เรื่องมันมีอยู่ว่าที่เพจ “ We need to talk” เขาเปิดประเด็นให้สมาชิกในเพจได้แสดงความเห็นกันว่า
การที่สื่อนำเสนอประเด็น “เรื่องนี้ถึงหูครูอังคณาแน่” มันมีประโยชน์ต่อสังคมไทยยังไง?
ใครที่ไม่รู้ว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวกับอะไร แอดมินก็ขออธิบายคร่าวๆว่าเรื่องมันเกิดจากเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
ไอ้หนูคนที่เห็นในคลิปข้างล่างนี้มันทะเลาะกับเพื่อนชื่อบอล เพราะเจ้าตัวเสือกไปเกรียนไปในกลุ่มเฟซบุ๊คประจำชั้นปี
โดยโพสข้อความทำนองนี้ “…………” รัว ก็เลยโดนแอดมินที่ดูแลกลุ่มแบนไม่ให้เข้ากลุ่มแม่งเลย
ด้วยความคับแค้นใจสุดชีวิต ไอ้หนูคนนี้ก็เลยอัดคลิปมาถามเพื่อนว่ามึงแบนกรูด้วยกระโหลกกะลาเท่านี้เองน่ะหรือ
แถมยังขู่เพื่อนว่าถ้ามึงไม่ยอมให้กรูกลับเข้ากลุ่มแล้วล่ะก็ กรูจะฟ้องครูอังคณาที่เป็นครูประจำชั้นแน่ๆ
ปรากฏว่าคลิปนี้แม่งเสือกฮิตเปรี้ยงปร้างขึ้นมาซะงั้น แถมยังมีคนทำอีกหลายเวอร์ชั่นออกมาล้อเลียนกันอย่างสนุกสนาน
มีคนทำเพจล้อเลียนเช่นเพจ “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่” หรือเพจปลอมของครูอังคณาออกมามากมาย
แล้วเอาข้อมูลส่วนตัวของคนที่เกี่ยวข้องกับข่าวนี้เช่นครูอังคณาหรือเด็กในคลิปมาแฉกันอย่างเมามันส์
มีการเอารูปของนักเรียนทั้งห้องมาเผยแพร่ จนมีคนเข้าใจผิดหลงด่าครูอังคณาเพราะนึกว่าเป็นเพจของครูอังคณาตัวจริงด้วยนะ

บรรดาคนสอดรู้ทั้งหลายแหล่ก็ตามข6ดคุ้ยข้อมูลของไอ้เด็กคนนี้และครูอังคณากันจ้าละหวั่น
บางคนก็เข้าไปโพสในเฟซของลูกศิษย์ครูอังคณาคนอื่นๆและถามนู่นถามนี่เกี่ยวกับคลิปที่เป็นข่าว
จนเด็กนักเรียนคนอื่นๆในชั้นเดียวกันเริ่มบ่นด้วยความเซ็งว่าพวกมึงจะลากครูอังคณาที่รักยิ่งของพวกหนูไปพาดพิงทำไม!?
แต่ที่อนาถที่สุดคงหนีไม่พ้นสื่อหลักแทบจะทุกแขนง ที่พากันเอาประเด็นนี้ไปประโคมออกสื่อทั้งวิทยุโทรทัศน์ นสพ.
มีนักข่าวไปขุดคุ้ยว่าครูอังคณาคือใคร? เด็กในภาพและเจ้าบอลมีปัญหาอะไรกัน บลาๆ
แถมยังนำเสนอภาพของทั้งสามคนออกสื่อกันอย่างเต็มๆ ไม่มีเซ็นเซอร์เลยแม้แต่น้อย
สรุปว่าแม่งเอาเรื่องเด็กทะเลาะกันจนดังไปทั่วบ้านทั่วเมืองมาพาดหัวเป็นสกู๊ปใหญ่กันเลยทีเดียว
มันชวนให้แอดมินสงสัยมากมายว่าประเด็นสำคัญหรือล่อแหลมในสังคมไทยมันหมดสิ้นแล้วรึไงวะ
สื่อมวลชนไทยถึงต้องไปคว้าเรื่องกะโหลกกะลาอย่างเด็กเห่อหมอยสองคนทะเลาะกันมาทำข่าว!!
สมาชิกในเพจก็พากันแสดงความเห็นกันไปต่างๆนานา บ้างก็บอกว่าเรื่องนี้มันเป็นปัญหาของสังคมไทยเลยนะเนี่ย
เพราะปัจจุบันเด็กมันใช้เทคโนโลยีเป็น แต่ใช้ไม่ถูกที่ถูกทางเพราะการศึกษายังตามไม่ทัน!!
บ้างก็บอกว่ามันน่าสงสัยมากว่าเรื่องกระโหลกกะลาอย่างนี้มันกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งบนหน้าหนังสือพิมพ์ได้ไงวะ?
ชาวเน็ทชื่อ Chayanin ก็ตั้งข้อสงสัยว่าสื่อไทยสมัยนี้แม่งไม่รู้จะหาอะไรมาทำข่าวกันแล้วรึไง
ถึงได้ไปเอาเรื่องธรรมด๊าธรรมดาอย่าง “Meme” ที่ดังชั่วข้ามคืนในเน็ทมาเป็นประเด็น
สรุปว่าข่าวนี้ไม่ได้ให้อะไรกับสังคมไทยเลยซักนิดเดียว นอกจากจะแสดงให้เห็นว่า
สื่อไทยแม่งไม่รู้ห่าอะไรเลยซักนิดว่าโลกของอินเตอร์เน็ทมันมีความเป็นมาเป็นไปยังไง?
จากนั้นนาย Chayanin ก็ยิงคำถามไปที่แอดมินของเพจว่าแล้วเอ็งจะเอาภาพครูอังคณากับไอ้เด็กคนนั้นมาคาดตาทำไมวะเนี่ย?
ซึ่งแอดมินเพจก็ชี้แจงว่าเราคาดตาทั้งสองคนไว้เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนไง
นาย Chayanin ก็ถามต่อว่าแล้วถ้าไม่คาดตามันละเมิดสิทธิมนุษยชนยังไงวะครับ?
การที่เอ็งไปคาดตาเขาแบบนี้ มองยังไงมันก็ไม่ใช่การป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนชัดๆ
แต่มันกลับทำให้คนอ่านเข้าใจว่าครูอังคณาและเด็กในภาพเป็นผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายมากกว่าว่ะ
แอดมินเพจก็ชี้แจงว่าเราแค่ต้องการปกป้องสิทธิส่วนบุคคลของครูอังคณากับเด็กคนนั้นจริงๆนะเธอว์
เพื่อที่ว่าทั้งสองคนจะได้ใช้ชีวิตในสังคมต่อไปอย่างปรกติสุข ไม่ต้องถูกรังควานถึงชีวิตจริงเพราะข่าวพวกนี้ไง
นาย Chayanin ก็ถามต่อว่าต่อให้เอ็งไม่คาดตาสองคนนี้ แล้วมันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเขายังไงฟะ?
หรือเอ็งมองว่าการที่ทั้งสองคนกลายเป็นกระแสในเน็ท มันทำให้เกิดความเสียหายกับชีวิตและทรัพย์สินของเขาวะครับ?
ในเมื่อทั้งสื่อกระแสหลักและเพจต่างๆในเฟซบุ๊คก็แชร์ภาพของทั้งสองคนอย่างเมามันส์
คิดว่าเพจเล็กๆอย่างเพจนี้คาดตาให้เขาเพจเดียว แล้วมันจะช่วยให้เขามีชีวิตอย่างปรกติสุขขึ้นมาได้เรอะ!?
ถ้าเป็นเพจกระโหลกกะลาอื่นๆกรูคงไม่สนใจประเด็นนี้ซักเท่าไหร่หรอกนะ แต่ไอ้เพจ “ We need to talk” เนี่ย
กรูรู้ว่าเป็นเพจที่ทำขึ้นมาโดยนักศึกษาวารสารศาสตร์ ถ้าคนในวงการยังมีทัศนคติแบบนี้กรูว่ามันไม่ไหวแล้วนะ!!
ชาวเน็ทที่สนับสนุนให้คาดตาก็ออกมาค้านนาย Chayanin ว่าแอดมินเพจนี้คาดตาเขาสองคนก็ถูกแล้วนี่หว่า
และการคาดตาเขาก็ไม่เห็นว่ามันจะชวนให้เข้าใจว่าทั้งสองคนเป็นผู้เสียหายหรือผู้ต้องหาตรงไหนเลยอ่ะ
บ้างก็ประณามนาย Chayanin ว่ามึงอย่าทำตัวใจแคบสิวะครับ หัดรับฟังความเห็นของเด็กวารสารอย่างพวกกรูบ้าง
พวกกรูไม่ได้มีทัศนคติเลวร้ายเหมือนที่มึงกล่าวหาซักหน่อย พวกกรูแค่อยากจะตั้งข้อสงสัยว่า
สื่อมวลชนนำเสนอข่าวครูอังคณาแล้วสังคมไทยมันได้ห่าอะไรขึ้นมาบ้างก็เท่านั้นเอง
นาย Chayanin ก็ตอบกลับไปว่ามึงจะหาว่ากรูใจแคบก็ตามใจว่ะครับ แต่กรุณาตอบตูด้วย
ว่าการไม่คาดตาครูอังคณาและไอ้หนูคนนั้นมันทำให้ทั้งสองคนเสียหายยังไง? มันละเมิดสิทธิของเขายังไง?
และพวกเอ็งไม่คิดกันบ้างรึไงว่าการคาดตานอกจากจะเพื่อปกป้องสิทธิส่วนบุคคลแล้ว
มันยังมีความหมายในด้านลบที่สู่ว่าคนๆนั้นเป็นผู้เสียหายหรือเป็นคนร้ายด้วยนะเว้ย!!
ชาวเน็ทชื่อนาย “อัคคพล” ก็เห็นด้วยกับนาย Chayanin และถามแอดมินเจ้าของเพจว่า
การที่มึงคาดตาสองคนนั้นมันช่วยปกป้องสิทธิของเขาทั้งสองยังไงไม่ทราบวะครับ
ในเมื่อสื่อมวลชนใหญ่ๆแม่งยังไม่เห็นจะคาดตาเขาเลยซักเจ้า และที่กรูเคยๆเห็นมา
เวลาเขาคาดตาคนในภาพ มันก็หมายความว่าคนในภาพถ้าไม่ใช่คนตาย ไม่ได้เป็นผู้เสียหาย
ก็ต้องเป็นคนร้ายที่ยังเป็นเยาวชนอยู่ถึงต้องคาดตาเพื่อรักษาสิทธิของเขาเท่านั้น!!
ฝ่ายที่เห็นด้วยกับการคาดตาก็เถียงว่าสื่อมันควรจะมีจรรยาบรรณโดยเคารพสิทธิมนุษยชนของคนที่อยู่ในข่าวนะเฟ้ย
ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าการคาดตามันสื่อว่าคนที่ถูกคาดเป็นผู้เสียหายรึไม่ แต่มันอยู่ที่ว่า
เราควรจะรักษาสิทธิของเขาไม่ให้คนที่อ่านข่าวแล้วอยากเจ๋อควานหาตัวตนของพวกเขาเจอต่างหาก!!!
บางคนก็บอกกับนาย Chayanin ว่าครูอังคณาและเด็กคนนั้นไม่ใช่บุคคลสาธารณะนะ
ที่สื่อจะได้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและเอาหน้าตาของเขามาเผยแพร่กันตามอำเภอใจ ถ้าเป็นดารานักร้องก็ว่าไปอย่าง
ถ้าสมมุติมีใครเอารูปตูมาเผยแพร่มั่วๆซั่วๆในเน็ท ตูก็จะฟ้องคนๆนั้นให้แหลกลาญเหมือนกันล่ะวะ
นาย Chayanin ก็บ่นว่าพวกเอ็งย้ำคิดย้ำทำอยู่นั่นแหละว่าการเอารูปของครูกับเด็กมาเผยแพร่เป็นการละเมิดสิทธิ
พวกเอ็งช่วยตอบตูซักคำได้มั้ยว่ามันละเมิดสิทธิตรงไหน? ในเมื่อตั้งแต่ทั้งสองคนนี้กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งขึ้นมา
มันก็แปลว่าทั้งครูอังคณาและไอ้เด็กเห่อหมอยคนนี้มันกลายเป็นบุคคลสาธารณะไปแล้วไม่ใช่เรอะ!?
อีกฝ่ายก็แย้งว่าบุคคลสาธารณะห่าอะไรวะคะ? พวกกรูไม่เคยรู้มาก่อนด้วยซ้ำ
ว่าครูอังคณาเป็นใครหรืออีเด็กเห่อหมอยคนนั้นมันเป็นลูกเต้าเหล่ากอของบ้านไหน
มีแต่พวกมึงนั่นแหละที่คิดเองเออเองว่าทั้งสองคนเป็นบุคคลสาธารณะไปแล้ว
ต่อให้ทั้งสองคนดังเปรี้ยงปร้างทั่วบ้านทั่วเมืองในอินเตอร์เน็ท
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าในชีวิตจริงทั้งคู่จะกลายเป็นบุคคลสาธารณะนะยะ!!
ฝ่ายที่เห็นด้วยกับนาย Chayanin ก็เถียงมั่งว่าแล้วพวกมึงจะคาดตาไปทำไมล่ะคะ!?
ในเมื่อต่อให้ไม่คาดตา คนเขาก็รู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองอยู่แล้วว่าทั้งสองคนคือใคร
นี่แหละที่หมายความว่าทั้งคู่ได้กลายเป็นบุคคลสาธารณะไปแล้ว
เผลอๆการที่มึงมาคาดตามั่วๆซั่วๆใส่ภาพของบุคคลสาธารณะ นอกจากจะไม่ปกป้องสิทธิแล้ว
มันอาจจะกลายเป็นการล้อเลียนกลายๆก็ได้นะคะ เหมือนเอาภาพนายกมาคาดตาดำนั่นไง!!
:twisted: ภาพตัวอย่าง ฝีมือจ่าเองครัฟ อะฮิ อะฮิ
บ้างก็แย้งว่าการคาดตาดำก็เป็นการละเมิดสิทธิได้เหมือนกันนะมึง อย่างเช่นถ้ามีผู้ติดเชื้อ HIV
ไปออกรายการทีวี เพราะอยากเล่าประสบการณ์ของตัวเองให้คนอื่นฟัง
ปรากฏว่ารายการแม่งกลับเบลอหน้าซะงั้น ทั้งๆที่ผู้ติดเชื้ออยากเปิดเผยตัวตนให้คนดูรู้
เพื่อให้เข้าใจว่าการติดเชื้อ HIV ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ต่อให้ติดเชื้อก็อยู่ในสังคมได้ตามปรกติ
แต่การคาดตาของรายการกลับทำให้คนดูเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องน่าอายที่ต้องปกปิดตัวตนซะงั้น
ดังนั้นจากตัวอย่างที่กรูยกมา จึงแสดงให้เห็นว่าการคาดตาก็ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้เหมือนกัน!!
ชาวเน็ทชื่อ Promharit ก็แย้งนาย Chayanin ที่อ้างว่าคนรู้จักครูอังคณากับเด็กทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว
ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องไปคาดตาให้กับทั้งสองคน นาย Promharit บอกว่าความเห็นของมึงมันผิดมหันต์!!
เพราะทั้งสองคนไม่ใช่บุคคลสาธารณะอย่างที่มึงเข้าใจ แต่เป็นแค่คนธรรมดาที่ตกเป็นข่าวขึ้นมาเพราะกระแสสังคม
ถ้าจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับคนเมายาบ้าจับลูกเมียจี้คอเป็นตัวประกันที่กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งนั่นแหละ
ถ้าถามต่อว่าทำไมถึงต้องคาดตาคนธรรมดาอย่างครูอังคณาและเด็กคนนี้ด้วย กรูก็ขอตอบว่า
มันเป็นจรรยาบรรณที่สื่อมวลชนที่ดีพึงทำ มันไม่เกี่ยวกับความเป็นผู้เสียหาย หรือเป็นการให้เกียรติหรือลบหลู่ดูหมื่นแต่ประการใด
แต่ถ้าเปิดเผยชื่อของคนธรรมดาทั้งคู่ออกไป มันจะทำให้ทั้งคู่ถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้ง่ายขึ้น
ลองนึกภาพดูว่าหลังจากเป็นข่าวเกรียวกราว มีคนรู้จักทั้งชื่อจริงและหน้าตาของครูอังคณากับเด็กแล้ว
ถ้าเกิดมีคนสนใจอยากรู้จักทั้งคู่ ก็เลยหาข้อมูลส่วนตัวเช่นเบอร์โทรศัพท์มาระดมโทรไปคุยด้วย
หรือบางคนที่โรคจิตหน่อยก็อาจจะโทรไปก่อกวนทั้งคู่ก็เป็นได้ สรุปว่าการคาดตาเป็นสิ่งที่ควรทำ
และควรทำตั้งแต่สื่อหลักอย่างโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์แล้ว แต่ในเมื่อสื่อหลักมันกากส์และไม่เคารพสิทธิของคนที่ตกเป็นข่าว
มึงก็ไม่สามารถเอาความกากส์ของมันมาเป็นข้ออ้างว่าขนาดสื่อหลักยังไม่คาดตาเลย แล้วทำไมเพจนี้ถึงจะต้องคาดตาด้วยล่ะวะ!!
นาย Chayanin ก็เถียงกลับว่าถ้าสมมุติไอ้เด็กเห่อหมอยคนนี้มันไม่ได้ดังเพราะอัดคลิปฟ้องครูอังคณา
แต่เป็นเด็กเรียนดีที่เก็บเงินได้ครึ่งล้านแล้วเอากลับไปคืนให้เจ้าของจนกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่ง
ถามว่าเอ็งจะยังคาดตาไอเด็กคนนี้อีกมะ? ไม่ต้องตอบก็ได้นะเพราะตูก็พอจะเดาคำตอบได้ว่า “คาดตาก็เหี้ยแล้ว” !!
และประเด็นมันอยู่ที่ว่าการที่ไอ้เด็กเห่อหมอยคนนี้ดังเพราะอัดคลิปฟ้องครู มันมีค่าน้อยกว่าดังเพราะเก็บเงินได้ครึ่งล้านยังไง!?
ถ้าเราไม่คาดตาเด็กที่เรียนดีทำความดีจนกลายเป็นข่าวขึ้นมา คนก็เข้าถึงชื่อที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ของเขาได้เหมือนกัน
แล้วจะแน่ใจได้ไงว่าจะไม่มีคนโทรศัพท์ไปก่อกวนเด็กเรียนดีพวกนั้น เหมือนที่เอ็งอ้างว่าคาดตาเพราะกลัวครูอังคณาถูกก่อกวน!!
หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็เถียงกันไปมาว่าการคาดตาครูอังคณาและไอ้หนูคนนั้นมันเหมาะสมหรือไม่?
และมันจะช่วยป้องกันการละเมิดสิทธิ หรือยิ่งเป็นการละเมิดสิทธิหนักกว่าเดิมกันแน่!?
แอดมินเพจก็ชี้แจงว่าที่เราต้องคาดตาให้เด็ก ก็เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC)
ที่มีข้อนึงระบุว่าเด็กมีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองจากการถูกแทรกแซงชีวิตส่วนตัว
ไอ้หนูคนนี้จริงๆแล้วมันก็แค่ทะเลาะกับเพื่อนและอัดคลิปวีดีโอลงยูทิวป์เพื่อระบายความไม่พอใจส่วนตัวเท่านั้น
แต่การที่สื่อพากันเผยแพร่ข้อมูลของเขาไปทั่วต่างหาก ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อชีวิตจริงของเขาได้!!
อ้างอิงจากอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อที่ 16
เรื่องของครูอังคณานี่ตอนที่มันเพิ่งจะเป็นกระแสในเน็ท มีคนส่งเบาะแสมาให้จ่าเขียนดราม่าเยอะ
แต่จ่าไม่ได้เขียนเพราะองค์ประกอบมันไม่พอที่จะเป็นดราม่า กระทั่งเป็นข่าวก็ยังไม่ควรซะด้วยซ้ำ
เพราะเนื้อหาสาระมันไม่ได้มีห่าอะไรเลย เป็นเรื่องของเด็กเห่อหมอยทะเลาะกันแค่สองคนเท่านั้นเอง
ดังนั้นแอดมินจึงตกใจมากๆเลยว่ะที่รู้ว่าสื่อหลักอย่างหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์เอาเรื่องนี้ไปทำข่าวกันใหญ่โต
แถมยังขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์อีกหลายๆฉบับ ทั้งๆที่สังคมไทยมันยังมีประเด็นอีกมากมาย
ที่สื่อสมควรจะเอามานำเสนอแบบเจาะลึกให้ประชาชนเข้าใจ มากกว่าเรื่องหยุมหยิมแบบนี้
ยกตัวอย่างเช่นพ่อแม่พี่น้องรู้เรื่องสามจังหวัดภาคใต้มาบ้างใช่มั้ยว่ามันมีความรุนแรงและการก่อการร้าย
แอดมินเคยคุยกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เขาเล่าให้ฟังว่าโจรแบ่งแยกดินแดนในสามจังหวัดน่ะหมดสิ้นไปนานแล้ว
ที่ยังมีความไม่สงบในพื้นที่ทุกวันนี้ มันเป็นเพราะองค์กรเถื่อนที่ค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ ค้าอาวุธสงคราม
โดยใช้สามจังหวัดเป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าผิดกฏหมายทั้งนั้น แอดมินเคยไปฟังการสัมมนาของหมอพรทิพย์
เขาก็พูดทำนองนี้เหมือนกันว่าปัญหาหลักในสามจังหวัดตอนนี้คือองค์กรพวกนี้ และมันมีโครงข่ายที่ใหญ่โตมากๆ
และปัญหาบางอย่างเช่น “โรฮิงญา” ที่เป็นชาวมุสลิมอพยพจากพม่าหรือบังคลาเทศที่เคยเป็นข่าวเมื่อสองสามปีก่อน
ก็มีความสัมพันธ์กับการค้ามนุษย์และปัญหาในสามจังหวัดภาคใต้ เจ้าหน้าที่ที่รู้จักกับแอดมินเขายังแอบกระซิบกระซาบมาว่า
คนที่อยู่เบื้องหลังก็ไม่ใช่ใครหรอก แต่เป็นพวกนายทหารชั้นผู้ใหญ่บางคนในกองทัพนั่นแหละ
อันนี้ก็ฟังหูไว้หูนะครับพิจารณากันเอาเองว่ามันน่าเชื่อถือรึไม่ อย่าเชื่อที่แอดมินพูดทุกคำ
และนอกจากนี้ปัญหาในสามจังหวัดภาคใต้ ถ้าพ่อแม่พี่น้องตามข่าวของสำนักข่าวอิศรามาบ้าง
จะพบว่ามันมีประเด็นอีกมากมายมหาศาล ที่สื่อหลักไม่นำเสนอและไม่คิดที่จะนำเสนอเลยซักครั้งเดียว
อย่างเช่นประเด็นที่ทหารไปข่มขืนสาวมุสลิมในสามจังหวัดแล้วอัดคลิปไว้ประจาน ก็มีแค่สื่อไม่กี่ฉบับทีวีไม่กี่ช่องเท่านั้นที่นำเสนอ
ใครอยากเปิดหูเปิดตาก็ลองไปอ่านข่าวจากสำนักข่าวนี้ดู แล้วจะเริ่มเข้าใจว่าปัญหาในสามจังหวัดมันมีความเป็นมายังไง
จากดราม่านี้แอดมินรู้สึกสิ้นหวังกับสื่อมวลชนของประเทศไทยมากๆเลยว่ะ จนอยากจะถามคนพวกนี้ว่ามาเป็นสื่อมวลชนเพื่ออะไร?
คนเป็นสื่อมวลชนมันควรจะกล้าตีแผ่ปัญหาในสังคม และมอบมุมมองหรือความรู้ให้กับคนอ่านผ่านข่าวที่นำเสนอไม่ใช่เรอะ?
แต่ถ้าได้แต่เกาะกระแสหาแดกกับข่าวไร้สาระอย่างข่าวฟ้องครูอังคณาไปวันๆ แอดมินว่าพวกมึงอย่าเรียกตัวเองว่าเป็นสื่อสารมวลชนเลยว่ะ
จงเรียกตัวเองว่าเป็นกาฝากที่เกาะกับสังคมไทยเพื่อหาแดกกับข่าวไปวันๆเหอะ เพราะมันเหมาะสมกับพวกมึงที่สุดแล้ว
อาห์ แล้วดราม่านี้จะลงเอยเช่นไร? มึงพวกเอาไอ้เรื่องกระโหลกกะลาพรรค์นี้มาทำข่าวได้ยังไง?
พวกเธอว์จงตามไปเสพในเพจนี้โดยพลัน!!





























ขี้เกียจหาข่าวก็ไปเกาะกระแสในเนทไป สบายไปหลายวัน
ใกล้หวยออกก็ลงข่าวสิ่งศักสิทธิ์ที มีคนทำนายไอ้นู่นไอ้นี่น้ำแตก ก็เอามาเล่นข่าวไปหลายอาทิตย์ดี
ไม่เห็นต้องไปหาข่าวอะไรให้ยุ่งยากเลย สบ้ายยสบาย