-วิทยา” และ “- ศาสตร์” แต่ก็ไม่ได้เป็นข้อด้อยเลยในการไม่มี “ศาสตร์เฉพาะของตนเอง” ทำให้การค้นคว้าหาความรู้เป็นไปได้อย่างกว้างขวาง หลากแนวคิด และสามารถผสมผสาน ตัดต่อทางวิชาการได้อย่างอิสระ รวมถึง การใช้ระเบียบวิธีวิจัยในการหาความรู้ ที่หลากหลาย ไม่ยึดติดกับ เทคนิค เชิงปริมาณ หรือ เชิงคุณภาพ ถ้าระเบียบวิธีนั้นสามารถให้คำตอบทางวิชาการได้
    เมื่อเรามองการทำงานของกระทรวงวัฒนธรรมในประเทศไทยแล้ว ….แต่เราต้องเข้าใจการทำงานของกระทรวงนะค่ะว่าเค้าถูกกำหนด หรือวางแบบแผนความเชื่อของคำว่า “วัฒนธรรม” เป็นสิ่งที่ดีงาม ซึ่งถ้าเราศึกษาความหมายแล้ว มันจะมีความหมายเชิงลึดลงไปมากกว่านี้ แต่การทำงานของกระทรวงคือ ถูกกำหนดมาให้มีหน้าที่ตามกรอบของคนเบื้องหลัง คือบอกไปทางซ้ายก็ไป บอกไปทางขวาก็ไป เลยทำให้เกิดปัญหามาหมาย
    แท้ที่จริงแล้ว หน้าที่การเฝ้าระวังนั้น ตรวงเทคฯ ตรวจและจับซีดี การเซยต์เวอร์ต่างๆ ฯลฯ ที่ปัจจุบันเป็นหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรม ควรจะเป็นของกระทรวงมหาดไทย……….แต่ลองคิดดูว่าถ้าหน้าที่การเฝ้าระวัง นั้นตกมาเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยแล้ว ท่านทั้งหลายก็คงไม่ได้มีความคิดที่ดีต่อกระทรวงมหาดไทย เหมือนกับกระทรวงวัฒนธรรมหลอก
    เพราะหน้าที่มันถูกกำหนดให้คนต้องทำตาม เพระาถ้ามองลงไปแล้วนั้น หน้าที่ที่ค้ำคอนั้น มองอย่างนักทฤษฏี เราก็ตกอยู่ใต้อำนาจของโครงสร้างทางภาษา หรือภาษา หรือเรียกอีกแบบหนึ่งคือ โครงสร้างนิยม – ความหมายและชื่อเรียกซึ่งมีความแตกต่างกัน ไม่ได้ให้ความหมายตามชื่อ ดังนั้นภาษาเป็นสิ่งที่สร้างโครงสร้างของมนุษย์ เมื่อภาษาได้รับความนิยมแล้ว ภาษาก็มีความหลากหลายในตัวของมันเองอีกแบ่งย่อยออกไป การให้คุณค่าความหมายที่มีความแตกต่างกันออกไปอีก ภาษายังเป็นระบบสัญลักษณ์เช่น ตราของมหาวิทยาลัย แบรนสินค้า ดังนั้นมนุษย์จึงตกเป็นอยู่ภายใต้โครงสร้างนิยม เนื่องจากสร้างภาษาขึ้นมาก็ตกอยู่ภายใต้ของภาษา
    เองอีกเหมือนเดิม หนีไปไหนไม่ได้ และทุกวันนี้คนไทยก็ยังตกอยู่ภายใต้สื่อโดยหน้ามึน อิทธิพลของสื่อที่เรามองข้ามนั้น แท้จริงแล้วมีบทบาทมากในทุกวันนี้

    ยาวไปละ หัดคิดอะไรตื้นๆ มั่งก็ได้นะ เรื่องมันง่ายนิดเดียว :evil:

  • 153
    Austin:

    สัส มัวแต่มาสนใจเรื่องอะรัย

    สงสัยคนในกะทรวงไม่เคยแก้ผ้าอาบน้ำ

    ปันยาอ่อนชิบหาย

  • 154
    hatori:

    ใครเป็นผัวป้าเค้านี่คงแบบ :evil:

  • 155
    คนหล่อจิตใจดี:

    yes man wrote:

    cultural wrote:
    เอ่อเราก็เป็นคนหนึ่งที่เรียนด้านวัฒนธรรม ซึ่งตอนนี้ก็ต่อโทด้านนี้อยู่….
    ก่อนเราจะมองประเด็นเรื่องวัฒนธรรม เราต้องมองถึง “ความหมายของคำว่าวัฒนธรรม” กันก่อนนะค่ะ ซึ่งความหมายของวัฒนธรรมอย่างแท้ๆ จริงนั้นก็อธิบายโดยเข้าใจคือ……แต่เดิมเรื่องของวัฒนธรรมเริ่มแรกนั้น เกิดขึ้นที่อังกฤษ นักทฤษฏีชาวอังกฤษเริ่มทำการศึกษาเรื่องวัฒนธรรมศึกษา ซึ่งบ่อเกิดความหมายของวัฒนธรรมกล่าวโดย F.R.DEVIC – กล่าวให้ความหมายของทางวัฒนธรรมคือ วัฒนธรรมเป็นเรื่องของคนชั้นล่าง การคุมคามของคนในปัจจุบันในด้านเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านต่าง ๆ ซึ่งทฤษฏีนี้คล้ายกับของ ADORNO เพราะให้ความสำคัญและกล่าวถึงเรื่องของสังคมในอังกฤษว่ามีความแตกต่างกันทาง ด้านวัฒนธรรมอย่างไร ในเรื่องของการแบ่งชนชั้นกันในทางวัฒนธรรม ในเรื่องของการเหยียดสีผิวของคนขาวและคนดำในอังกฤษ
    ในด้านของ “รัฐ” ที่มีรูปแบบการบริหารในรูปแบบที่กล่าวได้ว่าความเจริญที่ไม่ทั่วถึง ในการที่ความเจริญ สิ่งอำนวยความสะดวก สวัสดิการทั้งหลาย เกิดขึ้นอยู่ในศูนย์กลางคือในเมืองใหญ่เท่านั้น ทำให้ความเจริญทั้งหลายกระจายไปไม่ทั่วถึงชนบท เกิดปัญหาที่ว่าการแตกแยกของคนหลายๆฝ่าย การทะเลาะเบอะแว้งของคน การแบ่งพรรคพวก
    ต่อมานักทฤษฏี ADORNO – กล่าวในเรื่องของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (cultural industry) “โดยการถูกครอบงำของสิ่งที่มองไม่เห็นโดยการที่มนุษย์ถูกกระบวนการในทางตลาด ต่าง ๆ ครอบงำ” เช่น ทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านการตลาด กลไกลความไม่เป็นธรรมทางด้านอุตสาหกรรม
    BENJAMIN – กล่าวในเรื่องของสื่อ ภาพ เสียง ต่าง ๆ ในปัจจุบัน ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมทั้งสิ้น เชื่อในเรื่องของสิ่งทางสื่อเหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเข้าใจกันใน ทางวัฒนธรรม การมีส่วนร่วม การสร้างอารมณ์ร่วมของคนที่ผ่านทางสื่อ สิ่งเหล่านี้ทำให้คนเข้าถึงวัฒนธรรมได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในยุคของ ฮิตเลอร์ – ใช้สื่อในการปลุกระดม รวบรวมพละกำลังในกระบวนการคอมมิวนีส
    คำว่าวัฒนธรรมของ Gramsci – เป็นวัฒนธรรมในหลาย ๆ รูปแบบ ต่างจากมาร์คมองว่าเป็น “จิตสำนึกที่ผิดพลาด” แต่ Gramsci มองว่าเป็นสิ่งหลากหลายและแปลกแยกกันออกไป
    ***ดังนั้น วัฒนธรรม คือ เรื่องความไม่เสมอภาค ความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคม ความรู้สึกที่ผิดพลาด และทำให้ปฏิบัติตัวแปลกแยก โดยต้องการแสดงตัวตน หรือต้องการพื้นที่ในฐานะความเป็นคน เปิดเผยกลไกลในสังคมที่เกิดขึ้น โดยกลุ่มคนเหล่านี้พยายามที่จะต่อสู้ ที่จะมีที่ว่างในการดำรงค์ชีวิตภายในสังคมปัจจุบัน
    การศึกษาด้านวัฒนธรรมศึกษา – สนใจที่จะศึกษาสิ่งต่าง ๆ ที่แสดงออกมาให้เห็นถึงจุดบอด หรือปัญหาที่เกิดขึ้น และนำมาเป็นประเด็นในการศึกษา และวัฒนธรรมศึกษาไม่สนใจในเรื่องสุนทรียะด้านความงาน แต่สนใจวัฒนธรรมมวลชนในฐานะที่เป็นเป้าหมายทางการเมือง และวัฒนธรรมศึกษายังปฏิเสธว่าเพลงป๊อบ ฮิบฮอป ไม่ได้เป็นของวัฒนธรรมชั้นต่ำและสูง เป็นการเปิดพื้นที่ของกลุ่มคนให้มีการเคลื่อนไหวและต่อรอง วัฒนธรรมศึกษาไม่ใช่สิ่งที่จะหยุดนิ่ง สนใจวิเคราะห์ความขัดแย้งที่ดำรงค์อยุ่ภายใต้การผลิตซ้ำหรืออุดมการณ์การ ผลิต เน้นการเปิดโปงหรือการตีแผ่ในอุดมการณ์ของอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ สังคม ต้องการเปิดโปงอำนาจ หรือความหมายที่ถูกซ่อนอยู่ว่าเป็นอย่างไร ศึกษาวิเคราะห์
    การตีความหมายเชิงลึกทางวัฒนธรรม
    – วัฒนธรรม คือสิ่งที่เปรียบได้ว่าเป็นใยแมงมุมที่ทักทอ และแมงมุมก็อยู่ในนั้นตลอดมา เหมือนวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นและเราก็ติดอยู่กับวัฒนธรรม เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมตลอดมา
    – คนตะวันตกกล่าวว่าสังคมไทยในอดีตเป็นสังคมที่หละหลวง ไม่มีความเป็นระบบ ต่อมา อคิน รพีพัฒน์(นามปากกา) ก็ออกมากล่าวว่าสังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์
    – อุปถัมภ์ หมายความว่า การที่เรามีอำนาจเหนือคนอีกคนหรือต่ำกว่าคนอีกคนหนึ่ง แต่ก็ข้องเกี่ยวและมีความช่วยเหลือซึ่งกันและกันตลอดเวลา ดังนั้นระบบอุปถัมภ์จึงอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน ตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ แม้แต่ในปัจจุบันสังคมไทยก็ยังเป็นไปในรูปแบบของสังคมอุปถัมภ์อยู่ ล้วนแต่มีความอุปถัมภ์ซึ่งกันและกัน
    – ร.4 กล่าวว่าในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ การที่เราเป็นไพร่หรือมีฐานะเป็นอะไร เมื่อเราเลื่อนชั้น หรือไม่ได้อยู่ในฐานะนั้นแล้ว แต่ความเป็นจริงเราก็ยังคงเป็นไพร่อยู่ดี ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงฐานะของตนเองได้
    ความเข้าใจความหมายของวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรมของประเทศไทย
    ดังนั้นความหมายของวัฒนธรรมของกระทรวงนั้นจึงมีความหมายในเชิงที่เกี่ยวกับ หลักสูตรที่มีชื่อ “วัฒนธรรม” ในรูปแบบต่างๆนั้น ดูเหมือว่า ถูกตั้งมาจากกลุ่มผู้ที่ ศึกษาวิชาการแขนงต่างๆที่ในวิชาชีพตนเอง ต้อง “ศึกษาวัฒนธรรม” เช่นไทยศึกษา และมานุษยวิทยา ถึงกับมีการจัดประชุมประจำปี เรื่อง “ยกเครื่องวัฒนธรรมศึกษา” ในวัตถุประสงค์โดยสรุปคือตั้งข้อสงสัยในหลักสูตร ที่มีคำว่า “วัฒนธรรม” ประกอบอยู่ จึงพบว่าผู้คนที่สงสัยในหลักสูตรนี้ส่วนใหญ่เป็นนักมานุษยวิทยา กลุ่มสายมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ที่ต้อง “ศึกษาวัฒนธรรม”และการประชุมนี้ มีความพยายามบางอย่างที่จะบอกว่า “เครื่อง(วัฒนธรรมศึกษา) ไม่ดีต้องยกเครื่องใหม่” ทั้งที่หลักสูตรเหล่านี้บางมหาวิทยาลัยยังไม่มีใครเรียนจบเลย การประชุมนี้ได้กลายเป็นประชุมเพื่อ สร้างฉากหนึ่งของความรุนแรงทางวิชาการใน “การตกเขียวทางวิชาการ” หรือ การทำให้สาขาวิชาใดวิชาหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่าอีกสาขาหนึ่งหรือไม่? ด้วยการสร้างจำเลยทางวิชาการขึ้นมาแล้วช่วยกันสร้างตราประทับอันเลวร้าย “ทางวิชาการวัฒนธรรม”ตราตรึงไว้
    ในปรากฏการณ์ทางสังคมปัจจุบันในทุกๆเรื่องเมื่อสาวสาเหตุไปลึกๆแล้วก็จะพบ การให้คำตอบ(แบบขอไปที)ว่า เป็น “ปัญหาทางวัฒนธรรม”เป็นคำตอบที่พื้นๆธรรมดา แต่มีความหมายเชิงอำนาจที่ลึกซึ้ง ที่ผู้ฟังก็จะต้องสยบยอม ไม่มีใครตั้งคำถามต่อเพราะทุกคนไม่เข้าใจว่า “วัฒนธรรมคืออะไร” ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะผู้รู้ทั้งหลายไม่รู้จะหาคำอธิบายว่าอย่างไร จึง เหมารวมไปถึง “การเป็นจำเลย”ที่ไม่มีตัวตนจับต้องไม่ได้ และเป็นคำที่มีอำนาจทางสังคมมาก คือ “วัฒนธรรม” ในทุกๆเรื่อง มีสาขาวิชามากมายที่มีพื้นที่ความรู้ในการอธิบาย วัฒนธรรม มาอย่างยาวนาน ทั้งทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ทำให้วัฒนธรรมกลายเป็นวัตถุและอาณาบริเวณทางการศึกษาไป และวัฒนธรรมก็ไร้ตัวตน ใครก็ได้ ที่จะทำอะไรก็ตาม และอ้างวัฒนธรรมมักจะได้รับการยกเว้น วัฒนธรรมจึงตกเป็นเครื่องมือทางอำนาจ ของประชาชนและนักวิชาการ
    ดังนั้นเมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ “วัฒนธรรม”จะบอกว่า “หยุดเลิกอ้างความเป็นวัฒนธรรม”และ “ศึกษาวัฒนธรรม ในฐานะที่เป็นความรู้” เพราะว่า “สักวันหนึ่ง วัฒนธรรมจะเป็นผู้ที่ พูด เขียนและปฏิบัติการ ด้วยตัวของวัฒนธรรมเอง” เมื่อถึงวันนั้น “มนุษย์” ทั้งหลายได้เตรียมพร้อมทางความรู้หรือยัง ที่จะรับมือกับวัฒนธรรมที่กำลังประกาศอิสรภาพ ดังนั้นมนุษย์เราควรมีองค์ความรู้บางอย่างที่จะ ศึกษาวัฒนธรรมในมุมมองและมิติทางวัฒนธรรมของวัฒนธรรมเอง โดยไม่ผ่านความรู้สาขาอื่นที่เกิดขึ้นในโลกนี้เดิมๆที่มีวัตถุประสงค์อื่น เช่นเพียงแค่ต้องการเข้าใจมนุษย์ หรือสังคม ฯลฯ แต่ไม่มีใครพยายามเข้าใจวัฒนธรรม
    ทำไมต้องใช้ชื่อ “วัฒนธรรมศึกษา” เนื่องจาก วัฒนธรรม ในฐานะของวิชาการยังไม่ มีแนวคิดและทฤษฎีเป็นของตนเองและระเบียบวิธีในการหาความรู้ยังไม่มีเป็นการ เฉพาะ จึงได้ใช้คำว่า “ศึกษา” ที่ เป็นคำในภาษาอังกฤษว่า “- studies” ต่อท้ายวัฒนธรรม โดยไม่ได้ ใช้คำว่า – Logy หรือ – Science ที่แปลว่า “-วิทยา” และ “- ศาสตร์” แต่ก็ไม่ได้เป็นข้อด้อยเลยในการไม่มี “ศาสตร์เฉพาะของตนเอง” ทำให้การค้นคว้าหาความรู้เป็นไปได้อย่างกว้างขวาง หลากแนวคิด และสามารถผสมผสาน ตัดต่อทางวิชาการได้อย่างอิสระ รวมถึง การใช้ระเบียบวิธีวิจัยในการหาความรู้ ที่หลากหลาย ไม่ยึดติดกับ เทคนิค เชิงปริมาณ หรือ เชิงคุณภาพ ถ้าระเบียบวิธีนั้นสามารถให้คำตอบทางวิชาการได้
    เมื่อเรามองการทำงานของกระทรวงวัฒนธรรมในประเทศไทยแล้ว ….แต่เราต้องเข้าใจการทำงานของกระทรวงนะค่ะว่าเค้าถูกกำหนด หรือวางแบบแผนความเชื่อของคำว่า “วัฒนธรรม” เป็นสิ่งที่ดีงาม ซึ่งถ้าเราศึกษาความหมายแล้ว มันจะมีความหมายเชิงลึดลงไปมากกว่านี้ แต่การทำงานของกระทรวงคือ ถูกกำหนดมาให้มีหน้าที่ตามกรอบของคนเบื้องหลัง คือบอกไปทางซ้ายก็ไป บอกไปทางขวาก็ไป เลยทำให้เกิดปัญหามาหมาย
    แท้ที่จริงแล้ว หน้าที่การเฝ้าระวังนั้น ตรวงเทคฯ ตรวจและจับซีดี การเซยต์เวอร์ต่างๆ ฯลฯ ที่ปัจจุบันเป็นหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรม ควรจะเป็นของกระทรวงมหาดไทย……….แต่ลองคิดดูว่าถ้าหน้าที่การเฝ้าระวัง นั้นตกมาเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยแล้ว ท่านทั้งหลายก็คงไม่ได้มีความคิดที่ดีต่อกระทรวงมหาดไทย เหมือนกับกระทรวงวัฒนธรรมหลอก
    เพราะหน้าที่มันถูกกำหนดให้คนต้องทำตาม เพระาถ้ามองลงไปแล้วนั้น หน้าที่ที่ค้ำคอนั้น มองอย่างนักทฤษฏี เราก็ตกอยู่ใต้อำนาจของโครงสร้างทางภาษา หรือภาษา หรือเรียกอีกแบบหนึ่งคือ โครงสร้างนิยม – ความหมายและชื่อเรียกซึ่งมีความแตกต่างกัน ไม่ได้ให้ความหมายตามชื่อ ดังนั้นภาษาเป็นสิ่งที่สร้างโครงสร้างของมนุษย์ เมื่อภาษาได้รับความนิยมแล้ว ภาษาก็มีความหลากหลายในตัวของมันเองอีกแบ่งย่อยออกไป การให้คุณค่าความหมายที่มีความแตกต่างกันออกไปอีก ภาษายังเป็นระบบสัญลักษณ์เช่น ตราของมหาวิทยาลัย แบรนสินค้า ดังนั้นมนุษย์จึงตกเป็นอยู่ภายใต้โครงสร้างนิยม เนื่องจากสร้างภาษาขึ้นมาก็ตกอยู่ภายใต้ของภาษา
    เองอีกเหมือนเดิม หนีไปไหนไม่ได้ และทุกวันนี้คนไทยก็ยังตกอยู่ภายใต้สื่อโดยหน้ามึน อิทธิพลของสื่อที่เรามองข้ามนั้น แท้จริงแล้วมีบทบาทมากในทุกวันนี้

    ยาวไปละ หัดคิดอะไรตื้นๆ มั่งก็ได้นะ เรื่องมันง่ายนิดเดียว

    เก่งจังเขียนเรื่องง่าย ๆ ให้ยาวได้เป็นหน้า ๆ ผมว่า 2 บรรทัดก็ยาวนะ สำหรับผม เนี่ยผมเขียนตอบคุณเนี่ย ไม่เห็นต้องยาวเลย ขนาดเว้นวรรคขนาดเนี่ย แต่ขอตอบสั้น ๆง่าย ๆ นะ หนู อำนาจอยู่ในมือคนโง่+ชั่ว มันเลยเป็นเช่นนี้แล

  • 156
    Domon:

    cultural wrote:

    เอ่อเราก็เป็นคนหนึ่งที่เรียนด้านวัฒนธรรม ซึ่งตอนนี้ก็ต่อโทด้านนี้อยู่….
    ก่อนเราจะมองประเด็นเรื่องวัฒนธรรม เราต้องมองถึง “ความหมายของคำว่าวัฒนธรรม” กันก่อนนะค่ะ ซึ่งความหมายของวัฒนธรรมอย่างแท้ๆ จริงนั้นก็อธิบายโดยเข้าใจคือ……แต่เดิมเรื่องของวัฒนธรรมเริ่มแรกนั้น เกิดขึ้นที่อังกฤษ นักทฤษฏีชาวอังกฤษเริ่มทำการศึกษาเรื่องวัฒนธรรมศึกษา ซึ่งบ่อเกิดความหมายของวัฒนธรรมกล่าวโดย F.R.DEVIC – กล่าวให้ความหมายของทางวัฒนธรรมคือ วัฒนธรรมเป็นเรื่องของคนชั้นล่าง การคุมคามของคนในปัจจุบันในด้านเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านต่าง ๆ ซึ่งทฤษฏีนี้คล้ายกับของ ADORNO เพราะให้ความสำคัญและกล่าวถึงเรื่องของสังคมในอังกฤษว่ามีความแตกต่างกันทาง ด้านวัฒนธรรมอย่างไร ในเรื่องของการแบ่งชนชั้นกันในทางวัฒนธรรม ในเรื่องของการเหยียดสีผิวของคนขาวและคนดำในอังกฤษ
    ในด้านของ “รัฐ” ที่มีรูปแบบการบริหารในรูปแบบที่กล่าวได้ว่าความเจริญที่ไม่ทั่วถึง ในการที่ความเจริญ สิ่งอำนวยความสะดวก สวัสดิการทั้งหลาย เกิดขึ้นอยู่ในศูนย์กลางคือในเมืองใหญ่เท่านั้น ทำให้ความเจริญทั้งหลายกระจายไปไม่ทั่วถึงชนบท เกิดปัญหาที่ว่าการแตกแยกของคนหลายๆฝ่าย การทะเลาะเบอะแว้งของคน การแบ่งพรรคพวก
    ต่อมานักทฤษฏี ADORNO – กล่าวในเรื่องของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (cultural industry) “โดยการถูกครอบงำของสิ่งที่มองไม่เห็นโดยการที่มนุษย์ถูกกระบวนการในทางตลาด ต่าง ๆ ครอบงำ” เช่น ทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านการตลาด กลไกลความไม่เป็นธรรมทางด้านอุตสาหกรรม
    BENJAMIN – กล่าวในเรื่องของสื่อ ภาพ เสียง ต่าง ๆ ในปัจจุบัน ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมทั้งสิ้น เชื่อในเรื่องของสิ่งทางสื่อเหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเข้าใจกันใน ทางวัฒนธรรม การมีส่วนร่วม การสร้างอารมณ์ร่วมของคนที่ผ่านทางสื่อ สิ่งเหล่านี้ทำให้คนเข้าถึงวัฒนธรรมได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในยุคของ ฮิตเลอร์ – ใช้สื่อในการปลุกระดม รวบรวมพละกำลังในกระบวนการคอมมิวนีส
    คำว่าวัฒนธรรมของ Gramsci – เป็นวัฒนธรรมในหลาย ๆ รูปแบบ ต่างจากมาร์คมองว่าเป็น “จิตสำนึกที่ผิดพลาด” แต่ Gramsci มองว่าเป็นสิ่งหลากหลายและแปลกแยกกันออกไป
    ***ดังนั้น วัฒนธรรม คือ เรื่องความไม่เสมอภาค ความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคม ความรู้สึกที่ผิดพลาด และทำให้ปฏิบัติตัวแปลกแยก โดยต้องการแสดงตัวตน หรือต้องการพื้นที่ในฐานะความเป็นคน เปิดเผยกลไกลในสังคมที่เกิดขึ้น โดยกลุ่มคนเหล่านี้พยายามที่จะต่อสู้ ที่จะมีที่ว่างในการดำรงค์ชีวิตภายในสังคมปัจจุบัน
    การศึกษาด้านวัฒนธรรมศึกษา – สนใจที่จะศึกษาสิ่งต่าง ๆ ที่แสดงออกมาให้เห็นถึงจุดบอด หรือปัญหาที่เกิดขึ้น และนำมาเป็นประเด็นในการศึกษา และวัฒนธรรมศึกษาไม่สนใจในเรื่องสุนทรียะด้านความงาน แต่สนใจวัฒนธรรมมวลชนในฐานะที่เป็นเป้าหมายทางการเมือง และวัฒนธรรมศึกษายังปฏิเสธว่าเพลงป๊อบ ฮิบฮอป ไม่ได้เป็นของวัฒนธรรมชั้นต่ำและสูง เป็นการเปิดพื้นที่ของกลุ่มคนให้มีการเคลื่อนไหวและต่อรอง วัฒนธรรมศึกษาไม่ใช่สิ่งที่จะหยุดนิ่ง สนใจวิเคราะห์ความขัดแย้งที่ดำรงค์อยุ่ภายใต้การผลิตซ้ำหรืออุดมการณ์การ ผลิต เน้นการเปิดโปงหรือการตีแผ่ในอุดมการณ์ของอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ สังคม ต้องการเปิดโปงอำนาจ หรือความหมายที่ถูกซ่อนอยู่ว่าเป็นอย่างไร ศึกษาวิเคราะห์
    การตีความหมายเชิงลึกทางวัฒนธรรม
    – วัฒนธรรม คือสิ่งที่เปรียบได้ว่าเป็นใยแมงมุมที่ทักทอ และแมงมุมก็อยู่ในนั้นตลอดมา เหมือนวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นและเราก็ติดอยู่กับวัฒนธรรม เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมตลอดมา
    – คนตะวันตกกล่าวว่าสังคมไทยในอดีตเป็นสังคมที่หละหลวง ไม่มีความเป็นระบบ ต่อมา อคิน รพีพัฒน์(นามปากกา) ก็ออกมากล่าวว่าสังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์
    – อุปถัมภ์ หมายความว่า การที่เรามีอำนาจเหนือคนอีกคนหรือต่ำกว่าคนอีกคนหนึ่ง แต่ก็ข้องเกี่ยวและมีความช่วยเหลือซึ่งกันและกันตลอดเวลา ดังนั้นระบบอุปถัมภ์จึงอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน ตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ แม้แต่ในปัจจุบันสังคมไทยก็ยังเป็นไปในรูปแบบของสังคมอุปถัมภ์อยู่ ล้วนแต่มีความอุปถัมภ์ซึ่งกันและกัน
    – ร.4 กล่าวว่าในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ การที่เราเป็นไพร่หรือมีฐานะเป็นอะไร เมื่อเราเลื่อนชั้น หรือไม่ได้อยู่ในฐานะนั้นแล้ว แต่ความเป็นจริงเราก็ยังคงเป็นไพร่อยู่ดี ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงฐานะของตนเองได้
    ความเข้าใจความหมายของวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรมของประเทศไทย
    ดังนั้นความหมายของวัฒนธรรมของกระทรวงนั้นจึงมีความหมายในเชิงที่เกี่ยวกับ หลักสูตรที่มีชื่อ “วัฒนธรรม” ในรูปแบบต่างๆนั้น ดูเหมือว่า ถูกตั้งมาจากกลุ่มผู้ที่ ศึกษาวิชาการแขนงต่างๆที่ในวิชาชีพตนเอง ต้อง “ศึกษาวัฒนธรรม” เช่นไทยศึกษา และมานุษยวิทยา ถึงกับมีการจัดประชุมประจำปี เรื่อง “ยกเครื่องวัฒนธรรมศึกษา” ในวัตถุประสงค์โดยสรุปคือตั้งข้อสงสัยในหลักสูตร ที่มีคำว่า “วัฒนธรรม” ประกอบอยู่ จึงพบว่าผู้คนที่สงสัยในหลักสูตรนี้ส่วนใหญ่เป็นนักมานุษยวิทยา กลุ่มสายมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ที่ต้อง “ศึกษาวัฒนธรรม”และการประชุมนี้ มีความพยายามบางอย่างที่จะบอกว่า “เครื่อง(วัฒนธรรมศึกษา) ไม่ดีต้องยกเครื่องใหม่” ทั้งที่หลักสูตรเหล่านี้บางมหาวิทยาลัยยังไม่มีใครเรียนจบเลย การประชุมนี้ได้กลายเป็นประชุมเพื่อ สร้างฉากหนึ่งของความรุนแรงทางวิชาการใน “การตกเขียวทางวิชาการ” หรือ การทำให้สาขาวิชาใดวิชาหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่าอีกสาขาหนึ่งหรือไม่? ด้วยการสร้างจำเลยทางวิชาการขึ้นมาแล้วช่วยกันสร้างตราประทับอันเลวร้าย “ทางวิชาการวัฒนธรรม”ตราตรึงไว้
    ในปรากฏการณ์ทางสังคมปัจจุบันในทุกๆเรื่องเมื่อสาวสาเหตุไปลึกๆแล้วก็จะพบ การให้คำตอบ(แบบขอไปที)ว่า เป็น “ปัญหาทางวัฒนธรรม”เป็นคำตอบที่พื้นๆธรรมดา แต่มีความหมายเชิงอำนาจที่ลึกซึ้ง ที่ผู้ฟังก็จะต้องสยบยอม ไม่มีใครตั้งคำถามต่อเพราะทุกคนไม่เข้าใจว่า “วัฒนธรรมคืออะไร” ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะผู้รู้ทั้งหลายไม่รู้จะหาคำอธิบายว่าอย่างไร จึง เหมารวมไปถึง “การเป็นจำเลย”ที่ไม่มีตัวตนจับต้องไม่ได้ และเป็นคำที่มีอำนาจทางสังคมมาก คือ “วัฒนธรรม” ในทุกๆเรื่อง มีสาขาวิชามากมายที่มีพื้นที่ความรู้ในการอธิบาย วัฒนธรรม มาอย่างยาวนาน ทั้งทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ทำให้วัฒนธรรมกลายเป็นวัตถุและอาณาบริเวณทางการศึกษาไป และวัฒนธรรมก็ไร้ตัวตน ใครก็ได้ ที่จะทำอะไรก็ตาม และอ้างวัฒนธรรมมักจะได้รับการยกเว้น วัฒนธรรมจึงตกเป็นเครื่องมือทางอำนาจ ของประชาชนและนักวิชาการ
    ดังนั้นเมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ “วัฒนธรรม”จะบอกว่า “หยุดเลิกอ้างความเป็นวัฒนธรรม”และ “ศึกษาวัฒนธรรม ในฐานะที่เป็นความรู้” เพราะว่า “สักวันหนึ่ง วัฒนธรรมจะเป็นผู้ที่ พูด เขียนและปฏิบัติการ ด้วยตัวของวัฒนธรรมเอง” เมื่อถึงวันนั้น “มนุษย์” ทั้งหลายได้เตรียมพร้อมทางความรู้หรือยัง ที่จะรับมือกับวัฒนธรรมที่กำลังประกาศอิสรภาพ ดังนั้นมนุษย์เราควรมีองค์ความรู้บางอย่างที่จะ ศึกษาวัฒนธรรมในมุมมองและมิติทางวัฒนธรรมของวัฒนธรรมเอง โดยไม่ผ่านความรู้สาขาอื่นที่เกิดขึ้นในโลกนี้เดิมๆที่มีวัตถุประสงค์อื่น เช่นเพียงแค่ต้องการเข้าใจมนุษย์ หรือสังคม ฯลฯ แต่ไม่มีใครพยายามเข้าใจวัฒนธรรม
    ทำไมต้องใช้ชื่อ “วัฒนธรรมศึกษา” เนื่องจาก วัฒนธรรม ในฐานะของวิชาการยังไม่ มีแนวคิดและทฤษฎีเป็นของตนเองและระเบียบวิธีในการหาความรู้ยังไม่มีเป็นการ เฉพาะ จึงได้ใช้คำว่า “ศึกษา” ที่ เป็นคำในภาษาอังกฤษว่า “- studies” ต่อท้ายวัฒนธรรม โดยไม่ได้ ใช้คำว่า – Logy หรือ – Science ที่แปลว่า “-วิทยา” และ “- ศาสตร์” แต่ก็ไม่ได้เป็นข้อด้อยเลยในการไม่มี “ศาสตร์เฉพาะของตนเอง” ทำให้การค้นคว้าหาความรู้เป็นไปได้อย่างกว้างขวาง หลากแนวคิด และสามารถผสมผสาน ตัดต่อทางวิชาการได้อย่างอิสระ รวมถึง การใช้ระเบียบวิธีวิจัยในการหาความรู้ ที่หลากหลาย ไม่ยึดติดกับ เทคนิค เชิงปริมาณ หรือ เชิงคุณภาพ ถ้าระเบียบวิธีนั้นสามารถให้คำตอบทางวิชาการได้
    เมื่อเรามองการทำงานของกระทรวงวัฒนธรรมในประเทศไทยแล้ว ….แต่เราต้องเข้าใจการทำงานของกระทรวงนะค่ะว่าเค้าถูกกำหนด หรือวางแบบแผนความเชื่อของคำว่า “วัฒนธรรม” เป็นสิ่งที่ดีงาม ซึ่งถ้าเราศึกษาความหมายแล้ว มันจะมีความหมายเชิงลึดลงไปมากกว่านี้ แต่การทำงานของกระทรวงคือ ถูกกำหนดมาให้มีหน้าที่ตามกรอบของคนเบื้องหลัง คือบอกไปทางซ้ายก็ไป บอกไปทางขวาก็ไป เลยทำให้เกิดปัญหามาหมาย
    แท้ที่จริงแล้ว หน้าที่การเฝ้าระวังนั้น ตรวงเทคฯ ตรวจและจับซีดี การเซยต์เวอร์ต่างๆ ฯลฯ ที่ปัจจุบันเป็นหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรม ควรจะเป็นของกระทรวงมหาดไทย……….แต่ลองคิดดูว่าถ้าหน้าที่การเฝ้าระวัง นั้นตกมาเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยแล้ว ท่านทั้งหลายก็คงไม่ได้มีความคิดที่ดีต่อกระทรวงมหาดไทย เหมือนกับกระทรวงวัฒนธรรมหลอก
    เพราะหน้าที่มันถูกกำหนดให้คนต้องทำตาม เพระาถ้ามองลงไปแล้วนั้น หน้าที่ที่ค้ำคอนั้น มองอย่างนักทฤษฏี เราก็ตกอยู่ใต้อำนาจของโครงสร้างทางภาษา หรือภาษา หรือเรียกอีกแบบหนึ่งคือ โครงสร้างนิยม – ความหมายและชื่อเรียกซึ่งมีความแตกต่างกัน ไม่ได้ให้ความหมายตามชื่อ ดังนั้นภาษาเป็นสิ่งที่สร้างโครงสร้างของมนุษย์ เมื่อภาษาได้รับความนิยมแล้ว ภาษาก็มีความหลากหลายในตัวของมันเองอีกแบ่งย่อยออกไป การให้คุณค่าความหมายที่มีความแตกต่างกันออกไปอีก ภาษายังเป็นระบบสัญลักษณ์เช่น ตราของมหาวิทยาลัย แบรนสินค้า ดังนั้นมนุษย์จึงตกเป็นอยู่ภายใต้โครงสร้างนิยม เนื่องจากสร้างภาษาขึ้นมาก็ตกอยู่ภายใต้ของภาษา
    เองอีกเหมือนเดิม หนีไปไหนไม่ได้ และทุกวันนี้คนไทยก็ยังตกอยู่ภายใต้สื่อโดยหน้ามึน อิทธิพลของสื่อที่เรามองข้ามนั้น แท้จริงแล้วมีบทบาทมากในทุกวันนี้

    เรียนโทเขียนขนาดนี้ธรรมดาแล้วนะ แต่ว่าเขียนเสร็จช่วยตรวจอักษรกับเรียบเรียงคำพูดใหม่หน่อยครับมันวกวน

Leave a Reply

Ads
ksw hobikore porar
link พันธมิตร
หรอยกู เฟลสาด โฮสลุงไบ เว็บเดียวเอาอยู่!!
Social network

Tweeeet
counter
free counters
 

You need to log in to vote

The blog owner requires users to be logged in to be able to vote for this post.

Alternatively, if you do not have an account yet you can create one here.

Powered by Vote It Up