
เรื่องมันมีอยู่ว่าที่ห้องสีลม มีอมยิ้มคนนึงชื่อ “แว่นโฉด” มาตั้งกระบู้บ่นเกี่ยวกับเกณฑ์รับสมัครงาน
ของตำแหน่งกราฟฟิคดีไซเนอร์ ที่บางบริษัทประกาศว่ารับเฉพาะคนหนุ่มที่อายุไม่ถึงสามสิบปีเท่านั้น!!
นายแว่นโฉดก็เลยเอาประเด็นนี้มาโวยว่าอายุสามสิบกว่าแล้วไงวะ!? อายุเกินสามสิบแปลว่าฝีมือกรูกากส์กว่าเด็กรุ่นหลังรึไง!?
แล้วมึงจะตั้งเกณฑ์อายุขึ้นมาทำไม!? มึงไม่เข้าใจเหรอว่าในวงการนี้เขาวัดกันที่ผลงานและพอร์ทฟอลิโอไม่ใช่อายุโว้ย!!

ชาวสีลมก็พากันแสดงความเห็น ส่วนมากก็บอกว่าที่เขารับคนอายุน้อยกว่าสามสิบปีน่ะ
คงไม่ได้ดูถูกว่าคนอายุมากฝีมือสู้เด็กๆไม่ได้หรอกว่ะ แต่ค่าจ้างของพวกเด็กจบใหม่มันถูกกว่าพวกที่อายุเยอะๆแล้วก็เท่านั้นเอง

ทีนี้มันเริ่มดราม่าเมื่ออมยิ้มชื่อ “จับได้โดยละม่อม Return” บอกกับนายแว่นโฉดว่าถ้ามีกราฟฟิคดีไซน์เนอร์อายุสามสิบกว่าปีจริง
กรูว่าคงหาบริษัทไหนรับคนแบบนี้เข้าทำงานยากเต็มทนว่ะ เพราะอายุขนาดนี้มันควรจะเจริญก้าวหน้าเป็นอาร์ทไดเร็คเตอร์ตั้งนานแล้ว
ไม่ใช่จมปลักอยู่กับการดีไซน์กราฟฟิคด้วยเมาส์และคีย์บอร์ดไปวันๆ!! และอีกประเด็นที่บริษัทเขารับเฉพาะพวกเด็กจบใหม่ไฟแรง
เพราะไอ้พวกนี้ค่าจ้างมันถูก! ไม่เหมือนพวกอายุมากๆที่ค่าจ้างก็แพง แถมยังเรื่องมากกว่าเด็กจบใหม่ซะด้วย!!
เอาเป็นว่าถ้าอยากหางานทำก็เลือกงานที่เหมาะสมกับตัวเองเหอะ อย่าไปโทษบริษัทเลยว่าทำไมกำหนดหลักเกณฑ์นู่นนี่ขึ้นมา
เพราะบริษัทมันมีสิทธิจะกำหนดเกณฑ์สมัครงานยังไงก็ได้ และตัวเอ็งก็มีสิทธิที่จะเลือกสมัครหรือไม่สมัครได้เช่นกัน!!

นายแว่นโฉดก็ไม่พอใจด่ากลับไปว่าไอ้หน้าโง่!!กรูน่ะทำงานออกแบบภาพ 3D โว้ย!!
ไม่ใช่กราฟฟิคดีไซนเนอร์!! และมึงรู้เอาไว้ด้วยนะว่าอาร์ทไดเร็คเตอร์ที่มึงบอกว่า
เป็นปลายทางของอาชีพกราฟฟิคดีไซนเนอร์นั้น จริงๆแล้วอาร์ทไดเร็คเตอร์ไม่ต้องทำภาพกราฟฟิคเป็นโว้ย!!
อาร์ทไดเร็คเตอร์แค่สั่งงานเป็นก็ใช้ได้แล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องมีประสบการณ์ด้านกราฟฟิคดีไซน์เลยซักกระติ๊ด!!
ถ้ามึงไม่มีความรู้เกี่ยวกับสายงานของแวดวงนี้ก็หุบปากไป!! อย่าสะเออะมาอวดฉลาดกับกรู!!

นายละม่อมก็เถียงกลับไปว่าอาร์ทไดเร็คเตอร์ไม่จำเป็นต้องทำกราฟฟิคเป็นได้ไงวะ?
มึงรู้มั้ยว่าคนที่เป็นอาร์ทไดเร็คเตอร์นั้นนอกจากต้องมีความรู้เรื่องกราฟฟิคแล้ว ยังต้องมองภาพรวมของงานออก
และรู้ว่าขั้นตอนของการพัฒนาผลงานแต่ละขั้นมันเป็นยังไง ถ้าเกิดมีอาร์ทไดเร็คเตอร์ที่ดีแต่สั่งให้ลูกน้องทำงานอย่างเดียว
โดยไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกราฟฟิคดีไซนเนอร์ กรูว่างานมันคงออกมาบรรลัยหรือไม่ก็ฉิบหายแหงๆเลยว่ะ

นายละม่อมกับนายแว่นโฉดเถียงกันไปเถียงกันมา ไทยมุงที่มุงดูอยู่ก็ชักไม่พอใจคำพูดของนายละม่อม
และด่านายละม่อมว่ามึงพูดเหี้ยอะไรของมึงออกมาวะเนี่ย? มึงรู้ตัวมั้ยว่ามึงกำลังดูถูกดูถุยนายแว่นโฉด
ว่าแก่หง่อมจนอายุสามสิบกว่าแล้วแต่ยังไม่มีปัญญาเจริญก้าวหน้าในสายงานตามที่ควรจะเป็น!!
ไม่ทราบว่านายแว่นโฉดมันไปตีหัวพ่องมึงรึไง มึงถึงได้ดูถูกและเหยียดหยามเขาถึงขนาดนั้น!!!

อมยิ้มบางคนก็ถึงกับด่านายละม่อมว่าไอ้ชิงหมาเกิด!! มึงจะรีบไปตายที่ไหนก็ไป๊!!!

และในเวลาต่อมาอมยิ้มชื่อ “SmileLity” ก็ไปตั้งกระทู้ในห้องสยาม (ซึ่งปรกตินายละม่อมจะสิงสู่อยู่ในห้องนี้เป็นประจำ)
นาย SmileLity ก็ประจานนายละม่อมให้ชาวสยามฟังว่าไอ้ห่านี่มันดูถูกคน!! มันบังอาจไปกดหัวชาวบ้าน
ว่าแก่หง่อมป่านนี้แต่ยังไม่มีปัญญาเจริญก้าวหน้าเป็นอาร์ทไดเร็คเตอร์ซักที ดีแต่จมปลักดักดานอยู่กับอาชีพกราฟฟิคดีไซเนอร์!!
กรูก็เลยเอาความเห็นอันสูงส่งของไอ้ละม่อมมาประจานให้พวกมึงได้รับรู้ และช่วยบอกกรูทีว่าพวกมึงรู้สึกยังไงกับไอ้ละม่อมคนนี้วะ!?

แต่ชาวสยามกลับตอบนาย SmileLity ว่าไอ้ละม่อมมันก็พูดถูกแล้วนี่หว่า!!
ไอ้เรื่องอาร์ทไดเร็คเตอร์อะไรนั่นมันก็พูดจามีเหตุผลดีนะ

นาย SmileLity ก็เถียงกลับไปว่าถ้ามันพูดจามีเหตุผล แต่เอาเหตุผลของมันมาดูถูกดูถุยชาวบ้านแบบนี้มันถูกต้องแล้วเหรอวะ!?

อมยิ้มชื่อ “มะขามดอง” ก็บอกกับนาย SmileLity ว่าไอ้ละม่อมมันพูดถูกจริงๆนะและกรูไม่เห็นว่ามันจะดูถูกนายแว่นโฉดตรงไหนเลย
อย่างเรื่องที่มันบอกว่าบริษัทไม่จ้าง กราฟฟิคดีไซเนอร์ที่อายุเยอะๆเพราะมันสิ้นเปลืองกว่าจ้างเด็กจบใหม่นี่ก็เป็นเรื่องจริง
และมันไม่ใช่เฉพาะแค่วงการกราฟฟิคดีไซน์เท่านั้นนะ ไม่ว่าสาขาอาชีพไหนก็มีเรื่องพรรค์นี้ให้เห็นอยู่ถมถืด
นายแว่นโฉดอาจจะเถียงว่ากราฟฟิตดีไซนเนอร์ต้องวัดกันที่ฝีมือและพอร์ทฟอลิโอ
แต่กรูขอบอกว่านายจ้างเขามองแต่เรื่องเงินเป็นหลักเท่านั้นว่ะ!!

จากนั้นความเห็นในกระทู้ก็แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มนึงก็ยังไม่พอใจคำพูดของนายละม่อม
อมยิ้มชื่อ “Sea_true” ที่ด่านายละม่อมว่าชิงหมาเกิดในกระทู้ก่อนก็บอกว่า เออ ที่ไอ้ละม่อมพูดมามันมีเหตุผลก็จริง
แต่มันจำเป็นด้วยเหรอวะที่มันจะต้องใช้เหตุผลของมันไปดูถูกชาวบ้านว่าจมปลักดักดานอยู่กับอาชีพกราฟฟิคดีไซนเนอร์!!

อีกกลุ่มก็เห็นด้วยกับคำพูดของนายละม่อม และบอกว่าที่นายละม่อมพูดมามันก็ถูกต้องตรงเผงแล้วนี่หว่า
พวกมึงคิดดูสิวะ คนเราอายุตั้งสามสิบกว่ามันน่าจะทำงานระดับบัญชาการอย่างกราฟฟิคดีไซนเนอร์ได้แล้ว
ไม่ใช่มานั่งทำงานระดับปฎิบัติการอย่างขีดๆเขียนๆหรือออกแบบภาพกราฟฟิคจนหลังขดหลังแข็ง!!

ฝ่ายที่ไม่พอใจนายละม่อมก็เถียงกลับว่าไอ้ละม่อมมันไม่ได้ดูถูกชาวบ้านตรงไหนวะ!?
ถ้ามึงตั้งกระทู้ถามแบบนายแว่นโฉด แล้วจู่ๆก็มีไอ้เชี่ยนี่มาแขวะมึงว่าจมปลักดักดาน นี่ยังไม่เรียกว่าดูถูกกันอีกเรอะ!?

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับนายละม่อมก็ถามกลับว่าแล้วพวกมึงอ่านความเห็นของนายละม่อมกันอีท่าไหนวะ?
ถึงได้ตีความว่ามันดูถูกนายแว่นโฉดจมปลักดักดานไม่มีวันก้าวหน้า!! จริงๆแล้วนายละม่อมมันวิจารณ์นายแว่นโฉดอย่างตรงไปตรงมา
แต่พวกมึงและสังคมไทยส่วนใหญ่ยังรับฟังคำวิจารณ์ตรงๆแบบนี้ไม่ได้ ก็เลยมองว่านายละม่อมมันดูถูกคนใช่มั้ยล่ะ!!

ฝ่ายที่ไม่พอใจนายละม่อมก็บอกว่าเออๆ ไอ้ละม่อมมันไม่ได้ดูถูกคนก็ได้วะ แต่การที่จู่ๆนายละม่อม
มาหาว่านายแว่นโฉดจมปลักดักดาน มันเป็นการกระทำที่ถ่อยถุลหยาบคายไร้มารยาทสิ้นดีเลยล่ะค่ะ!!

จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็เถียงกันไปเถียงกันมาว่าที่นายละม่อมพูดไว้ในกระทู้ก่อนมันเป็นการดูถูกเหยียดหยามนายแว่นโฉดรึไม่!?
สรุปว่าไอ้ละม่อมนี่มันแสดงความเห็นได้สมเหตุสมผล? แต่ที่โดนด่าว่าชิงหมาเกิดและไล่ให้ไปตายห่าซะให้พ้นๆ
เพียงเพราะว่ามันมิได้พูดจาให้ไพเราะเสนาะหู สมกับรสนิยมอันเลิศหรูของชาวพันทิปทั้งหลายนั่นเอง
ดราม่านี้แอดมินมีข้อสงสัยนิดหน่อยเกี่ยวกับประเด็นที่นายแว่นโฉดบอกว่าคนเป็นอาร์ทไดเร็คเตอร์ไม่ต้องรู้เรื่องกราฟฟิคก็ได้
แค่ชี้นิ้วสั่งงานเป็นก็พอ แอดมินก็เลยไปถามมืออาชีพในวงการนี้ว่ามันจริงอย่างที่นายแว่นโฉดพูดมาหรือไม่? ซึ่งก็ได้ความดังนี้ว่ะ
[23:33] <อาร์ทติสปริศนาที่อู้ที่สุดในสามโลก> อาร์ตได ทำกราฟฟิกไม่เป็น
[23:33] <อาร์ทติสปริศนาที่อู้ที่สุดในสามโลก> เยดเข้
[23:33] <อาร์ทติสปริศนาที่อู้ที่สุดในสามโลก> คิดได้ไงวะ
[23:34] > <จ่า>แล้ว
[23:34] > <จ่า>อาร์ทได
[23:34] > <จ่า>ไม่ต้องรู้เรื่องกราฟฟิค
[23:34] > <จ่า>หรือทำกราฟฟิคไม่เป็นก็ได้
[23:34] > <จ่า>จริงเหรอวะ?
[23:35] <อาร์ทติสปริศนาที่อู้ที่สุดในสามโลก> จิง
[23:35] <อาร์ทติสปริศนาที่อู้ที่สุดในสามโลก> ก็
[23:35] <อาร์ทติสปริศนาที่อู้ที่สุดในสามโลก> เหี้ย
[23:35] <อาร์ทติสปริศนาที่อู้ที่สุดในสามโลก> แล้ว
[23:36] <อาร์ทติสปริศนาที่อู้ที่สุดในสามโลก> แต่คนเป็น creative ไม่ต้องทำอาร์ตเป็น ก็ได้ อันนี้ถูก
[23:37] <อาร์ทติสปริศนาที่อู้ที่สุดในสามโลก> แต่ art di ทำ visual ไม่เป็น นี่
[23:37] <อาร์ทติสปริศนาที่อู้ที่สุดในสามโลก> ไร้สาระพอๆกับบอกว่า เปิดร้านข้าวมันไก่ ไม่จำเป็นต้องทำข้าวมันไก่เป็น
[23:37] <อาร์ทติสปริศนาที่อู้ที่สุดในสามโลก> น่าจะวงการเดียวกันมั้ง
[23:37] <อาร์ทติสปริศนาที่อู้ที่สุดในสามโลก> อ่านจากคำพูดก็ดูรู้เยอะกว่าแว่นโฉด
[23:39] <อาร์ทติสปริศนาที่อู้ที่สุดในสามโลก> ถ้าสั่งงานเป็น บริหารงานเป็น
[23:39] <อาร์ทติสปริศนาที่อู้ที่สุดในสามโลก> ก็ไปเป็น GM โน่น
[23:39] <อาร์ทติสปริศนาที่อู้ที่สุดในสามโลก> เป็น MD ก้อได้
อาห์ แล้วดราม่านี้จะลงเอยเช่นไร? ระหว่างเด็กใหม่ไฟแรงกับกราฟฟิคดีไซเนอร์มือเก๋าอายุสามสิบปีบริษัทจะเลือกใคร!?
พวกเธอว์จงตามไปเสพในกระทู้เหล่านี้โดยพลัน
งงมาก?? รับกราฟฟิคอายุไม่เกิน30 เอ่อ 30นี่มันเริ่มตาบอดตาฟางทำงานไม่ได้หรือเปล่า
http://www.pantip.com/cafe/silom/topic/B11477396/B11477396.html
อ่าน คห.4 แล้วผมไม่คิดเลยว่าจะมีคนที่ชอบดูถูกคนอื่นอยู่ในboardดีๆแบบนี้อยู่อีก
http://www.pantip.com/cafe/siam/topic/F11557713/F11557713.html








































กองทัพมาวิน wrote:
คือกูว่ามึงเทียบได้ส้นตีนจังว่ะ เอาคนที่เค้าทำตามฮวงจุ้ยว่า ควาย มึงนี่เหี้ยแล้ว
บางคนที่เค้าทำตามความเชื่อ เค้าก็ทำไป แต่ก็ไม่ได้งมงายก็มีหลายคน เอาหลักความเหมาะสมอื่น ๆ มาใช้ด้วย มึงจะพูดเหมารวมทำไม
ส่วนจ่าก็จมปลักกับการเป็นยามอยู่อย่างนี้เนอะครับ
จ่าเป็นยามไม่ใช่เรอะ
แล้วทำไมเป็นเกย์ได้ล่ะ
ปล. งงไหม กูก็งง
latou wrote:
เหมารวมยังไง ถ้ามึงเชื่อมึงก็ควาย มึงไม่เชื่อก็ไม่ควายไง เหมารวมตรงไหน
มึงไปไหว้จิ้งจกขอหวยมึงต่อเถอะ
กองทัพมาวิน wrote:
แม่งตัวเดียวกะไอ้ zomkung ป่าววะเนี่ย ตราบใดที่เค้าเชื่ออย่างนั้นแล้วทำให้บ้านมึงพัง หรือมึงเจ็บตัวก็ค่อยว่าละกันนะ ส่วนประเด็นไหว้จิ้งจกขอหวยกับประเด็นฮวงจุ้ย กูว่าฮวงจุ้ยไงๆ ก็ดีกว่าว่ะเพราะที่เห็นคนถือฮวงจุ้ยระดับอาเสี่ยทั้งนั้น อ๊ะๆ อย่าถามต่อนะว่าเป็นเพราะฮวงจุ้ยเหรอ มันไม่ใช่เว้ย เค้าเรียกว่าจิตวิทยาจูงใจเวลาทำตามความเชื่อเค้าจะฮึกเหิมมีกำลังใจทำงานสำเร็จและรวยได้ต่างหากไอ้ควายมาวินเอ๊ย ซึ่งตรงนี้มันต่างจากไหว้จิ้งจกขอหวยว่ะ ไหว้ไปกี่ร้อยตัวถ้ามึงไม่ขยันทำงานมึงก็จน
@ กองทัพมาวิน:
แล้วมึงทำแบบนี้ต่างจากไอ่ละม่อมตรงไหนว่ะ ไปดูถูกคนอื่นว่ะ
ควายหลายตัวก็ทำตัวดีกว่าคนอย่างมึงแล้วกันว่ะ
ตอนแรกๆ ก็อาร์ทได ตอ่มาเป็นอาร์ทข้าวมันไก่ ตอนนี้เป็นอาร์ทฮวงจุ้ย
จะพูดอะไรอย่าง กูก็สะสมเครื่องราง ถึงจะไม่มาก รวมไปถึงจัดของในบ้านก็เอาทั้งความเหมาะสมต่าง ๆ มาประกอบใช้กันไป
คือ กูเชื่อตามหลักฮวงจุ้ย แต่ก็ไม่ได้งมงาย เอะอะก็อ้างแต่ฮวงจุ้ยโว้ย
ซึ่งหลายคนเค้าก็ทำแบบกู คือเชื่อแต่ไม่งมงาย
คนอย่างมึงถึงไม่ทำตาม เค้าก็ไม่ว่ามีง แต่ไอ้การที่ดูถูกชาวบ้านว่าควายที่เขาทำแบบนั้น แม่งก็เหี้ยว่ะ
ช่ายๆๆ เรืองความเชือมันเป็นสิทธิส่วนบุคคลไม่เสียหาย ตราบใดที่ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ก็ไปว่าเขาไม่ใด้
เจ้าแว่นอ่ะเค้าแค่ตั้งกระทู้บ่นเรื่องการรับสมัครงานในปัจจุบัน ..งานการมันก็มีทำอยู่แล้ว
ดูแล้วไม่น่ามีอะไรเหมือนคนตั้งกระทู้บ่นชีวิตประจำวันอะไรแบบเนี้ย
ตูเองก็เห็นด้วยนะ เรื่องอายุ30+ มันไม่ใช่แค่ว่าต้องผลักตัวเองมาเป็นระดับหัวหน้าอย่างเดียวหรอก
แต่ต่อให้เป็นระดับนั้นแล้วอย่างที่ไอ้ละม่อมมันว่ามาก็เถอะ ถ้าจะไปหางานในตำแหน่งนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะง่ายในอายุเท่านี้
ถ้าไม่เปิดกิจการเอง ก็ต้องเก่งจริงถึงขนาดมีคนในแวดวงรู้จักชวนเข้าทำงาน
ส่วนคนที่มองอีกมุมอย่างเช่นความเห็นแรก ก็คอมเม้นดีออก
แต่ไอ้ละม่อมมันเหมือนกับพยายามยกหางตัวเองว่าอายุน้อยแต่เจ๋งกว่าอะไรทำนองนี้
คน 30+ ทำงานออฟฟิตต้องลงมือเองก็มีเยอะนะเว้ย ใช่ว่ามนุษย์ทุกคนมันจะเก่งและมีคุณสมบัติผู้นำเหมือนๆกัน
อย่างเซลล์เทพบริษัทตูแม่งเงินเดือนเป็นแสนสัดเอ้ย มันก็ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องผลักตัวเองมาเป็นโปรเจ็คซุป
ซึ่งงานก็เครียดกว่าต้องมาคอยเร่งยอด วันดีคืนดียอดในทีมตกก็เสี่ยงโดนถีบออกจากบริษัท
คนเรามันต่างกันว่ะ บางคนลำบากแต่เด็ก ทำงานไว บังเอิญได้ลูกฟลุ๊คก็ประสบความสำเร็จไว(ก็อย่าเหลิง)
แต่ส่วนใหญ่กว่าจะเรียนจบก็ปาไป 22-23 ทำงานประสบการณ์น้อยสตาร์ทก็ด๋อยๆ
ถ้าตราบใดไม่ย้ายไปบริษัทดีๆ เงินเดือนไม่มีทางเกิน 2หมื่น กว่าจะตั้งตัวตั้งหลักได้หันมามองตัวเองอ้าวเวนนี่กุ 30 แล้ว
ตูอยากให้พวกเอ็งเข้าใจความรู้สึกของคนอายุ 30+ แล้วต้องมานั่งหางานมั่งนะ
งานแต่ล่ะบริษัทไม่ว่าจะสายอาชีพไหนเขาก็อยากได้คนอายุไม่มากมาทำงานให้เหมาะสมตำแหน่ง เพื่อจะได้ได้คนรุ่นใหม่ไฟแรงมาทำงาน แถมไม่ต้องเสียค่าจ้างแพงอีกต่างหาก ส่วนมากเขาไม่รับคนอายุเยอะกันหรอก กว่าจะมาสอนงานกันอีก แล้วจะรับฟังคำติคำบ่นจากหัวหน้างานที่อายุน้อยกว่าได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ละบริษัทมันก็มีกฎของเขา ซึ่งเขาก็พิจารณาดีแล้วว่าควรจะรับพนักงานตำแหน่งนี้อายุไม่เกินเท่าไหร่ ถ้าจะมานั่งประชดประชันว่า 30 ตาบอดตาฟางทำงานไม่เป็นหรือยังไง 40-50 มันก็ไม่ได้ตาบอดตาฟางทำงานไม่ได้เหมือนกันแหละ มีไหมล่ะที่ไหนบอกรับพนักงานอายุ 40-50 ขึ้นไป????? ถ้างานบริษัทนี้เขาไม่รับคุณ เพราะคุณอายุเยอะกว่า คุณก็ไปหาที่อื่นสิ บริษัทมีสิทธิ์จะเลือกพนักงาน คุณเองก็มีสิทธิ์จะเลือกบริษัทเหมือนกันนั่นแหละ
kiki wrote:
อันนี้ขอค้านว่ะ
เดี๋ยวนี้ร้านอาหารมันมีตำแหน่ง chef กับ owner คนเป็นเชฟไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของร้าน
คนเป็นเจ้าของร้านไม่จำเป็นต้องเข้าครัวทำอาหารเอง
กรูเห็นมีเยอะแยะไปที่อาหารแม่งรสชาติไม่ได้อร่อย แต่ขายดีมาก (กระทั่งเจ้าของเองยังยอมรับเลยว่า อาหารมันไม่ได้อร่อย แต่ขายดีจนร่ำรวย)
อีกอย่างการแข่งขันเรื่องร้านอาหาร จุดขายไม่ได้มีแค่ที่รสชาติอย่างเดียวว่ะ ขอบอก
Fatal wrote:
มันอยู่ที่ความเข้าใจในงานนั้นด้วย….เซอร์ อเล็กซ์ , อาร์เซน เวงเกอร์ สมัยเป็นนักเตะ ก็เตะบอลไม่ได้เรื่องเหมือนกัน
หรืออย่าง อังเดร วิลลาช โบอาส ก็ไม่เคยเป็นนักบอลมาก่อน แต่ก็คุมทีมให้ประสบความสำเร็จได้
ไพร่ wrote:
อธิบายเล็กน้อย คือ การที่อาหารจะขายได้ อย่างน้อยก็ต้องอร่อยในระดับนึง ไม่ใช่ หมาไม่แดก ต่อให้ทำเลเทพ จัดการเทพ ก็ดับ แต่อย่างพูดน่ะ ถูกแล้ว พวกแฟรนไชน์ (กูเขียนคำนี้ไม่ถูกนะ หยวนไปก่อน) ที่ขายดีไปทั่ว ถามว่าอร่อยไหม คำตอบก็คือ อร่อย แต่ถามว่ามันมีที่อร่อยและถูกกว่านี้มั้ย ตอบได้ครับว่า เพียบ ที่มันขายได้เพราะมีปัจจัยอย่างอื่นเข้ามาเสริมจนทำให้ขายดีเป็นเทน้ำ เทท่าได้
ทำไม๊ ทำไม แค่คนตั้งกระทู้ ชง แค่คนเดียว ถึงมีอำนาจ ให้คนดราม่ากัน ทั้งเว็บต้นเรื่อง และเว็บจ่าฯ ก็ด้วย เราว่า เขายิงได้เข้าเป้าจริง ๆ นี่สินะ ยิงปืนนัดเดียว ล่านกได้ยกฝูง
WoodZZ wrote:
ต้องทำใจนะคับ เรื่องอายุ กับการสมัครงานในเมืองไทย นี่คืออุปสรรคสำคัญของคนหางานที่มีอายุ30upเลยนะ
ผมก็30กว่าแล้วเข้าใจดี กว่าจะได้งานใหม่ ลูกตาแทบหลุด
ไอ้เรื่องอายุเนี่ย ก็พูดไม่ถูกเหมือนกัน ผมเองก็ใกล้จะ 30 เข้าไปแล้ว เคยทำงานประจำ แต่ก็สั้นๆ และอยู่ไม่ทนซักที่ จะมองว่าทำอะไรจับจดก็ได้ แต่พอทำแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่จริงๆ ทนก็ทนแล้ว ไม่ใช่ตามสายเรียนก็ไม่ว่า แต่งานกับเงินมันไม่สมดุลกันอย่างแรงทุกงาน ทำ 6 วันแต่เงินเดือนแค่แปดพัน เลิกก็เย็นมาก ลากยาก สวัสดิการค่อนข้างแย่ แถมแย่ที่สุดคืองานมันไม่ใช้ความรู้อะไรเลยทุกงานที่เคยทำ อย่างงานล่าสุดที่ออกไปเนี่ย บอกว่ารับระดับปริญญาขึ้นไป โหย พอทำจริงแล้วอย่าว่าแต่ปริญญาเลย ประถมเดี๋ยวนี้ยังทำได้สบายมากเลย เข้ามาได้ซักพักก็แปลกใจ เพราะมีแต่คนว่าเปลี่ยนคนอีกแล้วเรอะ เลยรู้ว่างานนี้เปลี่ยนคนบ่อยมากๆ หลายคนเข้ามาไม่ถึงเดือนก็เผ่นละ พอได้ทำจริงก็เข้าใจเลยว่าทำไมถึงลาออกกันหมด แต่ผมดันเป้นคนที่อยู่ทนที่สุด เพราะบางคนมาสามวันก็เผ่นแล้ว อยู่ไปได้ครึ่งปีก็ออก เพราะทนไม่ไหวจริงๆ ด้วยเหตุผลข้างต้นนั่นแหละ หลังจากออกมาก็เรียนภาษาบ้าง ทำอิสระไปเท่าที่ทำไหวบ้าง ช่วยญาติบ้าง เงินก็ได้ไม่แน่นอน แค่พอจ่ายค่าหยุมหยิมส่วนตัวเท่านั้น
ความจริงก็เข้าใจนะว่าคนจ้างก็อยากได้คนรุ่นใหม่ๆ เพราะคนอายุเริ่มเยอะ ข้อเรียกร้องอาจจะแยะตาม แถมไม่รู้ว่าจะอยู่ทนแค่ไหนด้วย แต่ความจริงเด็กรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้ก้เปลี่ยนงานบ่อย ไม่ค่อยง้องานกันแล้ว ปลีกตัวมาทำอิสระก็เยอะ เพราะไม่ชอบอยู่ในกฎระเบียบขององค์กรกัน อิสระมันขาดหาย แถมเอาเข้าจริงพวกสวัสดิการที่ได้ก็ใช่ว่าจะดีเด่นเท่าไหร่ ขาดลาก็วุ่นวาย เงินเดือนชักหน้าไม่ถึงหลังอีก อย่างผมเองก็คงไม่หางานแล้วละ อายก็เริ่มมาก โอกาสได้ต่ำ แถมอยู่อิสระมาพักใหญ่ การเข้าไปอยู่แบบเดิมอีก คิดว่าทำได้ไม่นานแน่ คงมองหางานรับจ้างที่มั่นคงกว่านี้ดีกว่า
อันนี้ลองเสนอแนะอีกมุมที่ผมยืนอยู่นะ
ความต้องการของผู้จ้างมันต่างกันนะโดยรายละเอียด
จริงอยู่ที่ต้องการถูก แต่บางที่ถ้ามีฝีมือเขาก็ไม่อั้นเหมือนกัน
เรื่องนี้มันแล้วแต่กรณีไป ไปฟันธงจะเอาถูกอย่างเดียวไม่ได้
ปัจจัยมันเยอะ ไม่งั้นผมก็หาแรงงานพม่ามาสอนPs ,Ai ไม่ดีกว่าเหรอ
แต่ถามตัวเองก่อนว่าฝีมือแค่ไหน มีผลงานแค่ไหน
พยายามแล้วหรือยัง ห่วยผมไม่กลัว กลัวง่อย แบบไม่คิดจะพยายาม
ฝึกฝนและสะสมผลงาน อย่ามองแต่เงิน เค้าไม่เอาก็สมัครที่ใหม่สิไม่เห็นยาก
ไอ้ลองสมัครที่นึงไม่ได้แล้วมาบ่นเป็นคุ้งเป็นแคว
ผมแนะนำว่าเกาะเมียหรือพ่อแม่แดกต่อไปเหอะ
คนอย่างคุณมันทำห่าไรไม่ได้หรอก
นี่พูดในโพสิชั่นของผู้จ้างนะ จะว่าว่าหยาบคายก็ได้
แต่มันจริงและตรงประเด็นโลกมันไม่โหดร้ายหรอก แต่มันก็ไม่ได้นุ่มนิ่มแบบคุณคิดนะ
ตอนแรกตกใจ นึกว่าจ่าทารุณแอดแมวซะแล้ว!
สุดตีน wrote:
เงื่อนไขเรื่องวุฒิการศึกษาก็ใช่ย่อยนะคุณ ตั้งเงื่อนไขซะสูงลิ่ว แต่งานกากสิ้นดีแถมจับฉ่ายอีกตังหาก

แล้วที่เคืองมากๆเวลาสมัครงาน คำถามแรกคือ คุณจบจากส๔าบันไหน
แค่นี้ก็พอทำนายตัวเองได้แล้วว่า บริษัทนี้มันไม่เอากุแน่
ถ้าจ่าไม่กลัวอิทธิพล ฝากชงเรื่องนี้เป็นมาม่า ผมจะนับถือจ่าจริง ๆ นะเออ
30+ นี่เค้าถือว่าประสบการณ์สูงเหรออ้ะ
มันไม่ได้วัดจากประวัติการทำงานอะไรแบบนี้เหรอ
ถามเพราะยังไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับการจ้างงานแบบนี้เท่าไหร่…
ไอเราก็นึกว่าตำแหน่งเดียวกันก็เงินเดือนเท่ากันซะอีก
อ่านแล้วไม่รู้จะวิจารณ์อะไรอ่ะ มันยาก ยังเป็นเด็กน้อยมีแต่คำถาม
เลือกข้างไม่ถูกเลยง่ะ… มันมีสองประเด็นที่ไม่รู้ว่าจะจับอะไรมาสำคัญ
ป.ล. อ่านแล้วความเห็นดุเดือด ความคิดแตกต่างก็เยอะ น่าสนใจๆ
HALP แปลว่าไรอ่ะ -3-
cha wrote:
อายุเยอะผ่านงานมาเยอะก็ใช่ว่าจะเก๋ากันทุกคนนะ






บางบริษัทเข้าจ้างเงินเดือนตามตำแหน่งด้วยซ้ำ
หมายความว่าแต่ละตำแหน่งจะได้เงินเดือนเท่าไหร่ บริษัทจะกำหนดตายตัว
เงินเดือนจะขึ้นหรือไม่อยู่ที่นโยบายบริษัท
มีอยู่บ่อยครั้ง ขึ้นเงินเดือนเฉพาะพวกบริหาร ระดับปฏิบัติการมองกันตาปริบๆ
นี่แหละคือโลกความเป็นจริงอันโหดร้าย
เรามีความสุขก็ตอนอยู่ในรั้วสถานศึกษา
แต่พอก้าวพ้นชีวิตวัยเรียนออกมาหางานทำ เมื่อนั้นแหละ นรกของจริงเลยนะเธอว์
ู่
@ เข้ามาดู:
เอาจริงดิ ดูแล้วเหมือนตบไม่แรงแต่ถึงแก้วหูฉีกเลยหรือวะ
แต่ดูแล้วน่าเห็นใจว่ะ ทำตามหน้าที่กลับโดนต่อว่าซะงั้น แล้วยังต้องโค้งแล้วโค้งอีก ดูแล้วมันเสียความรู้สึกชอบกล
มันเป็นความเป็นจริงของโลก เลี่ยงไม่ได้ มานั่งซึนฯแบบนี้ก็ไม่ได้อะไรดีขึ้นมา
การย้ายงานด้วยวัยคาบเกี่ยว 30 ต้องมีทั้งกึ๋นและดวงควบคู่กันไป
ถ้าอายุเกิน 30 ยังทำในสาย specialist และย้ายงาน Portfolio ต้องดีในระดับหนึ่งเลย พูดง่ายๆ ต้องมีผลงานชัดเจน น่าซื้อตัวเก็บไว้
ส่วนที่ว่าไปเป็นระดับไดฯ ไม่ต้องเป็นเรื่อง graphic นี่ (กุก็ไม่รุ ไม่ได้เรียน graphic) แต่มองในมุมที่ทำ software development มา เคยเจอ SA(system analyst) ที่เคยเป็น programmer กับ SA ที่ไม่เคยเขียนโปรแกรมมาก่อน ต่างกันราวฟ้ากับเหวจริงๆ
บอกสูตรให้แล้วกัน
อยากด่า ละม่อม ให้โพสลงกระทู้สีลม จะไม่โดนด่า
อยากด่า แว่นโฉด (และเข้าข้างละม่อม) ให้โพสลงห้องสยาม
สงสัย wrote:
ขอยืนยันอีกคน
กุก็ทำงานโฆษณาแต่ไม่ได้เป็นอาร์ตได หรือวิสช่วล หรอกนะ
WoodZZ wrote:
กูเห้นด้วยกับมึง ตำแหน่งนั้นถ้าคนสามสิบขึ้นมันขึ้นเป้นหัวเน่ากันหมด ใครจะมีประสบการณ์มาทำงานวะ แล้วหัวเน่าแม่งมีได้กี่คน ไอ้ส้นตีน
งานสายนี้ต้องถีบตัวเองเรื่อยๆ ถ้าย่ำอยู่กับที่ก็เข้าเกมเจ้าของ

ถ้าประสบการณ์สูงก็ทำงานได้เร็วขึ้น แก้ปัญหาได้เร็วขึ้น
เงินเดือนมากขึ้นจริงแต่ต้องเปลี่ยนที่บ่อยๆเพื่ออัพเงินเดือนตัวเอง (ต้องขยันอัปพอร์ตให้มีงานเซียนๆหรือเป็น talk of the town หน่อย)
ถ้าไม่เก่งจริงหรือปิดทองหลังพระมักอยู่ไม่ได้นาน เพราะบริษัทพวกนี้ชอบลอกคราบเอาพนักงานออก ลดภาระ จ่ายน้อยลง
ถ้าอยากมีโอกาสมากต้องมีพวกรางวัล(พวก nvidia/autodesk/zb/dominance war/etc.) หรือไปฝึกงานต่างประเทศกับพวก the mill/lucas/tippett/blur/disney/บลาๆๆ
แต่ความจริงก็คือ ทำๆไปมันจะอิ่มตัวเอง เอียน เบื่อพวกไดเรคเตอร์ที่ดีแต่สั่ง บรรเจิดชอบคิดว่า 3d แม่งง่ายทำได้ทุกอย่าง เห็นแม่งฮิตๆทำๆกันก็อยากได้มั่ง
คนทำหมดอารมย์อยากท้าทายตัวเองเมื่อไหร่ก็เลิกทำแหงมๆ ลาออกไปขายบะหมี่หมูแดงชิลกว่า ไม่ปวดหัวดี
ส่วนจ่าก็จมปลักอยู่กับการเป็นเกย์ ชิมิ…
บางคนทำงานตำแหน่งเดิมมาเป็นสิบๆปีทั้งๆที่โปรโมทแล้วแต่ไม่เอา

จะไปบอกว่าเขาจมปลักดักดานใด้มั้ยวะ
มันก็ไม่ใด้ว่ะ ถ้าเขาพอใจที่จะอยู่ตรงนั้น
@ งิส:
halp = help
เอาเสียงอ่านมาพิมพ์ (น่าจะใช่)
อย่างคำว่า nooooooooo จะเป็น nuuuuuuuuu ไม่ก็ nooooouuuuuu
เข้ามาดู wrote:
ขอเป็นอีกแรงครับ
และขอให้ทุกๆท่าน quote ต่อๆไปด้วยครับ
ฝากจ่าเอาลงให้ดังไปเลย
กร่างมากนัก ไอ้ห่านิ
เข้ามาดู wrote:
ไอ่เหี้ยนี้มันอัพเคาท์เตอร์ของ AXE เต็มครบ ใครแตะใครลูปไม่ได้ ควงใส่อย่างเดียว 555
ผมว่าจริงๆแล้วจะเป็น Art Di หรือไม่ได้เป็น จำนวนอายุไม่ใช่ตัวชี้วัดน่ะครับ ไม่เกี่ยวกับอายุ อยู่ที่จังหวะของงานและคนมากกว่า บางคนอายุน้อยๆก็เป็น Art Di ได้ครับ แล้วความจริงอีกอย่างคือ คนเป็น Art Di ไม่จำเป็นต้องทำเป็นแต่รู้กระบวนการทำ ถามว่าได้มั้ย คำตอบคือได้ แต่ ไม่ควรครับ ควรจะทำเป็นบ้างหรือทำเก่งมาเลยได้จะยิ่งดี เพราะทุกวันนี้ผมก็เป็น Art Di เหมือนกัน ผมก็ทำเป็นหมดครับ รู้เยอะได้เปรียบครับ จะคุมงานลูกน้องและ conceptได้ง่ายกว่า
ส่วนคำถามของ จขกท ก็เหมือนหลายๆท่านที่ตอบน่ะครับ คือ ถ้าอายุน้อยประสบการณ์น้อง เงินจ้างก็จะน้อยไปด้วย ประหยัดงบครับ แต่….เป้นเฉพาะบริษัทไทยครับ บริษัทต่างชาติเค้าไม่สนว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ครับ เค้าเน้นฝีมือ เพราะเค้ามีเงินจ้างครับ บริษัทไทยจะเน้น “ทำไม่เป็นไม่เป็นไรค่อยๆเรียนรู้ แต่กรูเน้นจ้างถูก” บริษัทต่างชาติจะเป็น “อายุเท่าไหร่ไม่ว่า แต่มาต้องเป็นเลย กรุมีเงินจ้างมรึง” จะประมาณเนี้ยอะครับ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเลือกเอาเองอะครับ
========
จ่าอ่านนี่บ้าง เชื่อว่า จ่าจะไม่เข้าใจระบบบริษัทเอกชนแบบอินเตอร์กับ โลคอล
เพราะว่าทำงานราชการ
ถ้าคนทำงานเอกชนจะเข้าใจตำแหน่งล่างแต่บริษัทฝรั่งอาจเงินเดือนแสนเก้าแต่ผู้จัดการบริษัทไทยอาจจะ สี่หมื่นก็ได้
กูว่าไอ้แว่นโฉดมันเข้าใจว่าคือครีเอทีฟนั่นแหละมั้ง
เพราะจริงๆอาร์ตได กับกราฟฟิกดีไซน์ กูว่ามันก็ต่างกันแค่ชื่อเรียกตำแหน่ง
พอทำงานจริงๆแม่งก็ไม่ต่างกันเท่าไร บางคนทำงานแบบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ตำแหน่งอะไร
เพราะบริษัทพวกนี้ส่วนใหญ่ก็อยู่กันแบบพี่น้อง คนนี้ทำงานนี้เป็นก็รับไป อีกคนทำอีกอย่างเป็นก็รับไป
ไม่ได้มาสนใจระบุว่ามึงเป็นอาร์ตไดนะ มึงเป็นก๊อปปี้นะ มึงเป็นครีเอทีฟนะ ฯลฯ
มีแต่พวกงานหนังสือมั้งที่จะระบุตำแหน่งชัดขนาดนั้น หรือไม่ก็พวกแผนกโฆษณาในบริษัทใหญ่ๆ
พวกบริษัทที่เป็นเฮ้าส์ เป็นสตูรับทำงานพวกนี้ไม่ค่อยมาระบุตำแหน่งกันหรอก
olo company ltd. wrote:
โอ้ว แน่นอน

(บางคนไม่เคยเจอ เลยตกใจ)

กรมศุลกร่างแบบนี้มานานแล้ว
แล้วอีกอย่างถ้าบินเข้าประเทศ(ไทย)มันจะถามว่ามีของสำแดงหรือไม่ ถ้าแสดงอาการรั่วๆออกมา
มันคุ้ยเป๋าคุณกระจายเลยนะบอกให้
สีดูหุ้ม wrote:
จริงๆ ผมว่าดีนะ ได้อ่านความคิดเห็น และประสบการณ์จากคนหลายๆแบบ
แล้วก็ไม่ไ่ด้แรงหรืออะไรกันเลยนะ(ส่วนมาก)
ปล. ผมหมายถึงในเว็ปดราม่านะ
ถ้าดราม่านัก พักดู เลกเซียวหงก่อนก็ใด้นะ มันกว่าหน้งเกาหลีนะเธอว์
มุมมองนายจ้างกับมุมมองลูกจ้าง มันไม่ได้มองมุมเดียวกัน
ถ้ายอมรับในมุมมองของแต่ละตำแหน่งมันก็จบเรื่องแล้ว
แม่ง! ที่กูเม้นไม่ได้เกี่ยวเชี่ยไรกับดราม่านี้นี่หว่า
สามสิบ ตามเก็บงานไอ้เด็กจบใหม่มานักต่อนักแล้ว
แถมต้องเป็นลูกพี่ เวลามันทำผิดก็ต้องพลอยไปกับมันด้วย
นี้แหละน๊า พี่ไม่ดูแลน้อง แต่น้องแม่งเสือกฆ่า พี่ อีก
กู เกษียณ แล้วยังต้องมาตามเก็บงานเด็กใหม่เลย
ถ้ากุเป็นพนักงานจะเข้ามาดู wrote:
เมิงใหญ่มาจากไหนกูไม่รู้ แต่ถ้าเป็นกูจะสวนกลับสักเปรี้ยง เพราะถือว่าเมิงทำร้ายร่างกายกุก่อน ทั้งๆ ที่กูก็ปฎิบัติงานตามหน้าที่โดยสุจริต กะอีแค่มีตำแหน่งหรือเงินเยอะอย่างเดียวอย่าคิดว่ากูจะยอม เพราะแม่งก็คนเหมือนกัน อีกอย่างจะได้วัดกันไปเลยว่ากฎหมายบ้านเมืองนี้แม่มเป็นไง
หลังๆประเด็นมันอยู่ที่การพูดแบบหมาๆของไอม่อมคนไม่ชอบที่มันพูดเลยออกมาด่ากันเยอะ
ส่วนพ่อแกนนำต่อต้านโพสแบบเกรียนของๆไอ้ม่อม พี่ซีทรูของกูแม่ง มาอย่างหล่อสองสามโพสแรก โพสหลังๆเสือกเละเทะด่ากราดซะงั้น เกือบจะได้ใจประชาชนชาวสยามอยู่แล้วเชียว ตกหมาตายตอนจบ โธ่พระเอกของกู ถ้ามึงทำมาดีๆตั้งแต่ต้นจนจบกูก็กะว่าจะให้มึงตำรงตำแหน่งหาแดกฟรีในสยามแทนไอ้ม่อมแล้วนะเนี่ย
พอๆกันเลยทั้งสองคน
ไอ้ม่อมไม่รู้เรื่องแล้วทำเป็นรู้มากแถมตอบแบบเกรียนๆ
ไอ้ซีทรูด่าคนอื่นว่าเกรียน ตัวเองเสือกเกรียนยิ่งกว่า
ู
http://pic.free.in.th/id/a43a7c0122603c0a9e97c277578d56bf กูว่ามันพาดพุงนะ
อ่านเม้นแล้วอยากเข้ามากระซิบว่าพี่ๆ อย่าเอาเรื่องเกณฑ์ อายุ ฝีมือ คุณสมบัติอะไรหลายแหล่มาเป็นเกณฑ์ ใครคนหนึ่งมันจะเป็นอาชีพอะไรไม่ได้เลยครับ เพราะผมจบมาแล้วก็ไม่ได้ทำงานตรงสาย เคยไปทำงานเป็นลูกจ้างเขาก็เงินไม่ดี มีปัญหาเรื่องส่วนตัวด้วย (โลกส่วนตัวกูสูงเกินไป) ผมเข้าใจว่าสมัยพ่อแม่ผม เขายึดเรื่องอาชีพสำคัญสุด ต่อมาก็ความมั่นคงของอนาคตลูกหลาน พ่อแม่ผมเขาทุ่มกับงานสุดๆเลยหว่ะ แต่คนยุคผม ให้น้ำหนักกับความสุขในชีวิตมากกว่าครับ คือลักษณะเฉพาะเลยนะที่จะเปลี่ยนงานบ่อย พวกงานหนักมากทำหามรุ่งหามค่ำแต่ได้เงินค่าจ้างจำกัดเนี้ย พวกผมไม่อยากทำหรอก เพราะรู้ดีว่า พวกนายทุนมันก็มองลูกจ้างเหมือนสัตว์ใช้แรงงานแก่แล้วเชือดเท่านั้นแหล่ะ ถ้าเราทำกับมันนานๆแต่เงินเดือนสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ส่วนฝีมือเรามันไม่สมดุลกับค่าจ้างเมื่อไหร่ มันก็ไล่เราออกได้ง่ายๆเลย ข้ออ้าง เด็กใหม่ค่าจ้างถูกกว่านี่เรื่องจริงเลย ถ้าเราจะอยู่ได้ก็มีทางเลือกไม่เยอะเช่น
1.เราต้องพัฒนาฝีมือเก่งมากจน เป็นกระบี่มือหนึ่ง นายจ้างมันจะเห้นเราเป็น สัตว์พ่อพันธ์แม่พันธ์อะนะ คือถ้ายังมีผลงานไปเรื่อยๆ เขาก็เลี้ยงเราดี
2. ทนรับค่าจ้างถูก นายจ้างมันก็เห็นเราเป็นไก่แก่ ยังออกไข่ได้ แต่เปลืองอาหารน้อยลง
3. เลีย ถ้าเลียเก่ง แล้วนายยังมีเงินเหลือกินเหลือใช้ นายอาจจะเลี้ยงเราไว้ดูเล่น
เพื่อนๆผม ส่วนใหญ่มันก็ออกไปทำงานกัน 5-6 ปี แล้วก็เอาทุนพ่อแม่มาทำกิจการเองทั้งนั้น บางคนก็รับกิจการต่อจากพ่อแม่เลย เพราะทำส่วนตัวเวลา+เงินได้เยอะกว่าครับ นี่เรื่องจริงเลยนะ ที่ออกไปทำงานข้างนอกเนี้ย พ่อแม่เขาบอกว่าอยากให้ไปรู้เหลี่ยมคน รู้ความยากลำบากของชีวิต แต่พอไปฟาดฟันกับเขาพอมีประสบการณ์แล้ว ออกมาทำเองเหอะ ได้เงินเยอะกว่าทั้งนั้นแหล่ะ มีที่ยังทำงานเป็นลูกจ้างเขาจะถึง 20% หรือเปล่า ไอ้ที่ยังทำงานรับเงินเดือนอยู่ส่วนใหญ่ก็ไปรุ่งกับอาชีพเขา หรือไม่ก็ไม่มีที่ไปมีสองอย่างเนี้ยแหล่ะ 5-10 ปีแรกหลังจากเรียนจบ บอกได้เลยว่าต่อไปอนาคตมันจะไปจนสุดทางไหม
เรื่องคุณสมบัติ แต่ละงานเขาต้องการไม่เหมือนกัน
พ่อกูทำทั้งปีกว่าจะได้ แม่แค่พูดเพราะ+รู้จักคนเยอะ ก็ได้แล้ว คุยสองวันได้เท่าพ่อทำงานทั้งปี 
แม่เขาค้าขายเก่งก็เพราะแกเป็นคนอ่อนน้อม พูดเพราะรับหน้าลูกค้าได้หมด แกถือคติ ทนแล้วจะได้เงิน ไปๆมาๆ หลายปีมานี้ผมคำนวณแล้วว่า จริงๆ แม่ผมหาเงินเก่งกว่าพ่ออีกหว่ะ พ่อเงินเดือน สามหมื่น แต่แม่ขายก๋วยเตี๋ยว แต่รู้จักคนรวยเยอะ คนนึงมีที่ร้อนเงิน แม่ผมพาไปรู้จักกับ คนอยากซื้อที่ได้ค่านายหน้าสามแสนห้า
พ่อทำงานโรงหล่อเหล็ก แกถือว่าเรียนมาเยอะกว่าคนรุ่นเดียวกัน จบมส.5 เทียบกับม.6 สมัยนั้น ส่วนคนอื่นๆ เรียนน้อยกว่าแกทั้งนั้น (สมันสามสิบปีก่อนนะ) แกก็เริ่มหัดงานเหมือนคนอื่นนั้นแหล่ะแต่พอดีได้หัวหน้าดี คือในโรงงานมีหัวหน้างานคนนึงเป็นคนจีนอพยพคงเรียนด้านหล่อเหล็กมาโดยตรงเลย พ่อผมแกก็ลูกหลานคนจีน ฟังภาษาจีนรู้เรื่อง เถ้าแก่เลยจัดมาให้ทำกับหัวหน้าคนนี้ พ่อเล่าว่า หัวหน้าเคยตีหัวแกแล้วว่า เอ็งทำงานไม่ได้เรื่อง หัดดูคนที่ทำมาก่อนบ้าง ความหมายของหัวหน้าคือ มึงเป็นเด็กใหม่ ถ้ามึงอยากจะเก่งมึงก็ต้องมีไหวพริบหัดเลียนแบบ คนอื่นก่อน พ่อผมเลยรู้ว่าสายงานนี้ต้องพัฒนาฝีมือตลอด แกก็อ่านตำราจีนได้ อ่านตำราภาษษอังกฤษได้ จดสูตรคำนวณ คณิตศาสตร์ได้หมด ฝีมือของแกเลยเด่นกว่าคนอื่นเพราะ แกยอมรับ ความรู้จากทั้งสองฝั่งคือ ด้านประสบการณ์ได้จากหัวหน้า และคอยดูคอยสังเกตคนที่ทำมาก่อน และทฤษฏีเอาจากตำราเมืองนอก มาอ่าน ตอนแกรุ่งๆ แกบอกไม่ขอทำกินเงินเดือนแล้ว แกรับเหมาดีกว่า เพราะงานของทีมแกมันได้ปริมาณสูงกว่า ชาวบ้านเขา สมมุติทีมสิบคน ทำงานหล่อเหล็กได้วันละสองตัน แต่ทีมพ่อผมทำได้วันละ 5-6 ตัน ถ้าไปทำงานกินเงินเดือน ทีมอื่นได้คนละสองร้อย ทีมพ่อผมได้ สองห้าสิบ มันไม่คุ้ม แกบอกรับเหมาไปเลย วันนึงมีเงินในลูกน้อง ห้าหกร้อยบาท เงินค่าจ้างมันเยอะใครๆก็อยากมาอยู่ทีมพ่อผม พ่อก็เลือกคนฝีมือ หัวอ่อนยอมฟังเขาได้มาอยู่ในทีมได้ (อันนี้ถือว่า รับคนทำงานแบบดูที่ฝีมือแบบที่หลายๆคนบอกนะ) แต่สุดท้ายวันนึงพ่อผมก็เบื่อไม่ไหวก็ต้องเลิก แล้วมาค้าขายช่วยกับแม่ด้วย
สรุปนะ ในมุมมองนายจ้างเอา ตั้งสเปคไว้ยังไง ถ้าเราเป็นคนสมัคร เราอยากทำงานนี้มาก แต่สเปคเรามันไม่สมบูรณ์ ถภ้าเราแน่ใจว่าฝีมือเราถึง ทำประโยชน์ให้นายจ้างได้ ก็ลองไปสมัครดู ทำPort fulio (สะกดถูกไหมวะ) เจ๋งๆ รวมผลงานเราในอดีต ถือเข้าไปสมัครงานได้เลย เขาไม่เอา เราก็เข้าที่ใหม่ แต่ถ้าเขา เอาผลงานเรามาอ่าน แล้วถูกใจผมว่ามีคนเอาแน่ พวกบริษัทฝรั่งเป็นอย่างนั้น คำว่าหางาน หมายถึงว่าเราต้องออกแรงเพื่อที่จะงานไว้ แต่ไอ้พวกอ่าน สเปคของนายจ้างแล้วยอมแพ้เลย บอกว่าสเปคเรามันไม่ตรงกับที่เขาต้องการหน่ะ
แม่งบ้องตื้น
เพราะเราหางาน ไม่ใช่รอให้งานมาวิ่งชนเรา มึงอยากเป็นอะไรก็สุดแต่ใจจะใคว่คว้าอยู่แล้ว แล้วพอได้งานแล้ว คุณอยากจะก้าวหน้าคุณก็ต้องเปิดใจรับความรู้ดีดี พัฒนาฝีมือตัวเองให้ดีอยู่เสมอ นายเขาจะได้รักเรา หรือไม่ก็วันนึงเกิดมีเหตุให้ออกจากบริษัทเก่า เราก็จะได้ มีต้นทุนไปทำงานที่บริษัทใหม่ได้ด้วย คือเราอายุมากกว่าคนอื่นแล้ว ถ้าเราฝีมือเท่ากับเด็กจบใหม่ คุณจะได้งานไหม? แต่อยากแนะนำพวกเด็กจบใหม่นะว่าถ้าอยากได้งานดี หรือเจริญก้าวหน้าในสายอาชีพ ต้องเลือกไปทำกับคนที่เขาเก่งเต็มร้อยจริงๆก่อน เขาจะได้เทรนเราได้ โอกาสพัฒนาฝีมือมันมีเยอะกว่า เป็นเด็กจบใหม่แต่เข้าไปทำงานกับหัวหน้าที่ไม่รู้เรื่องด้วย ผมเคยมาแล้วไอ้สัดทำงานเงินเดือนแปดพัน แต่ต้องมารับภาระแก้งานให้หัวหน้า แล้วด้วยความที่แม่งไม่รู้เหี้ยอะไรเลย ก็เป็นโค้ชเราไม่ได้ เด็กฝึกงานเข้ามาได้สามวัน แม่งสั่งงานมาทีหยั่งกับคิดว่ากูเป็นคนเทรน เปี่ยมประสบการณ์แล้ว พอมีปัญหาผมเข้าไปถาม มันบอกบอกว่าให้เรียนรู้จากคนที่ทำงานเดียวกัน ผมคิดใน “ที่กูเดินมาถามมึงเพราะว่ากูนึกว่าหัวหน้าจะรู้มากที่สุดตอบกูตรงประเด็นที่สุดต่างหาก” พอจบทดลองงานกูบอกขอออกเองเลย เพราะรู้ดีว่าเปลืองเวลากับแม่งไป กูก็ฝีมือไม่ก้าวหน้า ไม่มีตัวอย่างให้กูได้เห็นว่าคนเก่งๆ เขาคิดยังไง ทำงานกันยังไง
30+ นี่ไม่ต้องเป็นคนสั่งการก็ได้นะ ตอนไปฝึกงานพี่ที่30กว่าเค้าก็ยังปฏิบัติงานกันอยู่ เป็นซีเนียร์เงินเดือนเยอะกว่าจูเนียร์แต่งานคล้ายๆกัน
godzeus wrote:
เหมือนกันแหละคุณ ผมเคยเจอเจ้านายไม่รู้เรื่องเฮียไรเลย

พองานมีปํญหาไล่เราให้ไปเปิดManual ดูอย่างเดียวเลย
ปวดหัวชิบหาย
ขอมองอีกมุมนะครับ ผมมีมุมมองว่า บางครั้ง การกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครเข้าทำงานก็ไม่มีความเหมาะสมจริงๆ ซึ่งบางครั้ง (ย้ำว่าบางครั้ง ไม่เสมอไปหรือไม่ใช่ทุกครั้ง) ปัญหาก็มาจากการทำงานด้าน HR ที่ไม่เป็นมืออาชีพ ไม่ได้มีการศึกษาตำแหน่งอย่างเหมาะสม เวลาตั้งคุณสมบัติ ก็ใช้หลักเกณฑ์ตามที่อื่นๆ หรือก็แค่ถามๆหัวหน้าว่าเอาไงดี ซึ่งจริงๆแล้ว การทำงานด้าน HR โดยเฉพาะการ รีคูลท์ คนเข้าทำงาน ควรจะถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง การจะเลือกคนเข้าทำงาน เราต้องศึกษาก่อนว่าคุณสมบัติที่จำเป็นจริงๆ ของแต่ละตำแหน่งคืออะไร มันมีความสัมพันธ์กับอายุ ประสพการณ์ แค่ไหน หรือระดับการศึกษาอย่างไรถึงจะเหมาะสม
ที่สังเกตุชัดเจนกับบางบริษัทที่ชื่อดังในระดับประเทศ มีเทิร์นโอเวอร์เรทสูงมาก เรียกได้ว่าคนรู้จักจบมาพร้อมกันเข้าไปทำงานที่นี่ทันที 12 คน ต่อมาลาออก 8 คน แถมมีพวกตามๆ เข้าไปทีหลัง (ลาออกจากที่อื่นบ้าง หรือพึ่งเรียกสัมภาษณ์บ้าง) ก็อยู่ไม่ค่อยทน มีเหลืออยู่ได้เพิ่มอีกคน นอกนั้นเข้าไปแล้วก็ตามๆ กันออกมาอีก โดยตำแหน่งงานก็ใกล้เคียงกัน (ก็จบมารุ่นเดียวกัน) คำถามก็คือว่า ปัญหาอยู่ที่ไหน โดยมากก็จะมองกันว่า – ผู้สมัครไม่อดทนพอ หรือไม่ก็ บริษัทมีปัญหา แต่ก็ต้องถามต่อว่า แล้วพนักงานคนอื่นๆ ที่ยังอยู่ ยังไม่ลาออกล่ะ ไม่มีที่ไปหรือเปล่า หรือว่าจริงๆเขามีความสุขกับตรงนี้ สิ่งที่ HR ต้องทำงานให้หนัก คือ ทำไมถึงมีคนออกเยอะ ทำไมคนที่อยู่ถึงอยู่ได้ งานของคนที่อยู่ดีไหม ซึ่งคำตอบที่ได้มาจากการศึกษาก็คือว่า งานนี้จะเข้ากับบุคลิคและอายุของคนกลุ่มหนึ่ง มากกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง คนที่จบมาใหม่ๆ จะทำงานนี้ไม่มีความสุขเมื่อเทียบกับคนที่อายุมากหน่อย
ผมไม่ได้สรุปนะครับว่า อายุมากกว่าจะต้องทำงานดีกว่า แต่บางทีพื้นฐานของงานบางอย่างก็เหมาะกับคนที่ทำงานมานานแล้ว งานบางอย่างก็เหมาะกับคนจบใหม่ เพื่อนที่เป็น HR บางคนก็ยอมรับว่ามีแนวคิดทีว่า คนที่ทำงานเก่าที่นึงนานๆ มักจะไม่คอ่ยกระตือรือร้น ไม่มีความสร้างสรรค์ แล้วก็มีทัศนคติกับงานแย่กว่าคนจบใหม่ การย้ายออกก็มาจากความจำเป็นมากกว่าจะเป็นการต้องการความท้าทายใหม่ๆ เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ชอบการเปลียนแปลง ซึ่งผมเองมองว่าอาจจะใช่ แต่เหมารวมทั้งหมดก็คงไม่ได้
สุดท้ายแล้วจะหาคนที่เหมาะอย่างไรนั้น คนทำงาน HR ต้องทำการบ้านหนักๆ อย่างผมเคยไปสัมภาษณ์บริษัทนึง ผมเองก็ 30+ แล้วล่ะครับ การสัมภาษณ์ของเขาไม่ได้เกี่ยงอายุ แต่จะมีการ Test และการศึกษาทัศนคติในการทำงาน อย่าง Thaioil ผมก็เคยสัมภาษณ์มาทั้งๆที่อายุก็เกิน แม้ว่าจะไม่ได้ทำเพราะปัญหาเรื่องงานที่ทำ ไม่เกี่ยวเนื่องกับตำแหน่งที่สมัครก็ตาม แต่อย่างน้อยเขาก็ได้พูดคุยและยอมรับทัศนคติในการทำงานของเรา สิ่งเหล่านี้มันก็ขึ้นกับนโยบายและการทำงานในด้าน HR นั่นแหละครับ คนไม่มีงานก็ต้องอดทนหางานกันต่อไป ผมเองตอนจบมาใหม่ๆ ก็คลิก Apply ไปเยอะมาก มี 6 เว็บหางานที่ผมสมัครไปแล้วส่งเมลมา ผมเข้าไปดูบริษัทนึงคลิกไปกว่า 600 Job เลยครับ 555 รวมๆ น่าจะเกินพันนะ
เข้ามาดู wrote:
ฉันดูคลิปนี้แล้ว รู้สึกได้ถึงพิรุธของนักการเมืองว่ะ
คือเจ้าหน้าที่ขอแสกนตรวจ แล้วมีท่าทีกร่างใช้อิทธิพลว๊ากๆๆๆ เพื่อไม่ยอมให้ตรวจแบบนี้นะ ‘ยิ่งต้องตรวจให้ละเอียดกว่าเดิม’ เลยว่ะ
ด๊วกดราก้อน wrote:
Art directer ภาษาไทยก็แปลว่า ผู้กำกับศิลป์ น่ะเธอ
ทำหน้าที่ตรวจงานและควบคุมงานของกราฟฟิคดีไซด์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันตามโจทย์ของงานที่ได้มา
คือ งานสายศิลปะ เนี่ย กราฟฟิคดีไซด์มี 10 คน วิธีการสร้างผลงาน + สไตย์ มันก็มา 10 แบบ จึงต้องมีอาร์ตไดเป็นคนควบคุม
คนเป็นอาร์ตไดจำเป็นต้องมีทักษะ และความรู้ทางด้านศิลปะมาก่อน เพื่อที่จะได้รู้ว่าจะสั่งให้กราฟฟิคดีไซด์แก้งานยังไง ถึงจะได้ผล
ถ้าเป็นธรรมดาที่ไม่มีความรู้มาสั่งแก้งานศิลปะนะ เขาจะสั่งแก้ตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย ตรงโน้นน้อยๆ แต่แก้ไม่รู้จบ
หรือไม่ก็จะแนว ‘ไม่รู้สิ แต่งานมันยังไม่ได้!’ กราฟฟิคดีไซด์ปวดหัวจิ๊ดแน่
แต่ถ้าเป็นคนที่มีความรู้ เขาจะให้แก้งานที 2 ทีจบน่ะจ้ะ
ทับซ้อน
http://www.pantip.com/cafe/siam/topic/F11561465/F11561465.html
@ godzeus:
Portfolio แบบนี้ค่ะ
แต่เรื่องของคุณคล้ายๆ ที่บ้านของเรา
แม่เราไม่ค่อยเป็นลูกจ้างใคร เป็นนายตัวเองตลอด
ชิลชิล wrote:
เสริมหน่อย ถ้าให้เทียบกับ ตำแหน่งในสวนอาหาร มันก็คือหัวหน้าพ่อครัว
ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องบัญชีการเงิน แต่จะเป็นคนควบคุมลูกมือหรือพ่อครัวคนอื่นๆ ให้ทำอาหารอร่อยถูกปากลูกค้านั่นแหละ
ผมเป็น Web Dev. นะครับ นี่เหตุการณ์จริง
PM บริษัทผมเคยถามผมระหว่างทำโปรเจค ว่า “.jgp, .gif กับ flash มันต่างกันยังไง”
เอ่อ…
พี่จะมาคุมโปรเจคผมได้จริงๆ หรอครับ
Mihawk wrote:
ยามเป็นเกย์มันผิดตรงไหนว่ะ ยังงี้เค้าเรียกเหยียดเพศได้น่ะ
ถ้าเกย์เป็นยามก็ว่าไปอย่าง แบบนี้ไม่เหยียด
…โชคดีน่ะ ที่จ่าเป็นอย่างแรก
จ่าก็จ้างแว่นโฉดมาเป็นอาร์ตไดดูดิ
เป็นเหี้ยไรไปดูถูกเค้าวะ ไอ่ม่อมเนี่ย ตัวเองเรียนจบควยไรมาก็ไม่จบ สมัยก่อนสกรีนเสื้อคำเสี่ยวๆทำมาหาแดกแล้วเรียกตัวเองว่ากราฟฟิกดีไซน์เนอร์กูก็ผะอืดผะอมจะแย่ แบบเสื้อแต่ละแบบของมึงงจ้างกูใส่กูยังไม่เอาเลยย ไอ่ควยย งานแม่งเสี่ยวกากตดหมา
โธ่ไอ่รสนิยมภูธร
แหมมมมมมมมมมเดี๋ยวนี้เป็นอาร์ตไดว่ะ อยากเห็นบ.ที่เค้าจ้างมึงจัง รับทำโปสเตอร์ฝังลูกนิมิตป่าววะ ไอ่ควย ถุยยยยยยยยยยยยยยยย อาร์ตได ถูยยยยยยยยยกันยาวๆๆๆๆๆๆ
แล้วทำไมไม่สื่อสารแบบนายละม่อมทุกกระทู้ทุกเม้นดูล่ะ คงด่ากันตีกันทุกที่แน่
อยากรู้เหมือนกัน ไอ้ที่ว่า คำพูดแบบนี้เป็นโลกความจริงเนี้ย มันดีจนต้องบอกให้คนอื่นยอมรับเชียวหรอ
เฮ้ยยย
ตบกันอบ่างงี้เลยหรอ
ยอมได้ไงอ่า
เปนเรามีขึ้นนะเนี่ย
แต่ก้แอบเข้าใจว่าถ้าเค้าใหญ่จิงก้คงแย่
ระบบราชการไทยก้เงี่ย
@ กองทัพมาวิน:
ผมว่าคุณไปศึกประวัติศาสตร์ประเทศจีน กับฮวงจุ้ยมาก่อนจะพูดดีกว่าครับว่าทำไม ราชวงศ์สุดท้ายถึงล่ม เพราะมันไม่เชื่อฮวงจุ้ยนี่แหละ แล้วศาสตร์ฮวงจุ้ยก็มีมานานกว่า4000ปี ถ้าศึกษาอย่างถ่องแท้ก็จะรู้ว่ามันเกิดจากเหตุและผล มันไม่ใช่ของมั่วซัว พราะการเกิดสิ่งๆนึงได้มันจะต้องเกิดจากการกระทำของสิ่งอีกสิ่งนึงเสมอ
ของจริงไม่ติงนัง wrote:
แม่งฮาสาดดดด เห็นด้วยไอ้กร๊วก วันๆแม่งหลอกฟันหญิง เกาะหญิงแดก ภาษาที่ใช้ตอบในเมนต์มันก้อโคตรชั่ว
รูปปลากรอบจ่าน่ารักน่าฟัดเกิ๊น
JackkunG wrote:
งานระดับหัวหน้า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ”ความเป็นผู้นำ”
แต่ละหน่วยงานมีระบบทีมเวิร์คแตกต่างกันไป
-
- บางที่ มีคนเก่งระดับสุดยอดในทีม10คน หน้าที่ของหัวหน้าคือ
“จะมอบหมายงานให้ทั้ง10คนยังไงให้ได้ผลงานดีที่สุด?”
เหมือนผู้จัดการทีมฟุตบอลต้องวางแผนวางตำแหน่งนักบอลในทีม
-
- เรื่องวางระบบ สิ่งที่คุณได้จากตอนเรียนคุณก็บอกเองว่าทำคนเดียว สิ่งที่คุณรู้มามันแค่ตำราค่ะ
แต่ขออกว่าถ้ามารับทำจริงๆ ต้องทำเป็นทีมค่ะ
และความรู้เรื่องสร้างระบบ ในชีวิตจริง ยิ่งเพิ่งจบด้วย คุณทำคนเดียวไม่รอดหรอก
ยิ่งคุณต้องทำระบบบัญชี ระบบการเงินในองกร
คุณมีความรู้ด้านบัญชีแค่ไหน?
และคิดว่าจะออกแบบระบบให้องกรที่มีพนักงานนับร้อย มีสินค้าในคลังเป็นพัน เป็นหมื่นชิ้น
เรื่องพวกนี้หาจากมหาลัยไม่ได้หรอกค่ะ …. มันต้องมาจาก”ประสบการณ์”เท่านั้นจริงๆ
นักบัญชีทุกคนเรียนตำราใกล้เคียงกันหมด
ข้อสอบบัญชีก็มีเนื้อหาพื้นๆใกล้เคียงกันหมด
แต่จะมีซักกี่คนที่เอายอดนั่นยอดนี่มาพลิกแพลงจนหักลดภาษีได้?
เคยได้ยินวิธีพลิกแพลงไม่ให้องกรมีรายได้เยอะๆไหมคะ?
ยกตัวอย่างประเทศหนึ่งแถบสแกดิเนเวียละกัน
สมมติ
นายAมีรายได้50,000บาท
นายBมีรายได้100,000บาท
พอหักภาษีแล้ว นายAกับนายBมีรายได้เท่ากันหรืออาจจะใกล้เคียงกัน
ประชาชนในประเทศนั้นจึงดูชิลกับงาน เพราะเหนื่อยกว่า งานหนักกว่า แต่รายได้เท่าเดิม
คนที่ทำบัญชีใหม่ๆไม่ค่อยรู้กันหรอก
**** สิ่งที่มันมีค่าเหนืออื่นใดในโลก คือ”ประสบการณ์การทำงาน”ค่ะ
เคล็ดลับพลิกแพลงกลยุทธ์มากมายที่ในตำราไม่มีสอน
การวางระบบพลิกแพลงไปมาเพื่อป้องกันคดีฉ้อโกงมากมาย ที่อาจารย์ไม่เคยสอน และสอนกันไม่ได้ บางอย่างผิดกฏหมาย แต่มีวิธีพลิกให้มันไม่ผิด
โปรแกรมเมอร์ส่วนใหญ่ทำวิเคราะห์ระบบเป็นกันทั้งนั้น แต่มีไม่กี่คนที่สามารถวิเคราะห์ได้เป๊ะและสุดยอดขนาดไม่มีช่องโหว่ให้คนโกงได้
เค้าถึงต้องมีคนที่เน้นความรู้ด้านนี้โดยตรงค่ะ….. และคนที่ศึกษาด้านนี้โดยตรง ส่วนใหญ่มาเน้นโปรแกรมเมอร์ด้วยก็กินเวลาค่ะ
[ขอบอกว่ากลโกงในองกรก็มีเยอะมากๆ หากมีช่องโหว่เพียงนิด พนักงานจ้องกันตาเป็นมัน และมูลค่าความเสียหายล้วนเป็นลข6หลักขึ้นไป]
ถ้าคุณเคยเล่นRagnarok
คุณนึกภาพKnightสายagiกับสายstrออกไหมคะ?
จะเน้นหลบหลีกไม่ให้มอนฟันโดนแต่โดนทีก็เกือบตาย หรือจะเน้นสายถึกโดนเข้าจังๆแต่ผลาญเงินสุดๆ
มันต้องเลือกสายใดสายหนึ่ง หรือไม่ถ้าอยากจะให้เป็นสุดยอดKnightหลบก็พริ้ว+โดนมอนตบทีลดทีละ1 ก็ต้องทุ่มเงินหลายMเพื่อใส่ไอเท็มอุดช่องโหว่
คุณจะเลือกอัพAgiหรือStr? หรือจะอัพทั้งคู่?
-
- ทุกคนที่จบสายโปรแกรมมิง มีความรู้คล้ายกันหมด เพราะหลักสูตรมันก็เรียนใกล้เคียงกัน
แต่สิ่งที่สำคัญคือ “ไอเดีย” การ”ออกแบบ”
สิ่งที่มาร์ค ซักเกอร์เบิกประสบความสำเร็จ คือการรวบรวมไอเดียที่มันเข้าถึงLifestyleเจาะกลุ่มเป้าหมายเข้าอย่างจัง
เวปพันทิปเป็นเวปบอร์ดเหมือนเวปบอร์ดทั่วๆไป มีตั้งกระทู้ ตอบกระทู้ แต่ทำไมถึงมียอดคนดูหลักล้านได้?
ประเด็นที่เราจะสื่อคือ
บางหน่วยงาน ในระบบทีมเวิร์ค
>ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง คนนึงคิดไอเดีย อีกคนนึงทำ
>ทุกคนทำด้วยกัน ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ถ้าให้เปรียบแบบRag
มันก็คือทั้งกิลมีแต่Knightทุกคน กิลวอร์กันทีไล่ฟันกันมันส์บรม
หรือจะเลือกกิลแบบมีKnight Hunter Wizard Assasin Priestหลายๆอาชีพมารวมกันแล้วแบ่งหน้าที่กันว่าใครแทงค์ ใครยืนรอร่ายเวทเป็นกองหลง
ทีมKnightจะมีไอเท็มเพิ่มHPพิกแพลงให้สุดยอดยังไง จะสู้Priestในทีมที่2ได้รึ?
อันนี้เกร็ดเล็กน้อย
แต่ละคำศัพท์ที่คุณรู้คุณต้องสามารถอธิบายให้ลูกค้าที่ไม่รู้ไอทีเข้าใจได้ คุณใช้เวลาทั้งวันเพื่ออธิบายเค้าก็คงไม่รู้เรื่องหรอก
ในขณะที่Analystทำหน้าที่เป็นตัวเจรจาระหว่างโปรแกรมเมอร์และลูกค้า ต้องแปลความหมายให้ทั้ง2คนเข้าใจเสมือนเป็นล่ามเลย
สินทรัพย์ ทรัพย์สิน ยอดยกมา ยอดยกไป ภาษี ณ ที่จ่าย เดบิต เครดิต ทุน ซัพพลาย หนี้สิน
Balance Sheet/ Income Statement/ Damaged Cost/ Returns and Allowances/ Ownership/ Supply/ Tax Payable/ Accounts Payable/ Accounts Receivable/ Revenues/ Notes Payable/ Notes Receivable/ Interests/ Merchandise Inventory/ Cost of Merchandise/ Owner’s Equity/ Transportation Cost / LIFO,FIFO/ Net Loss/ Net Income/profit, earned, receivable, revenue/
ศัพท์พื้นฐานทางบัญชีเท่านั้น และกว่าจะออกมาเป็นตัวเลขได้คือจุดที่ยากมาก(มาจากการคีย์ข้อมูลจากสาขาเล็กยิบย่อยแล้วส่งต่อไปเรื่อยๆ)
สินค้ามากมาย และบัญชียิบย่อยที่กระจายไปหลายสาขา ใช้ขั้นตอนให้มันมารวมกันได้อย่างไร?
ถ้าเป็น20ปีก่อน อาจจะแค่สมุดบัญชีเล่มหนาเตอะ แต่ปัจจุบันธุรกิจที่ขยายมันก็ต้องใช้คอมพิวตอร์เข้าช่วย
จุดนี้แหละที่ทำให้การเปลี่ยนผู้บริหารพร้อมกับเปลี่ยนระบบภายในถึงวุ่นวาย และจ้างบริษัทโปรแกรมมิงเข้ามาทำให้แต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายหลักล้าน
และในขณะที่เหล่านักบัญชีไม่รู้ความหมายของโปรแกรมเมอร์เลย
https http html www. ftp internet intranet Browser c++ Java Javascript loop เค้าไม่รู้กันหรอก
(เสริม – นักบัญชีหลายๆคนสามารถคีย์ตัวเลขนับแสนตัวได้เร็วกว่า และแม่นยำกว่าโปรแกรมเมอร์ที่อยู่แต่หน้าคอม)
และหลักทางบัญชีข้างต้น โจทย์หลักของSystem Analystก็รู้ๆกันอยู่คือเป็นทั้งล่ามให้ลูกค้าและโปรแกรมเมอร์ พร้อมกับวิเคราะห์ระบบออกมา
**โดยให้มีช่องโหว่ได้น้อยที่สุด
และต้องพัฒนาฝีมือเสมอ เหมือนกับAppleที่ต้องพัฒนาiOsตลอดเวลา
พนักงานบางคนอาศัยรูโหว่เล็กๆโกงจำนวนสินค้าในสต็อค
เช่นการลักลอบเปลี่ยนราคาสินค้าชนิดหนึ่งให้มีราคา10,000บาท ราคาจริงอาจจะ100,000บาท
สินค้าในสต๊อคมีอยู่10ชิ้น เมื่อสินค้าเหลืออยู่ในสต๊อค5ชิ้น เงินที่ควรจะได้จึงเป็น50,000บาท[ในความเป็นจริงควรเป็น500,000บาท]
อันนี้คือคดีที่เกิดขึ้นจริง มีการขึ้นศาลจริง
คดีเช่นนี้ไม่ใช่ความผิดของSystem Analyst เพราะมาจากเงื้อมมือมนุษย์
การแก้ปัญหาอาจจะมาจากในองกร แต่ถ้าAnalystมีฝีมือล่ะก็……..หึๆ
ปล. ม.ปลายเราเรียนสายพาณิชย์ เข้าคณะซาย สายบริหารเทคโน2ปี และตอนนี้กำลังเรียนนิเทศ(เอ่อ เรียนเอาวุฒิค่ะ)
แต่โดนที่บ้านจับทำงานตั้งแต่ประถม ม.ต้นก็นั่งหน้าคอมคีย์บัญชี คีย์ข้อมูลไปก็ศึกษาไปด้วยว่าตัวเลขเหล่านั้นมาจากไหนมีที่มาที่ไปยังไง
Boss says “Go!”, but leader says “Let’s go!!”
จริงๆแล้วอาร์ทไดเร็คเตอร์ไม่ต้องทำภาพกราฟฟิคเป็น
มิน่ามึงถึงได้จมปลักดักดาน
จ่าหัวดอ วันนี้มาอ่าน 3 เรื่องแล้ว ไม่มันสักเรื่อง
แมวน่ารักมาก
@ ดูดควัน:
คคห ของดูดควันใช่เลย ใครเคยทำงานที่เยอรมันจะรู้ วิศวกรคุณสามารถทำงานตำแหน่งนี้ได้ไปจนแก่อ่ะ โดยไม่ต้องขึ้นตำแหน่งบริหาร แต่เงินเดือนคุณก็ขึ้นเรื่อยๆ ผมคุยกับเค้าเค้าก็บอกเค้าไม่ชอบบริหาร เค้าไม่ได้คิดว่าใครใหญ่กว่าใคร ใครก้าวหน้ากว่าใคร เพราะเงินดือนเขาขึ้นอยู่แล้วและก็มากเท่าๆ ผู้จัดการ ยกตัวอย่างวงการบันเทิงหรือศิลปะถ้าคุณเป็นปีกัสโซ่วาดรูปได้ดีที่สุดในโลก คุณจะต้องออกมาเป็นผู้บริหารไหม อีกตัวอย่างคืออาจารย์ มีทั้งคนอยากทำตำแหน่งบริหาร เช่นหัวหน้าภาค คณบดี และคนที่ไม่ชอบบริหารชอบทำวิจัย แบบนี้ดักดานหรือเปล่า จะไปว่าเค้าดักดานมันไม่ถูก
คนที่ไม่ได้เป็นถึงระดับหัวหน้า ไม่ได้จมปรักเสมอไป เหตุเพราะมันไม่มีตำแหน่งให้ขึ้นก็เห็นกันเยอะแยะ
ความพอใจ มันไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่ง แต่มันอยู่ที่เงินเดือนต่างหาก
ถ้าเงินเดือนก็ขึ้นอยู่ทุกปี โบนัสก็ได้ อาชีพการงานก็มั่นคง ไม่จำเป็นต้องเป็นหัวหน้าก็ได้มั้งค่ะ
นักบัญชีในบริษัทใหญ่ๆ เงินเดือนเยอะกว่า ผู้จัดการแผนกบัญชีบริษัทเล็กๆ ก็เยอะแยะไป
ค่าของคน อยู่ที่ความพอใจของตน
กุเข้ามาเพราะแมวน่ารักนะเนี่ย …. (อีโมหายไปไหนวะ ?!)
อ๋าาาา แมวโดนทรายดูด 555+
อ่านถึงคอมเมนท์ 406 ละ โคดรำคาญไอ้มะขาม มรึงจะแถอะไรนักหนาทำยังกับตัวเองถูกไปซะทุกเรื่ืองไม่ยอมรับฟังคนอื่น ดีแต่เข้าข้างไอ้ม่องกับแถไปเรื่อย ดักดานว่ะ ถ้ามันเป็นคำพูดที่ดีจริงต้องไม่ทำให้คนอืนแครงใจ ที่คนรุมด่าไอ้ม่อง ไมมรึงไม่คิด