Photobucket
Photobucket

img38

:shock:  เรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อสิบหกปีก่อน มีหญิงตั้งครรภ์คนนึงไปคลอดที่โรงพยาบาลสมิติเวช

ระหว่างรอคลอด แพทย์ที่ดูแลก็ให้ยาแก้ปวดด้วยวิธีการบล๊อคหลังเพื่อลดอาการปวดจากการบีบตัวของมดลูก

วิธีนี้แพทย์จะเจาะหลังและใส่สายเล็กๆเข้าไปในช่องเหนือไขสันหลัง และให้ยาแก้ปวดในปริมาณน้อยๆ

ไม่ต้องให้เยอะแยะเหมือนการฉีดยาแก้ปวดเข้าเส้นเลือดตามปรกติ วิธีนี้จะทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยาแก้ปวดน้อยมาก

 :| ภาพประกอบการให้ยาแก้ปวดด้วยวิธีบล๊อคหลัง

img233

;-)  และนอกจากให้ยาแก้ปวดแล้ว ในเคสนี้ยังมีการเจาะถุงน้ำคร่ำเพื่อกระตุ้นให้คลอดไวยิ่งขึ้น

การเจาะถุงน้ำคร่ำก็คือการใช้อุปกรณ์เข้าไปเจาะถุงน้ำคร่ำให้แตก

ในคนท้องที่คลอดช้า หรือต้องการให้การคลอดครรภ์นั้นไวยิ่งขึ้น

Amnioti

:shock:  ทีนี้มันเกิดปัญหาระหว่างการคลอด ผู้ป่วยรายนี้เกิดมีอาการเหนื่อยแน่นหน้าอกขึ้นมาฉับพลัน

ญาติที่เฝ้าไข้อยู่ก็ไปตามพยาบาล พยาบาลก็ไปตามแพทย์ นับระยะเวลาตั้งแต่เกิดอาการจนถึงตอนที่แพทย์มาดูอาการ

กินระยะเวลา 4-5 นาที หลังจากนั้นทีมแพทย์ได้ให้การรักษาแต่ในที่สุดผู้ป่วยก็เสียชีวิต

:cry:  ผลการชันสูตรพบว่าผู้ป่วยเสียชีวิตจากภาวพมีน้ำคร่ำไปอุดตันในเส้นเลือด

โรคนี้เกิดจากมีน้ำคร่ำหลุดเข้าไปในเส้นเลือดของแม่ระหว่างการคลอด ทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอก

ความดันต่ำ ระบบไหลเวียนโลหิตและการหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตในเวลาไม่นาน

เป็นภาวะที่ไม่สามารถป้องกันได้ทำนายอาการล่วงหน้าก็ยาก อาการจะเกิดขึ้นเฉียบพลัน

และอัตราการตายสูงมาก ประมาณ 70-80 % จากการศึกษาทางสถิติพบว่าในการคลอดแสนครั้ง จะมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ 7.7 ราย

:?:  สรุปว่าโรคนี้คือฝันร้ายของแพทย์โดยแท้เพราะไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้า แถมต่อให้รักษาโอกาสเสียชีวิตก็ยังสูงลิบลับ

หลังจากนั้นญาติของผู้ป่วยก็ทำการฟ้องร้องโรงพยาบาลสมิติเวช เรียกค่าเสียหายราวๆหกร้อยล้านบาท

คดีนี้ทั้งสองฝ่ายสู้กันจนถึงศาลฎีกา ในที่สุดหลังจากผ่านมาสิบหกปี ศาลฎีกาก็ตัดสินให้ญาติผู้ป่วยเป็นฝ่ายชนะคดี

และตัดสินว่าคดีนี้ผู้ป่วยเสียชีวิตเพราะความประมาทเลินเล่อของแพทย์ผู้ให้การรักษา

รายละเอียดคร่าวๆก็ประมาณว่าหลังจากหมอดมยา (วิสัญญีแพทย์) ทำการบล๊อคหลังให้ยาแก้ปวดแล้ว

ไม่ได้อยู่ดูอาการคนไข้ตลอดเวลา แต่เดินไปดูอาการของคนไข้เคสอื่นๆ ซึ่งถือว่าผิดมาตรฐาน

:shock:  เทียบกับตำราแพทย์ต่างประเทศที่ระบุว่าต้องมีแพทย์คอยดูอาการคนไข้ตลอดเวลาหลังให้ยาแก้ปวด!!

และโรงพยาบาลสมิติเวชต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับครอบครัวของผู้ป่วยเป็นเงินจำนวนแปดล้านกว่าบาท

แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าคำพิพากษาของคดีนี้ทำให้เกิดความแตกตื่นขึ้นในวงการแพทย์

แพทย์หลายๆคนก็แสดงความเห็นว่าการที่ศาลตัดสินคดีแบบนี้จะมีผลกระทบต่อวงการแพทย์อย่างใหญ่หลวงในอนาคตอันใกล้

จะทำให้ไม่มีหมอคนไหนกล้าทำคลอดให้คนไข้ เพราะศาลดันตัดสินว่าการเสียชีวิตของผู้ป่วยจาก..

ภาวะแทรกซ้อนอย่างน้ำคร่ำอุดเส้นเลือดที่ไม่สามารถป้องกันได้นั้น เป็นความประมาทของแพทย์ผู้ให้การรักษา!!

ก่อนที่จะไปอ่านดราม่าเรื่องนี้ันแอดมินขอแนะนำให้ทุกท่านโหลดคำพิพากษาศาลฎีกาไปอ่านกันเสียก่อน

;-)  เชิญโหลดไปอ่านได้จาก url นี้เลยครับ

http://t.co/14yirlIq

ส่วนใครสนใจรายละเอียดของข่าวเพิ่มเติม เชิญที่ url นี้ครับ

http://www.thairath.co.th/content/region/233074

ทีนี้ประเด็นมันอยู่ที่ว่าหลังจากมีคำพิพากษานั้นออกมา ก็มีสถาบันทางการแพทย์บางแห่ง

ออกมาตราการเพื่อลดปัญหาฟ้องร้องในคดีดังกล่าว โดยออกประกาศห้ามมิให้สูติแพทย์

ให้ยาแก้ปวดโดยการบล๊อคหลัง หรือทำการเจาะถุงน้ำคร่ำให้ผู้ป่วยอีกต่อไป!!

แถมยังระบุด้วยว่าถึงแม้การทำหัตถการสองอย่างนี้ให้ผู้ป่วยจะถูกต้องเหมาะสมตามตำราแพทย์

:arrow:  แต่ในเมื่อศาลมันตัดสินมาอย่างนั้น ก็ถือว่ามันเป็นเรื่องไม่เหมาะสมให้ยึดตามคำสั่งศาลก็แล้วกัน

img231

 :lol: ปล.ในภาพนี้ใช้คำผิดนะครับ เจาะถุงน้ำคร่ำกระตุ้นให้คลอดมันต้องใช้คำว่า Amniotomy

ถ้าเป็น Premature rupture of Membrane หมายถึงถุงน้ำคร่ำแตกเองก่อนเจ็บครรภ์

ทำให้มีคนเอาประเด็นนี้มาตั้งกระทู้บ่นในห้องสวนลุมว่าถ้าศาลตัดสินกันแบบนี้

:cry:  อีกหน่อยถ้าจะทำคลอดให้คนไข้ คงต้องทำตามคำพิพากษาของศาล ไม่ได้ทำกันตามตำราแพทย์อีกต่อไปแล้วมั้ง!!

img232

ชาวสวนลุมที่ส่วนนึงเป็นคนในแวดวงสาธารณสุข เช่นหมอ พยาบาล ก็แสดงความเห็นกันว่า

ในเมื่อศาลพิพากษาแบบนี้ กรูไม่ทำคลอดให้คนไข้ดีกว่าว่ะ มีเคสคลอดก็ส่งเข้าโรงพยาบาลจังหวัดกันไปเลย

เพราะกรูไม่กล้าเสี่ยงทำคลอดที่โรงพยาบาลชุมชน กลัวว่าถ้าคนไข้ตายขึ้นมาเพราะโรคนี้

:evil:  แล้วโดนญาติฟ้องศาลขึ้นมา กรูไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายค่าเสียหายจริงๆว่ะ

img234

:???:  บ้างก็วิจารณ์ศาลว่าพิพากษาออกมาแบบนี้ได้ไง? รู้มั้ยว่าคำพิพากษาแบบนี้มันกำลังทำร้ายวงการแพทย์ไทยอยู่

หมอเจ้าของเคสที่มาเจาะน้ำคร่ำกับให้ยาแก้ปวดโดยการบล๊อคหลังน่ะ เขาก็ดูอาการหลังทำเสร็จตั้งสี่สิบนาที

พอแน่ใจว่าตอนนั้นคนไข้อาการปรกติ ไม่มีผลข้างเคียงหลังให้เจาะหลัง เขาก็ไปทำงานอื่นต่อ

หมอดมยาคนนั้นเขาไม่ได้นั่งอู้อยู่เฉยๆนะ แต่เขาไปดมยาให้ผู้ป่วยในห้องผ่าตัดข้างๆ

ระหว่างนั้นก็ให้พยาบาลคอยดูอาการของคนไข้ตลอดเวลา แต่ศาลตัดสินว่าหมอผิดเพราะไม่ได้อยู่กับคนไข้ตลอดเวลา

:x  ทั้งๆที่ต่อให้หมออยู่ด้วย ณ เวลานั้นก็ไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดภาวะน้ำคร่ำอุดตันเส้นเลือดได้!!

img23

และหลายๆความเห็นก็บอกว่านับจากนี้ไปคงไม่มีหมอที่โรงพยาบาลชุมชนคนไหนกล้าทำคลอดให้คนไข้

แต่ส่งไปทำคลอดที่โรงพยาบาลจังหวัดทุกราย ต่อให้เป็นเคสคลอดธรรมดาๆที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนก็ส่งต่อแหลกราญ

แถมในคำพิพากษายังบอกว่าการเจาะถุงน้ำคร่ำเป็นการกระทำโดยความประมาท

ดังนั้นในเมื่อไม่มีการเจาะถุงน้ำคร่ำอีกต่อไป กรูเชื่อขนมกินได้เลยว่านับจากนี้ไป

:shock:  การผ่าตัดคลอดบุตรในประเทศไทยจะสูงปรี๊ดทุบทุกสถิติที่เคยมีมาเป็นประวัติการณ์!!

img24

:???:  อมยิ้มบางคนก็ไม่เห็นด้วยกับบรรดาหมอๆเหล่านี้ และเถียงกลับว่าพวกเอ็งต้องยอมรับคำพิพากษาสิวะ

ไม่ว่าจะอาชีพไหนๆในประเทศไทยมันก็ต้องอยู่ใต้กระบวนการทางกฏหมายระบบเดียวกันทั้งนั้น

คราวนี้ศาลแค่ตัดสินว่าหมอผิดเพราะประมาท พวกมึงก็ควรจะก้มหน้าก้มตารับกรรมไป

ไม่ใช่ออกมาร้องไห้ฟูมฟาย หาว่าศาลตัดสินมั่วซั่วหรือเรียกร้องให้ศาลเปลี่ยนคำตัดสิน

ถ้าเกิดศาลบ้าจี้แก้ไขคำพิพากษาเพราะกระแสเรียกร้องของบางวิชาชีพ บ้านเมืองมันมิวุ่นวายตายห่าเลยเหรอวะ?

แถมในคำพิพากษาน่ะศาลเขาระบุไว้ด้วยนะว่าที่พิพากษาแบบนี้เพราะมันเป็นโรงพยาบาลเอกชน

:mrgreen:  ที่เก็บค่ารักษาแพงหูฉี่ ดังนั้นศาลจะคาดหวังมาตรฐานการรักษาที่สูงลิบจากโรงพยาบาลเอกชนมันผิดตรงไหนฟะ!?

img25

:x  ฝั่งหมอก็เถียงกลับไปว่าแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกันวะ? กฏหมายกับคำพิพากษาน่ะมันต้องบังคับใช้ได้เท่าเทียมกัน

ไม่มีแบ่งแยกว่าที่นู่นเป็นเอกชนที่นู่นเป็นโรงบาลรัฐ เอ็งจะบอกว่าถ้าเคสนี้เกิดขึ้นในโรงบาลรัฐ ศาลจะตัดสินว่าหมอไม่มีความผิดรึไง!?

คดีนี้นี่เรื่องใหญ่นะเว้ย เพราะถ้าเป็นงี้ต่อไปเรื่อยๆอีกหน่อยจะมีคนไข้ไปรอคลอดที่โรงพยาบาลจังหวัดเป็นขโยง

จนวันๆหมอที่นั่นไม่ต้องทำห่าอะไรกันแล้วนอกจากทำคลอดทั้งวี่ทั้งวัน

:razz:  เพราะโรงพยาบาลชุมชนเอาคดีนี้มาเป็นอุทาหรณ์ จนไม่กล้าทำคลอดและส่งต่อเข้าจังหวัดหมดยังไงล่ะว้อย!!

img26

จากนั้นความเห็นในกระทู้ก็แบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายนึงก็เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาล

:twisted:  และบอกว่ากรูสะใจกับคำพิพากษาของศาลในคดีนี้ฉิบหายเลยว่ะ

img27

อีกฝ่ายก็ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา และบอกกับคนที่สะใจเมื่อเห็นหมอแพ้คดีว่า

:mrgreen:  เชิญพวกมึงสะใจกันให้หนำใจเลย แล้วพวกมึงจะรู้สำนึกเองในยามที่พวกมึงเห็นกลียุคของระบบสาธารณสุขไทย!!

img28

:o  อมยิ้มชื่อ “นักรบสายรุ้ง” ก็ประณามหมอที่ไม่ยอมเจาะถุงน้ำคร่ำหรือบล๊อคหลังให้ยาแก้ปวดว่าพวกมึงมันดีแต่ปกป้องตัวเอง!!

แทนที่พวกมึงจะพัฒนาการรักษาคนไข้ให้ดียิ่งขึ้นอย่างสร้างสรรค์ แต่พวกมึงกลับเอาแต่ปกป้องตัวเองและพวกเดียวกัน!!

และเอาประเด็นนี้มาเป็นข้ออ้างเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเจาะถุงน้ำคร่ำและบล๊อคหลังให้ยาแก้ปวดกับคนไข้!!

การที่ศาลพิพากษาคดีนี้ว่าหมอชุ่ยน่ะมันไม่ทำให้ระบบสาธารณสุขของไทยพังพินาศหรอกโว้ย!!

:mrgreen:  แต่ในทางกลับกันมันจะทำให้คุณภาพชีวิตของคนไข้ดีขึ้นต่างหาก ถ้าพวกมึงรู้จักเลิกเอาแต่ปกป้องตัวเองท่าเดียวซักที!!

img29

:x  ฝั่งหมอก็เถียงกลับไปว่ามึงพูดจาแบบนี้แม่งโคตรบั่นทอนกำลังใจของหมอๆอย่างพวกกรูพอๆกับคำพิพากษาเลยนะคะ

แหม พูดง่ายนะมึงบอกให้แก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ มึงจะให้พวกกรูสร้างสรรค์กันยังไงวะคะ

ในเมื่อถ้าให้การรักษาตามตำราแบบเดิมๆก็เสี่ยงโดนฟ้อง ถ้าไม่ทำก็โดนด่าว่าเป็นหมอไร้จรรยาบรรณ

:razz:  ถ้าพวกกรูไร้จรรยาบรรณจริงป่านีน้คงปิดโรงพยาบาลประท้วงกันทั้งประเทศเหมือนที่อินเดียแล้วมั้งคะ!!

img30

บ้างก็ถามกลับว่าการที่หมอๆอย่างพวกกรูจะปกป้องตัวเองมันผิดตรงไหน?

:cool:  ใครมันจะอยากไปทำงาน ประเภทที่ว่าเหมือนเอาตีนข้างนึงแหย่เข้าไปอยู่ในคุกวะครับ?

img31

:razz:  ฝั่งที่เห็นด้วยกับคำพิพากษาก็ด่าหมอว่า เอ๊ะ พวกมึงมันเป็นห่าอะไรกันไปหมดแล้ววะ?

สาบานนะว่านี่คือหมอซึ่งเป็นวิชาชีพที่เห็นประโยชน์สุขและความเจ็บไข้ได้ป่วยของคนไข้มาเป็นอันดับหนึ่ง!!

แต่กรูอ่านที่พวกมึงแสดงความเห็นกันแล้ว รู้สึกว่าสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งของพวกมึงคือตัวเองมากกว่ามั้ง

หมออย่างพวกมึงอ่ะไม่สนใจหรอกว่าคนไข้จะเจ็บปวดทรมานขนาดไหน ขอให้ตัวเองไม่โดนฟ้องก็พอใจแล้วใช่มั้ยล่ะ!!

img32

:???:  ฝั่งหมอก็เถียงกลับว่า ก็เออสิวะ!! มึงไม่เคยโดนฟ้องมั่งก็พูดง่ายนี่หว่า มึงรู้มั้ยว่าชีวิตหมอจริงๆน่ะ

มันไม่ได้สวยงามปานโรยด้วยลีบกุหลาบเหมือนในจินตนาการของมึงหรอกนะ!!

ก่อนที่มึงจะมาประณามพวกกรูว่าปกป้องตัวเองหรือเห็นความปลอดภัยของตัวเองมาเป็นอันดับหนึ่ง

:mrgreen:  พวกมึงลองถามใจตัวเองดูเถอะว่าถ้างานที่มึงทำอยู่ต้องเอาขาข้างนึงแหย่เข้าไปในตาราง พวกมึงจะยังทำงานนั้นต่ออีกมั้ย!?

img33

:oops:  อมยิ้มชื่อ FOB ก็แก้ตัวแทนศาลว่าทีหมอยังอ้างว่ารักษาคนไข้เต็มที่แล้ว ต่อให้คนไข้ตายก็ไม่ควรเอาผิดหมอ

แล้วพวกมึงจะไปด่าศาลทำไม? ศาลเขาก็ตัดสินไปตามหลักฐานและข้อเท็จจริงทางวิชาการ

ต่อให้คำพิพากษาของท่านอาจทำให้เกิดกลียุคของระบบสาธารณสุขไทย พวกมึงก็ควรจะให้อภัยศาลนะเว้ย!!

:smile:  เพราะศาลเขาก็ทำงานของเขาอย่างเต็มที่แล้ว เหมือนที่พวกมึงพยายามรักษาคนไข้กันอย่างเต็มที่นั่นแหละ

img34

และต่อให้หมอถูกศาลตัดสินให้จำคุกเพราะรักษาคนไข้ไม่สำเร็จ แต่พวกเอ็งก็ถือว่าติดคุกเพราะทำความดี

:lol:  ไม่ได้เข้าคุกเพราะทำชั่วอย่างค้ายาบ้าหรือโกงกินชาติบ้านเมืองนะเว้ย!!

img35

ฝั่งหมอก็แขวะกลับว่า อู้หู มึงนี่โลกสวยโคตรๆเลยนะ แหม มีบอกให้พวกกรูภูมิใจที่เข้าคุกเพราะความดีซะด้วย

:???:  แต่มึงไม่สงสัยมั่งเหรอวะว่าถ้าทำความดีแล้วต้องติดคุก อีกหน่อยมันจะมีควายตัวไหนอยากทำดีอีกฟะ!?

img36

จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็เถียงกันไปเถียงกันมาว่าคำตัดสินของศาลฎีกาในครั้งนี้จะนำระบบสาธารณสุขของไทย

:shock:  ไปสู่แสงทองของรุ่งเช้าวันใหม่ หรือจะนำไปสู่ความฉิบหายย่อยยับอัปปรีย์ทั้งระบบกันแน่!?

หลายๆความเห็นในกระทู้นี้ที่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาล ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

ศาลน่ะไม่จำเป็นต้องมีความรู้เฉพาะด้านในเรื่องที่กำลังพิจารณาคดีกันอยู่ร้อกกก

เพราะหน้าที่เอาหลักฐานมาคัดง้างกันว่าใครถูกใครผิดมันเป็นหน้าที่ของทนายทั้งสองฝ่าย

ศาลท่านก็แค่ทำตัวเหมือนแก้วว่างๆ รับข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายมาพิจารณาว่าฝ่ายไหนน่าเชื่อถือมากกว่ากันก็เท่านั้น

:evil:  ดังนั้นถ้าคดีนี้หมอไม่ได้ทำผิด แต่ศาลตัดสินว่าหมอผิด ก็ไม่ได้แปลว่าศาลผิดแต่เป็นเพราะทนายฝั่งหมอมันกากส์เอง!!

img37

:cry:  พูดตามตรงว่าข้อมูลทางวิชาการในวงการแพทย์นั้นบางเรื่องมันก็ต้องเป๊ะๆตามตำราก็จริง

แต่หลายๆอย่างก็ไม่สามารถทำได้เพราะบ้านเรามีทรัพยากรไม่เท่าต่างประเทศที่เป็นคนเขียนตำรา

ยกตัวอย่างเช่นหมอดมยา หมอดมยาในเมืองไทยนี่ถือว่าเป็นสาขาที่ขาดแคลนมาก

ไม่ต้องยกตัวอย่างที่ไหนไกล ลองไปดูตามห้องผ่าตัดของโรงพยาบาลใหญ่ๆหรือมหาลัยแพทย์ก็ได้

ขนาดมหาลัยแพทย์ยังไม่มีหมอดมยาอยู่ดูคนไข้ทุกห้องเลย พอดมยาเสร็จอาการคนไข้ปรกติ

ก็เวียนไปทำงานที่ห้องอื่นต่อ แล้วให้พยาบาลดมยาเป็นคนดูอาการคนไข้แทน

ถ้าเกิดมีความผิดปรกติอะไร พยาบาลดมยาก็จะตามหมอดมยามาดูอาการคนไข้ทันที

ดังนั้นการพิพากษาคดีอะไรซักอย่าง แค่อิงตามตำรามันไม่พอ แต่ต้องมองภาพรวม

:lol:  ว่าระบบสาธารณสุขของไทยมันขาดแคลนแค่ไหน และเรามีกำลังคน มีความพร้อมพอที่จะทำตามตำราฝรั่งเป๊ะๆแล้วรึยัง

และที่สำคัญที่สุดคือเราควรจะมีศาลเอาไว้ตัดสินคดีที่ต้องการความรู้เฉพาะด้านมากๆอย่างคดีฟ้องร้องแพทย์แล้วหรือยัง?

อาห์ แล้วดราม่านี้จะลงเอยเช่นไร? อนาคตจะยังมีหมอกล้าเจาะถุงน้ำคร่ำให้คนไข้อีกหรือไม่?

;-)  พวกเธอว์จงตามไปเสพในกระทู้นี้โดยพลัน!!

การเปลี่ยนแปลงหลังศาลตัดสินรพ. สมิติเวช

http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L11646231/L11646231.html

ปล.ลองอ่านดราม่าเก่าดูมั่งนะเธอว์

DVDr2u COPYDVD Photobucket Photobucket
เคมีภันฑ์" Photobucket Photobucket
Photobucket Photobucket

706 Responses to “หนทางพินาศของแพทย์ไทย?”

  • ตามมาจากเวบนู้น:

    อยากจะได้หมอจากเปิดเสรีอาเซียนมารักษาแทนมะ :sad: ตัวใครตัวมันเน้อ :evil:
    อยากทำคลอดแบบหมอตำแย กันใช่มะ เดี๋ยวได้แน่

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 9 Thumb down 1
  • เล็กสั้น หลั่งเร็ว ไร้ลีลา:

    หมาน่อยธรรมดา wrote:

    อันนี้ศาลทำเกินไปจริงๆ

    ต่อให้แพทย์อยู่ด้วย แพทย์ก็ไม่มีมือที่ไหน ไปจับน้ำคร่ำไม่ให้เข้ากระเเสเลือดหรอก ต่อให้เป็นฟองอากาศในสายยาง เห็นโจ้งๆ เราก็ทำอะไรไม่ได้

    แต่ศาลไม่รู้…คนถือกฏหมายไม่รู้

    อย่างน้อยคนไข้เค้าก็อยากจะลุ้นกับโอกาศรอด 30% ไม่ใช่รอหมอจนตัวเหลือง

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 26 Thumb down 10
  • Royal Straight Flush:

    พูดอย่างกับหมอBlackjack ผ่้าตัดให้..

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 11 Thumb down 0
  • ผมอายครับ:

    ทุกคนทำตามหน้าที่ครับ ดังนั้น แก๊สโซฮอลผิด

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 15 Thumb down 2
  • sss:

    ก็พวกมึงอ้างตำรา ศาลอ้างบ้างมึงก็ก็บอกว่าไม่ได้ :o

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 13 Thumb down 13
  • Love~Drama Ja:

    ถ้าอยากรักษากับหมอที่ไม่เจอแบบนี้กลัวคุก คงต้องไปตามหมอที่หั่นศพเมียต้วเองมารักษาแล้วแหละตัวเธอว์ :evil:
    โด่ พูดออกมาได้ นอนคุกเพราะทำความดี ตัวมึงเองเอามั้ยล่ะ

    อู้ยยยยกรูถูกใจจังฮู้!! ถูกใจให้เลีย : Thumb up 45 Thumb down 7
  • nansa:

    ถ้าเป็นศาลเฉพาะทางก็ต้องมีความรู้แพทย์ ก็คือต้องเรียนอะไรเทือกๆนั้นมา แล้วเดี๋ยวก็โดนว่าเข้าข้างกัน

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 10 Thumb down 1
  • Wiwi version 1.0:

    Penguin wrote:

    กูอยากรู้ว่า คนติดคุกเพราะพยายามช่วยคนเนี่ย มันผิดรึไง สู้ปล่อยให้ตายดีกว่าไม๊ จะได้ไม่ต้องโดนแหกรูตูด แล้วผลเสียก็เกิดกะพวกมึงๆเองนั่นแหละ จากมีโอกาสรอด เพราะมีหมอช่วย กลายเป็น 0 เพราะมึงยัดคุกไปหมดแล้ว

    เขาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน ไม่ได้ฟ้องเอาติดคุก มึงอ่านดราม่าจริงๆรึเปล่าวะ
    คดีนี้แม่งเป็นคดีแพ่งไอ้ตัวไหนพร่ำเพ้อว่าติดคุกกูถือว่าอ่านดราม่าไม่แตก
    ทำไมพวกจบหมอนี่อธิบายให้เข้าใจยากทุกตัวเลยวะ อีโก้จัดแทบทุกตัวเลยตรรกะแม่งลอกกันมาหมด หมอทำงานเพื่อรักษาคน
    กูเลยถามมันกลับว่า พอหมอรักษาเสร็จจากเดิมที่ครบสามสิบสองกลายเป็นคนพิการ (ไม่นับรวมกรณีตัดแขนตัดขาเพื่อรักษาชีวิตนะ)
    หรือ จากเดิมมีพ่อแม่ลูก รักษาดีๆสามวันถัดมาต้องมางานศพซะงั้น มึงไม่นึกถึงหัวอกคนไข้บ้างหรือ มึงรักษาพลาดคนไข้พิการมึงอาจจะเศร้า แต่คนไข้แม่งต้องทนรับสภาพที่เกิดจากการรักษาไปตลอดชีวิต มึงไม่เห็นใจเขาบ้างรึวะ
    เวลากูด่ารุ่นน้องกูด่าแบบนี้แหละให้แม่งกลับไปคิดในมุมคนไข้บ้างไม่ใช่เอาบ่นแต่ร้อนเหนื่อยงานเยอะ

    รุ่นน้องกูก็เป็นหมอกูอธิบายกว่าจะเข้าใจ กูทำไมจะไม่เข้าใจพวกมึงในเมื่อกูเรียนสาขาในกลุ่มเดียวกับพวกมึงด้วยซ้ำ
    มันน่าจะมีโครงการให้หมอไปอบรมกฎหมายเบื้องต้นบ้าง จะได้รู้แล้วเอามาปรับใช้เวลาทำงาน
    คุกน่ะไม่ติดหรอก ถ้ามึงไม่ชุ่ยจริงๆ แล้วที่สำคัญน่ะ แค่ขอโทษคนไข้แสดงความเสียใจกับญาติคนไข้แบบไม่ซึน กูสงสัยจริงๆทำไมหมอมันถึงทำกันไม่ค่อยได้ แค่การเยียวยาทางด้านจิตใจคนไข้มึงก็เรียนจิตวิทยามาทำไมไม่เอามาใช้วะ

    อู้ยยยยกรูถูกใจจังฮู้!! ถูกใจให้เลีย : Thumb up 66 Thumb down 10
  • Edinger:

    เรื่องนี้กุมองในมุมของหมอกุเห็นใจหมอว่ะ แมร่งฟ้องในคดีamniotic emboli แล้วคนไข้ตายมันโครตเจ็บปวดเลยว่ะ ถ้าเป็นกุเจอ caseอย่างนี้ กุเตรียมร้องไห้เลยแหละ

    แต่คดีนี้ไปโทษศาลไม่ได้ว่ะ มันตัดสินตรงที่ประมาทไม่มีแพทย์มาดู (ทั้งที่ดูดีที่สุดแล้วแมร่งก็มีโอกาสตายได้80%) จริงอย่างที่หลายๆคนพูดมาแหละถ้ามีแพทย์เฝ้าตลอด(โครตจะในอุดมคติเลย) ถึงคนไข้ตาย ญาติคนไข้ก็เอาผิดในข้อนี้ไม่ได้

    ภาวะนาแล้วกัน ทั้งกุในฐานะหมอ(ที่จริงแล้วยังไม่จบ)ขอให้อย่าเจอ case แบบนี้

    คนไข้ อย่าตายเพราะไอภาวะแบบนี้ สุดท้ายมึงจะได้ไม่ทะเลาะกันเป็นดราม่าเรื่องนี้ แต่แมร่งก็คงมีคดีอื่นแทนแหละ

    อู้ยยยยกรูถูกใจจังฮู้!! ถูกใจให้เลีย : Thumb up 24 Thumb down 0
  • FlashRoyal:

    อีกหน่อยญาติๆพวกคุณป่วยแล้วหมอไม่มารักษา แล้วจะรู้สึก

    เดี๋ยวรักษาแล้วตายห่าโดนฟ้องอีกงั้นก็ปล่อยๆแม่งตายไปเลยแล้วกัน

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 9 Thumb down 3
  • ฮัว:

    mimi wrote:

    ไอ้พวกบ้าา
    คดีมันตั้ง 16 ปีนะเว้ยย
    พวกมึงมาอ่านข่าวแค่ไม่กี่วัน แต่สรุปนู่นนี่ รู้ข้อเท็จจริงหมดว่าหมอไม่ประมาท? หมอทำดีที่สุดแล้ว ?
    รู้เหมือนไปอยู่ในเหตุการณ์อย่างนั้นล่ะ พวกมึงไปมุดอยู่ใต้เตียงหรือไงวะ ขนาดศาลยังต้องใช้เวลาตั้ง 16 ปี
    พวกมึงมาอ่านดราม่าแป๊ปดียวสรุปได้ล่ะ เทพไปแล้วมั้ง

    กุขอโทษแทนทุกคอมเม้นด้วยนะตัวเธอว์ :!:
    เมิงไม่ต้องคิดมากหรอก เค้าไม่กลับคำพิพากษาหรอกนะ ไม่ต้องห่วงไป
    คือกุเข้าเว็บจ่ามา กุก็ต้องการรู้แนวคิดของคนอื่นๆ ส่วนหนึ่งในสังคม ต่อเหตุการณ์นั้นๆ น่ะ
    มันจะผิดจะถูก จะเหมือนไม่เหมือนที่กุคิด กุหาได้แคร์ไม่
    เพราะกุคิดว่าเว็บจ่านี่ คงไม่มีคนเข้ามาหาสาระอย่างยิ่งยวดเป็นแน่แท้
    เอ๊ะ หรือมี :?:

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 11 Thumb down 0
  • Kassy:

    จาก PANTIP http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L11668476/L11668476.html

    จริง ๆ แล้ว ฎีกา หมอที่ รพ.สมิติเวช คือ …

    1. คดีนี้ โจทก์ คือ สามีของผู้ป่วย(หรือผู้ตาย) และตามด้วยลูก ๆ อีกสามคนที่จำ
    เป็นต้องเป็นโจทก์ร่วมด้วย เพื่อให้ได้รับค่าชดเชย จากการเสียชีวิตของแม่ (หรือผู้ป่วย)

    2.ผู้ป่วยรายนี้ตั้งครรภ์ครั้งที่ 8 ,เคยคลอดแล้ว 3 ครั้ง เคยแท้งบุตรและต้องขูดมดลูกแล้ว 4 ครั้ง (G8P3A4)

    3.ผู้ป่วยบอกหมอเองว่า “ขอทำการบล็อกสันหลังเพราะกลัวการเจ็บระหว่างคลอด”

    4.ส่วนจำเลย มีสี่คน คือ หมอสูติฯ ที่เป็นเจ้าของไข้ ซึ่งเคยทำคลอดลูก ๆ คนก่อน ,

    หมอวิสัญญี (หรือหมอดมยา) ผู้ทำ epidural block และได้เคยทำ epidural block ให้กับคนไข้คนนี้ ในการคลอดลูกคนก่อนด้วย,

    จำเลยอีกสองคน คือ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลSV และโรงพยาบาลSVในนามนิติบุคคล

    5.หมอดมยา คนนี้ เรียนจบมาแล้ว 31 ปี ไม่ใช่แพทย์จบใหม่ กะเกณฑ์แล้วน่าจะอายุประมาณ 50-55 ปี

    6.มูลค่าความเสียหายของคดีนี้ ในตอนเริ่มที่ศาลชั้นต้น มีเดิมพันสูงถึง 695,621,852 บาท คือรวมความเสียหายทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากภรรยาเสียชีวิต

    7. ศาลชั้นต้น ยกฟ้อง บอกว่า Pulmonary embolism ยังถือว่าจัดเป็นภาวะ “พ้นวิสัยที่วิสัญญีแพทย์ หรือ สูตินรีแพทย์ โดยทั่วไป จะป้องกันและเยียวยาได้” ไม่ผิดฐานประมาท

    8.ศาลอุทธรณ์ ว่าตามนั้น (แต่การยื่นฟ้องของโจทก์ลดมูลค่าความเสียหายลง ศาลประเมินว่า ตัวเลขเดิมที่ประเมินมานั้น ไม่น่าเชื่อถือ)

    9.เรื่องเดินมาถึงศาลฎีกา “โจทก์” (หรือฝ่ายคนไข้) มีพยานเบิกความเพิ่ม คือ ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ประ (ขอปกปิดจะปลอดภัยกว่า) หรืออีกชื่อในหนังสือพิมพ์คือ “หมอหลวง” อดีตหมอหลวงและอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล

    10. อ.ประ เป็นแพทย์เฉพาะทางด้านวิสัญญี และเป็นผู้นำวิชา epidural block มาใช้ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก! ในโรงพยาบาลศิริราช

    11.ตามสำนวนฟ้อง อ.ประ ถือหุ้น โรงพยาบาลSV เองด้วย!

    12. อ.ประ สนับสนุนว่า จำเลย (ฝ่ายหมอ) ผิดจริง ตามสิ่งที่โจทก์ยื่นฟ้อง

    13. โจทก์ (หรือสามี) ยื่นคำฟ้องในลักษณะที่ว่า วิสัญญีแพทย์ได้ทำ epidural block แล้วละทิ้ง ต้องไปดมยาสลบคนอื่นที่ห้องอื่น จนเป็นการ ละเว้นไม่ปฎิบัติตามหน้าที่ ที่ควรจะทำ

    14.สิ่งที่เป็น “ความผิด” ในฎีกานี้ คือ การประมาท อันเนื่องมาจาก หมอวิสัญญี และหมอสูติฯ ทอดทิ้งผู้ตายไปรักษาพยาบาลผู้ป่วยรายอื่น จนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย

    15.สิ่งที่ อ.ประ สนับสนุน หรือ เบิกความ มีสองประเด็นหลัก

    16.ประเด็นแรก คือ มีความจริงเรื่องหนึ่งที่ปรากฎในรูปคดี คือ หมอวิสัญญีฯ หลังจากทำ epidural block เสร็จ ก็ฝาก พยาบาล ว่าในทำนองว่า “ถ้าคนไข้ปวด ก็เพิ่มยานะ”

    17. พยาบาลเพิ่มยาจริง และนั่นคือการฉีดยาเข้า epidural block

    18.และความจริงในเรื่องนี้ก็คือ พยาบาลฉีดยาเข้า epidural block ไม่ได้ ซึ่งที่ประชุมแพทยสภาได้เห็นสอดคล้องกันในประเด็นนี้ และมีข้อกฎหมายออกบังคับใช้ และยืนยันมาแล้วด้วยก่อนหน้านี้

    19.อ.ประ บอกว่า อาการแทรกซ้อนทางสูติศาสตร์ซึ่งเกิดขึ้นเอง มีความดันโลหิตตก แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ตัวเขียว ซึ่งวิสัญญีแพทย์เท่านั้นจึงจะวินิจฉัยอาการต่าง ๆ เหล่านั้นได้ พยาบาลไม่มีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้

    20.โดย อ.ประ ได้ยก “ระเบียบของกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2530 ฉบับแรก และออกเพิ่มเติม ข้อ 12 ปี 2539 ระบุว่า ผู้ที่เป็นพยาบาล ไม่เคยเรียนวิสัญญีพยาบาลมาก่อน ไม่สามารถกระทำการได้ตามกฎหมายในการใช้ยาทางไขสันหลัง จะเกี่ยวข้องไม่ได้เลย และห้ามกระทำการนี้โดยเด็ดขาดในโรงพยาบาลเอกชน หลักสูตรการสอนวิสัญญีพยาบาลในสถาบันอบรมวิสัญญีพยาบาลของทุกแห่งกำหนดไม่ให้สอนวิชาฉีดที่ใช้ยาชาเข้าไขสันหลังเพื่อไม่ให้ไปปฏิบัติ แต่ผู้ผ่านการฝึกอบรมวิสัญญีพยาบาล จะควบคุมดูแลคนไข้ได้เฉพาะในโรงพยาบาลของรัฐเท่านั้น”

    21. ตามสำนวนฟ้อง ผู้ป่วยได้รับการเจาะถุงน้ำคร่ำเวลาเช้า 08:30am และฉีดยา epidural block ต่อหลังจากนั้น เนื่องจากคนไข้ขอให้ทำ เพราะเจ็บครรภ์คลอด

    22.หลังจาก หมอวิสัญญี ไปดมยาให้กับผู้ป่วยคนอื่นแล้ว ตามเอกสารบอกว่า เวลาประมาณเก้าโมงเช้า คนไข้มีความดันโลหิต (BP) 120/70
    แต่เมื่อเวลา 9:15น. BP ลดลงเหลือ 65/45

    23.หลังจากนั้นก็ CPR (ปฏิบัติการกู้ชีวิต) แล้วย้ายเข้า ICU รวมเวลายื้อชีวิต จนถึงเวลาตาย คือ 09:00-11:30 น.

    24.ขณะ CPR มีหมอคนอื่นเยอะมาก (คือ หมอโรคหัวใจ, หมอวิสัญญีอีกคน, หัวหน้าวิสัญญีแพทย์, ศัลยแพทย์โรคหัวใจ CVT) และยังมีพยาบาล และผู้ช่วยพยาบาล อีกหลายคน

    25.ขณะ arrest (หัวใจหยุดเต้น) แพทย์ลงความเห็นกันว่า เกิดจากการแพ้ marcaine (หรือยาที่ใช้ในการบล็อกหลัง) ต่อมาภายหลังจากการชัณสูตร โรงพยาบาลตำรวจ จึงทราบว่า สาเหตุเกิดจาก ลิ่มเลือดอุดตันในปอด (pulmonary embolism)

    26.ตามเอกสารประกอบสำนวนฟ้อง บอกว่า Pulmonary embolism มีอัตราตายมากกว่า 80% และใน 25% มักจะตายใน 24 ชั่วโมง

    27.แต่ศาลฎีกาบอกว่า อัตราตาย 80% แปลว่ามีอัตรารอด 20% ซึ่งถ้าอยู่ใกล้ชิดตลอด สามารถแก้ไขให้การรักษาได้

    28.ในประเด็นที่สองที่พูดถึงก่อนหน้านี้ อ.ประ บอกว่า”(ความดันโลหิต) จาก 120/70 มา 65/45 mmHg (ในเวลา) 15 นาที ในระหว่างนั้นหายไปไหนไม่ทราบ แสดงว่าไม่มีผู้ใดอยู่กับคนไข้ระหว่างนั้น เป็นการแสดงบุคลิกภาพที่ละเลยต่อคนไข้ ซึ่งเรียกได้ว่า ชุ่ย!!!”

    29.อ.ประ กล่าวต่อ “หายใจไม่ออกก็ไม่ได้บันทึกไว้ การใส่ท่อช่วยหายใจก็ไม่ได้บันทึกไว้ การฉีดยาเพื่อจะเพิ่มความดันโลหิตตกไม่ได้บันทึกไว้ แสดงถึงบุคลิกภาพของวิสัญญีแพทย์นี้ ไม่มีความรับผิดชอบและละเลยต่อสิ่งที่จำเป็นยิ่ง”

    30.หลังจากนั้นจึงยกตัวอย่างต่อไปว่า “กฎของมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ว่า วิสัญญีแพทย์ต้องมีความรับผิดชอบในการทำ epidural block โดยอยู่ใกล้ชิดติดตามอาการเปลี่ยนแปลงอาการคนไข้ โดยไม่ปฏิบัติหน้าที่อื่นพร้อมกัน”

    31.อาจารย์จึง สรุป และกล่าวเป็นทางการว่า “การที่วิสัญญีแพทย์ ทำ epidural block แล้วไม่อยู่กับคนไข้ ออกไปรับภารกิจอื่น เป็นการแสดงถึงความไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ การละเลยต่อหลักวิชาการ ไม่คำนึงถึงชีวิตของผู้ป่วยซึ่งตนรับภาระไว้”

    “การละทิ้งคนไข้โดยไม่เห็นแก่ชีวิตของคน เป็นการผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔ ที่ระบุว่า ศักดิ์ศรีของมนุษย์ย่อมได้รับความคุ้มครอง”

    32.จบประเด็น อ.ประ พยานคนอื่นทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยที่กล่าวต่อจากนี้ แม้เป็นพยานฝ่าย โจทก์ ก็เบิกความในแง่มุมที่ต่างออกไป

    33.อ. ว (คณบดีฯ) เบิกความอธิบายต่อศาลว่า การวัดความดันโลหิต จะใช้คนวัดหรือเครื่องวัดก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นเครื่องวัดจะตั้งเวลาได้ และถ้าผิดปกติจะมีเสียงร้องได้

    34.อ. ส และ อ. ว อีกคน (อาจารย์จากรามาฯ) เบิกความในใจความคล้ายกันว่า (pulmonary embolism) เคยมีประสบการณ์ที่เจอกับตนเองมาบ้าง แม้จะมีรอดจริง แต่ก็คาดการณ์ไม่ได้

    รวมทั้งแม้ขณะที่เจอก็ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่า ผู้ป่วยรายนี้กำลังมีภาวะ pulmonary embolism ทำได้แต่สงสัยว่าจะเป็นเท่านั้น

    35.อ. ว (คนที่สอง) ยืนยันว่า
    “การรักษาคนไข้ ต้องทำงานเป็นทีม (ไม่ใช่แพทย์คนเดียว) เช่น ถ้าหากสูติแพทย์มีการคลอดฉุกเฉิน ทำให้ไม่อยู่ดูแลคนไข้รายนั้นได้ ก็จะมีพยาบาลอยู่ในห้องคลอดตลอดเวลา”

    และ

    “การดูแลคนไข้รอทำคลอด แพทย์จะต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่กับคนไข้ตลอดเวลา เว้นแต่กรณีคนไข้มีปัญหา”

    36.นอกจากพยานแล้ว ยังมีมติของแพทยสภา ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีการประชุมกันหลายครั้ง มีความเห็นค่อนข้างหลายทาง จนสุดท้าย แม้ตัดสินว่า แพทย์ไม่ผิด แต่ก็ไม่เป็นเอกฉันท์

    37.ศาลบอกว่า มติของแพทยสภา ศาลจะเพียงแค่หยิบมาประกอบการพิจารณาเท่านั้น

    39.จากข้อมูลของทั้งสองฝ่ายที่เล่ามา ศาลจึงสรุปว่า พยานหลักฐานของโจทก์ (ฝ่ายคนไข้) มีน้ำหนักน่ารับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย (ฝ่ายหมอ)

    และ

    ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ไม่ได้รักษามาตรฐานของการประกอบวิชาชีพเวชกรรมในระดับที่ดีที่สุด

    40.ดังนั้น การที่จำเลย (หมอวิสัญญี และหมอสูติฯ) ทอดทิ้งผู้ตายไปรักษาพยาบาลผู้ป่วยรายอื่นจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย

    ถือได้ว่า จำเลย กระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย

    จำเลยจึงต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์

    41.สรุปฎีกาพิพากษาแก้เป็น ให้สามีผู้ป่วย 2,800,000 บาท ให้ลูกทั้งสามคน คนละ 1,000,000 , 1,500,000 , 2,000,000 บาท ตามลำดับ

    42.ถือเป็นการ สิ้นสุด คดี “ความผิดปริศนา” ตาม ฎ.๗๖๓๔ /๒๕๕๔

    43. สุดท้าย อ.ประ เบิกความตอนหนึ่งว่า “ที่มาเป็นพยานศาล เพราะต้องการรักษาความเป็นธรรมในสังคม เพื่อให้เกิดเป็นที่ปรากฎเกียรติภูมิและเกียรติศักดิ์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยเฉพาะในระยะที่บรรดาแพทย์ทั้งหลายมีการศรัทธาใน ทรัพย์สินเงินทอง มากกว่า จิตและวิญญาณและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพของแพทย์ พยานจึงจะมาประสงค์ให้การในคดีนี้อย่างตรงไปตรงมา ตามหลักวิชาการและประสบการณ์ที่ได้รับมา”

    44.ข้อความบางส่วนของสำนวนระบุว่า “สำหรับนายแพทย์ประ…นั้น เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิสัญญี มีผลงานทางวิชาการมาก เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ”

    “ซึ่งจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ (หมอวิสัญญีและหมอสูติ) ก็จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล”

    “จึงไม่เชื่อว่า นายแพทย์ประ… จะมีอคติต่อจำเลยที่ ๓’’

    จากคุณ : oak
    เขียนเมื่อ : 5 ก.พ. 55 17:55:08 A:125.26.51.96 X: TicketID:146261

    อู้ยยยยกรูถูกใจจังฮู้!! ถูกใจให้เลีย : Thumb up 154 Thumb down 0
  • Mr.Green:

    เอาน่าคิดซะว่า เพื่อให้วงการหมอในเมืองไทยเพิ่มมาตรฐานขึ้น แต่คนไข้ก็ต้องรู้ไว้ด้วยว่า บ้านเราคนที่สามารถเป็นหมอได้มีน้อยเนื่องจาก ความสามารถของประชาชนและงบประมาณรัฐไม่พอ ดังนั้น บริการขั้นสูงก็เครื่องมือดี หมอที่นั่งเฝ้าขนไข้ได้ตามตำรา มันคือราคาค่าดูแลสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ถ้าจนก็เตรียมตัวไว้เลย ถ้ามีตังก็สบายใจได้ ประเทศที่เจริญแล้วค่าหมอค่ารักษาแพงหูฉี่อยู่แล้ว เราต้องทำให้ได้อย่างเค้า :mrgreen: อยากจะเจริญก็ต้องยอมจ่าย

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 5 Thumb down 3
  • aya:

    ผู้ป่วยเกิดอาการเหนื่อยแน่นหน้าอกขึ้นมาฉับพลัน*
    ผู้ป่วยเสียชีวิตจากภาวะมีน้ำคร่ำไปอุดตันในเส้นเลือด*
    เกิดจากมีน้ำคร่ำหลุดเข้าไปในเส้นเลือดของแม่ระหว่างการคลอด*
    ไม่สามารถป้องกันได้ทำนายอาการล่วงหน้าก็ยาก อาการจะเกิดขึ้นเฉียบพลัน*
    หลังจากหมอดมยา (วิสัญญีแพทย์) ทำการบล๊อคหลังให้ยาแก้ปวดแล้ว*
    แพทยน์ไม่ได้อยู่ดูอาการคนไข้ตลอดเวลา แต่เดินไปดูอาการของคนไข้เคสอื่นๆ ซึ่งถือว่าผิดมาตรฐาน*
    เทียบกับตำราแพทย์ต่างประเทศที่ระบุว่าต้องมีแพทย์คอยดูอาการคนไข้ตลอดเวลาหลังให้ยาแก้ปวด!!*
    ………………………………………………………………………………………………………………………..
    อ่ะนะ เราว่ามันเป็นอุบัติเหตุที่ยากเกินจะคาดเดา แต่ถ้าแพทย์ละเลยต่อหน้าที่จริงก็คงต้องไปนั่งสำนึกผิดเอง
    แต่จะว่าไป การเสียชีวิตขณะตั้งครรภ์ หรือขณะคลอดก็เกิดขึ้นได้ ไม่รู้ใครถูก ใครผิด คนตายลุกขึ้นมาตอบไม่ได้
    เราก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ก็คงต้องตามดราม่าต่อไป *-*

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 2 Thumb down 1
  • Lunae:

    ถ้าฝั่งหมอจ้างPhoenix Wrigthมาเป็นทนายอาจจะชนะก็ได้นะ ตอนเห็นข่าวนี้ในM2Fก็รู้สึกว่าสามีคนไข้ไม่ได้อยากได้เงินหรอก แต่อยากได้คำอธิบายที่โรงพยาบาลอาจจะทำได้ไม่ดีพอเมื่อสิบหกปีก่อน เลยต้องฟ้องร้องกันนานขนาดนี้ ยังกะในเรื่องCode Blueแน่ะ

    ว่าแต่ดอกเบี้ยนี่นับตั้งแต่เริ่มพิพากษาศาลชั้นต้นรึเปล่า จำได้ว่าศาลตัดสินให้ชดเชยไม่กี่ล้าน แต่รวมดอกเบี้ยแล้วปาเข้าไปสิบหกล้าน แบบนี้ก็น่าสงสารนะ แต่สงสารพ่อแม่เด็กช่างกลที่ดันไปยิงคู่อริตายน่ะ ต้องใช้หนี้แทนลูกทรพีที่หนีคดีไปไหนไม่รู้จนหัวโตเลย :evil:

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 0
  • เออนะ...:

    แมร่ง… โชคดีที่กุไม่มีผัว ไม่ต้องไปลุ้นว่าตอนเบ่งลูกว่ากุจะตายห่าเพราะหมอกลัวติดคุกหรือเปล่า ?!

    หลังๆมานี่หมอชุมชนแทบจะรักษาแบบนั่งกินหมูอยู่แล้ว พ่องกุไปถอนฟันมันไม่ยอมถอนให้เพราะมันไม่เชื่อว่าพ่อกุค่าเบาหวานไม่เกินจุดเสี่ยง ร้อนถึงกุต้องแหกรถเปลืองน้ำมันไปเอาสมุดบันทึกสุขภาพพ่อกุไปอวดหมอ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถอนฟังเพราะพ่อกุดันตื่นเต้นความดันพุ่งปรี๊ด หมอเลยเลิกถอนฟัน แถมยังเสือกแนะพ่อกุว่าไปถอนฟันที่คลีนิคสิไป๊!! ห่า… กุวิ่งรถตั้งหลายรอด เซ็งจริงๆ (กุบ่นไปงั้นแหละ!)

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 4 Thumb down 8
  • ยาม อีก รพ.:

    @ แสรดดด:
    :x :x

    เพราะโรงงาน/ตึกราบ้านช่อง มันเป็นสิ่งของ ผ่านการออกแบบโดยมนุษย์ คือวิศวกร ซึ่งมีพิมพ์เขียวในมือ คนที่ควรรับผิดชอบคือวิศวกร ไม่ใช่ช่างประจำโรงงาน ที่ไม่ได้รู้ แปลนตั้งแต่ต้น

    แต่ร่างกายมนุษย์ ออกแบบโดยพระเจ้า พิมพ์เขียวก็อยู่ในมือท่าน แพทย์เป็นเพียง”ช่าง”ที่ได้แต่เอาข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่มี + การวางแผนรับมือ คนไข้ที่มีจำนวนไม่สมดุลกับหมออย่างยิ่ง แล้วก็เดาว่า “พิมพ์เขียวของพระเจ้า” จะออกมาเป็นยังไง

    แล้วใน case นี้ สิ่งที่เกิดคือ Amniotic emboli ซึ่งก็ตามที่จ่าว่า ว่าเป็นฝันร้าย ทีเดียว เพราะคาดเดาไม่ได้ ถึงรู้ก็แก้ที่สาเหตุไม่ได้ นั่นแหละ

    หึหึหึ … :smile:

    บีบคั้นกันมากๆ ที่สุดแล้ววงการแพทย์ก็จะมีภูมิคุ้มกัน หาหนทางป้องกันตัวร่วมกันในที่สุด เพราะไม่มีใครที่ประเสริฐจนยอมช่วยคนทั้งๆที่รู้ว่าต้องติดคุกแน่นอน

    คราวนี้ ก็เป็นตาของ ผู้รับบริการแล้วครับ โทษตัวเองเถอะนะ ถ้าวันนึงต้องไป ออ หน้า รพ.จังหวัด เพราะต่อคิวคลอด จนต้องคลอดที่ลานจอดรถ รพ. เพราะรอไม่ไหว

    อ้อ !! ทุกวันนี้คนเรียน สูติ น้อยลงๆ ทุกปีๆ เตรียมใจกันให้ดีๆนะครับ ชาวไทย หึหึหึ… :cool:

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 10 Thumb down 5
  • ^UsAkI^:

    FlashRoyal wrote:

    อีกหน่อยญาติๆพวกคุณป่วยแล้วหมอไม่มารักษา แล้วจะรู้สึก

    เดี๋ยวรักษาแล้วตายห่าโดนฟ้องอีกงั้นก็ปล่อยๆแม่งตายไปเลยแล้วกัน

    เออ ญาติเรานี่แหล่ะป่วย แล้วหมอไม่ยอมรักษา ไล่กลับไปกินน้ำเกลือ วันถัดญาติเลยเสียเลยไง

    ไอ้หมอที่ไม่ยอมรักษามีหน้าพูดด้วยว่า อ้าวเมื่อวานไม่เห็นเป็นอะไรเลย วันนี้ทำไมตายแล้วล่ะ กวนตีนสาดดด

    จะฟ้องญาติคนก็ก็ไม่ยอมฟ้อง เพราะต้องเก็บศพไว้พิสูจน์อีกนาน

    เพื่อนเราที่เป็นหมอก็มี มัวแต่ห่วงคุยโทรศัพท์เล่นหุ้นตอนผ่าตัด ทำคนไข้ตาย แล้วบอกกับญาติคนไข้ว่าพยามสุดความสามารถแล้ว แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ

    แต่เอามาคุยในหมู่เพื่อนว่ามัวแต่ห่วงหุ้นมากไปหน่อยเลยทำคนไข้ตาย สาดดดดดด

    แน่ใจเร๊อะว่าไอ้หมอที่ทำคนไข้ตายรายนี้ไม่ได้ประมาทเหมือนๆกับคนที่เราเจอมา

    หมอเลวๆน่ะมีจริง คุณไม่เคยเจอ แต่ใช่ว่าจะไม่มี

    อู้ยยยยกรูถูกใจจังฮู้!! ถูกใจให้เลีย : Thumb up 52 Thumb down 5
  • ยาม อีก รพ.:

    @ Mr.Green:
    ผมว่าถึงมีตังค์ก็ใช่ว่าจะได้ครับ หมอเวรต่อคืนนึงมีน้อย คนจะคลอดไม่ได้มีคนเดียว ขืนเฝ้า หมอ : คนไข้ 1:1 แล้วตาเมียคุณคลอด หมอเกิดหมด ต้องกลั้นไปต่อคิวคลอดวันอื่น เจ็บท้องทนรอได้ปะหละ :evil:

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 10 Thumb down 1
  • ไม่ซึนเดเระ:

    รอมาซักพัก นึกว่าจ่าจะไม่ลงซะแล้วว

    เมื่อก่อน เคสผ่าไส้ติ่งรพ.ชุมชนถูกฟ้อง เพราะ หมอที่ดมยาไม่ได้จบเฉพาะทางมา

    จนปัจจุบัน ไม่มีรพชุมชนไหน ผ่าไส้ติ่ง ทั้งๆที่แพทย์จบไปสามารถทำได้ แต่รพเหล่านั้นไม่มีหมอดมยา…..

    เมื่อมีเคสไส้ติ่งอักเสบมา ถูกส่งต่อไปรพ.จังหวัด … ซึ่งมีเคสมากมาย มีที่ต้องผ่าตัดด่วนกว่า รุนแรงกว่า

    ทำให้เคสไส้ติ่ง ต้องรอไปก่อน… บางเคสรอจนไส้ติ่งแตก

    ญาติโวยวาย บอกหมอไปมัวทำอะไรอยู่..รพ.ทำงานล่าช้า…

    มองอยู่เพียงมุมเดียว…แล้วก้ฟ้องร้อง

    ……………………………………

    มาถึงเคสนี้

    อีกหน่อย หมอสูติที่จัดเปนสาขาขาดแคลนอยู่แล้ว … คงกลายเปนโคตรขาดแคลน

    ความเสี่ยงสูง …. สถิติฟ้องมาก…โอกาสคนไข้ตายสูง(ทั้งๆที่หมอดูแลดีที่สุดอยู่แล้ว ..ไม่มีหมอคนไหนอยากให้คนไข้ตายหรอก)

    ผลเสียที่เกิด คงตกอยู่ที่ประชาชนเหล่านี้นั่นเอง

    อนาคต …. คงต้องไปฟ้องหมอตำแยแทน :mrgreen:

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 15 Thumb down 2
  • Wiwi version 1.0:

    มีคนสรุปให้ก็ดี แต่ในข้อที่ 37 ศาลให้ความเห็นว่า มติของแพทยสภา ไม่ใช่กฎหมาย (จริงๆแล้วน่าจะใช้ว่า ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้มากกว่า) แค่นำมาประกอบการพิจารณาเฉยๆ ที่คดีมันพลิกเพราะพยานโจทก์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ
    กูก็ยกตัวอย่างไปแล้วว่าจะเอาหมอจบ ป.ตรี มาเบิกความสู้ หมอที่จบมาเฉพาะทางในการวางยาหรือวิสัญญีแพทย์ได้เหรอ

    มึงต้องเข้าใจว่าศาลไม่มีความรู้ทางการแพทย์แต่ศาลก็ต้องศึกษาอบรมในศัพท์ทางการแพทย์เหมือนกัน
    และศาลก็จะตัดสินโดยฟังจากพยานซึ่งก็คือพวกมึงก็คือหมอไง
    ในคดีนี้อาจารย์หมอแกฟันธงมาเลยว่าหลักการวางยาเป็นยังไง แถมแกเองเป็นคนที่ริเริ่มทำด้วย
    แถมเสือกถือหุ้นในโรงพยาบาลที่ถูกฟ้องด้วย กรณีนี้ถือว่าคำให้การของพยานปากนี้ถ้าให้การเข้าข้างโจทก์จะมีน้ำหนักมากๆ (เพราะอาจารย์แกดันให้การเป็นปฏิปักษ์กับโรงพยาบาลที่ตัวเองถือหุ้นอยู่)
    แต่ถ้าให้การเข้าข้างจำเลยน้ำหนักจะน้อยลงเพราะแกถือหุ้นโรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 ด้วย

    นี่คือวิธีการชั่งน้ำหนักพยาน ทนายจำเลยก็หน้าหงายสิ เจอพยานผู้เชี่ยวชาญที่จะมีผลต่อรูปคดี แต่ไม่วายไม่คิดที่จะหาอะไรมาหักล้างน้ำหนักของพยานปากนี้เลย เมื่อทนายจำเลยอ้ำๆอึ้งไม่ทำลายน้ำหนักพยานปากนี้ มึงก็แพ้อย่างที่เห็นนี่แหละ
    บางคนบอกว่าทำไมถึงโทษทนาย ไม่โทษทนายได้ไงวะในเมื่อทนายมีส่วนทำให้คดีแพ้หรือชนะได้ถึง 80% (วงการนี้แม่งเขี้ยวลากดิน)
    คดีนี้ทนายจำเลยไม่ทันเกมทนายโจทก์ กูว่าเผลอๆทนายโจทก์มีเพื่อนเป็นหมอรึเปล่าวะหาพยานมานำสืบได้สุดตีน อย่าว่าแต่ศาลเลย
    กูอ่านคำพิพากษาจบกูยังไม่รู้เลยว่าจะทำยังไงให้หมอรอดในเมื่อ พยานหลักฐานแม่งชัดเสียขนาดนั้น ศาลก็ต้องตัดสินไปตามนั้นจะมาอ้อมแอ้มเอาใจหมอไม่ได้

    กูอยากให้หมอหลายๆคนไปลงเรียนนิติบ้างจะได้อ่านคำพิพากษาเป็นจะได้รู้ปัญหาและวิธีแก้ไขปัญหาไม่ใช่ ออกประกาศมาแดกดันศาลอย่างที่มึงทำกันอยู่เนี่ย :???:

    อู้ยยยยกรูถูกใจจังฮู้!! ถูกใจให้เลีย : Thumb up 49 Thumb down 3
  • แวะผ่านมาเสพ:

    @ Kassy:
    ได้อ่านแบบนี้ค่อยเข้าใจขึ้นมาหน่อย :|
    ไอ้ที่เถียงกันในกระทู้มันไร้สาระเกินเข้าใจ :cry:

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 3 Thumb down 0
  • ฟังกุหน่อยเซ้:

    เออนะ… wrote:

    แมร่ง… โชคดีที่กุไม่มีผัว ไม่ต้องไปลุ้นว่าตอนเบ่งลูกว่ากุจะตายห่าเพราะหมอกลัวติดคุกหรือเปล่า ?!

    หลังๆมานี่หมอชุมชนแทบจะรักษาแบบนั่งกินหมูอยู่แล้ว พ่องกุไปถอนฟันมันไม่ยอมถอนให้เพราะมันไม่เชื่อว่าพ่อกุค่าเบาหวานไม่เกินจุดเสี่ยง ร้อนถึงกุต้องแหกรถเปลืองน้ำมันไปเอาสมุดบันทึกสุขภาพพ่อกุไปอวดหมอ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถอนฟังเพราะพ่อกุดันตื่นเต้นความดันพุ่งปรี๊ด หมอเลยเลิกถอนฟัน แถมยังเสือกแนะพ่อกุว่าไปถอนฟันที่คลีนิคสิไป๊!! ห่า… กุวิ่งรถตั้งหลายรอด เซ็งจริงๆ (กุบ่นไปงั้นแหละ!)

    ถอนฟันมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ชิลๆนะครับ ถ้าคนไข้มีโรคประจำตัวที่มันเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน ใครมันจะไปกล้าถอน
    ไม่ได้ว่าคนไข้ไม่ดีหรอก แต่ถ้าผลตรวจมันไม่มั่นใจ ใครจะกล้าลงมือกับของที่มันเสี่ยงชีวิต คนเป็นเบาหวานนี่ติดเชื้อง่ายนะครับ ถ้าถอนฟันให้แล้วแผลไม่หาย แถมติดเชื้อแทรกซ้อนอีก อันนี้ถึงตายนะครับ ถ้าเกิดขึ้นแล้วมันเสียมากกว่าอีก
    แล้วก็เรื่องความดัน ถ้าความดันสูงๆ มันจะไปหยุดเลือดจากแผลถอนฟันได้ไง เลือดไหลไม่หยุดก็ได้ตายกันพอดี คงไม่อยากให้เกิดใช่มั้ย หมอเค้าเลยเลิกถอนไงเพราะมันอันตราย
    แต่ที่หมอมันไล่ให้ไปถอนที่คลินิกก็เกรียนเกิน อันนี้น่าด่า ยอมรับ

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 14 Thumb down 0
  • แอบอยู่ในความมืด:

    โดยเบื้องต้น อาชีพหมอก็แบกรับความเสี่ยงอยู่แล้ว
    และเป็นอาชีพที่ก้ำกึ่งระหว่างการรักษาอย่างเต็มที่กับรักษาตามแบบแผนไปเรื่อย มีหมอที่ทุ่มเทเพื่อคนไข้(ตามเวลาและความสามารถอำนวย)ซึ่งก็น่ายกย่องดี แต่ก็มีหมออีกประเภทหนึ่งที่นิยามคำว่าเต็มที่คือทำตามที่กฏหมายหรือขั้นตอนทางการแพทย์กำหนดไปงั้นๆ พูดตรงๆ คือรักษาแบบขอไปที ความเศร้ามันอยู่ตรงที่เราไม่อาจจำแนกหมอทั้งสองประเภทออกจากกันอย่างชัดเจนได้ ไม่มีทางรู้ว่าหมอประมาทเพราะเกิดเหตุคาดไม่ถึงหรือเพราะคิดน้อย อย่างเคสนี้ มีเปอร์เซ็นต์ว่าจะเกิดขึ้น 77 ในล้าน ซึ่งก็แปลว่าคนไข้ที่อยู่ตรงหน้าอาจจะเป็นก็ได้หรือไม่เป็นก็ได้ แต่กลับคิดไปแล้วว่า ‘คงไม่มีอะไร’ แล้วไปทำอย่างอื่น แล้วบังเอิญซวย คนไข้เกิดเป็นหนึ่งใน 77 คนนั้น

    ผมเคยคุยกับหมอ ข้อจำกัดของหมออยู่ที่ต้องทำเวลา (รักษาคนไข้ให้ได้มากที่สุดในเวลาทำงาน) ต้องคิดเร็วตัดสินใจเร็ว ไม่มีเวลามาโอ้เอ้รอคนไข้ทีละคน ผมเข้าใจเขา หมอในประเทศเรามีน้อย หมอกากๆ ก็เสือกเยอะอีก (ในแง่กิริยามารยาท มีหมอส่วนหนึ่งคิดว่าตัวเองเป็นพระผู้ช่วยให้รอด คนไข้ต้องก้มกราบขอร้องให้เขาช่วยเหลือ) ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หมอในเคสนี้จะละเลยความเป็นไปได้ 77 ในล้าน

    ผมคิดว่าหมอส่วนใหญ่ที่ต้องทำยอดคนไข้จนชาชินมักจะลืมไปว่า คนไข้ที่อยู่ตรงหน้า ณ เวลานี้คือคนที่คุณต้องรอบคอบกับเขามากที่สุด ผมเข้าใจว่า 77 ในล้านมันน้อยมาก น้อยจน ‘เผลอ’ คิดว่ามันคงไม่เกิดขึ้นกับเรา แล้วยังไง? มันเกิดขึ้นแล้วหมอจะบอกว่าตัวเองเต็มที่แล้ว…สุดความสามารถแล้ว กล้าพูดเหรอว่าตัวเองไม่ได้ประมาท?

    หมอที่ออกมาเรียกร้องว่าในอนาคตจะมีหมอไม่อยากทำคลอดมากขึ้นเพราะต้องแบกรับความเสี่ยง คือผมก็อยากจะบอกหมอพวกนั้นว่า “มึงคิดว่าที่ผ่านมามึงทำงานโดยไม่เคยแบกรับความเสี่ยงเลยรึไง?” ประเด็นคือไม่มีใครในโลกนอกจากตัวหมอเองว่าคุณเต็มที่กับคนไข้มากแค่ไหน สุดความสามารถจริงเหรอ ห่วงคนไข้ประหนึ่งเป็นบุพการีเลยรึเปล่า ที่พวกมึงเรียกร้องคือ “ต่อให้กูรักษาแล้วแม่งตาย กูก็ไม่รับผิดชอบ” เอิ่ม…ถ้ามึงเป็นหมอแล้วไม่อยากรับผิดชอบเหี้ยอะไรเลย กูว่ามึงเลิกเป็นหมอเหอะ ผมคิดว่าถ้าหมอเต็มที่กับคนไข้จริงๆ คงไม่มานั่งคิดหรอกว่าถ้าคนไข้ตายตัวเองจะซวย แต่หมอส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้ซะด้วย หมอก็คน หมอก็ไม่อยากติดคุก ผมเข้าใจ แต่คุณเป็นหมอนี่นา

    ในเมื่อคุณเลือกเดินทางสายนี้ด้วยตัวเองแล้ว คุณจะเลือกรับแต่ประโยชน์ แต่ไม่ยอมแบกรับความรับผิดชอบอย่างนั้นเหรอ?

    เพราะมันยาก คนจึงยกมือไหว้คนเป็นหมอ เช่นเดียวกับอาชีพครูและอาชีพซึ่งแบกรับอนาคตของชาติอื่นๆ(ที่จริงนักการเมืองก็ถูกนับเป็นอาชีพที่คนทั่วไปไหว้…แต่นั่นคงเป็นเรื่องที่โคตรนานมาแล้ว) ทุกครั้งที่คนไข้ไหว้คุณ คุณคิดว่าพวกเขาไหว้เพราะคุณประกอบอาชีพตรวจรักษาคน หรือไหว้เพราะไว้ใจว่าคุณจะรักษาเขาอย่างเต็มที่กันแน่?

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 6 Thumb down 5
  • Sp:

    เคสนี้ถ้าร.พ.อธิบายดีๆเรื่องก็จบตั้งแต่ 16 ปีก่อนแล้ว เงินที่ได้ญาติคนไข้ประกาศไปแล้วนี่ครับว่าจะบริจาคทั้งหมดน่ะ

    เคยอ่านเจอในหนังสือเล่มนึงเค้าบอกว่าสาเหตุใหญ่ที่คนไข้ฟ้องหมอเพราะหมอไม่ให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับคนไข้นี่ล่ะ เคสนี้ก็ชัดกันอยู่ล่ะนะ

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 9 Thumb down 3
  • ตามมาจากเวบนู้น:

    เออนะ… wrote:

    แมร่ง… โชคดีที่กุไม่มีผัว ไม่ต้องไปลุ้นว่าตอนเบ่งลูกว่ากุจะตายห่าเพราะหมอกลัวติดคุกหรือเปล่า ?!
    หลังๆมานี่หมอชุมชนแทบจะรักษาแบบนั่งกินหมูอยู่แล้ว พ่องกุไปถอนฟันมันไม่ยอมถอนให้เพราะมันไม่เชื่อว่าพ่อกุค่าเบาหวานไม่เกินจุดเสี่ยง ร้อนถึงกุต้องแหกรถเปลืองน้ำมันไปเอาสมุดบันทึกสุขภาพพ่อกุไปอวดหมอ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถอนฟังเพราะพ่อกุดันตื่นเต้นความดันพุ่งปรี๊ด หมอเลยเลิกถอนฟัน แถมยังเสือกแนะพ่อกุว่าไปถอนฟันที่คลีนิคสิไป๊!! ห่า… กุวิ่งรถตั้งหลายรอด เซ็งจริงๆ (กุบ่นไปงั้นแหละ!)

    จับแพะชนแกะได้มั่วอีก หมอฟันเค้าเห็นความดันขึ้นเกินปกติ เค้าก็ไม่กล้าจะเสี่ยงต่อแล้ว ห้องฟันที่ไหนจะมียาลดความดันให้ ลองเอาความดันทีบอกว่าขึ้นไปเจอกับหมออายรุกรรมดิ จะได้ถูกทาง
    ผ่าตัดอะไรก็ช่าง คนไข้มีโรคเยอะเสี่ยงสูงกว่าปกติ เค้าก็ต้องให้ไปควบคุมให้ดีก่อนผ่าอยู่แล้ว เค้าคำนึงความปลอดภัยทั้งสองฝ่าย
    ไม่ใช่อู้งาน นั่งกินหมูนะจ๊ะ

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 9 Thumb down 0
  • Edinger:

    นอกเรื่องหน่อยว่ะ กุเห็นพวกมรึงคุยกันมันยิ่งตอกย้ำความคิดกุบางอย่าง

    เมื่อก่อนนี้พ่อแม่กุอยากให้เรียนหมอเพราะจะได้มีคนนับหน้าถือตา สมัยก่อนคนไข้ญาติคนไข้ยกมือถ่วมหัวสวัสดีหมอไปไหนมาไหนก็มีแต่คนทักทายด้วยความเคารพ ทำผิดเหี้ยไรไม่ค่อยมีใครฟ้องหรอก เพราะมองว่าหมอคือผู้ให้ชีวิต จะเป็นจะตายก็อยู่ที่หมออ่ะแหละ

    แต่สิ่งที่กุเห็นในสมัยนี้มันต่างจากที่พ่อแม่กุเล่าให้ฟังเยอะเลยว่ะ กุนั่งวินมอไซค์เข้าบ้าน ลุงวินถามว่ากุเรียนไร กุบอกเรียนหมอคับ แมร่งเค้าบอกกุว่า เมื่อก่อนคนเคารพหมอเยอะ เดี๋ยวนี้นะเค้าไม่เกรงใจหรอกหมออ่ะ เพราะเค้ามองว่ามันก็คืออาชีพการให้บริการอย่างนึง เค้าบอกว่าเค้าเสียเงิน(รักษารพ.เอกชนไม่ชอบรพ.รัฐเพราะรอนาน)เค้าต้องการให้มันได้อย่างที่เค้าต้องการ (เยี่ยม !!) หมอได้เงินเค้าได้สุขภาพที่ดี ไม่ได้มีบุญคุณหลงเหลือต่อกัน เค้าบอกว่าเดี๋ยวนี้มันมีแต่หมอที่คิดแต่ผลกำไรเท่านั้นแหละ กุก็สะอึก(อ้าว!! กุก็คนนะ กินข้าวนะโว้ย) พอนึกดีๆ ไหนพ่อแม่กุบอกว่าอาชีพนี้คนเคารพไง = =

    แต่ก็ช่างแม่งเหอะ ใครจะมองว่าเป็นหมอเชิงพาณิชย์ก็ช่าง กุบอกให้เลยหมอมันอยากได้เงินเยอะๆก็จิง แต่มันก็อยากให้คนไข้หายไม่ตายห่าทั้งนั้นแหละ เพราะมันมีความสุขนะโว้ย สุขจากที่มึงไม่ตายแล้วกุไม่โดนฟ้อง สุขจากที่มึงหายแล้วยกมือไหว้ขอบคุณกุตอนกลับบ้าน สุขตอนที่กุเห็นว่าความรู้ที่กุเรียนมามันมหัศจรรย์รักษาพวกมึงได้จิง นี่แหละความสุขของพวกกุ เวลาโดนฟ้องพวกกุถึงเจ็บปวด ไม่ใช่อะไรหรอก กุไม่มีเงินจ่าย กุขายขี้หน้า แล้วอีป้าที่ไหนจะมารักษากับกูต่อหล่ะจ๊ะตัวเทอว์

    อู้ยยยยกรูถูกใจจังฮู้!! ถูกใจให้เลีย : Thumb up 28 Thumb down 4
  • โชคดีที่ไม่ได้เป็นหมอ:

    27.แต่ศาลฎีกาบอกว่า อัตราตาย 80% แปลว่ามีอัตรารอด 20% ซึ่งถ้าอยู่ใกล้ชิดตลอด สามารถแก้ไขให้การรักษาได้;คหสต. แสดงว่า80%ที่ตายนี่ศาลคิดว่าเค้าไม่ได้มีแพทย์อยู่ด้วยตลอดใช่มั้ย?? ถึงมีแพทย์อยู่ด้วยตลอดก็ใช่ว่าจะช่วยได้หมดหรอกนะ

    สุดท้าย อ.ประ เบิกความตอนหนึ่งว่า “ที่มาเป็นพยานศาล เพราะต้องการรักษาความเป็นธรรมในสังคม เพื่อให้เกิดเป็นที่ปรากฎเกียรติภูมิและเกียรติศักดิ์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยเฉพาะในระยะที่บรรดาแพทย์ทั้งหลายมีการศรัทธาใน ทรัพย์สินเงินทอง มากกว่า จิตและวิญญาณและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพของแพทย์ พยานจึงจะมาประสงค์ให้การในคดีนี้อย่างตรงไปตรงมา ตามหลักวิชาการและประสบการณ์ที่ได้รับมา” like ;-)

    เท่าที่อ่านมา คดีนี้น่าจะเพื่อเป็นคดีตัวอย่าง ไม่ได้จะเพื่อทำร้ายใคร แต่แอบสงสัยว่าพยาบาลที่เฝ้าคนไข้ ไม่ต้องรับผิดชอบร่วมเรอะ เรื่องวัดBPเนี่ย

    แต่สงสัยว่า ถ้าต่อไป เคสคลอดต้องมีหมออยู่ด้วยตลอดเวลา เคสดมยา หมอดมยาต้องอยู่ด้วยตลอดเวลา แล้วโรงบาลชุมชนจะทำยังไง แล้วถ้ามีเคสฉุกเฉินพร้อมกันเยอะๆจะต้องทำยังไง ในเมื่อหมอในประเทศไทยมีไม่เพียงพออยู่แล้ว อย่าว่าแต่โรงบาลชุมชนเลย โรงบาลจังหวัดยิ่งแย่เถอะ ประเทศไทย มองไม่เห็นทางออกจริงๆ

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 8 Thumb down 0
  • ++:

    ใครถูกผิดคงไม่เถียง แต่สงสัยต่อไปคนเป็นหมอจะลาออกเพิ่มขึ้นแน่ๆ ที่ขาดอยู่แล้วก็ยิ่งขาดไปกันใหญ่ จบมาเท่าไรก็ลาออกหมด

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 0
  • :):

    แค่ no one คนนึงในบอร์ด wrote:

    สงสัยอนาคต คงต้องให้แพทย์สาขาที่ขาดแคลน มานั่งเฝ้ามอนิเตอร์ไว้ตลอดคนนึงหละมั้งเนี่ย จะได้เ้ฝ้าได้ทีละหลายคน

    เฮ้ยไม่ได้เว้ย มอนิเตอร์เห็นอาการผิดปกติจริง แต่เสือกวิ่งไปไม่ทันอ่ะดิ :evil: :evil: :evil:

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 9 Thumb down 0
  • ตามมาจากเวบนู้น:

    ต่างกันนิดๆ ไปไหนไม่เคยบอกว่าทำงานไร ใครถามก็บอกว่าเรียนปโทตลอด
    เรื่องเชิงพานิชย์ ไม่สนเท่าไรแล้ว หมอก็คนต้องกินต้องใช้ ไม่ได้มีอิ่มทิพย์ได้ บ้านก็ต้องซื้อ รถก็ต้องมีใช้เหมือนคนทั่วไป อยู่เวรก็หิวเป็น ง่วงเป็น เช้ามาทำงานต่อ
    จะมาให้อยู่กันแบบคนเหล็กนานๆ ใครมันจะไหว
    ไอ่พวกดีแต่ว่าหมอ ลองจับมานั่ง ER รพ สักที่ ไม่เกิน 1 ชม ก็ซี๊หมด
    CPR พร้อมกันสามเตียง BP drop อีกสองนอนใกล้ๆ ต้องแทง line อีก
    ไว้เจอแบบนี้แล้วจะรู้สึก ว่ามันแยกร่างได้ทำไปนานแล้ว

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 6 Thumb down 1
  • แฟนคลับจ่า:

    เฮ้อ wrote:

    แฟนคลับจ่า wrote:
    acer55 wrote:
    แฟนคลับจ่า wrote:
    กรูกะแล้วว่าจ่าต้องสรุปเอียง
    ลองเนื้อเรื่องเป็นวิศวะสร้างตึกแล้วอยู่ๆตึกฟังลงมาเพราะสาเหตุที่ป้องกันไม่ได้ดิ (กรูสมมตินะ) รับรองว่าเราจะได้เห็นจ่าเขียนสรุปอีกแบบนึง
    ที่ตึกพังเพราะ มันคำนวนออกมาไม่ดีไม่ใช่หรอ กรณีของแพทย์ มันเป็นความน่าจะเป็นนิหว่า มึงไม่มีเพื่อน ญาติ พี่น้อง เป็นหมอ มึงไม่รู้หรอก
    เหยดดดดด ขนาดกรูสมมติ มรึงยังบอกว่ามันคำนวณออกมาไม่ดี เอาเคสไหนมาพูดวะเนี่ย กรูบอกว่ากรูสมมติ
    งั้นกรูขอสมมติใหม่นะ
    สมมติว่ามีคนเมายาบ้าจี้เด็กเป็นตัวประกัน ตำรวจพยายามช่วยตามหลักการช่วยเหลือตัวประกันทุกอย่างแล้ว แต่ช่วยไม่ได้ ปรากฎว่าเด็กตาย
    กูทายเลยว่าพวกที่เข้าข้างหมอในดราม่าเนี้ยะ จำนวนไม่น้อยที่จะต้องด่าตำรวจ
    ปูลู กรูสมมตินะเว้ย พวกมรึงอย่าคิดจริงจังขนาดนั้นดิวะ

    แล้วตำรวจมันต้องจ่าย10ล้าน หรือติดคุกหรือเปล่าล่ะ ไอ้ควาย
    ของอย่างนี้แมร่งยังเอาไปเทียบอีก

    มรึงอ่ะดิกากควาย ด่ากรูก่อนนะไอ้สัตว์

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 2 Thumb down 12
  • หมอ:

    @ Wiwi version 1.0:
    ควาย บอกให้มองมุมผู้ป่วย เคยไหมที่มึงจะมามองมุมกูบ้างมั้ย ถ้าจะเข้าใจก็เข้าใจสองด้านสิวะ หมอน่ะงานหนักอยู่แล้วโดยระบบสาสุขห่วยๆ จนลาออกไปเอกชนเท่าไหร่ กูยังไม่เคยคิดจะลาออกเพราะกูยังยึดถือแนวทางตามพระบิดามาตลอด ตอนนี้จากกระทู้ดูถุก ราวกับไม่เคยนึกถึงน้ำใจกันเวลาหายป่วย กูเริ่มนึกแล้วจริงๆว่า ถ้ากูจะต้องมาเป็นคนดี แล้วโดนคนไข้และญาติ abuse ตลอดเวลา ให้มาทันใจ ไม่งั้นจะร้องเรียน ให้ช่วยมาดูด่วน ไม่งั้นจะเขียนบันทึกรายงาน
    กูถามหน่อยเถอะ กูพยายามจนเต็มที่และไม่เคยว่าง พวกมึงร้องเรียนว่ากูควรเสียสละ ควรรับผิดชอบ
    ถามเหอะว่าญาติและผู้ป่วยก็ต้องมีบทบาทรับผิดชอบหน้าที่ของญาติและผู้ป่วยที่ดีด้วยรึเปล่า เอะอะมึงก็บอกต้องเสียสละ ต้องเป็นคนดี มึงทำเป็นไม่รู้หรือว่าปัจจัยส่วนหนึ่งอาจเป็นหลายประเด็นที่แก้ไม่ได้ แล้วเวลาเกิดอะไรขึ้น ไอ้หมอมันเหี้ย แม่งไม่ดีเอง พวกกูไม่เกี่ยว
    กูคิดว่าการมองปัจจัยรอบด้านเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าอยากให้พวกมึงกับกูอยู่ด้วยกันได้ในสังคมที่แม่งเห้ลงทุกวันแบบนี้
    ถามอีกคำ ทำไมแต่ก่อน เราไม่เคยมีปัญหากันวะ เราคุยกันด้วยดีและเข้าใจกัน อะไรที่มันเปลี่ยนพวกเราไป

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 8 Thumb down 9
  • dead-kung:

    มีข้อสงสัยว่ะ……

    1 หมอไปไหนมาไม่มีระบุ 16ปีก่อนการบล็อคหลังไม่เยอะมาก ถือเป็นของใหม่เลยก็ว่าได้การจะทิ้งคนไข้ไปเฉยๆแปลว่่าต้องมีเคสด่วนไม่ก็….เคสเส้นใหญ่ แต่ไม่มีการระบุตรงจุดนี้

    2 คนจัดคิวเคสทำไมไม่พูดถึง……ปกติแล้วหมอไม่จัดคิวคนไข้เองแน่อย่างน้อยๆก็ไม่ใช่กับโรงบาลใหญ่ๆล่ะ แล้วทำไมจัดคิวชนกัน….แล้วไปชนกับเคสไหน

    สงสัยอยู่2ข้อ คาดว่าหมอคงทำตามคิวที่จัดไว้แหละ แต่สงสัยว่าใครจัดคิวหรือเกิดอะไรขึ้น

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 8 Thumb down 0
  • แฟนคลับจ่า:

    Kassy wrote:

    29.อ.ประ กล่าวต่อ “หายใจไม่ออกก็ไม่ได้บันทึกไว้ การใส่ท่อช่วยหายใจก็ไม่ได้บันทึกไว้ การฉีดยาเพื่อจะเพิ่มความดันโลหิตตกไม่ได้บันทึกไว้ แสดงถึงบุคลิกภาพของวิสัญญีแพทย์นี้ ไม่มีความรับผิดชอบและละเลยต่อสิ่งที่จำเป็นยิ่ง”

    30.หลังจากนั้นจึงยกตัวอย่างต่อไปว่า “กฎของมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ว่า วิสัญญีแพทย์ต้องมีความรับผิดชอบในการทำ epidural block โดยอยู่ใกล้ชิดติดตามอาการเปลี่ยนแปลงอาการคนไข้ โดยไม่ปฏิบัติหน้าที่อื่นพร้อมกัน”

    31.อาจารย์จึง สรุป และกล่าวเป็นทางการว่า “การที่วิสัญญีแพทย์ ทำ epidural block แล้วไม่อยู่กับคนไข้ ออกไปรับภารกิจอื่น เป็นการแสดงถึงความไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ การละเลยต่อหลักวิชาการ ไม่คำนึงถึงชีวิตของผู้ป่วยซึ่งตนรับภาระไว้”

    สุดยอดเลยครับบบ ทีนี้พวกเข้าข้างไม่ลืมหูลืมตาจะได้ตาสว่างขึ้นมาบ้าง ;-) ;-) ;-)

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 13 Thumb down 4
  • หื่นคุง:

    ไม่มีใครบอกว่าหมอจะไม่รับความเสี่ยงเลยนิหว่า
    แค่หมอออกมาบอกว่าจะทำตามคำพิพากษาแค่นั้นเอง
    คำพิพากษาก็ชัดเจนอยู่แล้วบอกว่าถ้าทำepidural block แล้วอยู่เฝ้าตลอดเวลาไม่ได้
    ถือว่าไม่ได้มาตรฐาน ตามคำให้การของหมอประดิษฐ์(แน่ใจเหรอว่าถือหุ้นรพ.และจบที่เดียวกันจะต้องชอบหน้ากัน ศาลเอาแนวความคิดนี้มาจากไหนวะ)ที่อิงมาตรฐานรัฐเพนซิลวาเนีย สหรัฐฯ
    ดังนั้นก็สรุปง่ายๆว่าถ้าหมอดมยาแทงหลังคนไข้แล้วไม่ได้นั่งเฝ้า ก็อย่าแทงหลังเลยเดี๋ยวมันจะไม่ได้มาตรฐาน

    ในคดีนี้หมอดมยาไม่ได้อยู่กับคนไข้ 15 นาที ก็แปลว่าไปขี้ยังไม่ได้เลยว่ะ ถ้าจะไปก็ต้องมีหมอดมยามาเปลี่ยน
    โอ้ว จะแทงหลังทีต้องใช้หมอดมยาสองคนเลยเหรอวะ
    ไม่ต้องทำห่าอะไรแล้ว หมอดมยาแม่งน้อยฉิบหาย

    จบคดีนี้กูว่าหมอดมยากะหมอสุติคงน้อยลงเยอะ
    เด็กจบใหม่คงไปเรียนสาขาที่เสี่ยงน้อยกว่า
    ไอ้ความเห็นที่อ้างจริยธรรมห่าเหวอะไรนี่อย่ามาโลกสวยแถวนี้
    เวลาหมอติดคุกพวกมึงไม่เดือดร้อนนี่หว่า ไปช่วยส่งโอเลี้ยงให้มั้ยวะ
    ลูกเมียพ่อแม่ พวกมึงจะช่วยเขาเลี้ยงไหม เขาแค่หลีกเลี่ยงไม่ทำหัตถการที่มีความเสี่ยงสูง
    ตามมาตรฐานศาลไทยแค่นั้น ไม่ได้แปลว่า คนไทยจะคลอดลูกไม่ได้

    ไอ้ความเห็นที่ว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งไม่ติดคุกน่ะ มึงคงไม่ได้อ่านข่าว
    ว่าญาติๆเขากำลังคิดว่าจะฟ้องคดีอาญาอยู่

    เห้อกรูละกลุ้ม

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 20 Thumb down 2
  • MiChan:

    ผมมองว่าการที่จะให้วิสัญญีแพทย์เฝ้าคนเดียวเป็นไปไม่ได้ สมมติว่าโรงพยาบาลมีวิสัญญี 4 คน ผ่าตัดใหญ่อยู่ 3 คน ทำคลอด 1 คน แล้วเกิดมีเคสอุบัติเหตุฉุกเฉินแบบอาการหนักมากๆมา จะให้ทางโรงพยาบาลปฏิเสธการรับเคสโดยบอกว่าไม่มีวิสัญญีแพทย์หรือ ถ้ากรณีมีบุคลากรพอควรแล้วยังเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็อาจจะเป็นความผิดของโรงพยาบาลที่จัดคิวให้ไม่ดี

    กรณี อ….. สักคนหนึ่ง ผมอ่านคำพิพากษาแล้วมันเหมือนกับพยายามโบ้ยความผิดของโรงพยาบาลไปให้หมอยังไงไม่รู้ สถาบันเดียวกัน หรือมีหุ้นของโรงพยาบาลแห่งนั้นไม่ได้หมายถึงว่าจะให้ความเป็นกลางจริงๆ อย่างน้อยที่สุดอาจมีหลังไมค์ว่าโรงพยาบาลไม่ขอรับผิดชอบได้ไหมจะช่วยให้โจทก์ชนะ อันนั้นก็อาจเกิดขึ้นได้เหมือนกัน

    เรื่องตามตำรา ถ้าทุกคนทำตามตำราล่ะก็ โรงพยาบาลรัฐก็คงรักษาใครแทบไม่ได้เลย ตำราเมืองนอกยิ่งสมัย 16 ปีที่แล้ว ประเทศไทยตามหลังอยู่มากเลย สมัยนี้ก็ยังพอมีการพัฒนาขึ้นมาเยอะ จำได้ว่า 16 ปีก่อน บ้านผมเปิดคลินิก เผลอๆเป็นคลินิกแห่งแรกๆที่มีการใช้เครื่องนึ่งฆ่าเชื้อแบบเป็นตู้อัตโนมัติ กับอุปกรณ์ดิจิตอลซะด้วยซ้ำ และทุกอย่างต้องไปสั่งมาจากสิงคโปร์เพื่อให้นำเข้ามาในไทย แต่ส่วนของโรงพยาบาลนี่ผมก็ไม่แน่ใจว่ามีความพร้อมระดับไหน

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 3 Thumb down 0
  • MiChan:

    หื่นคุง wrote:

    ไม่มีใครบอกว่าหมอจะไม่รับความเสี่ยงเลยนิหว่า
    แค่หมอออกมาบอกว่าจะทำตามคำพิพากษาแค่นั้นเอง
    คำพิพากษาก็ชัดเจนอยู่แล้วบอกว่าถ้าทำepidural block แล้วอยู่เฝ้าตลอดเวลาไม่ได้
    ถือว่าไม่ได้มาตรฐาน ตามคำให้การของหมอประดิษฐ์(แน่ใจเหรอว่าถือหุ้นรพ.และจบที่เดียวกันจะต้องชอบหน้ากัน ศาลเอาแนวความคิดนี้มาจากไหนวะ)ที่อิงมาตรฐานรัฐเพนซิลวาเนีย สหรัฐฯ
    ดังนั้นก็สรุปง่ายๆว่าถ้าหมอดมยาแทงหลังคนไข้แล้วไม่ได้นั่งเฝ้า ก็อย่าแทงหลังเลยเดี๋ยวมันจะไม่ได้มาตรฐาน

    ในคดีนี้หมอดมยาไม่ได้อยู่กับคนไข้ 15 นาที ก็แปลว่าไปขี้ยังไม่ได้เลยว่ะ ถ้าจะไปก็ต้องมีหมอดมยามาเปลี่ยน
    โอ้ว จะแทงหลังทีต้องใช้หมอดมยาสองคนเลยเหรอวะ
    ไม่ต้องทำห่าอะไรแล้ว หมอดมยาแม่งน้อยฉิบหาย

    จบคดีนี้กูว่าหมอดมยากะหมอสุติคงน้อยลงเยอะ
    เด็กจบใหม่คงไปเรียนสาขาที่เสี่ยงน้อยกว่า
    ไอ้ความเห็นที่อ้างจริยธรรมห่าเหวอะไรนี่อย่ามาโลกสวยแถวนี้
    เวลาหมอติดคุกพวกมึงไม่เดือดร้อนนี่หว่า ไปช่วยส่งโอเลี้ยงให้มั้ยวะ
    ลูกเมียพ่อแม่ พวกมึงจะช่วยเขาเลี้ยงไหม เขาแค่หลีกเลี่ยงไม่ทำหัตถการที่มีความเสี่ยงสูง
    ตามมาตรฐานศาลไทยแค่นั้น ไม่ได้แปลว่า คนไทยจะคลอดลูกไม่ได้

    ไอ้ความเห็นที่ว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งไม่ติดคุกน่ะ มึงคงไม่ได้อ่านข่าว
    ว่าญาติๆเขากำลังคิดว่าจะฟ้องคดีอาญาอยู่

    เห้อกรูละกลุ้ม

    จะว่าไปเคยไปอ่านบทความเรื่อง heat stress ของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียอยู่ เค้าทำการตรวจคนงานการสร้างทุกๆ … กี่นาที/ชั่วโมง ทำงานได้กี่ชั่วโมง พักเท่าไร ถ้ามีอาการอะไรต้องนำส่งรักษา แนวทางวินิจฉัย stress stroke syncope … ต่อไปถ้าคนงานเกิดภาวะเกี่ยวกับลมแดดต่างๆ หรือถึงตาย คงต้องให้ญาติยกมาตรฐานของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียมาละ

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 2 Thumb down 0
  • cocodol:

    สะเทือนใจกับเรื่องนี้มาก เห็นใจทั้งสองฝ่ายนะ

    ในฝั่งหมอ มันคือเหตุสุดวิสัย ถึง diag ได้ใช่ว่าจะ treat ได้
    มีโอกาสรอด 20% ดังนั้นโอกาสตาย 80% จริงไหม?
    ดูจากทีม CPR ที่มีแทบจะทุกสาขาแบบโคตร ideal แล้วนะ ยังไม่รอด เชื่อว่าจุดนั้น staff ทุกคนคงเต็มที่และหน้ามืดอย่างแรงทีเดียว

    ส่วนฝ่ายคนไข้ ความเจ็บปวดจากการสูญเสียไปถึง 2 ชีวิต มันไม่มีอะไรแทนได้
    เชื่อว่าญาติเค้าน่าจะ educate ระดับหนึ่ง อธิบายให้ชัดเจนก็น่าจะเข้าใจ
    แต่ก็ไม่รู้ว่าหลังเกิดเรื่อง ญาติได้รับการ treat แบบไหนจาก รพ.และคุณหมอ
    ถึงได้มีการฟ้องร้องกันซะ 600 ล้าน ซึ่งแน่นอนว่าญาติกลุ่มนี้เรื่องเงินไม่ใช่ประเด็นอยู่แล้ว

    น่าจะพลาดกันที่การสื่อสารระหว่างหมอกับญาติคนไข้หลังจากเกิดเรื่องนี่ล่ะ :cry:

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 8 Thumb down 0
  • achuna:

    แฟนคลับจ่า wrote:

    สุดยอดเลยครับบบ ทีนี้พวกเข้าข้างไม่ลืมหูลืมตาจะได้ตาสว่างขึ้นมาบ้าง ;-) ;-) ;-)

    ใครไม่ลืมหูลืมตาวะ ? :o
    บอกตรงๆ อ่านที่เค้าสรุปเป็นข้อๆแล้ว ตูก็ยังคิดเหมือนเดิม ว่าศาลไม่ได้ดูความเป็นจริง
    เอาง่ายๆ ถ้าให้มาเป็นหมอในเคสนี้ จะทำยังไงกันมั่ง
    1. นั่งเฝ้าคนไข้รายนี้ โดยไม่สนใจคนไข้รายอื่น ?
    2. ปลีกตัวไปช่วยคนไข้รายอื่น แล้วให้พยาบาลเฝ้า ?
    แน่นอน ถ้าเอาตามศาลพิจารณา ก็ต้องทำตามข้อ 1. ถึงจะถูก

    ….ว่าแต่ คิดดีแล้วเหรอ ที่จะทำแบบนั้น :mrgreen:
    จริงอยู่ อาจจะบอกว่า คนไข้รายอื่น ก็ให้หมอคนอื่นไปรักษาแทนสิ

    …แล้ว มันมีมั้ยล่ะ :lol:

    ก็ อย่างที่ว่ากันแหละ “เป็นหมอก็ต้องทำให้ดีที่สุดสิ ทำไม่ได้ จะมาเป็นหมอทำไม”
    ก็เพราะบอกมาแบบนี้ หมอเค้าก็เลยจะไม่ทำแล้วไง (คงเฝ้าตลอดไม่ได้ งั้นก็ไม่รับทำละกัน)ถูกต้องแล้วนี่นา

    …ต่อไปนี้ขอเชิญพบกับการให้การรักษารูปแบบใหม่
    โดยทาง รพ.จะจัดแพทย์ไว้คอยดูแลท่านตลอด24ชม.
    อ๊ะ แต่ต้องมาให้ทันนะ เพราะในแต่ละวัน เราคงรักษาท่านได้ไม่กี่คน…

    …ตรงตามหัวดรามาเด๊ะ :grin: :grin: :grin:

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 21 Thumb down 5
  • Wiwi version 1.0:

    หื่นคุง wrote:

    แน่ใจเหรอว่าถือหุ้นรพ.และจบที่เดียวกันจะต้องชอบหน้ากัน ศาลเอาแนวความคิดนี้มาจากไหนวะ

    กูว่ามึงลงเรียนใหม่ดีกว่ามั้ง กูพูดถึงแค่หลักการ สำหรับการชั่งน้ำหนักพยาน
    แม่งโคตรเบสิค พยานเป็นญาติมึงถ้าให้การเข้าข้างมึงน้ำหนักจะน้อยเพราะตามปกติญาติกันต้องเข้าข้างกันอยู่แล้ว
    แต่ถ้าให้การปรักปรำมึงเมื่อไหร่น้ำหนักจะเยอะกว่าทันที แต่ก็มีวิธีแก้คือหาหลักฐานว่าญาติมึงกับมึงน่ะมีเรื่องทะเลาะกันมาก่อนไม่กินเส้นกัน แค่นี้น้ำหนักพยานก็ลดแล้ว
    มึงไม่ได้เข้าใจในหลักการชั่งน้ำหนักพยานแม่งก็พูดเป็นตุเป็นตะว่าศาลเอาแนวความคิดนี้มาจากไหน
    กูจะบอกให้ว่าแนวความคิดแบบนี้แม่งหลักสากลว่ะ คนสนิทชิดเชื้อกันก็ต้องเข้าข้างกันเป็นธรรมดา
    หรือคนไม่ถูกกันก็ต้องให้การปรักปรำกันอยู่แล้ว ถ้ามีหมอที่ความคิดเหียกๆไม่คิดจะศึกษาศาสตร์อื่นเพิ่มเติมจากที่เรียน
    กูว่าวิชาชีพแม่งก็ถดถอยอยู่ร่ำไปนั่นแหละ ตอนเรียนจบเขาก็บอกไม่ใช่เหรอว่าหมอแม่งต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ
    แต่ทำไมหมอบ้านเราแม่งทำตัวเป็นกบในกะลาวะ ข้ออ้างที่มึงอ้างว่าคนน้อยเนี่ยอ้างมาเป็นสิบๆปีแล้วและกูไม่เคยเห็นสภาฯมันคิด
    ที่จะปรับปรุงแก้ไขให้มันถูกต้องตามที่ควรจะเป็นทำตัวเป็นไดโนเสาร์คร่ำครึไปเรื่อย

    ส่วนที่ว่าญาติเขาจะฟ้องคดีอาญา กูจะบอกให้ว่าคดีแพ่งกฎหมายมันไม่ได้บังคับให้ศาลฟังผลจากคำพิพากษาในคดีแพ่งมาใช้ในคดีอาญา มึงต้องสืบใหม่หมด แต่ถ้าเป็นคดีอาญาถ้าถึงที่สุดแล้วคดีแพ่งจะฟังตามคดีอาญา
    แล้วกูไม่มานั่งทำนายอนาคตแบบพวกมึงหรอก กูว่าหมอแม่งวิตกจริตกันไปเอง
    ฟังแต่ความเห็นของหมอด้วยกันฝั่งเดียวไม่คิดที่จะออกมาฝั่งความเห็นฝั่งตรงข้ามบ้างวิชาชีพแม่งถึงได้ล่มจมลงทุกวัน
    จริงๆเคสอาม่านี้ก็แสดงให้เห็นความล้มเหลวในการจัดการของโรงพยาบาล
    เคสนี้ก็เหมือนกันถ้าโรงพยาบาลไม่ดื้อด้านอีโก้จัด แม่งก็ไม่มีทางถูกฟ้องหรอกจบเรื่องไปเป็นสิบปีแล้ว

    ปัญหาจริงๆมันมาจากการสื่อสารของโรงพยาบาลไปถึงญาติคนไข้มันไม่ได้เรื่องต่างหาก
    กูเห็นแล้วนึกอาจารย์กูอีกคน กูนี่อย่างหมั่นไส้เลย เอะอะบอกเซนต์ยินยอมแล้วหมอไม่ผิด (แต่ตอนเซนต์ยินยอมมึงไม่คิดจะอธิบายอะไรให้คนไข้ฟังเรอะ) กูเห็นด้านมืดของหมอจนกูเอือมระอาแล้วยิ่งคุย medical term ได้เหมือนกันยิ่งเซ็งกว่า
    จริงๆแล้วหมอจะไม่ต้องมากังวลเรื่องถูกฟ้องเลย ถ้ามึงใช้ปากของมึงให้เป็นประโยชน์อธิบายให้ญาติคนไข้เข้าใจซะ
    แต่ส่วนใหญ่เห็นแต่อ้อมๆแอ้มว่าทำดีที่สุดแล้วแต่ไม่อธิบายอะไรเลย และกุก็ไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมจบหมอแล้วแม่งต้องเบ่งเอา medical term ไปอวดคนไข้ด้วยวะ อธิบายเป็นภาษาคนธรรมดาไม่ได้รึไง

    คดีตอนแรกหมอแม่งรอดด้วยมาตายตอนศาลฎีกานี่แหละ สภาฯก็ออกนโยบายมาแบบว่าเอ่อ คนไม่จบหมอก็ออกได้นโยบายนี้
    ที่กูรำคาญคือพวกมึงแม่งอวยกันเองเกินเหตุโดยเอาคนไข้มาเป็นตัวประกันอ้างว่าหมอจะน้อยลงคนจะไม่มาเรียนแต่กูก็เห็นเรียนเต็มตลอด

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 15 Thumb down 5
  • MiChan:

    เนื่องด้วยทนาย A จบจากสถาบันแห่งเดียวกับ ทนาย B ทั้งยังสอบผ่านเนติในรุ่นเดียวกัน ดังนั้นการให้สำนวนของทนาย A ผู้ว่าความให้โจทก์จึงไม่น่าจะมีอคติหรือความคิดมุ่งร้านต่อทนาย B และฝ่ายจำเลย

    อ้าวมองกลับกัน …

    งั้นทนาย B ที่จบจากสถาบันเดียวกับทนาย B ก็ย่อมไม่มีอคติ

    งั้นการให้สำนวนความของทั้งคู่ย่อมปราศจากความต้องการห้ำหั่นของทั้งทนาย A และ B โจทก์และจำเลย ดังนั้น

    ศาลยกฟ้อง – - เนื่องด้วยปรองดองสมานฉันท์ เราสถาบันเดียวกัน ประเทศเดียวกัน …

    ปล.คิดเหรอว่าการแข่งขันที่สูงขนาดนี้จะไม่มีผลต่ออคติคนเลย …

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 5 Thumb down 5
  • Wiwi version 1.0:

    @ achuna: กูว่ามึงนั่นแหละไม่ลืมหูลืมตา
    คดีที่มันแพ้ : ไม่มีทั้งหมอหรือพยาบาลอยู่เฝ้า มีแค่สองผัวเมียคู่นั้นในห้อง
    ความเห็นอาจารย์หมอ : ควรมีหมออยู่เฝ้า
    ความเห็นศาล : อย่างน้อยก็ควรมีหมอหรือพยาบาลอยู่เฝ้า มึงลองอ่านคำพิพากษาตัวเต็มอย่าอ่านแค่ที่เขาสรุปมาและอย่าอ่านเหมือนอ่านหนังสือพิมพ์

    @ หมอ: ทำไมกูจะไม่มองมุมมึงในเมื่อกูเคยเป็นแบบมึงมาก่อนไอ้ควายเรียนมาทำไมวะหกปี (กูก็ท่องตำราหนาเท่ามึงและเผลอๆวิชาเดียวกับมึงด้วยซ้ำ) แล้วเคสนี้แม่งโรงพยาบาลเอกชนซึ่งยังไงก็ต้องรับเต็มๆถ้ามึงอยู่โรงพยาบาลรัฐมึงไม่เจอหรอกจะดิ้นทำหอกอะไร
    กูสรุปย้ำหลายหนว่าพวกมึง ไม่ยอมที่อธิบายให้คนไข้และญาติเข้าใจ ทั้งๆที่สาเหตุหลักมันมาจากตรงนี้
    แต่พวกมึงแก้ปัญหากันโดยห้ามโน่นห้ามนี้แดกดันคนโน้นแดกดันคนนี้ แต่ไม่คิดที่จะหาวิธีที่จะอธิบายให้คนไข้กับญาติเข้าใจซึ่งแม่งเป็นเรื่องพื้นๆค่าใช้จ่ายไม่เยอะเท่าขึ้นศาล

    กูละเบื่อกับหมอแบบนี้ว่ะแค่อธิบายให้คนไข้เข้าใจ อธิบายให้ญาติคนไข้เข้าใจมันยากขนาดนั้นเหรอ
    กุเห็นตรรกะเดียวที่หมอมันพูดกันส่วนใหญ่ มันอ้างว่ามารักษาคนไม่ได้มาฆ่าคน

    คำถามที่ว่า “ทำไมแต่ก่อน เราไม่เคยมีปัญหากันวะ เราคุยกันด้วยดีและเข้าใจกัน อะไรที่มันเปลี่ยนพวกเราไป” ไอ้คำนี้มันหลุดออกมาจากปากรุ่นน้องกูนี่แหละกูก็ถามว่า โลกนี้มันมีอะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลงบ้าง มันก็นิ่งเงียบไม่กล้าตอบ

    เหมือนถามว่าสมัยก่อนบ้านเราทำไมมีทาสแล้วปัจจุบันทำไมไม่มี

    ตรรกะของมึงมันก็แค่ ไดโนเสาร์ที่ไม่คิดจะพัฒนาวิชาชีพเท่านั้นนั่นแหละ

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 17 Thumb down 4
  • Teacher:

    หลังอ่านคำพิพากษาทั้ง68หน้าจบ ก็มีคำนึงผุดขึ้นมาในหัวคือ”กูว่าละ”
    มาเริ่มกันใหม่ยาวๆเลยละกันนะ ภาวะน้ำคร่ำอุดกั้นในปอด หรือ amniotic fluid embolism ที่เรียกแบบนี้เพราะคนท้องที่ตายไปผ่าแล้ว เจอชิ้นส่วนของทารก เช่น เยื่อบุผิว ขน หรือ น้ำคร่ำ อยู่ที่ปอดของผู้ตาย จึงคิดว่าเกิดจากสาเหตุนี้ แต่ปัจจุบันเรียกใหม่ว่า anaphylactic amniotic fluid syndrome หรือ anaphylactoid syndrome in pregnancy คือกลไกของโรคนี้เกิดจากเรื่องของการแพ้เป็นสำคัญ ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีเนื้่เยื่อของทารกหรือน้ำคร่ำหลุดเข้าไปในกระแสเลือดของแม่หรือไม่ เพราะคนที่ตายจากAFEบางคนก็ตรวจไม่เจอเนื้อเยื่อของทารก และในหญิงตั้งครรภ์โดยทั่วไปก็สามารถตรวจพบเนื้อเยื่อของทารกและน้ำคร่ำในกระแสเลือดของแม่ได้ โดยไม่มีอาการผิดปกติ
    และยังไม่รู้แน่ชัดว่าทำไมแม่จึงเกิดอาการแพ้รุนแรงต่อเนื้อเยื่อของลูก แต่ปัจจัยเสี่ยงคือหญิงที่ท้องหลายครั้ง4-5ครั้งขึ้นไป แม่อายุมากกว่า30ปี และมีประวัติการแพ้ยา,อาหาร หรือสารบางอย่าง
    จากคำพิพากษาบอกไว้ชัดเจน ทั้งแพทย์ผิดจริงอย่างไร และความไม่โปร่งใสของแพทย์สภานั้นเป็นจริงอย่างไร
    1.วิสัญญีแพทย์ผิดจริง เนื่องจากได้มอบหมายงานในการให้ยาชาทางช่องเยื่อหุ้มไขสันหลังแก่พยาบาล ซึ่งผิดกฏหมายเพราะทำในรพ.เอกชน (สมัยก่อนหมอในรพ.รัฐมีน้อยกฏหมายจึงอนุญาติให้มอบหมายงานให้พยาบาลช่วยทำหัตถการที่มีความเสี่ยงได้ แต่ต้องได้รับการอบรมมาก่่นเช่น วิสัญญีพยาบาล ส่วนรพ.เอกชนนั้นเรียกเก็บค่ารักษาจากผู้ป่วยอยู่แล้วจึงเป็นหน้าที่ที่จะต้องจัดหาแพทย์มาเพิ่มเองเพื่อทำงานในส่วนนี้) พยาบาลที่วิสัญญีแพทย์มอบหมายงานให้ ก็เป็นแค่พยาบาลทั่วไป ไม่ใช่วิสัญญีพยาบาล และการมอบหมายงานให้พยาบาลทำ ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน คืองย่างน้อยก็ต้องมีแบบฟอร์มคำสั่งการดูแล เช่น การวัดสัญญาณชีพเมื่อเวลาเท่าใดบ้าง ตารางการให้ยาแก้ปวดทางเยื่่อหุ้มไขสันหลังเวลาไหนบ้างและให้ปริมาณยาเท่าไหร่ ซึ่งไม่มีเลย มีแต่ข้อมูลการวัดความดันโลหิต2ครั้ง ห่างกันครั้งละ15นาทีเท่านั้น(เรื่องการวัดความดันโลหิตในกรณีนี้ใช้เครื่องวัดอัตโนมัติ สามารถตั้งเวลาให้มันวัดให้เราได้ เช่น วัดทุกๆ15นาที โดยเครื่องจะเป่าลมเข้าไปในถุงที่พันอยู่รอบแขน วัดความดันโลหิตได้เฉพาะรอบเวลาวัดเท่านั้น ไม่สามารถวัดได้ตลอคเวลา ถ้ามีความดันโลหิตลดต่ำลงก่อนเวลาวัดที่ตั้งไว้ เราก็จะไม่รู้ ดังนั้นถ้าต้องการความดันโลหิตตลอดเวลา เช่น ในผู้ป่วยหนัก ต้องเลือกใช้วิธีอื่น เช่น ใส่สายต่อวัดความดันจากเส้นเลือดโดยตรง) การวัดความดันโลหิตทุก15นาที ไม่เพียงพอในผู้ป่วยที่ให้ยาชาทางเยื่อหุ้มไขสันหลัง นอกจากนี้ภาวะAFE เมื่อเกิดแล้ว มันเป็นจากแพ้แบบรุนแรงและรวดเร็วความดันโลหิตจะเริ่มตกลงใน2-3นาทีเท่านั้น การวัดความดันแบบทั่วไปจะตรวจพบว่าความดันตกแล้วได้ช้า(แต่เมื่อความดันตกผู้ป่วยก็จะเริ่มมีอาการทันที เราก็สามารถกดให้เครื่่องมันวัดความดันให้เลยก็ได้)
    ต่อมา มาพิจารณาเรื่องการให้การรักษาเมื่อผู้ป่วยเกิดภาวะความดันตกหรือช็อกแล้ว พยาบาลให้การรักษาโดยเปิดทางเดินหายใจ>>>ให้ออกซิเจน+บีบambu bagช่วยหายใจ>>>ตามหมอมาให้ยากระตุ้นความดันและปั๊มหัวใจต่อ ซึ่งถูกต้องตามมาตรฐานการช่วยพื้นคืนชีพของเมื่อ16ปีก่อน (ในปัจจุบันหลังปี2010ในผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ/การหายใจไม่ปกติ คลำชีพจรไม่ได้ จะต้องช่วยกู้ชีพด้วยการกดหน้าอก(ปั๊มหัวใจก่อน) ในผู้ป่วยรายนี้หมอมาช่วยเร็วแล้วคือภายใน4นาที แต่กลไกของโรคนี้รุนแรง ผู้ป่วยจะขาดอากาศอย่างรวดเร็วเนื่องจากการแพ้รุนแรงเส้นเลือดที่ปอดจะหดตัว จึงไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ ผู้ป่วยรายนี้จึงตัวเขียวแล้วเมื่อหมอไปถึง(การช่วยโดยการบีบลมเข้าปอดโดยambu bagหรือการใส่ท่อช่วยหายใจจึงไม่ค่อยได้ผล และเมื่อความดันโลหิตของแม่ตกหรือหัวใจหยุดเต้น ทารกในครรภ์จะตายในเวลาประมาณ5นาที)
    สรุปในส่วนของการรักษาไม่ว่าจะเป็นการให้ยาชาทางช่องเยื่อหุ้มไขสันหลัง การเจาะถุงน้ำคร่ำเพื่อเร่งคลอด หรือการช่วยฟื้นคืนชีพ ไม่ได้เป็นสาเหตุทำให้คนไข้ตายเพราะเกิดถาวะAFE (ตามความรู้ทางการแพทย์ล่าสุด เพราะต่อให้นั่งกินเนื้อย่างอยู่ดีๆมันก็เกิด) แต่ที่ผิดนั้นคือเรื่องของความประมาทในการไม่ทำตามมาตรฐานการเฝ้าระวังผู้ป่วยที่ให้ยาชาทางช่องเยื่อหุ้มไขสันหลังเท่านั้น เป็นเหตุให้รับรู้ภาวะผิดปกติในผู้ป่วยได้ช้า จึงช่วยได้ช้าและตายในที่สุด
    สุดท้ายเรื่องของแพทย์สภา <<<เป็นองค์กรอิสระไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ สามารถให้ความเห็นต่อศาลได้ โดยสารอาจเชื่อและนำไปประกอปสำนวน หรือถ้าเห็นว่าไม่น่าเชื่อถือก็ไม่สนใจเลยก็ได้ และความเห็นของแพทย์สภาถึงแม้จะให้ความเห็นที่เป็นเท็จ ก็ไม่มีคัยเอาผิดได้ เพราะมันเป็นแค่ความเห็นและไม่ได้เป็นหน่วยงานของรัฐ ชะลาล่าาาา
    ความเห็นของแพทย์สภาในกรณีนี้ไม่น่าเชื่อถือเพราะให้ความเห็นแย้งกันเองกับหลักการรักษา ตั้งกรรมการ-อนุกรรมการ-อนุกรรมการพิเศษ ที่มีสมาชิกซ้ำกันและเป็นคนทีเป็นญาติกับจำเลย ความไม่โปร่งใส,เล่นพรรคพวก,อำนาจทุนของแพทย์สภา นั้นมีมานานมาก และมันมากเกินไปแล้ว จนทำให้มีอาจารย์หมอ(แกมีหุ้นอยู่ในรพ.นี้ด้วย) ออกมาช่วยต่อสู้เป็นพยานเพื่อความถูกต้องให้ฝ่ายโจทย์ จนชนะคดีในที่สุด

    จบเถอะ ยาวสัดๆ
    ปล.เป็นอีกดราม่าที่จ่าสรุปแล้วfail. แต่ผมจะติดตามผลงานต่อไปนะค้าบบ

    อู้ยยยยกรูถูกใจจังฮู้!! ถูกใจให้เลีย : Thumb up 27 Thumb down 2
  • เรยารีเทิร์นค่ะ:

    อยากฝากถึงคุณหมอที่กลัวนั้นกลัวนี้ เอาแต่อ้างนู้นอ้างนี่ โทษศาลตัดสินไม่ยุติธรรม จนส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของคนเป็น”หมอ”นะคะ ว่า

    “วันนี้คุณทำเต็มที่แล้วหรือยัง…??”
    .
    .
    .

    ขออภัยนะคะ ดิฉันไม่มีความรู้ทางด้ายการแพทย์ ดิฉันคิดได้แค่นี้ค่ะ

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 9 Thumb down 14
  • เกลียดติ่ง:

    หมอ ต้องดูแล ถึงที่สุดสิวะ ยิ่งเป็นคนตั้งท้องยิ่งต้องใกล้ชิด ใช้ยาผิดมาตรฐาน อีก
    แต่ยอมรับ ชีวิตหมอก็ไม่ได้ราบรื่นขนาดนั้น หมอเลวๆ แค่ชื่อเสียงอย่างเดียวก็มีถมเถ

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 2 Thumb down 2
  • Wiwi version 1.0:

    ข้างบนสรุปได้ดี กูถึงบอกแต่แรกว่าให้ไปอ่านคำพิพากษาตัวเต็มครบทุกหน้าก่อนแล้วค่อยมาเถียงกะกู
    “ความเห็นของแพทย์สภาในกรณีนี้ไม่น่าเชื่อถือเพราะให้ความเห็นแย้งกันเองกับหลักการรักษา ตั้งกรรมการ-อนุกรรมการ-อนุกรรมการพิเศษ ที่มีสมาชิกซ้ำกันและเป็นคนทีเป็นญาติกับจำเลย ความไม่โปร่งใส,เล่นพรรคพวก,อำนาจทุนของแพทย์สภา นั้นมีมานานมาก และมันมากเกินไปแล้ว จนทำให้มีอาจารย์หมอ(แกมีหุ้นอยู่ในรพ.นี้ด้วย) ออกมาช่วยต่อสู้เป็นพยานเพื่อความถูกต้องให้ฝ่ายโจทย์ จนชนะคดีในที่สุด” นี่แหละที่กูบอกว่าอ่านแล้วเห็นถึงความเน่าเฟะของแพทยสภา
    จะไม่ให้ศาลตัดสินว่าหมอผิดได้ยังไงในเมื่อทนายโจทก์เล่าเรื่องได้ปะติดปะต่อสาวไส้ให้เห็นถึงความเน่าเฟะของแพทยสภาในสมัยนั้นได้

    กูว่าหมอหลายคนแม่งเอาภาพการรักษาสมัยนี้มาเปรียบเทียบกับ 16 ปีที่แล้วก็เลยมาโวยศาล
    กูบอกตรงๆนะกูอ่านจบปุ๊บกูไม่สามารถเข้าข้างหมอได้เลยว่ะเพราะไอ้ที่กูเน้นไว้เรื่องความทุเรศทุรังของแพทยสภาในสมัยนั้น
    สิ่งที่ทำให้รงพยาบาลแพ้ก็คือการที่โรงพยาบาลกับแพทยสภาตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองแบบเข้าข้างโรงพยาบาลสุดๆ (มึงตั้งไปได้ไงวะเอาญาติ คนถูกร้องเรียนไปเป็นอนุกรรมการเนี่ยมันส่อเจตนาอุ้มกันแต่แรก อย่าบอกนะว่าหมออย่างพวกมึงไม่รู้)

    กูหวังว่าที่ข้างบนสรุปจะทำให้หลายๆคนตาสว่างได้สักที่ว่าองค์กรที่มึงปกป้องน่ะทุเรศแค่ไหน

    อู้ยยยยกรูถูกใจจังฮู้!! ถูกใจให้เลีย : Thumb up 26 Thumb down 2
  • เรยารีเทิร์นค่ะ:

    @ Teacher:
    ขอบคุณที่ช่วยเจาะประเด็นให้คนที่ไม่มีความรู้ด้านการแพทย์อย่างเราเข้าใจมากขึ้นค่ะ ขอบคุณค่้ะ :|

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 2 Thumb down 0
  • Ace:

    ผิดที่หมอไม่อยู่ดูอาการคนไข้ตลอดเวลาก็แค่นั่นแหละ

    ถึงได้ถูกศาลตัดสินว่าผิด

    เฉพาะหมอๆทั้งหลายเลิกเข้าข้างพวกเดียวกันเองได้แล้วนะ

    ถ้าหมอเฝ้าตลอดก็ไม่โดนฟ้องหรอกนะ

    โดนไปแค่ 8 ล้านก็ดีแล้ว

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 2 Thumb down 10
  • Wiwi version 1.0:

    ถ้าแพทยสภาตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโดยให้หมอที่เป็นกลางจริงมาเป็นกรรมการ
    กูว่าโรงพยาบาลมันไม่มีจุดจบแบบในวันนี้หรอก และเพราะมันตั้งกรรมการแบบนั้น คำวินิจฉัยของแพทยสภาที่ควรจะช่วยให้หมอรอดจากคดีได้ กลายเป็นหมันเป็นกระดาษเปล่าที่ศาลไม่รับฟัง :smile: เป็นความผิดศาลเหรอวะ :???:

    คราวนี้มึงจะโทษศาลหรือโทษแพทยสภาที่แม่งตั้งอนุกรรมการมาทำลายน้ำหนักพยานของตัวเองเนี่ย
    สำหรับกูขอพูดเลยว่าแม่งโง่บัดซบจริงๆ :grin:

    เห็นพวกอ้างเป็นหมอหลายตัวมาตอบโต้กูเนี่ยมีไม่กี่ตัวที่แม่งอ่านคำพิพากษาจนครบทุกหน้า
    ความเห็นส่วนตัวนะกูว่าแพทยสภามันก็ออกประกาศแดกดันเพราะเสียหน้าที่ถูกลากไส้ในคดีนี้แค่นั้นเอง

    ยิ่งอ่านคำพิพากษาจบเท่าไหร่ยิ่งเหมือนประจานความเน่าของแพทยสภาในสมัยนั้นจริงๆ

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 5 Thumb down 2
  • DZ:

    อ่านที่เอามาจบแล้ว ก็ยังคิดแบบเดิมนะ

    ศาลตัดสินโดยนำบริบทของกฎหมายจากเพนซิลวาเนียมาอ้างอิงว่าแพทย์ต้องอยู่ตลอด
    แต่ อาจารย์จากรามาฯ และ อ.ว อีกท่านกล่าวในทิศทางว่าไม่จำ้เป็นต้องเฝ้าตลอด และถึงอยู่ก็อาจไม่รู้ว่าเป็นโรคนั้นอยู่ดี
    เมื่อประกอบกับเหตุการณ์ที่ว่าแพทย์รายนั้นไปรักษาคนไข้รายอื่น + สัดส่วนแพทย์ประเทศไทยไม่พอแล้ว ผมว่าฝ่ายแพทย์ก็ยังไม่น่าผิดนะ

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 5 Thumb down 4
  • ม๋าน้อย:

    DZ wrote:

    อ่านที่เอามาจบแล้ว ก็ยังคิดแบบเดิมนะ

    ศาลตัดสินโดยนำบริบทของกฎหมายจากเพนซิลวาเนียมาอ้างอิงว่าแพทย์ต้องอยู่ตลอด
    แต่ อาจารย์จากรามาฯ และ อ.ว อีกท่านกล่าวในทิศทางว่าไม่จำ้เป็นต้องเฝ้าตลอด และถึงอยู่ก็อาจไม่รู้ว่าเป็นโรคนั้นอยู่ดี
    เมื่อประกอบกับเหตุการณ์ที่ว่าแพทย์รายนั้นไปรักษาคนไข้รายอื่น + สัดส่วนแพทย์ประเทศไทยไม่พอแล้ว ผมว่าฝ่ายแพทย์ก็ยังไม่น่าผิดนะ

    กลับไปอ่านหน้า 45 ของคำพิพากษา ใหม่ อีกสัก สามรอบ นะครับ

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 4 Thumb down 2
  • Wiwi version 1.0:

    ครับไม่น่าผิดเพราะในห้องผู้ป่วยมีแค่คนไข้กับสามีคนไข้แค่นั้นเอง :twisted:
    ผมว่ามันแพ้ตั้งแต่ทราบว่าปล่อยให้อยู่กันสองคนแล้วล่ะศาลเขียนย่อสั้นๆตอนท้ายอ่านแล้วเข้าใจผิดกันไปเองมากกว่า
    การตรวจเสร็จแล้วออกไปรักษาคนไข้อื่นต่อมันก็เหมือนกรณี ฉีดวัคซีนคนไข้รายนึงแล้วออกไปตรวจเคสนึงต่อ
    โดยไม่ได้บอกพยาบาลให้ตรวจสอบเรื่องการแพ้ยาของคนไข้ (อาจารย์สอนตลอดฉีดเสร็จมึงต้องให้คนไข้รอดูอาการด้วยไม่ใช่ฉีดเสรจสะบัดตูด) ซึ่งถ้าแบบนี้ถือว่าประมาทแน่นอนเพราะถือว่าอาจป้องกันได้แต่ถ้ามีพยาบาลเฝ้าอยู่แต่สุดท้ายก็ตายเนี่ยกูว่ายังไงหมอก็รอดไม่โดนฟ้อง

    ปัญหาของเคสนี้คือถ้าบล็อคหลังแล้วทำไมไม่แจ้งให้สามีคนไข้ทราบว่าอาจมีอาการอะไรแทรกซ้อนได้
    เคสนี้จะไม่ขึ้นสู่ศาลเลยถ้าหมอบอกคนไข้แต่แรกในเรื่องความเสี่ยงทั้งก่อนและหลังทำการบล็อคหลัง

    สำหรับแนวทางที่กูมองแล้วว่าดีที่สุดคือให้คนไข้เซนต์รับทราบถึงความเสี่ยงและอธิบายให้คนไข้และญาติเข้าใจด้วยว่าอาจเกิดขึ้นได้แค่นี้ก็จบ ไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุห้ามบล็อคหลังบ้างล่ะ กูอยากรู้ว่าแพทยสภาเอา spinal cord คิดเหรอวะคิดได้แค่นี้เนี่ย

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 10 Thumb down 3
  • Azeroth:

    … ไอ้พวกเรื่องมาก

    หมอตำแย เป็นคำตอบสุดท้ายครับ

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 6 Thumb down 0
  • zushinron:

    Less than perfect is unacceptable.

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 3 Thumb down 1
  • อืม:

    @ Wiwi version 1.0:

    อ่านไม่ครบนะค่ะ อันนี้เขาตัดสินทางแพ่ง แต่ทางครอบครัวกำลังจะฟ้องทางอาญาอยุ่่ค่ะ
    :shock:

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 1
  • fadfff:

    พันดริ๊ฟ wrote:

    ทำเค้าตายแล้ว
    ไม่ออกมารับผิดชอบอะไรเลย
    แล้วบอกว่ากูไม่ผิด ๆ ๆ
    เป็นหมอจะทำอะไร ลวกๆ ได้ไง
    ไม่ใช่ ขายก๋วยเตี๋ยวนะเมิง
    กว่าจะถึงฎีกา มันต้องผ่าน อุทรณ กับศาลชั้นต้น ก่อนเว้ย
    16ปีนะมุง 16ปีนี่เค้าพิจารคดีนานขนาดนี้ กุเชียร์ศาลวะ
    หมอชอบทำ ลวก ๆ วะ กุไปทำฟันแมร่ง 5 วิ เสร็จแล้วออกไปจ่ายเงิน
    แมร่งมาเล่น ipad ต่อ มุงช่วยคนไข้เค้าเต็มที่หรือยัง
    กุว่ามรึงแค่ห่วงตัวมุงเองวะ มุงมีจรรยาบรรไหม

    กูถามมึงหน่อย มึงไปทำอะมึงไปทำอะไรช่วยบอกลายละเอียด ถอนฟัน ขูดหินปูน จัดฟัน หรือทำอะไร
    ถ้าถอนฟันอะนะ แม่งทำไม่ถึง7-8นาทีก็เสร็จ แล้วที่บอกหมอเล่นไอแพดอะ บางทีเค้าต้องเช็คเมลล์ตลอดเวลาเผื่อมีคนติดต่อ
    พูดเหี้ยอะไรอะให้มันมีลายละเอียดด้วยไม่ได้สักแต่จะด่า

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 6 Thumb down 6
  • เมี๊ยวๆ:

    @ Wiwi version 1.0: พวกผมก็เรียนหมอกันแบบนี้แหละ จากที่อ่านมาหมอเขาก็รอดูอาการจนมั่นใจเรื่องการบล๊อคหลังตั้ง 40 นาทีแล้ว (นานมากๆแล้วนะ) ส่วนเรื่อง DIC หรือน้ำคร่ำนั่น มึงไม่ได้อ่านหรือไงว่าแสนคนเจอ 7.7 คน หรือก็คือ 0.0077% มึงคิดว่ามันเกิดบ่อยรึไงวะครับ

    แล้วที่เขาบอกว่า 4-5 นาที มึงพูดนี่มึงรู้รึเปล่าว่าเขาวิ่งมาจากที่ไหน ร.พ.ไม่ได้เหมือนห้องรูหนูของมึงนะจะได้มานั่งจ้องหน้าคนไข้ทั้งวัน หมอก็ต้องไปดูแลคนไข้คนอื่นๆด้วยดิวะครับ (ถ้ามึงยังเถียงอีก แสดงว่ามึงไม่เห็นใจคนไข้คนอื่นๆที่ต้องการหมอเหมือนกัน)

    ผมแค่จะลงไปซื้อของใต้คอนโดนี่ แค่รอลิฟท์บางทีก็ปาไปกว่า 2-3 นาทีแล้ว ยังไม่รวมเวลาเดินอีกนะวะครับ

    มึงไม่เจอกับตัวก็พูดได้แหละครับ ลองถามตัวเองดูว่าถ้าสมมติวันนึงมึงทำงานอยู่ (ผมไม่รู้ว่างานอะไร สมมติว่าเก็บขยะขายก็แล้วนะ) มึงก็เก็บไปตามปกติ ไม่ได้ประมาทอะไรเลย แต่มาคราวหนึ่งมึงเสือกไปเก็บได้ C4 ที่ซ่อนไว้อยู่ในกระป๋องโค้กที่เขาเอาไปทิ้ง (โอกาสโคตรน้อยเลยที่จะซวยแบบนั้น) แล้วมึงดันขับซาเล้งไปจอดหน้ารัฐสภาพอดีกับที่มีคนจุดชนวนระเบิด ส่งผลให้ ส.ส. คนหนึ่งเสียชีวิต แล้วมึงก็โดนรัฐบาลจับและฟ้องข้อหาเจตนาฆ่า ก่อความไม่สงบภายในประเทศ มีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง เป็นกบฏโค่นล้มรัฐบาล ฯลฯ (ปล.ไม่ได้เรียนกฎหมายมา ยกตัวอย่างมั่วๆเพราะยังไงมันก็ไม่เกี่ยวอยู่แล้ว นี่แค่ตัวอย่างจำลองเหตุการณ์) ถามมึงหน่อยเหอะว่ามึงจะรู้สึกยังไง (คนทั้งประเทศด่ามึงด้วย ว่าไอ้เลว ทำไมมึงทำตัวสันดานแบบนี้ … ปล. แค่ตัวอย่างสมมตินะครับ) ถึงตอนนั้นคงจะเข้าใจ

    ปล.สุดท้าย ไม่ต้องตอบนะครับ เพราะผมไม่เคยอ่านซ้ำ มึงตอบผมมาผมก็คงจะไม่ได้รับรู้อะไรแล้ว (นี่กูจะก่อดราม่าเพิ่มอีกเรื่องรึเปล่าวะเนี่ย -_-”)

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 3 Thumb down 7
  • Wiwi version 1.0:

    @ อืม: กำลังฟ้องกับฟ้องไปแล้วคนละเรื่องวะ แล้วหมอแม่งรู้อนาคตเรอะว่าติดคุก :grin: กังวลจนขี้ขึ้นสมองแล้วมั้งนั่น
    คดีอาญาที่จะฟ้องแม่งไม่สามารถเอาคำพิพากษาที่ว่าแพทย์กระทำละเมิดมาฟ้องฐานกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนะเฮ้ย ศรรามขับรถชนคนตายยังไม่ติดคุกเลยนะมึง แม่งก็ดิ้นกันเกินไปกลัวแต่จะติดคุกๆ เขาเรียกกันว่าวิตกจริต
    คดีนี้กูก็ไม่รู้ว่าหมดอายุความรึยังล่อไป 16 ปีละถ้าคิดอย่างมีเหตุผลจะรู้เลยว่ามันไม่ถึงขนาดนั้น

    คดีแพ่งคำว่าละเมิดแม่งกว้างจะตายห่า กูว่าหมอทั้งหลายมึงลงเรียนนิติรามเพิ่มเหอะ เผื่อจะประเทืองสมองได้บ้าง

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 3 Thumb down 2
  • DZ:

    หน้า45 เกี่ยวกับความคาดหวังและความเชื่อถือของผู้ป่วยต่อรพ.ใช่ไหมครับ?
    ถ้าประเด็นนั้นผมเห็นว่ามันเป็น”ความคิดส่วนตัวของผู้ป่วย” ซึ่งความเป็นจริงมันคนละเรื่องกัน
    ที่รพ.จ่ายแพงๆพวกนี้ส่วนหนึ่งผมว่าอุปกรณ์กับบรรยากาศนะครับ
    ถ้ารพ.โฆษณาประเด็นความน่าเชื่อถือนี้อย่างชัดเจน ส่วนนี้ผมก็ยอมรับว่าผิดจริงๆ
    (หรือศาลมองว่าราคาแพงเป็นการชี้นำเรื่องคุณภาพหว่า)

    เหตุผลที่ตอนนี้ยอมรับได้น่าจะเป็น46 ที่ว่าไม่ได้สั่งให้เครื่องทำงานอัตโนมัติ
    ผู้ป่วยจึงตายเพราะ ความประมาท มากกว่านะ

    ปล. ถ้าสั่งให้ทำงานอัตโนมัติแล้วยังตาย ผมแอบอยากรู้นะว่าหมอจะแพ้คดีไหม

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 1 Thumb down 1
  • MewZ:

    fadfff wrote:

    พันดริ๊ฟ wrote:
    ทำเค้าตายแล้ว
    ไม่ออกมารับผิดชอบอะไรเลย
    แล้วบอกว่ากูไม่ผิด ๆ ๆ
    เป็นหมอจะทำอะไร ลวกๆ ได้ไง
    ไม่ใช่ ขายก๋วยเตี๋ยวนะเมิง
    กว่าจะถึงฎีกา มันต้องผ่าน อุทรณ กับศาลชั้นต้น ก่อนเว้ย
    16ปีนะมุง 16ปีนี่เค้าพิจารคดีนานขนาดนี้ กุเชียร์ศาลวะ
    หมอชอบทำ ลวก ๆ วะ กุไปทำฟันแมร่ง 5 วิ เสร็จแล้วออกไปจ่ายเงิน
    แมร่งมาเล่น ipad ต่อ มุงช่วยคนไข้เค้าเต็มที่หรือยัง
    กุว่ามรึงแค่ห่วงตัวมุงเองวะ มุงมีจรรยาบรรไหมกูถามมึงหน่อย มึงไปทำอะมึงไปทำอะไรช่วยบอกลายละเอียด ถอนฟัน ขูดหินปูน จัดฟัน หรือทำอะไร
    ถ้าถอนฟันอะนะ แม่งทำไม่ถึง7-8นาทีก็เสร็จ แล้วที่บอกหมอเล่นไอแพดอะ บางทีเค้าต้องเช็คเมลล์ตลอดเวลาเผื่อมีคนติดต่อ
    พูดเหี้ยอะไรอะให้มันมีลายละเอียดด้วยไม่ได้สักแต่จะด่า

    มันก็ขึ้นกับชนิดของงานด้วย งานบางงานทำเร็ว ไม่ใช่แปลว่าลวก
    ถ้าไม่รู้รายละเอียดอะไร ก็อย่าเพิ่งด่า อย่าเอาปริมาณเวลามาวัด เดี๋ยวพอบางงานที่ใช้เวลานานก็ด่าอีก หมอแม่งห่วย ทำโคตรนาน อะไรแบบนี้

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 3 Thumb down 0
  • นานๆกรูเม้นที:

    Kassy wrote:

    สุดท้าย อ.ประ เบิกความตอนหนึ่งว่า “ที่มาเป็นพยานศาล เพราะต้องการรักษาความเป็นธรรมในสังคม เพื่อให้เกิดเป็นที่ปรากฎเกียรติภูมิและเกียรติศักดิ์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยเฉพาะในระยะที่บรรดาแพทย์ทั้งหลายมีการศรัทธาใน ทรัพย์สินเงินทอง มากกว่า จิตและวิญญาณและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพของแพทย์ พยานจึงจะมาประสงค์ให้การในคดีนี้อย่างตรงไปตรงมา ตามหลักวิชาการและประสบการณ์ที่ได้รับมา”

    ยิ่งเห็นหมอเหี้ยๆและสาวกออกมาดิ้น ยิ่งช่วยยืนยันว่าที่ผ่านมา แพทย์ไทยแม่งยุคมืดขนาดไหน :twisted:

    ขอสดุดีคุณหมอประ ญาติคนไข้ ศาล หมอดีๆที่มาช่วยเม้นด้วย ที่ช่วยจุดเทียนให้แสงสว่าง ชาบูๆ (แม้จะมีพวกเหี้ยคอยเป่าลมหายใจเหม็นๆใส่เทียนนั้นก็ตาม)

    ขออภัยที่กรูไม่ไหลตามจ่า :roll: และกรูเชื่อว่าใครใช้สื่อ ใครเสี้ยม ใครลำเอียง จุดจบแม่งไม่มีดีหรอกสัส แรกๆแม่งได้ผลเร็ว แต่ดูผลสุดท้ายสิ อย่างดาวสยาม อย่างเมเนเจ๋อ ผลเป็นไงล่ะ :idea:

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 10 Thumb down 5
  • Wiwi version 1.0:

    @ เมี๊ยวๆ: นี่ก็อ่านไม่รู้เรื่องอีกตัวกูพูดเป็นสิบรอบแล้วว่าไม่มีแม้แต่พยาบาลมาเฝ้า :grin:
    มึงจะให้ผัวคนไข้ first aid ให้เมียเขาเหรอครับอย่างน้อยก็ต้องให้พยาบาลมาดูจริงมั้ย
    ตอบคำถามกูแบบโง่ๆอีกละถ้ามึงคิดแบบมีเหตุผลถ้าวันนั้นมีพยาบาลเวรเฝ้าอยู่ก็ว่าโจทก์แม่งแพ้ไปนานแล้ว
    แต่นี่พยาบาลมีมั้ย ไม่มี หมอก็ไม่มี มึงไม่ต้องอ้างเรื่องลิฟท์เลยครับ ตรรกะมึง Fail ตั้งแต่มึงจับจดแค่ประเด็นที่ว่าไม่มีหมอเฝ้า
    แต่มึงลืมอ่านคำพิพากษาว่าไม่มีแม้แต่พยาบาลมาเฝ้าเนี่ย :grin: ดริฟท์ให้ตายมึงก็แพ้ว่ะ
    เรื่องแม่งสมัยปี 38 มึงยังคิดว่าเป็นสมัยนี้อีกเรอะ :twisted:

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 6 Thumb down 0
  • เมี๊ยวๆ:

    ขอโทษทีครับ เพิ่งไปอ่านฉบับเต็มมา … ขอให้ลืมๆที่โพสต์ไปข้างบนก็แล้วกันนะครับ :idea: (ผิดก็ขอโทษแล้วนะ >,<)

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 4 Thumb down 2
  • sinful:

    แพทย์ก็แค่ปรับตัวครับ
    อย่าไปขวางทางน้ำเลย

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 1
  • Wiwi version 1.0:

    แต่กูเห็นหมอบางคนดริฟท์แล้วกูขำว่าแม่งเปรียบเทียบไปได้ยังไง “ปเก็บได้ C4 ที่ซ่อนไว้อยู่ในกระป๋องโค้กที่เขาเอาไปทิ้ง (โอกาสโคตรน้อยเลยที่จะซวยแบบนั้น) แล้วมึงดันขับซาเล้งไปจอดหน้ารัฐสภาพอดีกับที่มีคนจุดชนวนระเบิด ส่งผลให้ ส.ส. คนหนึ่งเสียชีวิต แล้วมึงก็โดนรัฐบาลจับและฟ้องข้อหาเจตนาฆ่า ก่อความไม่สงบภายในประเทศ มีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง เป็นกบฏโค่นล้มรัฐบาล ”
    กูว่ามึงไม่เข้าใจเจตนาพิเศษของความผิดต่างๆมึงอย่ามาโชว์โง่จะดีกว่ามั้ง ความผิดฐานกบฎมีองค์ประกอบอะไรมึงยังไม่รู้เลยมั้ง

    พูดตามตรงเก็บกระป๋องโค้กที่มี C4 ได้ถ้าเขาไม่มีหลักฐานว่ามึงพกมาโดยหลักฐานมาจากกล้องวงจรปิดเขาฟ้องมึงฐานความผิดนั้นไม่ได้หรอกแต่เขาฟ้องมึงความผิดฐานอื่นมากกว่าซึ่งแม้มึงประมาทก็ติดคุกได้ เช่นวางเพลิง
    ถ้ามึงไม่ความรู้เรื่องไหนมึงก็อย่าเอามายกตัวอย่างเลยว่าอายคนเปล่าๆ :grin:
    เหมือนที่มึงไปด่าคนที่ไม่ได้เป็นหมอนั่นแหละ :grin: กูอ่านแล้วกูจำความคิดหมอในกะลาพวกนี้จริงๆ

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 4 Thumb down 5
  • อย่าเข้าข้างจ่ามาก:

    ประเด็นไม่ใช่แพทย์ไม่อยู่ 15 นาที
    แต่อยู่ที่ ความดันตกขนาดนั้นไปแล้วตั้ง 15 นาที
    แต่ไม่มีแพทย์มาดูแลต่างหาก

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 7 Thumb down 0
  • ikuiy:

    หมอดีๆอ่ะเหรอ

    เคยเจอนะ เเต่เเพง

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 3 Thumb down 0
  • เหอะๆ:

    พูดในฐานะผู้บริโภคนะ ก็รู้สึกเห็นใจหมอแหละนะ ที่ตั้งใจช่วยแต่ดันถูกตัดสิ้นโทษ
    แต่ก็อยากให้นำเรื่องที่เกิดขึ้นมาปรับปรุงให้ดีขึ้นเถอะ เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีญาติคนไหนหรือลูกๆหลานๆเราจะเป็นแบบเคสนี้อีก ไม่แน่อาจจะเป็นลูกหลานของคุณหมอเองก็ได้

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 2 Thumb down 2
  • อืม:

    เรยารีเทิร์นค่ะ wrote:

    อยากฝากถึงคุณหมอที่กลัวนั้นกลัวนี้ เอาแต่อ้างนู้นอ้างนี่ โทษศาลตัดสินไม่ยุติธรรม จนส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของคนเป็น”หมอ”นะคะ ว่า

    “วันนี้คุณทำเต็มที่แล้วหรือยัง…??”
    .
    .
    .

    ขออภัยนะคะ ดิฉันไม่มีความรู้ทางด้ายการแพทย์ ดิฉันคิดได้แค่นี้ค่ะ

    อ่านแล้วเห็นด้วยค่ะ ว่า “คุณคิดได้แค่นี้จริงๆ”

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 9 Thumb down 6
  • C.C.:

    เรยารีเทิร์นค่ะ wrote:

    อยากฝากถึงคุณหมอที่กลัวนั้นกลัวนี้ เอาแต่อ้างนู้นอ้างนี่ โทษศาลตัดสินไม่ยุติธรรม จนส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของคนเป็น”หมอ”นะคะ ว่า
    “วันนี้คุณทำเต็มที่แล้วหรือยัง…??”
    .
    .
    .
    ขออภัยนะคะ ดิฉันไม่มีความรู้ทางด้ายการแพทย์ ดิฉันคิดได้แค่นี้ค่ะ

    ทำเต็มที่?แล้วยังไงครับ ทำเต็มสุดความสามารถ แล้ว โดยที่ขาแหย่คุก หมอก็มีพ่อแม่มีครอบครัวต้องเลี้ยงดู
    หมอไม่มีสิทธ์ปกป้องตัวเองอย่างนั้นหรอครับ

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 10 Thumb down 7
  • อย่าเข้าข้างจ่ามาก:

    MiChan wrote:

    เนื่องด้วยทนาย A จบจากสถาบันแห่งเดียวกับ ทนาย B ทั้งยังสอบผ่านเนติในรุ่นเดียวกัน ดังนั้นการให้สำนวนของทนาย A ผู้ว่าความให้โจทก์จึงไม่น่าจะมีอคติหรือความคิดมุ่งร้านต่อทนาย B และฝ่ายจำเลย

    อ้าวมองกลับกัน …

    งั้นทนาย B ที่จบจากสถาบันเดียวกับทนาย B ก็ย่อมไม่มีอคติ

    งั้นการให้สำนวนความของทั้งคู่ย่อมปราศจากความต้องการห้ำหั่นของทั้งทนาย A และ B โจทก์และจำเลย ดังนั้น
    อารายของเมิ๊งงงงงงง olo

    ศาลยกฟ้อง – – เนื่องด้วยปรองดองสมานฉันท์ เราสถาบันเดียวกัน ประเทศเดียวกัน …

    ปล.คิดเหรอว่าการแข่งขันที่สูงขนาดนี้จะไม่มีผลต่ออคติคนเลย …

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 0
  • นศพ:

    กูซิ่วออกหมอปี 2 พอดี 5555 สงสารเพื่อนๆกูที่ต้องทนชะตากรรมต่อ :twisted: :twisted:

    กรรมของคนเรียนเก่งจริงๆ :o

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 3 Thumb down 0
  • อย่าเข้าข้างจ่ามาก:

    —ต่อจากที่กู Quote—
    อรายของเมิ๊งงงงงง olo

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 0
  • Wiwi version 1.0:

    หมอน่ะปกป้องตัวเองได้ตั้งแต่มึงอธิบายให้คนไข้กับญาติเขาเข้าใจแล้วครับ

    ญาติกูก็ตายคามือหมอ แต่ทำไมก็ไม่ฟ้องหมอเพราะหมอมีปัญญาอธิบายให้กูกับญาติเข้าใจได้ว่ามันเป็นเหตุสุดวิสัย :|
    แต่เคสนี้หลักฐานชัดเกินว่าไม่ใช่เหตุสุดวิสัย ความดันตกมาแล้ว 15 นาทีแต่หมอหายพยาบาลก็ตกใจไม่รู้จะทำไงดี
    โรงพยาบาลเอกชนนี่ไม่มีสายโทรศัพท์ภายในติดต่อหมอเหรอวะ 15 นาทีมันนานพอจะทำให้คนไข้ตายแล้วล่ะ
    เคสนี้มันปัญญาอ่อนตรงที่โรงพยาบาลไม่คิดที่จะอธิบายและขอโทษญาติผู้ตาย แค่คำขอโทษเนี่ยมึงไม่จำเป็นต้องทำผิดแล้วขอโทษ
    แต่ขอโทษเพื่อให้เหตุการณ์มันดีขึ้น แต่นี่โรงพยาบาลเลือกที่จะรักษาหน้าโดยการสู้คดีในศาลผลก็เลยจบแบบ ที่เห็นนี่แหละ
    พูดได้คำเดียวว่าสมควรโดนฟ้องล่ะนะ

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 7 Thumb down 2
  • ม๋าน้อย:

    DZ wrote:

    หน้า45 เกี่ยวกับความคาดหวังและความเชื่อถือของผู้ป่วยต่อรพ.ใช่ไหมครับ?
    ถ้าประเด็นนั้นผมเห็นว่ามันเป็น”ความคิดส่วนตัวของผู้ป่วย”

    ใช่ครับ ความคาดหวังของ return customer ครึ่งบน define ว่า ผู้ตายนั้น
    เป็น return customer โดยมีความคาดหวัง ที่จะได้รับการดูแลที่ดีกว่า แม้จ่ายแพงกว่า
    นั่นคือ ความคาดหวัง ส่วนตัวของคนไข้ … แต่มันไม่ได้มีแค่นั้น

    มาที่ หน้าที่ 45 บรรทัดที่ 7 นับจากด้านล่าง

    ฉะนั้น การที่จำเลยที่ 3 และ 4 ตกลงเป็นแพทย์เพื่อทำคลอดแก่ผู้ตาย
    จึงเกิดหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติต่อผู้ตายด้วย มาตราฐานของการประกอบวิชาชีพเวชรกรรม
    ในระดับดีที่สุดที่โรงพยาบาลเอกชน เช่นจำเลยที่ 1 พึงจะมี

    โดยไม่อาจนำไปเปรียบเทียบให้อยู่ในระดับเดียวกับการไปคลอดที่โรงพยาบาลของรัฐ
    ซึ่งมีผู้ป่วยเป็นภาระที่ต้องดูแลมาก

    จากตรงนี้ หาจะเขียนในรูปที่เข้าใจง่าย คือ

    ##
    คนไข้ยอมจ่ายแพง ก็ความคาดหวังว่า จะได้รับการดูแลที่ดีกว่า

    เมื่อหมอ ตกลงรับเป็นคนไข้ทำคลอด แล้ว ก็มี หน้าที่ ดูแลคนไข้
    ด้วยมาตราฐานที่ดีที่สุดตามที่โรงพยาบาลเอกชนพึงมี

    โรงพยาบาลเอกชนจะบอก แบบเดียวกับ โรงพยาบาลรัฐ
    ว่า คนไข้เยอะ ดูแลไม่ทั่วถึง ไม่ได้
    ##

    ซึ่ง contradict ต่อ สมมุติฐานที่ว่า
    “เมื่อประกอบกับเหตุการณ์ที่ว่าแพทย์รายนั้นไปรักษาคนไข้รายอื่น + สัดส่วนแพทย์ประเทศไทยไม่พอ”

    ด้วยเหตุนี้ จึงคิดว่า หน้า 45 เป็น คำตอบของ สมมุติฐานที่ตั้งไว้ครับ

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 6 Thumb down 0
  • เข้าข้างจ่ามาก:

    ^UsAkI^ wrote:

    ก็เมิงอยากได้มาตรฐานทางการแพทย์ทีดีนักไม่ใช่หรอ
    เค้าก็รักษามาตราฐานทีดีโดยการให้เวลาตรวจกับคนไข้(อื่น) แล้วปล่อยให้ญาติเมิงตายไงครับ :o :o :o

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 1 Thumb down 0
  • Altaïr ibn-La'Ahad:

    Kassy wrote:

    จาก PANTIP http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L11668476/L11668476.html
    จริง ๆ แล้ว ฎีกา หมอที่ รพ.สมิติเวช คือ …
    1. คดีนี้ โจทก์ คือ สามีของผู้ป่วย(หรือผู้ตาย) และตามด้วยลูก ๆ อีกสามคนที่จำ
    เป็นต้องเป็นโจทก์ร่วมด้วย เพื่อให้ได้รับค่าชดเชย จากการเสียชีวิตของแม่ (หรือผู้ป่วย)
    2.ผู้ป่วยรายนี้ตั้งครรภ์ครั้งที่ 8 ,เคยคลอดแล้ว 3 ครั้ง เคยแท้งบุตรและต้องขูดมดลูกแล้ว 4 ครั้ง (G8P3A4)
    3.ผู้ป่วยบอกหมอเองว่า “ขอทำการบล็อกสันหลังเพราะกลัวการเจ็บระหว่างคลอด”
    4.ส่วนจำเลย มีสี่คน คือ หมอสูติฯ ที่เป็นเจ้าของไข้ ซึ่งเคยทำคลอดลูก ๆ คนก่อน ,
    หมอวิสัญญี (หรือหมอดมยา) ผู้ทำ epidural block และได้เคยทำ epidural block ให้กับคนไข้คนนี้ ในการคลอดลูกคนก่อนด้วย,
    จำเลยอีกสองคน คือ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลSV และโรงพยาบาลSVในนามนิติบุคคล
    5.หมอดมยา คนนี้ เรียนจบมาแล้ว 31 ปี ไม่ใช่แพทย์จบใหม่ กะเกณฑ์แล้วน่าจะอายุประมาณ 50-55 ปี
    6.มูลค่าความเสียหายของคดีนี้ ในตอนเริ่มที่ศาลชั้นต้น มีเดิมพันสูงถึง 695,621,852 บาท คือรวมความเสียหายทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากภรรยาเสียชีวิต
    7. ศาลชั้นต้น ยกฟ้อง บอกว่า Pulmonary embolism ยังถือว่าจัดเป็นภาวะ “พ้นวิสัยที่วิสัญญีแพทย์ หรือ สูตินรีแพทย์ โดยทั่วไป จะป้องกันและเยียวยาได้” ไม่ผิดฐานประมาท
    8.ศาลอุทธรณ์ ว่าตามนั้น (แต่การยื่นฟ้องของโจทก์ลดมูลค่าความเสียหายลง ศาลประเมินว่า ตัวเลขเดิมที่ประเมินมานั้น ไม่น่าเชื่อถือ)
    9.เรื่องเดินมาถึงศาลฎีกา “โจทก์” (หรือฝ่ายคนไข้) มีพยานเบิกความเพิ่ม คือ ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ประ (ขอปกปิดจะปลอดภัยกว่า) หรืออีกชื่อในหนังสือพิมพ์คือ “หมอหลวง” อดีตหมอหลวงและอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล
    10. อ.ประ เป็นแพทย์เฉพาะทางด้านวิสัญญี และเป็นผู้นำวิชา epidural block มาใช้ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก! ในโรงพยาบาลศิริราช
    11.ตามสำนวนฟ้อง อ.ประ ถือหุ้น โรงพยาบาลSV เองด้วย!
    12. อ.ประ สนับสนุนว่า จำเลย (ฝ่ายหมอ) ผิดจริง ตามสิ่งที่โจทก์ยื่นฟ้อง
    13. โจทก์ (หรือสามี) ยื่นคำฟ้องในลักษณะที่ว่า วิสัญญีแพทย์ได้ทำ epidural block แล้วละทิ้ง ต้องไปดมยาสลบคนอื่นที่ห้องอื่น จนเป็นการ ละเว้นไม่ปฎิบัติตามหน้าที่ ที่ควรจะทำ
    14.สิ่งที่เป็น “ความผิด” ในฎีกานี้ คือ การประมาท อันเนื่องมาจาก หมอวิสัญญี และหมอสูติฯ ทอดทิ้งผู้ตายไปรักษาพยาบาลผู้ป่วยรายอื่น จนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย
    15.สิ่งที่ อ.ประ สนับสนุน หรือ เบิกความ มีสองประเด็นหลัก
    16.ประเด็นแรก คือ มีความจริงเรื่องหนึ่งที่ปรากฎในรูปคดี คือ หมอวิสัญญีฯ หลังจากทำ epidural block เสร็จ ก็ฝาก พยาบาล ว่าในทำนองว่า “ถ้าคนไข้ปวด ก็เพิ่มยานะ”
    17. พยาบาลเพิ่มยาจริง และนั่นคือการฉีดยาเข้า epidural block
    18.และความจริงในเรื่องนี้ก็คือ พยาบาลฉีดยาเข้า epidural block ไม่ได้ ซึ่งที่ประชุมแพทยสภาได้เห็นสอดคล้องกันในประเด็นนี้ และมีข้อกฎหมายออกบังคับใช้ และยืนยันมาแล้วด้วยก่อนหน้านี้
    19.อ.ประ บอกว่า อาการแทรกซ้อนทางสูติศาสตร์ซึ่งเกิดขึ้นเอง มีความดันโลหิตตก แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ตัวเขียว ซึ่งวิสัญญีแพทย์เท่านั้นจึงจะวินิจฉัยอาการต่าง ๆ เหล่านั้นได้ พยาบาลไม่มีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้
    20.โดย อ.ประ ได้ยก “ระเบียบของกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2530 ฉบับแรก และออกเพิ่มเติม ข้อ 12 ปี 2539 ระบุว่า ผู้ที่เป็นพยาบาล ไม่เคยเรียนวิสัญญีพยาบาลมาก่อน ไม่สามารถกระทำการได้ตามกฎหมายในการใช้ยาทางไขสันหลัง จะเกี่ยวข้องไม่ได้เลย และห้ามกระทำการนี้โดยเด็ดขาดในโรงพยาบาลเอกชน หลักสูตรการสอนวิสัญญีพยาบาลในสถาบันอบรมวิสัญญีพยาบาลของทุกแห่งกำหนดไม่ให้สอนวิชาฉีดที่ใช้ยาชาเข้าไขสันหลังเพื่อไม่ให้ไปปฏิบัติ แต่ผู้ผ่านการฝึกอบรมวิสัญญีพยาบาล จะควบคุมดูแลคนไข้ได้เฉพาะในโรงพยาบาลของรัฐเท่านั้น”
    21. ตามสำนวนฟ้อง ผู้ป่วยได้รับการเจาะถุงน้ำคร่ำเวลาเช้า 08:30am และฉีดยา epidural block ต่อหลังจากนั้น เนื่องจากคนไข้ขอให้ทำ เพราะเจ็บครรภ์คลอด
    22.หลังจาก หมอวิสัญญี ไปดมยาให้กับผู้ป่วยคนอื่นแล้ว ตามเอกสารบอกว่า เวลาประมาณเก้าโมงเช้า คนไข้มีความดันโลหิต (BP) 120/70
    แต่เมื่อเวลา 9:15น. BP ลดลงเหลือ 65/45
    23.หลังจากนั้นก็ CPR (ปฏิบัติการกู้ชีวิต) แล้วย้ายเข้า ICU รวมเวลายื้อชีวิต จนถึงเวลาตาย คือ 09:00-11:30 น.
    24.ขณะ CPR มีหมอคนอื่นเยอะมาก (คือ หมอโรคหัวใจ, หมอวิสัญญีอีกคน, หัวหน้าวิสัญญีแพทย์, ศัลยแพทย์โรคหัวใจ CVT) และยังมีพยาบาล และผู้ช่วยพยาบาล อีกหลายคน
    25.ขณะ arrest (หัวใจหยุดเต้น) แพทย์ลงความเห็นกันว่า เกิดจากการแพ้ marcaine (หรือยาที่ใช้ในการบล็อกหลัง) ต่อมาภายหลังจากการชัณสูตร โรงพยาบาลตำรวจ จึงทราบว่า สาเหตุเกิดจาก ลิ่มเลือดอุดตันในปอด (pulmonary embolism)
    26.ตามเอกสารประกอบสำนวนฟ้อง บอกว่า Pulmonary embolism มีอัตราตายมากกว่า 80% และใน 25% มักจะตายใน 24 ชั่วโมง
    27.แต่ศาลฎีกาบอกว่า อัตราตาย 80% แปลว่ามีอัตรารอด 20% ซึ่งถ้าอยู่ใกล้ชิดตลอด สามารถแก้ไขให้การรักษาได้
    28.ในประเด็นที่สองที่พูดถึงก่อนหน้านี้ อ.ประ บอกว่า”(ความดันโลหิต) จาก 120/70 มา 65/45 mmHg (ในเวลา) 15 นาที ในระหว่างนั้นหายไปไหนไม่ทราบ แสดงว่าไม่มีผู้ใดอยู่กับคนไข้ระหว่างนั้น เป็นการแสดงบุคลิกภาพที่ละเลยต่อคนไข้ ซึ่งเรียกได้ว่า ชุ่ย!!!”
    29.อ.ประ กล่าวต่อ “หายใจไม่ออกก็ไม่ได้บันทึกไว้ การใส่ท่อช่วยหายใจก็ไม่ได้บันทึกไว้ การฉีดยาเพื่อจะเพิ่มความดันโลหิตตกไม่ได้บันทึกไว้ แสดงถึงบุคลิกภาพของวิสัญญีแพทย์นี้ ไม่มีความรับผิดชอบและละเลยต่อสิ่งที่จำเป็นยิ่ง”
    30.หลังจากนั้นจึงยกตัวอย่างต่อไปว่า “กฎของมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ว่า วิสัญญีแพทย์ต้องมีความรับผิดชอบในการทำ epidural block โดยอยู่ใกล้ชิดติดตามอาการเปลี่ยนแปลงอาการคนไข้ โดยไม่ปฏิบัติหน้าที่อื่นพร้อมกัน”
    31.อาจารย์จึง สรุป และกล่าวเป็นทางการว่า “การที่วิสัญญีแพทย์ ทำ epidural block แล้วไม่อยู่กับคนไข้ ออกไปรับภารกิจอื่น เป็นการแสดงถึงความไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ การละเลยต่อหลักวิชาการ ไม่คำนึงถึงชีวิตของผู้ป่วยซึ่งตนรับภาระไว้”
    “การละทิ้งคนไข้โดยไม่เห็นแก่ชีวิตของคน เป็นการผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔ ที่ระบุว่า ศักดิ์ศรีของมนุษย์ย่อมได้รับความคุ้มครอง”
    32.จบประเด็น อ.ประ พยานคนอื่นทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยที่กล่าวต่อจากนี้ แม้เป็นพยานฝ่าย โจทก์ ก็เบิกความในแง่มุมที่ต่างออกไป
    33.อ. ว (คณบดีฯ) เบิกความอธิบายต่อศาลว่า การวัดความดันโลหิต จะใช้คนวัดหรือเครื่องวัดก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นเครื่องวัดจะตั้งเวลาได้ และถ้าผิดปกติจะมีเสียงร้องได้
    34.อ. ส และ อ. ว อีกคน (อาจารย์จากรามาฯ) เบิกความในใจความคล้ายกันว่า (pulmonary embolism) เคยมีประสบการณ์ที่เจอกับตนเองมาบ้าง แม้จะมีรอดจริง แต่ก็คาดการณ์ไม่ได้
    รวมทั้งแม้ขณะที่เจอก็ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่า ผู้ป่วยรายนี้กำลังมีภาวะ pulmonary embolism ทำได้แต่สงสัยว่าจะเป็นเท่านั้น
    35.อ. ว (คนที่สอง) ยืนยันว่า
    “การรักษาคนไข้ ต้องทำงานเป็นทีม (ไม่ใช่แพทย์คนเดียว) เช่น ถ้าหากสูติแพทย์มีการคลอดฉุกเฉิน ทำให้ไม่อยู่ดูแลคนไข้รายนั้นได้ ก็จะมีพยาบาลอยู่ในห้องคลอดตลอดเวลา”
    และ
    “การดูแลคนไข้รอทำคลอด แพทย์จะต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่กับคนไข้ตลอดเวลา เว้นแต่กรณีคนไข้มีปัญหา”
    36.นอกจากพยานแล้ว ยังมีมติของแพทยสภา ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีการประชุมกันหลายครั้ง มีความเห็นค่อนข้างหลายทาง จนสุดท้าย แม้ตัดสินว่า แพทย์ไม่ผิด แต่ก็ไม่เป็นเอกฉันท์
    37.ศาลบอกว่า มติของแพทยสภา ศาลจะเพียงแค่หยิบมาประกอบการพิจารณาเท่านั้น
    39.จากข้อมูลของทั้งสองฝ่ายที่เล่ามา ศาลจึงสรุปว่า พยานหลักฐานของโจทก์ (ฝ่ายคนไข้) มีน้ำหนักน่ารับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย (ฝ่ายหมอ)
    และ
    ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ไม่ได้รักษามาตรฐานของการประกอบวิชาชีพเวชกรรมในระดับที่ดีที่สุด
    40.ดังนั้น การที่จำเลย (หมอวิสัญญี และหมอสูติฯ) ทอดทิ้งผู้ตายไปรักษาพยาบาลผู้ป่วยรายอื่นจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย
    ถือได้ว่า จำเลย กระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย
    จำเลยจึงต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์
    41.สรุปฎีกาพิพากษาแก้เป็น ให้สามีผู้ป่วย 2,800,000 บาท ให้ลูกทั้งสามคน คนละ 1,000,000 , 1,500,000 , 2,000,000 บาท ตามลำดับ
    42.ถือเป็นการ สิ้นสุด คดี “ความผิดปริศนา” ตาม ฎ.๗๖๓๔ /๒๕๕๔
    43. สุดท้าย อ.ประ เบิกความตอนหนึ่งว่า “ที่มาเป็นพยานศาล เพราะต้องการรักษาความเป็นธรรมในสังคม เพื่อให้เกิดเป็นที่ปรากฎเกียรติภูมิและเกียรติศักดิ์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยเฉพาะในระยะที่บรรดาแพทย์ทั้งหลายมีการศรัทธาใน ทรัพย์สินเงินทอง มากกว่า จิตและวิญญาณและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพของแพทย์ พยานจึงจะมาประสงค์ให้การในคดีนี้อย่างตรงไปตรงมา ตามหลักวิชาการและประสบการณ์ที่ได้รับมา”
    44.ข้อความบางส่วนของสำนวนระบุว่า “สำหรับนายแพทย์ประ…นั้น เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิสัญญี มีผลงานทางวิชาการมาก เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ”
    “ซึ่งจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ (หมอวิสัญญีและหมอสูติ) ก็จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล”
    “จึงไม่เชื่อว่า นายแพทย์ประ… จะมีอคติต่อจำเลยที่ ๓’’

    จากคุณ : oak
    เขียนเมื่อ : 5 ก.พ. 55 17:55:08 A:125.26.51.96 X: TicketID:146261

    ถ้าเช่นนั้น มองภาพรวมไม่เป็นกันหรืออย่างไร
    -ผู้รอทำคลอด อาการปกติดี ไม่มีสัญญาณบ่งบอกว่าจะเกิดปัญหา
    -มีคนไข้อื่นรออยู่ แพทย์ประจำไม่เพียงพอ จึงไปดูแลคนไข้รายอื่นต่อ
    -ในช่วงเวลา20นาทีที่หายไป แพทย์กำลังดำเนินภารกิจกับผู้ป่วยรายอื่น
    -ผู้รอทำคลอดเกิดอาการผิดปกติ แพทย์ที่หายไปกำลังปฏิบัติหน้าที่อื่น ซึ่งไม่สามารถละหน้าที่ตรงนั้นได้
    -มาช่วยผู้รอทำคลอดได้ไม่รวดเร็วพอ เนื่องจากติดภารกิจอื่นที่ยังไม่ลุล่วง
    -ผู้รอทำคลอดสิ้นชีพ ในช่วง80%ของการเสี่ยง เนื่องจากแพทย์ไม่ได้เฝ้าดูตลอดเวลาที่มีสาเหตุจากผู้รอทำคลอดอาการปกติดี และไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดภาวะนั้น

    กรณีนี้เกิดขึ้นเพราะบุคลากรไม่เพียงพอ ไม่ใช่เพราะความ”ชุ่ย”ของแพทย์
    ถ้ามีบุคลากรเพียงพอ แพทย์คงไม่ห่างออกไปดูแลผู้ป่วยคนอื่นเป็นแน่

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 7 Thumb down 10
  • เรยารีเทิร์นค่ะ:

    C.C. wrote:

    เรยารีเทิร์นค่ะ wrote:
    อยากฝากถึงคุณหมอที่กลัวนั้นกลัวนี้ เอาแต่อ้างนู้นอ้างนี่ โทษศาลตัดสินไม่ยุติธรรม จนส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของคนเป็น”หมอ”นะคะ ว่า
    “วันนี้คุณทำเต็มที่แล้วหรือยัง…??”
    .
    .
    .
    ขออภัยนะคะ ดิฉันไม่มีความรู้ทางด้ายการแพทย์ ดิฉันคิดได้แค่นี้ค่ะ

    ทำเต็มที่?แล้วยังไงครับ ทำเต็มสุดความสามารถ แล้ว โดยที่ขาแหย่คุก หมอก็มีพ่อแม่มีครอบครัวต้องเลี้ยงดู
    หมอไม่มีสิทธ์ปกป้องตัวเองอย่างนั้นหรอครับ

    หมอที่ทำอะไรแล้วเซฟตัวเองตลอด ไม่มีสิทธิ์มาพูดแบบนี้หรอกค่ะ
    ในเมื่อคุณคิดแบบนี้ แล้วครอบครัวคนไข้หละ ชีวิตครอบครัว?? ลูก ภรรยา?? ครอบครัวเขาไม่รู้นี่ มารักษาที่นี่ มาหาหมอที่นี่แล้วต้องมา….ตาย (ป.ล. เรื่องบางเรื่องมันโทษใครไม่ได้อันนี้เข้าใจ เพราะมันเคยมีเคสหลายเคสที่ศาลตัดสินแล้วหมอไม่ผิด ไม่ใช่ว่าทุกครั้งที่คนไช่เสียชีวิตจะต้องเป็นความผิดของหมอเสมอนี่คะ แต่เคสนี่ไม่ใช่)

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 3 Thumb down 12
  • Wiwi version 1.0:

    Altaïr ibn-La’Ahad wrote:

    ถ้าเช่นนั้น มองภาพรวมไม่เป็นกันหรืออย่างไร
    -ผู้รอทำคลอด อาการปกติดี ไม่มีสัญญาณบ่งบอกว่าจะเกิดปัญหา
    -มีคนไข้อื่นรออยู่ แพทย์ประจำไม่เพียงพอ จึงไปดูแลคนไข้รายอื่นต่อ
    -ในช่วงเวลา20นาทีที่หายไป แพทย์กำลังดำเนินภารกิจกับผู้ป่วยรายอื่น
    -ผู้รอทำคลอดเกิดอาการผิดปกติ แพทย์ที่หายไปกำลังปฏิบัติหน้าที่อื่น ซึ่งไม่สามารถละหน้าที่ตรงนั้นได้
    -มาช่วยผู้รอทำคลอดได้ไม่รวดเร็วพอ เนื่องจากติดภารกิจอื่นที่ยังไม่ลุล่วง
    -ผู้รอทำคลอดสิ้นชีพ ในช่วง80%ของการเสี่ยง เนื่องจากแพทย์ไม่ได้เฝ้าดูตลอดเวลาที่มีสาเหตุจากผู้รอทำคลอดอาการปกติดี และไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดภาวะนั้น

    กรณีนี้เกิดขึ้นเพราะบุคลากรไม่เพียงพอ ไม่ใช่เพราะความ”ชุ่ย”ของแพทย์
    ถ้ามีบุคลากรเพียงพอ แพทย์คงไม่ห่างออกไปดูแลผู้ป่วยคนอื่นเป็นแน่

    กูอยากให้มึงอ่านหน้าที่ 55 ที่เป็นความเห็นของอนุกรรมการของแพทยสภาด้วยว่ะขนาดหมอด้วยกันยังไม่เห็นด้วย
    ในหน้านั้นมีใจความว่า “การที่สูติแพทย์ให้ยาระงับความรู้สึกทางไขสันหลังแล้วไม่ได้ดูแลอย่างใกล้ชิด แล้วต้องไปให้ยาสลบแก่ผู้ป่วยอีกรายหนึ่งซึ่งผ่าตัดใหญ่ใช้เวลาผ่าตัดหลายชั่วโมง ย่อมเป็นอันตรายต่อคนไข้ทั้งสอง ย่อมไม่ใช่มาตรฐานที่ดีที่สุดที่พึงจะกระทำ”

    นี่ขนาดความเห็นของหมอนะเขายังบอกว่ามันอันตรายที่จะให้หมอวิ่งรอกวางยา โดยบล็อคหลังแล้วปลีกไปทำการวางยาผ่าตัดใหญ่
    เผลอๆคนไข้จะตายพร้อมกันทั้งสองรายนะมึง :x ซึ่งแค่นี้ก็พอให้วินิจฉัยว่าประมาทได้แล้ว
    มาอ่านตรงนี้กูก็ว่าหมอมันประมาทจริงๆนั่นแหละถ้าแจ็คพ๊อตแตกตายพร้อมกันทั้งสองเคสนี่อ่วมอรทัยเลยล่ะ
    มึงเลิกแถกรณีที่ว่า โอกาสตาย 80% ได้แล้วว่ะนี่พี่แกบล็อคหลังเสร็จไปผ่าตัดใหญ่ต่อจะวิ่งรอกกลับมาทันมั้ยนั่น

    ในการลงมติที่ช่วยหมอคะแนนก็สูสีนะให้ลงโทษ/ไม่ลงโทษ 12 ต่อ 13 เนี่ย แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการเองก็ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด
    แต่ที่มติมันพลิกมันมาจากอำนาจมืดบางอย่าง

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 4 Thumb down 2
  • LL:

    เรยารีเทิร์นค่ะ wrote:

    C.C. wrote:
    เรยารีเทิร์นค่ะ wrote:
    อยากฝากถึงคุณหมอที่กลัวนั้นกลัวนี้ เอาแต่อ้างนู้นอ้างนี่ โทษศาลตัดสินไม่ยุติธรรม จนส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของคนเป็น”หมอ”นะคะ ว่า
    “วันนี้คุณทำเต็มที่แล้วหรือยัง…??”
    .
    .
    .
    ขออภัยนะคะ ดิฉันไม่มีความรู้ทางด้ายการแพทย์ ดิฉันคิดได้แค่นี้ค่ะ
    ทำเต็มที่?แล้วยังไงครับ ทำเต็มสุดความสามารถ แล้ว โดยที่ขาแหย่คุก หมอก็มีพ่อแม่มีครอบครัวต้องเลี้ยงดู
    หมอไม่มีสิทธ์ปกป้องตัวเองอย่างนั้นหรอครับ

    หมอที่ทำอะไรแล้วเซฟตัวเองตลอด ไม่มีสิทธิ์มาพูดแบบนี้หรอกค่ะ
    ในเมื่อคุณคิดแบบนี้ แล้วครอบครัวคนไข้หละ ชีวิตครอบครัว?? ลูก ภรรยา?? ครอบครัวเขาไม่รู้นี่ มารักษาที่นี่ มาหาหมอที่นี่แล้วต้องมา….ตาย (ป.ล. เรื่องบางเรื่องมันโทษใครไม่ได้อันนี้เข้าใจ เพราะมันเคยมีเคสหลายเคสที่ศาลตัดสินแล้วหมอไม่ผิด ไม่ใช่ว่าทุกครั้งที่คนไช่เสียชีวิตจะต้องเป็นความผิดของหมอเสมอนี่คะ แต่เคสนี่ไม่ใช่)

    จรรยาบรรณแพทย์สากล หมอต้องเห็นความปลอดภัยของตัวเองมาอันดับหนึ่งครับ
    ถ้าคนไข้มีเลือดออกมาก หากไม่ช่วยแล้วจะตาย แม้มีอุปกรณ์ทุกอย่างยกเว้นถุงมือ จรรยาบรรณแพทย์สากลก็ห้ามช่วยครับ

    ประเทศไทยมันเรียกร้อง จรรยาบรรณแพทย์เกินมาตราฐานมาตลอดอยู่แล้ว :o :o

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 6 Thumb down 3
  • เฮ้อ:

    Wiwi version 1.0
    ^^
    อีนี่แมร่งเป็นไรมากเปล่าว่ะ
    คงต้องรอให้ ญาติอีWiwi version 1.0แมร่งโดนปล่อยให่ตาย เพราะหมอต้องนั่งเฝ้าไข้คนอื่นแม้ไม่จำเป็นก่อนแฮะ มันถึงจะเข้าใจ :o :o :o

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 2 Thumb down 7
  • oio:

    Wiwi version 1.0 wrote:

    กูอยากให้หมอหลายๆคนไปลงเรียนนิติบ้างจะได้อ่านคำพิพากษาเป็นจะได้รู้ปัญหาและวิธีแก้ไขปัญหาไม่ใช่ ออกประกาศมาแดกดันศาลอย่างที่มึงทำกันอยู่เนี่ย

    กม. มันเป็นวิชาบังคับเลือกของหมออยู่แล้ว ไอ้ควาย
    มีแต่ผู้พิพากษาน่ะ ลองไปเรียนวิชาของคณะแพทย์ดูบ้าง เอาแบบเรียนกี่ปีก็ได้จนกว่าจะเรียนจบไปเลยเหอะ

    บางวิชาคณะแพทย์แค่หน่วยเดียว เนื้อหามันมากกว่า นิติทั้งปีเลยนะเว้ย

    กุนี่ไม่แปลกใจเลย พวกคณะอื่นมันถึงดูถูกพวกเรียนกม.น่ะ

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 3 Thumb down 7
  • sad:

    ทำดี…เสีย10ล้าน ไม่ทำห่า…แต่ด่าคน :razz:
    กุขอเป็นหมอเหี้ยๆ ปล่อยให้คนไข้มันตายไปเองดีกว่าครับ

    สงสารหมอเหี้ยๆอย่างกุหน่อยเหอะ กุไม่มีเงินมาจ่ายคนไข้ผู้น่าสงสารว่ะ :sad: :sad:

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 5
  • quidnunc:

    @ เล็กสั้น หลั่งเร็ว ไร้ลีลา:
    อ้าว! 5 นาทีนี่นานเหรอ?

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 2 Thumb down 0
  • tora:

    เหตุ คนไข้ตายเพราะ amniotic fluid…ทีไม่เกี่ยวกับการดมยาเลย

    ผล หมอดมยาผิดทีไม่เฝ้าไข้ ทำให้คนไข้ตาย?

    ตกรระอะไรของมันว่ะเนี้ย?? :evil:

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 4 Thumb down 3
  • Someone:

    คือ มันก็สรุปยาก ว่าตกลงควรจะสงสารใครดี ?

    เรารู้นะว่าคนที่เข้าโรงพยาบาลต่างก็หวังผล 100% ว่าตัวเองจะไม่เป็นอะไร
    แต่หมอไม่ใช่เทพเจ้าที่จะชี้เป็นชี้ตายใครได้

    หมอเป็นผู้รักษา บรรเทา .. ไม่ใช่ผู้วิเศษ ใครเป็นอะไรไปหาหมอสิจะได้หาย? มันก็ไม่ใช่
    ไม่งั้นเขาจะมีคำว่า Idiopathic (โรคที่ยังหาสาเหตุไม่ได้) ไว้ทำไม?

    บางครั้งเราไม่อาจรู้ได้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น การที่คนไข้อยู่ๆเกิดอาการแทรกซ้อนที่นานๆจะมีคนเป็นที
    มันก็ลำบากเหมือนกัน หมอก็ควรจะต้องระวังไว้ตลอดเวลา (อันนี้ถ้าพลาดก็อาจจะสามารถ ‘จัดหนัก’ ได้เป็นกรณีไป)

    ในชีวิตของเรา ส่วนตัวต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อย เพราะร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง
    และเราก็ยังไม่เคยเจอหมอที่ไม่ดีนะ ทุกคนที่เราเห็นก็ดูเต็มที่กับหน้าที่ หรือเกินกว่าหน้าที่ด้วยซ้ำ

    ที่เจอบ่อยคือพยาบาลหน้าหมั่นไส้ควรแก่การสู้รบปรบมือด้วย และไม่ค่อยใส่ใจหน้าที่เท่าไหร่
    [พยาบาลน่ารักก็มีให้เป็นปลื้มเยอะเหมือนกัน แบบที่สำนึกว่าัตัวเองเป็นพยาบาลจากหัวใจอ่ะนะ]

    คือ อยากบอกว่า คนเรามันมีอยู่ทุกประเภทไม่ว่าจะสังคมไหน
    ถ้ารั้งไว้ไม่ได้ ก็ให้คิดว่าเป็นเพราะ ‘กรรม’ ก็แล้วกัน หรือไม่ก็ต้อง ‘ทำใจ’ หากว่ามันพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว

    ตอนที่เราเส้นเลือดในสมองแตก เราก็คิดว่าตัวเองต้องตายแน่ๆแล้วเหมือนกัน เสี้ยวนาทีนั้นเรายังทำใจได้เลย
    เคยถามแม่ แม่ก็บอกว่า ทำบุญด้วยกันมาแค่นี้ ถ้าเราต้องตายจริงๆ แม่ก็คงต้องยอมปล่อย

    ดราม่านี้ก็คงต้องอ่านไว้เป็นอุทาหรณ์ ให้หลายๆคนได้คิดว่าชีวิตนี้ทำเต็มที่แล้วหรือยัง?
    ไม่ว่าจะหน้าที่ไหนก็ตาม :]

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 1 Thumb down 1
  • เหยดดดดดดดด:

    ที่กูจะบอกคือ พวกเมิงจะไม่เข้าข้างหมอในกรณีนี้ กูไม่ว่าเลย กูก้อว่ากรณีนี้ หมอก้อผิดจริงว่ะ แต่ไอ้พวกคนที่แม่งโลกสวย บอกว่าหมอต้องเฝ้า24ชม.น่ะ มึงพูดกันมา ก้อรู้อยู่ว่าทำไม่ได้ :razz: ใครมันจะไปว่างเฝ้าตลอดกันวะ หมอเค้าก้อดูแล้ว40นาทีว่าไม่มีอะไร เค้าเลยออกไปดูคนไข้เคสอื่น แล้วให้พยาบาลดูแล แล้วทำไมกลายเป็นว่า เหลือคนไข้กะสามีสองคนได้วะ อันนี้กูอยากรู้ :arrow: แล้วสมมุติว่าเมิงเปนญาติคนไข้ที่รอหมอคนนี้ไปรักษา กลายเป็นว่า หมอมารักษาไม่ได้ เพราะต้องอยู่เผ้าคนที่รอคลอด แล้วกลายเปนว่าญาติเมิงตาย เมิงก้อโวยวายอีก กูพูดถูกมั้ย ? :x

    หมอเลวๆเหี้ยๆมันก้อมี ไอ้พวกเห็นแก่เงินมันก้อมี กูยอมรับ ทำงานมาเนี่ย กูก้อเจอหมดทุกรูปแบบแหละ แต่กูก้ออยากรู้ มันจะมีหมอคนไหนที่เหี้ยขนาดอยากให้คนไข้ตัวเองตายป่ะวะ ? ไม่มีหรอกเว้ย กุูเรียนมาเป็นสิบปี(รวมเฉพาะทาง) กูก้ออยากรักษาเค้าให้ดีที่สุด ถ้ากูอยากรวยอยากสบาย กูลาออกไปแล้ว หมอน่ะเงินไม่ได้เยอะนะเว้ย เมิงบวกชม.ที่กุทำงานแล้วเอาเงินหารอ่ะ :evil: :evil: :evil: ไปทำงานอย่างอื่นกูสบายกว่าเยอะว่ะ

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 3 Thumb down 3
  • Bubblebond:

    เป็นเรื่องจริงอย่างนึงครับสำหรับหมอดมยา หรือหมอวางยา
    เพื่อนผมเรียนหมอที่อังกฤษ เค้าบอกกับผมว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วจะให้ความสำคัญกับหมอดมยาอย่างมาก เพราะว่าผมการวิจัยออกมาว่า

    - ถ้ามีผู้ประสบอุบัติเหตุแล้วอยู่นอกพื้นที่ รพ. โอกาศตาย 70 %
    - ถ้ามีผู้ประสบอุบัติเหตุแล้วในพื้นที่ รพ. โอกาศตาย 50 %
    - ถ้าทั้งสองกรณีข้างบนมีหมอดมยาอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย โอกาศตาย 5-10 %

    แล้วมาตรฐานการสอบเฉพาะทางของอังกฤษ นอกจากจะสอบเรื่องวิชาหมอแล้ว ยังมีสอบพวกระบบบไฟฟ้า การต่อวงจร และวิชาฟิสิกส์อีกด้วย ซึ่งพวกนี้ประเทศไทยจะไม่มีสอบ (ผมไม่รู้ว่าตอนนี้มีหรือยังนะครับ)

    ผมถามเพื่อนผมว่า ทำไมไม่มาเป็นหมอที่ไทย ทั้งๆที่เป็นหมอดมยา แล้วประเทศไทยยังมีความต้องการตรงนี้มาก
    เพื่อนผมตอบว่า เพราะเค้ามองว่า แค่พยาบาลทำก็พอแล้ว

    มันจึงเป็นข้อแตกต่างระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้ว กับประเทศที่ยังหรือกำลังพัฒนาครับ

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 4 Thumb down 1
  • แฟนคลับจ่า:

    achuna wrote:

    แฟนคลับจ่า wrote:
    สุดยอดเลยครับบบ ทีนี้พวกเข้าข้างไม่ลืมหูลืมตาจะได้ตาสว่างขึ้นมาบ้าง

    ใครไม่ลืมหูลืมตาวะ ?
    บอกตรงๆ อ่านที่เค้าสรุปเป็นข้อๆแล้ว ตูก็ยังคิดเหมือนเดิม ว่าศาลไม่ได้ดูความเป็นจริง
    เอาง่ายๆ ถ้าให้มาเป็นหมอในเคสนี้ จะทำยังไงกันมั่ง
    1. นั่งเฝ้าคนไข้รายนี้ โดยไม่สนใจคนไข้รายอื่น ?
    2. ปลีกตัวไปช่วยคนไข้รายอื่น แล้วให้พยาบาลเฝ้า ?
    แน่นอน ถ้าเอาตามศาลพิจารณา ก็ต้องทำตามข้อ 1. ถึงจะถูก
    ….ว่าแต่ คิดดีแล้วเหรอ ที่จะทำแบบนั้น
    จริงอยู่ อาจจะบอกว่า คนไข้รายอื่น ก็ให้หมอคนอื่นไปรักษาแทนสิ
    …แล้ว มันมีมั้ยล่ะ
    ก็ อย่างที่ว่ากันแหละ “เป็นหมอก็ต้องทำให้ดีที่สุดสิ ทำไม่ได้ จะมาเป็นหมอทำไม”
    ก็เพราะบอกมาแบบนี้ หมอเค้าก็เลยจะไม่ทำแล้วไง (คงเฝ้าตลอดไม่ได้ งั้นก็ไม่รับทำละกัน)ถูกต้องแล้วนี่นา
    …ต่อไปนี้ขอเชิญพบกับการให้การรักษารูปแบบใหม่
    โดยทาง รพ.จะจัดแพทย์ไว้คอยดูแลท่านตลอด24ชม.
    อ๊ะ แต่ต้องมาให้ทันนะ เพราะในแต่ละวัน เราคงรักษาท่านได้ไม่กี่คน…
    …ตรงตามหัวดรามาเด๊ะ

    ดิ้นเลยนะมรึง 55555

    สนุกดีวะ

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 3 Thumb down 3
  • บางกอก สวิงกิ้ง แมน:

    ทุกคนมองหมอ มองครู สวยหรูไปอ่ะเปล่า
    ความจริงมันก็แค่อาชีพอาชีพหนึ่ง
    ที่ทำไปเพื่อหารายได้น่ะ
    ใครที่ค้าขาย มึงขายของแล้วโดนคนกลับมาด่ามาฟ้อง มึงยังเซ็งเลย
    นับประสาอะไรกับ หมอ วะ
    หมอมันก็คนนั่นแหละ อะไรที่ทำแล้วเสี่ยงกับตัวมันเอง มันก็ไม่อยากทำ
    ถ้ามันเลือกได้หมอมันคงให้มึงเซ็นต์สัญญาประเภท ตายห้ามฟ้อง สมัครใจเอง ไปแล้ว
    อย่ามองโลกสวยประมาณว่า หมอต้องเห็นประโยชน์คนไข้มาอันดับหนึ่ง บลาๆๆๆๆ ไร้สาระชิบหอย
    เราต้องการหมอที่ เก่ง , ไม่เลี้ยงไข้ ไม่ใช่หมอที่เป็นพ่อพระว่ะ
    ส่วนเคสนี้ กูว่าทนายฝั่งหมอไม่เก่งว่ะ
    พวกมึงลองมองหมอ ครู เป็นอาชีพหนึ่ง ที่มีเพื่อสร้างรายได้ให้แก่คนอาชีพนั้น แล้วจะสบายจายยยยยยย

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 4 Thumb down 2
  • DARK SIDE OF ANGLE:

    จากกรณีนี้ที่รู้ๆคือ โรงบาลเอกชนที่แพงอยู่แล้วมันจะยิ่งแพงขึ้นอีกเพราะมันบวกเพิ่มเผื่อคนไข้ฟ้อง
    ซึ่งจริงๆหลายปีมานี้เอกชนต่างๆก็ขึ้นราคาประกันความเสี่ยงตรงนี้อยู่แล้ว แต่จะยิ่งเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น :cry: :cry:
    อิฉันรู้สึกได้

    คนที่ซวยไม่ใช่ใคร ก็คนที่ป่วยนี่แหละ ถ้ามึงเป๋าไม่ตุงจริงก็ไปเป็นคนไข้อนาถาที่โรงบาลรัฐแล้วกัน :twisted: :twisted:

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 4 Thumb down 0
  • หนูบานเย็น:

    บานฉ่ำ wrote:

    หนูบานเย็น wrote:

    กูเห็นคนอายุเท่ากูไปเรียนหมอ (ม.เอกชน) เหมือนแม่งจะทำงานได้แป๊บเดียวก็ซื้อมินิคูปเปอร์ตัวท๊อปได้แล้วด้วยเงินเดือนตัวเอง

    แล้วเหมือนทีแม่งเรียนเพราะพ่อแม่อยากให้มันเรียน เอาเข้าจริงๆคะแนนเอนท์มันไม่ถึงเกณท์ของมหาลัยปิด มันเลยต้องถ่อไปเรียนถึงม.เอกชนที่ค่าเทอมแพงหีแตด และจบมา มันก็ได้เป็นหมอเหมือนกัน

    กูเข้าใจว่าแพทย์ไทยขาดแคลน แต่การที่ใครก็ได้ที่ผลการเรียนพอจะโอเคหน่อยแล้วบ้านรวยมีตังอยู่ดีๆก็มาเป็นหมอรักษาคนไข้ตาม รพ เอกชนใน กทม. ถึงขั้นมีตังไปซื้อมินิคูปเปอร์เนี่ย…ยังไงวะ? คือคนที่เป็นหมอเพราะอยากเป็นและเป็นด้วยความสมัครใจและเสียสละมันก็มี และกูก็เห็น(บ้าง) แต่คนที่เป็นเพราะเรื่องน้ำเงินและผลประโยชน์ก็เยอะ ต่อไปนี้สถาปนิกควายๆแบบกูควรจะมองวงการนี้แบบไหน? ในเมื่อตัวอย่างการกระทำแบบทุนนิยมแม่งก็มีอยู่ต่อหน้ากูให้ทัศน์และสดับอยู่เต็มๆ

    คนเราก็อยากมีชีวิตที่มั่นคงอะนะ… เอวัง… กูก็นั่งทำงานเยี่ยงวัวควายต่อไป สัด…

    แน่ใจหรือครับว่ามันไม่ได้ซื้อด้วยเงินมันเอง เพราะมาเรียนได้บ้านคงรวยอยู่แ้ลว

    มันบอกว่าซื้อได้ด้วยเงินเดือนตัวเองครับ ก็ไม่รู้นะ เห็นมันเที่ยวบอกชาวบ้านแบบนั้น

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 1 Thumb down 1
  • ผีแดง:

    ก็มันเป็นสันดานคนไทย เอะอะ ปิดถนน เอะอะประท้วง อะไรไม่รู้แต่ขอตังไว้ก่อน ในเคสนี้มันก้เหมือนกับทำนายแผ่นดินไหว ใครมันจะไปคำนวณได้เป๊ะ ว่าจะเกิด แล้วในผู้ป่วย 1 แสนมันจะ มีประมาณ 7.7 ราย น้อยกว่าอุบัติเหตุทางถนนอีก เหมือนเรื่อง contagion เลย ต่อไปความกลัวจะสะพัด แล้วคนที่ลำบากก็คือตัวคนไข้เอง

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 4 Thumb down 1
  • tora:

    เวปสังคังคุณภาพแมร่งเข้าข้างศาลวุ้ย :razz: แค่ไม่เห็นด้วยกับศาลก็แบนกุซะแระ :o :o :o :o

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 2 Thumb down 3
  • คนสวยรักสัตว์ และรักเด็ก:

    แมวสีส้ม wrote:

    ขอชี้แจงเรื่อง วิสัญญีแพทย์ นิดนึงครับ เผื่อคนนอกวงการจะไม่รู้
    คือ สาขาวิสัญญีแพทย์ (ว.แพทย์) นี่เป็นสาขาขาดแคลนครับ เปิดอบรมทุกปี แต่เบ็ดเสร็จ “ทั้งประเทศ” ก็ขาดแคลนครับ
    ว.แพทย์ มีแค่ใน รพ.มหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น รพ.จุฬาฯ รพ.ศิริราช รพ.ศูนย์ (ใหญ่กว่า รพ.จังหวัด) รพ.จังหวัด
    ส่วน รพ.อำเภอ รพ.ชุมชน ไม่มีแน่ๆ
    ซึ่งปัญหานี้เป็นมานานมากแล้ว ทำให้ต้องเปิดอบรม “วิสัญญีพยาบาล” …..

    ขนาดใน Dr. K ยังขาดเลย… มีมือระดับเทพฯ แค่คนเดียว
    ;-)

    ดิฉันต้องไปหาหมออยู่… (ใกล้จะได้ผ่าตัดรอบสุดท้ายแล้ว อาทิตย์หน้า)
    ให้กำลังใจหมอที่ดี และทำเพื่อคนไข้ทุกคนอย่างเต็มที่นะคะ

    ปล. ว.แพทย์ที่ ร.พ.แพทย์ปัญญาเก่งมากเลย ดิฉันโดนบล็อกไม่เจ็บเลย

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 3 Thumb down 0
  • ซ้ำ ๆ แบบช้ำ ๆ:

    อ่านคำพิพากษากันหรือยัง สงสารหมอที่ทำเอกชนนะ เหมือนนิทาน เรื่อง ชาวนากับงูเห่า ลองเข้าไปอ่านดูกันนะ
    หน้า 7 และ หน้า 60 รพ (จำเลยที่ 1) อ้างว่าจัดบริการสถานที่อย่างเดียว ที่เหลือเป็นเรื่องของหมอ รพ ไม่เกี่ยว
    หน้า 30 ผู้เชี่ยวชาญหมอดมยาฝ่ายโจทก์ (อดีตคณบดีดมยา) ให้การว่า หมอดมยา (จำเลย) ชุ่ย แล้วผู้เชี่ยวชาญอดีตคณบดีดมยา ให้บังเอิญที่เป็น กรรมการผจก รพ เอกชน ดังกล่าว

    ปิดประตูตีแมวกันเห็น ๆ มาแนวอเมริกามาก ๆ จากฐานะจำเลย เมื่อได้รับการกันเป็นพยาน เจ้าทุกข์และโจทก์ จะได้ไม่เอาเรื่อง

    หมอที่คิดจะไปเอกชน คิดดี ๆ อ่านสัญญาดี ๆ ก่อนนะ รักษาให้คนป่วยหาย รพ เอกชนได้ชื่อเสียง พอคนป่วยตาย หมอติดคุก รพ เขาบอกเขาไม่เกี่ยว

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 5 Thumb down 0
  • ^UsAkI^:

    เข้าข้างจ่ามาก wrote:

    ก็เมิงอยากได้มาตรฐานทางการแพทย์ทีดีนักไม่ใช่หรอ
    เค้าก็รักษามาตราฐานทีดีโดยการให้เวลาตรวจกับคนไข้(อื่น) แล้วปล่อยให้ญาติเมิงตายไงครับ

    UsAkI

    ต้องรอให้ญาติคุณตายเองก่อนเหรอ คุณถึงจะรู้สึกน่ะ ต้ัองให้โดนกับตัวเองบ้างจะรู้สึกใช่มั๊ย

    ก็ขอให้ญาติคุณตายห่าไปบ้างแล้วกัน หรือไม่ก็คุณเองน่ะตายห่าไปเลย ไอ้สวะเอ้ย
    ญาติเราเสียไปสองคนเพราะแพทย์ผิดพลาด คนแรกเป็นโรคหัวใจ แต่เข้าโรงพยาบาลไปรักษาเรื่องแผลไม่หายซะที เพราะเป็นเบาหวาน

    หมอดันให้ยานอนหลับป้าเรากิน ป้าเราเลยหลับไม่ตื่นอีกเลย

    ส่วนน้าคนที่หมอไล่ให้กลับไปกินน้ำเกลือน่ะ เค้าปัสสาวะไม่ออก เลยกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือดตาย

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 6 Thumb down 2
  • ^UsAkI^:

    เข้าข้างจ่ามาก wrote:เข้าข้างจ่ามาก:

    February 6, 2012 at 2:33 am
    477

    ^UsAkI^ wrote:

    ก็เมิงอยากได้มาตรฐานทางการแพทย์ทีดีนักไม่ใช่หรอ
    เค้าก็รักษามาตราฐานทีดีโดยการให้เวลาตรวจกับคนไข้(อื่น) แล้วปล่อยให้ญาติเมิงตายไงครับ

    UsAkI

    ความเป็นคนคงไม่เหลือแล้วสินะ ชาตินี้คงเป็นได้แค่เศษสวะ เท่านั้น

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 3 Thumb down 1
  • ทนไม่ไหวแล้วหว่ะ:

    การอ้างว่าแพทย์ไม่เพียงพอเลยไม่สามารถรักษามาตราฐานได้ตามที่กฎหมายกำหนดเป็นข้ออ้างที่ผมรับไม่ได้จริงๆครับ
    ผมคิดว่าถ้าแพทย์ประเทศเราไม่พอเพียงจริงๆ ก็น่าจะปรับมาตราฐาน,กฎหมายให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
    ถ้าไม่ปรับกฎหมายก็ต้องทำตามที่กฎหมายที่ตั้งขึ้นมาครับ แม้มันจะทำให้เกิดปัญหาดูแลคนไข้ไม่ทั่วถึงหรือการไม่สามารถบล็อคสันหลังได้ก็ตาม
    ผมไม่คาดหวังให้แพทย์ยอมเสี่ยงต่อการผิดกฎหมายเพื่อรักษาผม แต่ผมก็ต้องการให้อย่างน้อยแพทย์ที่รักษาผมทำงานได้มาตราฐานที่กฎหมายของประเทศนี้ตั้งไว้
    ไม่งั้นมาตราฐานหรือกฎหมายมันจะมีไว้เพื่ออะไร มันคือสิ่งที่อย่างน้อยคุณควรจะทำได้ไม่ใช่ในอุดมคติคุณควรจะทำได้นะครับ
    ผมคิดว่าโรงพยาบาลเอกชนสมควรมีความสามารถพอที่จะจัดหาแพทย์มาทำการผ่าตัด,ทำคลอดได้ตามที่กฎหมายกำหนดนะครับเพราะเงินไม่ใช่ปัญหาอยู่แล้วเพราะสามารถผลักภาระมาที่ผู้ป่วยได้
    การที่คุณไม่สามารถรักษามาตรฐานการรักษาให้ได้เท่าที่กฎหมายกำหนดแลัวยังมาเปิดเป็นโรงพยาบาลเอกชน ผมคิดว่าสมควรโดนฟ้องร้องแล้วนะ

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 6 Thumb down 3

Leave a Reply

Pages: Prev 1 2 3 4 5 6 7 8 Next
DVDr2u COPYDVD Photobucket Photobucket
เคมีภันฑ์" Photobucket Photobucket