ดราม่าเอยจงซับซ้อนยิ่งขึ้น
ดราม่าเอยจงซับซ้อนยิ่งขึ้น

หนทางพินาศของแพทย์ไทย?

 photo HON Garena  photo Banner200
 photo PB Garena

img38

😯 เรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อสิบหกปีก่อน มีหญิงตั้งครรภ์คนนึงไปคลอดที่โรงพยาบาลสมิติเวช

ระหว่างรอคลอด แพทย์ที่ดูแลก็ให้ยาแก้ปวดด้วยวิธีการบล๊อคหลังเพื่อลดอาการปวดจากการบีบตัวของมดลูก

วิธีนี้แพทย์จะเจาะหลังและใส่สายเล็กๆเข้าไปในช่องเหนือไขสันหลัง และให้ยาแก้ปวดในปริมาณน้อยๆ

ไม่ต้องให้เยอะแยะเหมือนการฉีดยาแก้ปวดเข้าเส้นเลือดตามปรกติ วิธีนี้จะทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยาแก้ปวดน้อยมาก

 😐 ภาพประกอบการให้ยาแก้ปวดด้วยวิธีบล๊อคหลัง

img233

😉 และนอกจากให้ยาแก้ปวดแล้ว ในเคสนี้ยังมีการเจาะถุงน้ำคร่ำเพื่อกระตุ้นให้คลอดไวยิ่งขึ้น

การเจาะถุงน้ำคร่ำก็คือการใช้อุปกรณ์เข้าไปเจาะถุงน้ำคร่ำให้แตก

ในคนท้องที่คลอดช้า หรือต้องการให้การคลอดครรภ์นั้นไวยิ่งขึ้น

Amnioti

😯 ทีนี้มันเกิดปัญหาระหว่างการคลอด ผู้ป่วยรายนี้เกิดมีอาการเหนื่อยแน่นหน้าอกขึ้นมาฉับพลัน

ญาติที่เฝ้าไข้อยู่ก็ไปตามพยาบาล พยาบาลก็ไปตามแพทย์ นับระยะเวลาตั้งแต่เกิดอาการจนถึงตอนที่แพทย์มาดูอาการ

กินระยะเวลา 4-5 นาที หลังจากนั้นทีมแพทย์ได้ให้การรักษาแต่ในที่สุดผู้ป่วยก็เสียชีวิต

😥 ผลการชันสูตรพบว่าผู้ป่วยเสียชีวิตจากภาวพมีน้ำคร่ำไปอุดตันในเส้นเลือด

โรคนี้เกิดจากมีน้ำคร่ำหลุดเข้าไปในเส้นเลือดของแม่ระหว่างการคลอด ทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอก

ความดันต่ำ ระบบไหลเวียนโลหิตและการหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตในเวลาไม่นาน

เป็นภาวะที่ไม่สามารถป้องกันได้ทำนายอาการล่วงหน้าก็ยาก อาการจะเกิดขึ้นเฉียบพลัน

และอัตราการตายสูงมาก ประมาณ 70-80 % จากการศึกษาทางสถิติพบว่าในการคลอดแสนครั้ง จะมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ 7.7 ราย

❓ สรุปว่าโรคนี้คือฝันร้ายของแพทย์โดยแท้เพราะไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้า แถมต่อให้รักษาโอกาสเสียชีวิตก็ยังสูงลิบลับ

หลังจากนั้นญาติของผู้ป่วยก็ทำการฟ้องร้องโรงพยาบาลสมิติเวช เรียกค่าเสียหายราวๆหกร้อยล้านบาท

คดีนี้ทั้งสองฝ่ายสู้กันจนถึงศาลฎีกา ในที่สุดหลังจากผ่านมาสิบหกปี ศาลฎีกาก็ตัดสินให้ญาติผู้ป่วยเป็นฝ่ายชนะคดี

และตัดสินว่าคดีนี้ผู้ป่วยเสียชีวิตเพราะความประมาทเลินเล่อของแพทย์ผู้ให้การรักษา

รายละเอียดคร่าวๆก็ประมาณว่าหลังจากหมอดมยา (วิสัญญีแพทย์) ทำการบล๊อคหลังให้ยาแก้ปวดแล้ว

ไม่ได้อยู่ดูอาการคนไข้ตลอดเวลา แต่เดินไปดูอาการของคนไข้เคสอื่นๆ ซึ่งถือว่าผิดมาตรฐาน

😯 เทียบกับตำราแพทย์ต่างประเทศที่ระบุว่าต้องมีแพทย์คอยดูอาการคนไข้ตลอดเวลาหลังให้ยาแก้ปวด!!

และโรงพยาบาลสมิติเวชต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับครอบครัวของผู้ป่วยเป็นเงินจำนวนแปดล้านกว่าบาท

แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าคำพิพากษาของคดีนี้ทำให้เกิดความแตกตื่นขึ้นในวงการแพทย์

แพทย์หลายๆคนก็แสดงความเห็นว่าการที่ศาลตัดสินคดีแบบนี้จะมีผลกระทบต่อวงการแพทย์อย่างใหญ่หลวงในอนาคตอันใกล้

จะทำให้ไม่มีหมอคนไหนกล้าทำคลอดให้คนไข้ เพราะศาลดันตัดสินว่าการเสียชีวิตของผู้ป่วยจาก..

ภาวะแทรกซ้อนอย่างน้ำคร่ำอุดเส้นเลือดที่ไม่สามารถป้องกันได้นั้น เป็นความประมาทของแพทย์ผู้ให้การรักษา!!

ก่อนที่จะไปอ่านดราม่าเรื่องนี้ันแอดมินขอแนะนำให้ทุกท่านโหลดคำพิพากษาศาลฎีกาไปอ่านกันเสียก่อน

😉 เชิญโหลดไปอ่านได้จาก url นี้เลยครับ

http://t.co/14yirlIq

ส่วนใครสนใจรายละเอียดของข่าวเพิ่มเติม เชิญที่ url นี้ครับ

http://www.thairath.co.th/content/region/233074

ทีนี้ประเด็นมันอยู่ที่ว่าหลังจากมีคำพิพากษานั้นออกมา ก็มีสถาบันทางการแพทย์บางแห่ง

ออกมาตราการเพื่อลดปัญหาฟ้องร้องในคดีดังกล่าว โดยออกประกาศห้ามมิให้สูติแพทย์

ให้ยาแก้ปวดโดยการบล๊อคหลัง หรือทำการเจาะถุงน้ำคร่ำให้ผู้ป่วยอีกต่อไป!!

แถมยังระบุด้วยว่าถึงแม้การทำหัตถการสองอย่างนี้ให้ผู้ป่วยจะถูกต้องเหมาะสมตามตำราแพทย์

➡ แต่ในเมื่อศาลมันตัดสินมาอย่างนั้น ก็ถือว่ามันเป็นเรื่องไม่เหมาะสมให้ยึดตามคำสั่งศาลก็แล้วกัน

img231

 😆 ปล.ในภาพนี้ใช้คำผิดนะครับ เจาะถุงน้ำคร่ำกระตุ้นให้คลอดมันต้องใช้คำว่า Amniotomy

ถ้าเป็น Premature rupture of Membrane หมายถึงถุงน้ำคร่ำแตกเองก่อนเจ็บครรภ์

ทำให้มีคนเอาประเด็นนี้มาตั้งกระทู้บ่นในห้องสวนลุมว่าถ้าศาลตัดสินกันแบบนี้

😥 อีกหน่อยถ้าจะทำคลอดให้คนไข้ คงต้องทำตามคำพิพากษาของศาล ไม่ได้ทำกันตามตำราแพทย์อีกต่อไปแล้วมั้ง!!

img232

ชาวสวนลุมที่ส่วนนึงเป็นคนในแวดวงสาธารณสุข เช่นหมอ พยาบาล ก็แสดงความเห็นกันว่า

ในเมื่อศาลพิพากษาแบบนี้ กรูไม่ทำคลอดให้คนไข้ดีกว่าว่ะ มีเคสคลอดก็ส่งเข้าโรงพยาบาลจังหวัดกันไปเลย

เพราะกรูไม่กล้าเสี่ยงทำคลอดที่โรงพยาบาลชุมชน กลัวว่าถ้าคนไข้ตายขึ้นมาเพราะโรคนี้

👿 แล้วโดนญาติฟ้องศาลขึ้นมา กรูไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายค่าเสียหายจริงๆว่ะ

img234

😕 บ้างก็วิจารณ์ศาลว่าพิพากษาออกมาแบบนี้ได้ไง? รู้มั้ยว่าคำพิพากษาแบบนี้มันกำลังทำร้ายวงการแพทย์ไทยอยู่

หมอเจ้าของเคสที่มาเจาะน้ำคร่ำกับให้ยาแก้ปวดโดยการบล๊อคหลังน่ะ เขาก็ดูอาการหลังทำเสร็จตั้งสี่สิบนาที

พอแน่ใจว่าตอนนั้นคนไข้อาการปรกติ ไม่มีผลข้างเคียงหลังให้เจาะหลัง เขาก็ไปทำงานอื่นต่อ

หมอดมยาคนนั้นเขาไม่ได้นั่งอู้อยู่เฉยๆนะ แต่เขาไปดมยาให้ผู้ป่วยในห้องผ่าตัดข้างๆ

ระหว่างนั้นก็ให้พยาบาลคอยดูอาการของคนไข้ตลอดเวลา แต่ศาลตัดสินว่าหมอผิดเพราะไม่ได้อยู่กับคนไข้ตลอดเวลา

😡 ทั้งๆที่ต่อให้หมออยู่ด้วย ณ เวลานั้นก็ไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดภาวะน้ำคร่ำอุดตันเส้นเลือดได้!!

img23

และหลายๆความเห็นก็บอกว่านับจากนี้ไปคงไม่มีหมอที่โรงพยาบาลชุมชนคนไหนกล้าทำคลอดให้คนไข้

แต่ส่งไปทำคลอดที่โรงพยาบาลจังหวัดทุกราย ต่อให้เป็นเคสคลอดธรรมดาๆที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนก็ส่งต่อแหลกราญ

แถมในคำพิพากษายังบอกว่าการเจาะถุงน้ำคร่ำเป็นการกระทำโดยความประมาท

ดังนั้นในเมื่อไม่มีการเจาะถุงน้ำคร่ำอีกต่อไป กรูเชื่อขนมกินได้เลยว่านับจากนี้ไป

😯 การผ่าตัดคลอดบุตรในประเทศไทยจะสูงปรี๊ดทุบทุกสถิติที่เคยมีมาเป็นประวัติการณ์!!

img24

😕 อมยิ้มบางคนก็ไม่เห็นด้วยกับบรรดาหมอๆเหล่านี้ และเถียงกลับว่าพวกเอ็งต้องยอมรับคำพิพากษาสิวะ

ไม่ว่าจะอาชีพไหนๆในประเทศไทยมันก็ต้องอยู่ใต้กระบวนการทางกฏหมายระบบเดียวกันทั้งนั้น

คราวนี้ศาลแค่ตัดสินว่าหมอผิดเพราะประมาท พวกมึงก็ควรจะก้มหน้าก้มตารับกรรมไป

ไม่ใช่ออกมาร้องไห้ฟูมฟาย หาว่าศาลตัดสินมั่วซั่วหรือเรียกร้องให้ศาลเปลี่ยนคำตัดสิน

ถ้าเกิดศาลบ้าจี้แก้ไขคำพิพากษาเพราะกระแสเรียกร้องของบางวิชาชีพ บ้านเมืองมันมิวุ่นวายตายห่าเลยเหรอวะ?

แถมในคำพิพากษาน่ะศาลเขาระบุไว้ด้วยนะว่าที่พิพากษาแบบนี้เพราะมันเป็นโรงพยาบาลเอกชน

:mrgreen: ที่เก็บค่ารักษาแพงหูฉี่ ดังนั้นศาลจะคาดหวังมาตรฐานการรักษาที่สูงลิบจากโรงพยาบาลเอกชนมันผิดตรงไหนฟะ!?

img25

😡 ฝั่งหมอก็เถียงกลับไปว่าแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกันวะ? กฏหมายกับคำพิพากษาน่ะมันต้องบังคับใช้ได้เท่าเทียมกัน

ไม่มีแบ่งแยกว่าที่นู่นเป็นเอกชนที่นู่นเป็นโรงบาลรัฐ เอ็งจะบอกว่าถ้าเคสนี้เกิดขึ้นในโรงบาลรัฐ ศาลจะตัดสินว่าหมอไม่มีความผิดรึไง!?

คดีนี้นี่เรื่องใหญ่นะเว้ย เพราะถ้าเป็นงี้ต่อไปเรื่อยๆอีกหน่อยจะมีคนไข้ไปรอคลอดที่โรงพยาบาลจังหวัดเป็นขโยง

จนวันๆหมอที่นั่นไม่ต้องทำห่าอะไรกันแล้วนอกจากทำคลอดทั้งวี่ทั้งวัน

😛 เพราะโรงพยาบาลชุมชนเอาคดีนี้มาเป็นอุทาหรณ์ จนไม่กล้าทำคลอดและส่งต่อเข้าจังหวัดหมดยังไงล่ะว้อย!!

img26

จากนั้นความเห็นในกระทู้ก็แบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายนึงก็เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาล

😈 และบอกว่ากรูสะใจกับคำพิพากษาของศาลในคดีนี้ฉิบหายเลยว่ะ

img27

อีกฝ่ายก็ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา และบอกกับคนที่สะใจเมื่อเห็นหมอแพ้คดีว่า

:mrgreen: เชิญพวกมึงสะใจกันให้หนำใจเลย แล้วพวกมึงจะรู้สำนึกเองในยามที่พวกมึงเห็นกลียุคของระบบสาธารณสุขไทย!!

img28

😮 อมยิ้มชื่อ “นักรบสายรุ้ง” ก็ประณามหมอที่ไม่ยอมเจาะถุงน้ำคร่ำหรือบล๊อคหลังให้ยาแก้ปวดว่าพวกมึงมันดีแต่ปกป้องตัวเอง!!

แทนที่พวกมึงจะพัฒนาการรักษาคนไข้ให้ดียิ่งขึ้นอย่างสร้างสรรค์ แต่พวกมึงกลับเอาแต่ปกป้องตัวเองและพวกเดียวกัน!!

และเอาประเด็นนี้มาเป็นข้ออ้างเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเจาะถุงน้ำคร่ำและบล๊อคหลังให้ยาแก้ปวดกับคนไข้!!

การที่ศาลพิพากษาคดีนี้ว่าหมอชุ่ยน่ะมันไม่ทำให้ระบบสาธารณสุขของไทยพังพินาศหรอกโว้ย!!

:mrgreen: แต่ในทางกลับกันมันจะทำให้คุณภาพชีวิตของคนไข้ดีขึ้นต่างหาก ถ้าพวกมึงรู้จักเลิกเอาแต่ปกป้องตัวเองท่าเดียวซักที!!

img29

😡 ฝั่งหมอก็เถียงกลับไปว่ามึงพูดจาแบบนี้แม่งโคตรบั่นทอนกำลังใจของหมอๆอย่างพวกกรูพอๆกับคำพิพากษาเลยนะคะ

แหม พูดง่ายนะมึงบอกให้แก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ มึงจะให้พวกกรูสร้างสรรค์กันยังไงวะคะ

ในเมื่อถ้าให้การรักษาตามตำราแบบเดิมๆก็เสี่ยงโดนฟ้อง ถ้าไม่ทำก็โดนด่าว่าเป็นหมอไร้จรรยาบรรณ

😛 ถ้าพวกกรูไร้จรรยาบรรณจริงป่านีน้คงปิดโรงพยาบาลประท้วงกันทั้งประเทศเหมือนที่อินเดียแล้วมั้งคะ!!

img30

บ้างก็ถามกลับว่าการที่หมอๆอย่างพวกกรูจะปกป้องตัวเองมันผิดตรงไหน?

😎 ใครมันจะอยากไปทำงาน ประเภทที่ว่าเหมือนเอาตีนข้างนึงแหย่เข้าไปอยู่ในคุกวะครับ?

img31

😛 ฝั่งที่เห็นด้วยกับคำพิพากษาก็ด่าหมอว่า เอ๊ะ พวกมึงมันเป็นห่าอะไรกันไปหมดแล้ววะ?

สาบานนะว่านี่คือหมอซึ่งเป็นวิชาชีพที่เห็นประโยชน์สุขและความเจ็บไข้ได้ป่วยของคนไข้มาเป็นอันดับหนึ่ง!!

แต่กรูอ่านที่พวกมึงแสดงความเห็นกันแล้ว รู้สึกว่าสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งของพวกมึงคือตัวเองมากกว่ามั้ง

หมออย่างพวกมึงอ่ะไม่สนใจหรอกว่าคนไข้จะเจ็บปวดทรมานขนาดไหน ขอให้ตัวเองไม่โดนฟ้องก็พอใจแล้วใช่มั้ยล่ะ!!

img32

😕 ฝั่งหมอก็เถียงกลับว่า ก็เออสิวะ!! มึงไม่เคยโดนฟ้องมั่งก็พูดง่ายนี่หว่า มึงรู้มั้ยว่าชีวิตหมอจริงๆน่ะ

มันไม่ได้สวยงามปานโรยด้วยลีบกุหลาบเหมือนในจินตนาการของมึงหรอกนะ!!

ก่อนที่มึงจะมาประณามพวกกรูว่าปกป้องตัวเองหรือเห็นความปลอดภัยของตัวเองมาเป็นอันดับหนึ่ง

:mrgreen: พวกมึงลองถามใจตัวเองดูเถอะว่าถ้างานที่มึงทำอยู่ต้องเอาขาข้างนึงแหย่เข้าไปในตาราง พวกมึงจะยังทำงานนั้นต่ออีกมั้ย!?

img33

😳 อมยิ้มชื่อ FOB ก็แก้ตัวแทนศาลว่าทีหมอยังอ้างว่ารักษาคนไข้เต็มที่แล้ว ต่อให้คนไข้ตายก็ไม่ควรเอาผิดหมอ

แล้วพวกมึงจะไปด่าศาลทำไม? ศาลเขาก็ตัดสินไปตามหลักฐานและข้อเท็จจริงทางวิชาการ

ต่อให้คำพิพากษาของท่านอาจทำให้เกิดกลียุคของระบบสาธารณสุขไทย พวกมึงก็ควรจะให้อภัยศาลนะเว้ย!!

:smile: เพราะศาลเขาก็ทำงานของเขาอย่างเต็มที่แล้ว เหมือนที่พวกมึงพยายามรักษาคนไข้กันอย่างเต็มที่นั่นแหละ

img34

และต่อให้หมอถูกศาลตัดสินให้จำคุกเพราะรักษาคนไข้ไม่สำเร็จ แต่พวกเอ็งก็ถือว่าติดคุกเพราะทำความดี

😆 ไม่ได้เข้าคุกเพราะทำชั่วอย่างค้ายาบ้าหรือโกงกินชาติบ้านเมืองนะเว้ย!!

img35

ฝั่งหมอก็แขวะกลับว่า อู้หู มึงนี่โลกสวยโคตรๆเลยนะ แหม มีบอกให้พวกกรูภูมิใจที่เข้าคุกเพราะความดีซะด้วย

😕 แต่มึงไม่สงสัยมั่งเหรอวะว่าถ้าทำความดีแล้วต้องติดคุก อีกหน่อยมันจะมีควายตัวไหนอยากทำดีอีกฟะ!?

img36

จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็เถียงกันไปเถียงกันมาว่าคำตัดสินของศาลฎีกาในครั้งนี้จะนำระบบสาธารณสุขของไทย

😯 ไปสู่แสงทองของรุ่งเช้าวันใหม่ หรือจะนำไปสู่ความฉิบหายย่อยยับอัปปรีย์ทั้งระบบกันแน่!?

หลายๆความเห็นในกระทู้นี้ที่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาล ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

ศาลน่ะไม่จำเป็นต้องมีความรู้เฉพาะด้านในเรื่องที่กำลังพิจารณาคดีกันอยู่ร้อกกก

เพราะหน้าที่เอาหลักฐานมาคัดง้างกันว่าใครถูกใครผิดมันเป็นหน้าที่ของทนายทั้งสองฝ่าย

ศาลท่านก็แค่ทำตัวเหมือนแก้วว่างๆ รับข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายมาพิจารณาว่าฝ่ายไหนน่าเชื่อถือมากกว่ากันก็เท่านั้น

👿 ดังนั้นถ้าคดีนี้หมอไม่ได้ทำผิด แต่ศาลตัดสินว่าหมอผิด ก็ไม่ได้แปลว่าศาลผิดแต่เป็นเพราะทนายฝั่งหมอมันกากส์เอง!!

img37

😥 พูดตามตรงว่าข้อมูลทางวิชาการในวงการแพทย์นั้นบางเรื่องมันก็ต้องเป๊ะๆตามตำราก็จริง

แต่หลายๆอย่างก็ไม่สามารถทำได้เพราะบ้านเรามีทรัพยากรไม่เท่าต่างประเทศที่เป็นคนเขียนตำรา

ยกตัวอย่างเช่นหมอดมยา หมอดมยาในเมืองไทยนี่ถือว่าเป็นสาขาที่ขาดแคลนมาก

ไม่ต้องยกตัวอย่างที่ไหนไกล ลองไปดูตามห้องผ่าตัดของโรงพยาบาลใหญ่ๆหรือมหาลัยแพทย์ก็ได้

ขนาดมหาลัยแพทย์ยังไม่มีหมอดมยาอยู่ดูคนไข้ทุกห้องเลย พอดมยาเสร็จอาการคนไข้ปรกติ

ก็เวียนไปทำงานที่ห้องอื่นต่อ แล้วให้พยาบาลดมยาเป็นคนดูอาการคนไข้แทน

ถ้าเกิดมีความผิดปรกติอะไร พยาบาลดมยาก็จะตามหมอดมยามาดูอาการคนไข้ทันที

ดังนั้นการพิพากษาคดีอะไรซักอย่าง แค่อิงตามตำรามันไม่พอ แต่ต้องมองภาพรวม

😆 ว่าระบบสาธารณสุขของไทยมันขาดแคลนแค่ไหน และเรามีกำลังคน มีความพร้อมพอที่จะทำตามตำราฝรั่งเป๊ะๆแล้วรึยัง

และที่สำคัญที่สุดคือเราควรจะมีศาลเอาไว้ตัดสินคดีที่ต้องการความรู้เฉพาะด้านมากๆอย่างคดีฟ้องร้องแพทย์แล้วหรือยัง?

อาห์ แล้วดราม่านี้จะลงเอยเช่นไร? อนาคตจะยังมีหมอกล้าเจาะถุงน้ำคร่ำให้คนไข้อีกหรือไม่?

😉 พวกเธอว์จงตามไปเสพในกระทู้นี้โดยพลัน!!

การเปลี่ยนแปลงหลังศาลตัดสินรพ. สมิติเวช

http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L11646231/L11646231.html

ปล.ลองอ่านดราม่าเก่าดูมั่งนะเธอว์

 photo Ads  photo banner200 Ads
 photo Ads60090
 
Comments
พรุนพรุน
701

ประเด็นนี้เราพอจะเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง ถ้าตอนนั้นแพทย์และบุคลากรที่เกี่ยวข้องสามารถทำอะไรได้ตามระเบียบขั้นตอน ลงโน๊ตลงอะไรให้ถูกต้อง ก็น่าจะทำให้สามารถพูดได้เต็มปากกว่านี้ว่าเป้นเหตุสุดวิสัยจริงๆ ช่องว่างให้ถูกฟ้องมันก็อาจจะน้อยลงรึเปล่านะ (เราไม่มีความรู้เรื่องแพทย์หรือกฏหมาย) ดูจากดราม่าเรื่องหมอซาดิสก์อีก เราคิดว่าต่อไปนี้คุณหมอคงต้องพยายามทำอะไรให้รัดกุมขึ้นสักนิด มีการบันทึกอะไรเป็นลายลักษณ์อักษร และสื่อสารกับคนไข้และครอบครัวให้ดีๆ ว่าต่อไปนี้หมอกำลังจะทำอะไรบ้าง แล้วมันจะมีความเสี่ยงอะไรบ้าง

เห็นมีคนเปิดประเด็นเรื่องการแพทย์ของญี่ปุ่น เลยอยากจะมาแชร์ให้ฟังนิดหนึ่งว่าระบบของที่นั่นก็มีอะไรประหลาดๆเหมือนกัน ถึงได้เกิดกรณีที่คนไข้ตายก่อนได้ไปโรงพยาบาลได้ ทั้งๆที่ประเทศเค้าก็เจริญแล้วแท้ๆ…
อย่างเมืองที่เราอยู่นี่ ถ้าเทียบกับเมืองไทยก็คงจะแนวๆอ.เมืองนนทบุรีหรือปทุมธานี คือเป็นบ้านนอกที่ค่อนข้างเจริญ ที่แปลกคือ เป็นเมืองเล็กๆประชากรไม่เยอะ แต่มีโรงพยาบาลตึกใหญ่ๆเยอะมาก แทบจะเรียกว่าทุก 500 เมตรได้ ยังไม่นับรวมคลีนิคเล็กๆน้อยๆมากมาย ทว่า ในบรรดาโรงพยาบาลหลายสิบที่นี้ ดันมีอยู่แค่สองโรงพยาบาลที่เปิดรับคนป่วยฉุกเฉินตอนกลางคืน
มาถึงจุดนี้อาจจะยังฟังดูไม่แปลกเท่าไหร่ (ถึงแม้ว่าเราจะชินกับการที่โรงพยาบาลเมืองไทยแทบจะทุกทีเปิดรับผู้ป่วยฉุกเฉินได้) แต่ปัญหามันอยู่ที่การจะไปให้ถึงโรงพยาบาลสองที่นี่สิ เห็นเค้าบอกกันว่า ด้วยความที่เมืองของเรามีประชากรส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและคนพิการ(มีชุมชนสำหรับคนพิการโดยเฉพาะ) ทำให้รถพยาบาลต้องวิ่งกันทั้งวันทั้งคืนจนวันไหนไม่ได้ยินเสียงจะรู้สึกแปลกๆ
เคยฟังเพื่อนเล่ามาว่า เพื่อนที่เป็นคนญี่ปุ่นไม่สบายมาก ปวดท้อง ไข้ขึ้น ตัดสินใจไปโรงพยาบาล ก็โทรหาหน่วยฉุกเฉิน ปรากฏว่าคำตอบที่ได้คือ “ไม่มีรถพยาบาลที่ว่างเลย ถูกใช้งานอยู่ทุกคัน” และก็บอกให้เพื่อนพยายามหาทางไปโรงพยาบาลเอาเอง เพราะทางนั้นเขาคิดว่าอาการป่วยของเพื่อนไม่สำคัญพอถ้าเทียบกับอาการป่วยของคนไข้รายอื่นที่ต้องส่งรถไปรับ แต่ก็ช่วยเช็คให้ว่ามีโรงพยาบาลไหนเปิดอยู่บ้าง เพื่อที่จะได้ให้เรียกแท็กซี่ไปเอง ปรากฏว่าไม่รู้ทำไม ดันไม่มีโรงพยาบาลไหนเปิดรับเลย เห็นว่าหมอไม่มาหรือด้วยสาเหตุอะไรหลายๆอย่าง ทำให้เพื่อนต้องติดแหง่กอยู่กับอาหารปวดท้องและไข้สี่สิบองศาจนเก้าโมงเช้าของวันรุ่งขึ้นที่โรงพยาบาลเปิดนั่นแหละ…

ปล.ไหนๆก็บ่นเรื่องนี้แล้ว ขอพ่วงอีกเรื่องของห้องพยาบาลที่มหาลัย พยาบาลที่ประจำอยู่แทบจะไม่ทำอะไรให้เลย ไม่แม้กระทั่งจะจ่ายยาลดไข้ให้ เล็กๆน้อยๆไล่ให้ไปหาหมอเองหมด ที่เจอมากับตัวเองคือ รุ่นน้องไข้ขึ้น 39 องศา ก็บอกให้นั่งรถเมล์ไปโรงพยาบาลเอง โดยให้เราที่เป้นรุ่นพี่ไปเป็นเพื่อน… ถึงเราจะพอเข้าใจอ่ะนะว่ามันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แต่ก็แอบรู้สึกสงสารน้องและตัวเองนิดๆ(กลัวติดอ่ะ ช่วงสอบ) อีกรอบหนึ่งก็… เค้าก็บังคับให้เราเป็นคนพารุ่นน้องไอเรื้อรังมา 3 เดือนและไอเป็นเลือดไปหาไปโรงพยาบาลเฉยเลย อูย… ตอนนั้นเราก็ยังไม่ปีกกล้าขาแข็ง ภาษาญี่ปุ่นอ่อนแอมากๆ ยังดีที่โชคดีเจอหมอพูดภาษาอังกฤษได้ อีกใจก็แอบคิดถ้ารุ่นน้องเป็นวัณโรคขึ้นมาหนูมิติดเหรอคะ 👿 (ดีนะที่ผลออกมาว่าเป็นปอดบวมเรื้อรัง…) อันนี้จะว่าเป็นความเฟลของระบบสาธารณะสุขของญี่ปุ่นก็คงไม่ถูกเท่าไหร่ ว่าเป็นความเฟลของมหาลัยมากกว่า ที่เจือกมาตั้งบนดอย โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดก็ห่างไปเกือบครึ่งชั่วโมงโดยรถบัส แถมปิด 4 โมงเย็นอีกตะหาก… สภาพแบบนี้น่าจะหาหมอมาประจำสักสองสามวันต่อสัปดาห์ได้แล้วมั้ง 😥

702

กระบวนการยุติธรรมบ้านเรามันมีปัญหาเกิน อะไรทีผู้พิพากษาไม่รู้ไม่เข้าใจนี่ ผู้พิพากษาจะไม่สนใจเลยนะครับ

เคยมีกรณี โพสหมิ่น(บุคคลธรรมดา) ศาลสนใจแค่มาจากบ้านใหน ใครเป็นเจ้าของเน็ตแค่เนี้ย
จะเลขเครื่อง(mac address) ใครจะเป็นคนเล่น จะมาจากเครื่องใหน ผู้พิพากษาไม่รู้…ก็ไม่รับฟังเลยอ่ะ

เห็นด้วยกับจ่านะ ยังไงก็ควรมีผู้พิพากษาทีมีความรู้ความชำนาญเฉพาะทางมาพิจารณาคดีแทนอ่ะ

วีคลาสสิค
703

ลาก่อนไอ้เด็กหัวเกรียน
ไปดูดนมแม่นอนไป๊

วีต้าแมน
704

วีคลาสสิค wrote:

ลาก่อนไอ้เด็กหัวเกรียน
ไปดูดนมแม่นอนไป๊

อ่าวแม่งถึกเว้ย ไม่ตายอีกคนพวกโง่ตายยากจริง

ยุ่นปี่
705

ตามมาเห็นด้วยกับประเด็นนี้ เราดีกว่าญี่ปุ่นหลายเท่านัก ขออย่าให้ไทยเหมือนญี่ปุ่นเลย 😯

ผู้หญิงท้องแก่จะคลอดลูก รถรพ. วิ่งไป 8 แห่งไม่มีที่ไหนรับ สุดท้าย ผู้หญิงตายคารถพยาบาลเพราะเด็กไม่กลับหัว… :sad:

ส่วนตัวโดนมาแล้วกับการแพทย์ญี่ปุ่น รพ. ปิดวันเสาร์อาทิตย์ ปิดกลางคืน เปิดเฉพาะรพ. มหาลัย เคยโดนหามไปวันเสาร์เข้าแผนกฉุกเฉิน ผลคือ ไม่มีเตียงมารับ !!! ขออธิษฐานให้ประเทศไทยเราไม่เป็นเช่นนั้น สาธุ…. :sad:

พรุนพรุน wrote:

ประเด็นนี้เราพอจะเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง ถ้าตอนนั้นแพทย์และบุคลากรที่เกี่ยวข้องสามารถทำอะไรได้ตามระเบียบขั้นตอน ลงโน๊ตลงอะไรให้ถูกต้อง ก็น่าจะทำให้สามารถพูดได้เต็มปากกว่านี้ว่าเป้นเหตุสุดวิสัยจริงๆ ช่องว่างให้ถูกฟ้องมันก็อาจจะน้อยลงรึเปล่านะ (เราไม่มีความรู้เรื่องแพทย์หรือกฏหมาย) ดูจากดราม่าเรื่องหมอซาดิสก์อีก เราคิดว่าต่อไปนี้คุณหมอคงต้องพยายามทำอะไรให้รัดกุมขึ้นสักนิด มีการบันทึกอะไรเป็นลายลักษณ์อักษร และสื่อสารกับคนไข้และครอบครัวให้ดีๆ ว่าต่อไปนี้หมอกำลังจะทำอะไรบ้าง แล้วมันจะมีความเสี่ยงอะไรบ้าง

เห็นมีคนเปิดประเด็นเรื่องการแพทย์ของญี่ปุ่น เลยอยากจะมาแชร์ให้ฟังนิดหนึ่งว่าระบบของที่นั่นก็มีอะไรประหลาดๆเหมือนกัน ถึงได้เกิดกรณีที่คนไข้ตายก่อนได้ไปโรงพยาบาลได้ ทั้งๆที่ประเทศเค้าก็เจริญแล้วแท้ๆ…
อย่างเมืองที่เราอยู่นี่ ถ้าเทียบกับเมืองไทยก็คงจะแนวๆอ.เมืองนนทบุรีหรือปทุมธานี คือเป็นบ้านนอกที่ค่อนข้างเจริญ ที่แปลกคือ เป็นเมืองเล็กๆประชากรไม่เยอะ แต่มีโรงพยาบาลตึกใหญ่ๆเยอะมาก แทบจะเรียกว่าทุก 500 เมตรได้ ยังไม่นับรวมคลีนิคเล็กๆน้อยๆมากมาย ทว่า ในบรรดาโรงพยาบาลหลายสิบที่นี้ ดันมีอยู่แค่สองโรงพยาบาลที่เปิดรับคนป่วยฉุกเฉินตอนกลางคืน
มาถึงจุดนี้อาจจะยังฟังดูไม่แปลกเท่าไหร่ (ถึงแม้ว่าเราจะชินกับการที่โรงพยาบาลเมืองไทยแทบจะทุกทีเปิดรับผู้ป่วยฉุกเฉินได้) แต่ปัญหามันอยู่ที่การจะไปให้ถึงโรงพยาบาลสองที่นี่สิ เห็นเค้าบอกกันว่า ด้วยความที่เมืองของเรามีประชากรส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและคนพิการ(มีชุมชนสำหรับคนพิการโดยเฉพาะ) ทำให้รถพยาบาลต้องวิ่งกันทั้งวันทั้งคืนจนวันไหนไม่ได้ยินเสียงจะรู้สึกแปลกๆ
เคยฟังเพื่อนเล่ามาว่า เพื่อนที่เป็นคนญี่ปุ่นไม่สบายมาก ปวดท้อง ไข้ขึ้น ตัดสินใจไปโรงพยาบาล ก็โทรหาหน่วยฉุกเฉิน ปรากฏว่าคำตอบที่ได้คือ “ไม่มีรถพยาบาลที่ว่างเลย ถูกใช้งานอยู่ทุกคัน” และก็บอกให้เพื่อนพยายามหาทางไปโรงพยาบาลเอาเอง เพราะทางนั้นเขาคิดว่าอาการป่วยของเพื่อนไม่สำคัญพอถ้าเทียบกับอาการป่วยของคนไข้รายอื่นที่ต้องส่งรถไปรับ แต่ก็ช่วยเช็คให้ว่ามีโรงพยาบาลไหนเปิดอยู่บ้าง เพื่อที่จะได้ให้เรียกแท็กซี่ไปเอง ปรากฏว่าไม่รู้ทำไม ดันไม่มีโรงพยาบาลไหนเปิดรับเลย เห็นว่าหมอไม่มาหรือด้วยสาเหตุอะไรหลายๆอย่าง ทำให้เพื่อนต้องติดแหง่กอยู่กับอาหารปวดท้องและไข้สี่สิบองศาจนเก้าโมงเช้าของวันรุ่งขึ้นที่โรงพยาบาลเปิดนั่นแหละ…

ปล.ไหนๆก็บ่นเรื่องนี้แล้ว ขอพ่วงอีกเรื่องของห้องพยาบาลที่มหาลัย พยาบาลที่ประจำอยู่แทบจะไม่ทำอะไรให้เลย ไม่แม้กระทั่งจะจ่ายยาลดไข้ให้ เล็กๆน้อยๆไล่ให้ไปหาหมอเองหมด ที่เจอมากับตัวเองคือ รุ่นน้องไข้ขึ้น 39 องศา ก็บอกให้นั่งรถเมล์ไปโรงพยาบาลเอง โดยให้เราที่เป้นรุ่นพี่ไปเป็นเพื่อน… ถึงเราจะพอเข้าใจอ่ะนะว่ามันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แต่ก็แอบรู้สึกสงสารน้องและตัวเองนิดๆ(กลัวติดอ่ะ ช่วงสอบ) อีกรอบหนึ่งก็… เค้าก็บังคับให้เราเป็นคนพารุ่นน้องไอเรื้อรังมา 3 เดือนและไอเป็นเลือดไปหาไปโรงพยาบาลเฉยเลย อูย… ตอนนั้นเราก็ยังไม่ปีกกล้าขาแข็ง ภาษาญี่ปุ่นอ่อนแอมากๆ ยังดีที่โชคดีเจอหมอพูดภาษาอังกฤษได้ อีกใจก็แอบคิดถ้ารุ่นน้องเป็นวัณโรคขึ้นมาหนูมิติดเหรอคะ (ดีนะที่ผลออกมาว่าเป็นปอดบวมเรื้อรัง…) อันนี้จะว่าเป็นความเฟลของระบบสาธารณะสุขของญี่ปุ่นก็คงไม่ถูกเท่าไหร่ ว่าเป็นความเฟลของมหาลัยมากกว่า ที่เจือกมาตั้งบนดอย โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดก็ห่างไปเกือบครึ่งชั่วโมงโดยรถบัส แถมปิด 4 โมงเย็นอีกตะหาก… สภาพแบบนี้น่าจะหาหมอมาประจำสักสองสามวันต่อสัปดาห์ได้แล้วมั้ง

706

อ่านดราม่านี้แล้วนึกถึงเพลง”อย่าเอาฉันไปเทียบกับใคร”เลยแหะ 😥 ❗

707

ขนาดกุกับไอ้หมอ(เชี้ย)ตุล(แกนนำสลิ่ม) เกลียดกันปานจะกลืนกิน แมร่งอวยศาลมาตลอด 😡

แต่พูดถึงเรืองนี้ มันยังยอมรับเลยว่าศาลตัดสินเกินไป 😐

คือขนาดไอ้คลั่งเผด็จการอวยศาลเข้าใส้อย่างมัน ยังเข้าข้างศาลไม่ไหวเลย กุงงไอ้พวกหมอทีเข้าข้างศาลครั้งนี้จริงๆว่ะ 😛

708

@ พรุนพรุน:
อ่านแล้วไม่รู้ว่าความเห็นนี้ต้องการสื่ออะไร ในฐานะที่เคยเป็นหมอฝึกงานที่ญี่ปุ่น จะตอบคุณว่า ทุกที่ รพ. เค้ามีแพทย์เวรค่ะ และ แต่จำกัดจำนวนคนไข้ที่หมอจะดูแลได้ เข้าใจป่ะ เค้ากลัวว่าถ้าหมอมี workload ที่มากไป จะไม่สามารถทำตามมาตรฐานตามตำราได้ (มาตรฐานแบบที่ชาวไทยเรียกร้องไงจ้ะ) ส่วน รพ.รัฐในไทยที่เราทำงานอยู่ไม่จำกัดปริมาณคนไข้ ทุกคนได้เจอหมอ ไม่มีคำว่าเตียงเต็ม ห้องผ่าตัดเปิดผ่าอย่างน้อย 4-5 ห้องพร้อมกัน หมอดมยามีคนเดียว
แล้วเลิกอคติกับเจ้าหน้าที่ตามห้องพยาบาลตามหน่วยงานต่างๆเถอะค่ะ ไข้ 39 ไอเรื้อรัง ปวดท้องหนัก เป็นอะไรที่เค้าส่งแพทย์เพื่อประเมินอยู่แล้ว ห้องพยาบาลไม่ใช่โรงพยาบาลนะจ้ะ

709

จดหมายปลอมป่าว 27 มกราคม 2555
😆 😆

คนคนนึง
710

ดีๆๆ เอาให้ล่มเลยระบบสาธารณสุขไทย ไม่ไหวละ ระบบห่วยชิบ ในเมื่อคนไทยบางกลุ่มอคติต่อหมอ ไม่ฟังเหตุผล เป็นบัวใต้โคลนตม ก็รอดูความพินาศของระบบสุขภาพไทยละกัน

711

ให้ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ผ่านซะทีซิ มันจะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

**** จ่า เป็นหมอไม่ใช่เรอะ ปีก่อนซิบหลังไมค์ไปถามเกี่ยวกับเรื่องร่าง พรบ. นี้แล้วไม่เห็นตอบเลย ไหน ๆ ดราม่านี้ก็เขียนแล้ว ไปเขียนเกี่ยวกับร่าง พรบ. นี้ให้ลูกเพจอ่านหน่อยดิ เขาจะได้รู้ว่ามันสำคัญ แล้วมันจะได้เป็นกระแสดันร่างให้ผ่านซักที

712

@ Nart:
เค้าหมายถึงไม่ได้มี ER เปิดทำการ 24/7 ทุกรพ.ในญี่ปุ่น ซึ่งแตกต่างจากไทย ที่รพ.รัฐทุกที่จะมี ER เปิด 24 ชม.ทุกวันอะ

Leave a Reply

 
WP-Backgrounds by InoPlugs Web Design and Juwelier Schönmann