
เรื่องมันมีอยู่ว่าที่ห้องย่อยการ์ตูน ของห้องเหลิมไทย มีอมยิ้มคนนึงชื่อ “นายขนมหวาน”
มาตั้งกระทู้ถามเพื่อนสมาชิกในห้องการ์ตูนว่าพวกเอ็งคิดเหมือนตูป่ะวะ?
ว่าดาราชื่อดัง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” แม่มหน้าตาเหมือน “อาเบะ” โคตรๆเลยว่ะ!!

ภาพประกอบที่นายขนมหวานนำมาอ้างอิง ทางขวาคือณเดช ทางซ้ายคือ ณเบะ เอ๊ย อาเบะ

อรรธถาอธิบาย : สำหรับท่านที่ไม่รู้จัก “อาเบะ” หมอนี่เป็นตัวละครจากการ์ตูนเกย์ชื่อดังเมื่อหลายสิบปีก่อน
การ์ตูนเรื่องนั้นมีชื่อว่า “Kuso miso technique” เนื้อหาก็ไม่มีอะไรมาก ประมาณว่านายอาเบะนี่นั่งม้านั่งอยู่แถวๆหน้าห้องน้ำ
ทันใดก็มีตัวเอกอีกคนเดินผ่านมา นายอาเบะก็เลยรูดซิปโชว์หำแล้วเชิญชวนชายหนุ่มคนนั้นด้วยประโยคที่โลกต้องจดจำว่า..
จากนั้นนายอาเบะกับตัวเอกก็จูงมือกันเข้าห้องน้ำแล้วแลกเปลี่ยนของเหลวกันป้าบๆๆ เนื้อหาแม่มก็มีแค่นี้แหละ
แต่ไม่รู้ทำไมถึงมีคนติดอกติดใจการ์ตูนเรื่องนี้เหลือเกิน ใครสนใจก็ลองไปหาใน google กันเอาเองก็แล้วกัน
อมยิ้มในห้องการ์ตูนเห็นภาพนี้ปุ๊บก็พากันพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าณเดชแม่งเหมือนอาเบะเด๊ะๆเลยว่ะ!!

อมยิ้มบางคนก็เตือน จขกท ว่าเมิงระวังตัวให้ดีนะเว้ย!! เพราะมึงบังอาจล้อเลียนซุปเปอร์สตาร์อย่าง
“ณเดชน์ คูกิมิยะ” ที่มีแม่ยกสิงสถิตอยู่ในห้องเหลิมไทยเป็นจำนวนมหาศาล!!

ปรากฏว่าสาวๆที่เป็นแม่ยกของณเดช กลับมิได้ใจแคบปานจิ๋มมดเหมือนที่ขาประจำห้องการ์ตูนคาดคะเน
แต่พวกเธอว์ส่วนมากกลับอ่านกระทู้นี้แล้วรู้สึกขำๆ บางคนก็ชมอมยิ้มในห้องการ์ตูนว่าพวกเธอว์มีจินตนาการบรรเจิดดีจัง

ทีนี้มันดราม่าเมื่อแฟนคลับณเดชคนนึงชื่อ “ปัน” บอกว่าเธอเห็นที่ จขกท ล้อเลียนณเดชแล้วก็โอเชนะ
เธอเองก็คิดว่ามันขำดี ไม่ได้โกรธหรือคิดมากอะไร แต่ที่อมยิ้มในห้องการ์ตูนเอาณเดชมาล้อเลียนก็แปลว่าณเดชเขาดังจริงๆ
เพราะปรกติห้องการ์ตูนในเว็บพันทิปก็มีแต่บรรดาโอตาคุที่ไม่สนใจข่าวบันเทิงไทยทั้งนั้น!!

โอตาคุ (otaku) เป็นคำที่มีรากเหง้ามาจากประเทศญี่ปุุ่น ความหมายที่คนทั่วไปเข้าใจ
หมายถึงคนที่เอาแต่อ่านการ์ตูน ดูอนิเมชั่นและหมกมุ่นอยู่กับมันทั้งวี่ทั้งวัน
จนคุยหรือสื่อสารกับชาวบ้านไม่รู้เรื่อง แต่ถึงกระนั้นก็มีคนพยายามหาคำนิยามใหม่
ที่ฟังดูไม่โหลยโท่ยเหมือนนิยามเดิมให้กับคำๆนี้ เช่น แฟนพันธ์แท้ เป็นต้น
แต่ในสายตาของคนทั่วไปก็ยังมองว่าโอตาคุคือพวกโหลยโท่ยอยู่ดีนั่นแหละ
ซึ่งบางครั้งคนทั่วไปก็อาจสับสน และเข้าใจว่าคนอ่านการ์ตูนเป็นโอตาคุทุกคน
แต่คนที่อ่านการ์ตูนส่วนมากเขาก็ทำงานทำการเข้าสังคมได้ตามปรกตินั่นแหละ มีแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นโอตาคุจริงๆ
เท่านั้นล่ะพี่น้อง!! อมยิ้มในห้องการ์ตูนพออ่านความเห็นนี้จบก็พากรีดร้องด้วยความโกรธา!
และโวยใส่ “ปัน” ว่ามึงหาว่าพวกกรูเป็นโอตาคุได้ยังไงวะ!? มึงรู้มั้ยว่าคำๆนี้มันมีความหมายที่โคตรเหี้ยขนาดไหน!!

บ้างก็ท้า จขกท ว่าแน่จริงมึงเอาอมยิ้มแมนๆในห้องอื่น มาต่อยกับคนที่มึงหาว่าเป็นโอตาคุในห้องนี้ดูมั้ยสัด!!!
กรูเชื่อว่าโอตาคุแถวนี้หลายๆคนแข็งแกร่งและแมนยิ่งกว่าคนธรรมดาซะด้วยซ้ำ!!

จากนั้นอมยิ้มหลายๆคนในกระทู้นี้ก็ด่า “ปัน” ว่ามึงพูดหมาๆแบบนี้มันดูถูกกันชัดๆเลยนี่หว่า
มึงเอาแต่ยกยอดาราไทยอย่างไอ้ณเดช จนไม่คำนึงถึงจิตใจของคนในเว็บเดียวกันอย่างพวกกรูแล้วเหรอวะ!?

อมยิ้มในห้องการ์ตูนคนนึงก็ด่าแม่ยกณเดชว่า ฮั่นแน่!! พวกมึงกำลังทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว
ที่เห็นพวกกรูเอาณเดชมาล้อเลียนว่าหน้าตาเหมือนเกย์ตัวพ่ออย่างอาเบะล่ะเซ่!!
ขอบอกให้รู้ว่าพวกกรูล้อเลียนณเดชกันอย่างขำๆ ไม่มีใครจงเกลียดจงชังณเดชเลยซักคน
แล้วแม่ยกอย่างพวกมึงจะซีเรียสกับเรื่องจิ๊บจ๊อยเท่าแตดมดแบบนี้ไปทำไมวะ!?

อมยิ้มชื่อ keekoo ก็โวยใส่แม่ยกณเดชว่ามึงโกรธพวกกรูที่ล้อณเดชว่าหน้าตาเหมือนอาเบะทำไมวะ!?
หน้าเหมือนอาเบะแล้วมันน่าอายตรงไหน? รู้มั้ยว่าอาเบะนี่เขาดังระดับซุปเปอร์สตาร์ไปทั่วโลกเลยนะมึง!!
ดังนั้นมึงควรจะภูมิใจซะด้วยซ้ำที่พวกกรูอุตส่าห์ยกดาราระดับประเทศอย่างณเดชน์ไปเทียบชั้นกับอาเบะ!!!!

อมยิ้มชื่อ Zephyrisz ก็ถึงกับประณาม “ปัน” ว่าคนอย่างมึงที่เอาคำว่าโอตาคุมาดูถูกชาวบ้าน
มันเป็นคนที่สติปัญญาต่ำต้อยด้อยค่าและสมองหมาปัญญาควายอย่างถึงที่สุด!!

ชาวเหลิมไทยเห็นขาประจำห้องการ์ตูนพากันโกรธแค้นแสนสาหัส เพียงเพราะโดนพาดพิงว่าเป็นโอตาคุเท่านั้น
ก็พากันถามอมยิ้มเหล่านี้ไปว่า ทำไมพวกมึงถึงได้ไม่พอใจที่ถูกเรียกว่าเป็น “โอตาคุ” ถึงเพียงนี้วะคะ?

อมยิ้มชื่อ “ตุ๊มาแว้ว” ก็บอกกับคนในห้องการ์ตูนว่าพวกมึงจะล้อเลียนณเดชก็ล้อไป
เพราะแม่ยกของณเดชเองก็ล้อเลียนเขาบ่อยๆว่าเป้าตุงมั่งล่ะ ก้นใหญ่มั่งล่ะ
ดังนั้นกะอีแค่พวกเอ็งล้อเลียนณเดชว่าหน้าตาเหมือนอาเบะนี่ถือว่าจิ๊บจ๊อยมาก
แต่พวกมึงที่พูดในทำนองว่าจะมีแฟนคลับณเดชออกมาด่าพวกมึงที่บังอาจเอาไปเปรียบเทียบกับอาเบะ
กรูขอบอกว่าการที่พวกมึงคิดกันเช่นนั้นมันเป็นเรื่องที่ส้นตีนมากๆ ถ้าพวกมึงไม่ล้อณเดชถึงโคตรเหง้า
หรือเอาชาติกำเนิดของเขามาเสียดสี แม่ยกของณเดชอย่างพวกกรูจะไปว่าอะไรพวกมึงได้วะ!?

อมยิ้มชื่อ “ซินเดอเรล่า” ก็่บ่นว่าอะไรแว้! ที จขกท แม่งแซวณเดชว่าหน้าตาเหมือนอาเบะ
ยังไม่เห็นแฟนคลับเขาจะว่าอะไรเลย มีแต่พวกอมยิ้มขาประจำห้องการ์ตูนนั่นแหละ
ที่ตีโพยตีพายไปเองว่ากลัวโดนแม่ยกรุมด่ามั่งล่ะ? หรือแก้ตัวว่าไม่ได้ด่าณเดชว่าเป็นเกย์มั่งล่ะ!?
แต่พอมีคนพาดพิงพวกมึงมั่งว่าพวกมึงเป็นโอตาคุที่ไม่สนใจติดตามข่าวคราววงการบันเทิงไทย
พวกมึงถึงกับออกอาการสะดีดสะดิ้งและรับไม่ได้ขึ้นมาทันทีเลยเหรอวะคะ!?

อมยิ้มชื่อ “ejw” ก็เห็นด้วยและบอกว่าขนาดคนในห้องการ์ตูนไปล้อเลียนณเดชน์ขวัญใจแม่ยก
ว่าหน้าตาเหมือนเกย์ควีนอย่างอาเบะ ยังไม่เห็นจะมีใครออกโวยวายใส่เจ้าของกระทู้นี้เลย
แต่กลับกลายเป็นว่าพวกมึงนั่นแหละที่รับไม่ได้เวลาที่ตัวเองโดนพาดพิงว่าเป็นโอตาคุ!!

อมยิ้มชื่อ “ซ่อนนาม” ก็เถียงว่าแล้วพวกกรูขาประจำห้องการ์ตูนเขาล้อเลียนณเดชทุกคนรึเปล่าวะ?
มีแต่ จขกท กับอีกไม่กี่คนเท่านั้นแหละที่หาว่าณเดชหน้าตาเหมือนอาเบะ แต่พวกกรูไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย
แล้วทำไมอีแม่ยกของณเดชถึงได้มาด่าพวกกรูอย่างเหมารวมว่าพวกกรูเป็นโอตาคุด้วยล่ะวะ!?

อมยิ้มชื่อ “Firion” ก็เยาะเย้ยพวกขาประจำห้องการ์ตูนว่าเป็นไงล่ะสาดดดด
ทีพวกมึงล้อชาวบ้านว่าหน้าตาเหมือนเกย์ล่ะเฮฮาขำกลิ้งกันยกห้อง
พอโดนเขาพาดพิงมั่งว่าพวกมึงมันเป็นพวกโอตาคุ พวกมึงกลับดิ้นพราดๆเหมือนแมลงสาปโดนไบก้อนซะงั้น!!

ฝ่ายขาประจำห้องการ์ตูนก็เถียงกลับว่าการที่กรูล้อเลียนณเดชว่าหน้าเหมือนเกย์มันไม่ใช่คำด่านะ!!
ถ้ามึงมองว่า “เกย์” เป็นคำด่าแล้วล่ะก็มึงควรจะไปปรับเปลี่ยนทัศนคติของตัวเองโดยด่วนเลยว่ะ
ดังนั้นการที่พวกกรูล้อณเดชว่าหน้าเหมือนเกย์ควีนอย่างอาเบะ จึงไม่ทำให้ณเดชเสียหายหรือเสื่อมเสียชื่อเสียงอะไรทั้งนั้น!!
แต่คำว่า “โอตาคุ” นี่มันเป็นคำด่าที่มีความหมายเหี้ยสุดๆ ดังนั้นพวกกรูจึงรับไม่ได้ที่มีคนพาดพิงพวกกรูว่าเป็นโอตาคุ!!

จขกท ก็แก้ตัวว่ากรูไม่ได้หาว่าณเดชน์หน้าตาเหมือนเกย์ควีนนะโว้ย!! กรูแค่บอกว่าเขาหน้าตาเหมือนอาเบะเท่านั้น!!

นาย Firion ก็เถียง จขกท ว่าแล้วภาพพจน์ของอาเบะในสายตาของพวกมึงมันคืออะไรล่ะวะ? ถ้าไม่ใช่เกย์ควีนตัวพ่อ!!
ดังนั้นการที่พวกมึงล้อณเดชว่าหน้าตาเหมือนอาเบะ ก็เหมือนกับล้อณเดชว่าหน้าตาเหมือนเกย์ควีนนั่นแหละ!!
แต่ถ้าพวกมึงยังยืนกรานว่าการที่พวกมึงล้อเลียนณเดชว่าหน้าตาเหมือนอาเบะมันไม่ใช่เรื่องเสียหาย
พวกมึงก็ไปจั่วหัวกระทุ้นี้ใหม่สิวะ ว่าอาเบะที่พวกมึงพาดพิงถึงน่ะมันคือใคร!?
แล้วชาวเหลิมไทยเขาจะได้ตัดสินพวกมึงกันไปเลยว่า ระหว่างคนที่ล้อเลียนณเดชว่าหน้าตาเหมือนเกย์ควีน
กับคนที่พูดถึงขาประจำห้องการ์ตูนว่าเป็นโอตาคุด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คนไหนที่มันน่ารุมด่ามากกว่ากัน!!

จากนั้นความเห็นในกระทู้ก็แบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายนึงก็ด่าแม่ยกณเดชว่าพวกมึงกล่าวหาว่าพวกกรูเป็นโอตาคุอย่างเหมารวมได้ไง?
ขณะที่อีกฝ่ายก็แขวะฝ่ายแรกว่าทีพวกมึงล้อณเดชว่าหน้าตาเหมือนเกย์
แม่ยกณเดชเขายังไม่เห็นจะว่าอะไรเลย แล้วทำไมพอพวกมึงโดนพาดพิงด้วยความเข้าใจผิดว่าเป็นโอตาคุมั่ง
พวกมึงถึงได้โหวกเหวกโวยวายราวกับโดนแม่ยกณเดชวางเพลิงเผาบ้านล่ะวะ!?
ดราม่านี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีว่าการล้อเลียนชาวบ้านนี่มันสนุกจริงๆว่ะ ตราบเท่าที่มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเรา
จนกระทั่งเราถูกล้อเลียนเป็นสิ่งที่ตัวตนของเราจริงๆนั้นไม่ได้เป็นเท่านั้นแหละ เราถึงจะรู้ว่ามันชวนให้หงุดหงิดขนาดไหน
ดังนั้นชาวดราม่าทั้งหลายกรุณาเลิกล้อว่าแอดมินเป็นเกย์ได้แล้วนะจ๊ะ!! เพราะแอดมินเป็นชายชาตรีแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์!!
อาห์ แล้วดราม่านี้จะลงเอยเช่นไร? พวกเธอว์เชื่อแอดมินใช่มั้ยว่าแอดมินไม่ใช่เกย์!!
พวกเธอว์จงตามไปเสพในกระทู้นี้โดยพลัน!!
คุณว่าณเดชน์เหมือนอาเบะมั้ย
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A11417548/A11417548.html










































ไม่นึกไม่ฝันเลยว่ะ ว่าศาสดาของจ่า จะกลายเป็นดราม่าได้
@ กันโอตะออนนา:กันโอตะออนนา wrote:
แล้วที่หลายๆคนพูด ขอยกตัวอย่างครับ
“จ่าแม่งเกยืหวะ” ประมาณนี้ มันไม่มีคำว่า อาเบะซักคำเดียว แต่คำว่าเกย์ในหลายๆคน มันคือคำด่า คำดูถูก และอื่นๆเพื่อความบันเทิงคนตนและเพื่อนฝูงเท่านั้น เป็นการประมาณชนิดหนึ่ง วึ่งมันเป็นการดูถูก ไม่ให้โอกาสเพศที่สามครับ
ดราม่าแต่ละดราม่านั้น เกิดขึ้นได้ด้วยคำคำเดียว หรือไม่ก็เรื่องเรื่องเดียว ไม่ว่าจะมีสาระหรือไม่
แต่เรื่องนี้มันเกิดจากที่ผลวิจัยสำรวจมาว่า คนไทยอ่านหนังสือไม่เกิน 7 บรรทัด
ก่อนคำว่าโอตาคุ มันมีคำว่าเนิร์ด เนิร์ดก็พวกเด็กแว่นขยันเรียนงี้ไม่ใช่เรอะ แม่งอ่านผ่านๆแล้วมาด่ากันนี่หว่า
DMA wrote:
ไม่ได้เหมารวมทุกคนนะเธอว์ เดี๋ยวกลายเป็นดราม่ากันเองในเว็บดราม่าอีก
บางทีคุณปันเขาอาจจะพูดไม่คิดก็ได้นะเธอ เขาแค่อยากบอกทำนองว่า ไม่น่าเชื่อว่า คนชอบการ์ตูนจะรู้จักณเดชด้วย อะไรทำนองนั้น แต่คุณเธอคงใช้คำผิดไปหน่อย เธอคงไม่ได้จงใจจะดราม่าหรอก
แต่มันก็ ดราม่า
ความจริงแค่เมิงอธิบายกันก็จบแล้ว อย่างกูอ่ะ ก็ไม่ค่อยรู้อะไรกับคำนี้เท่าไหร่หรอก บางทีแค่ได้ยินมาเรื่อยๆ ก็แปลความหมายผิดกันได้ แค่นี้กะถล่มเอาตายเลยหรอว่ะ ใจเย็นๆ
ผมมีเพื่อนเป็นโอตาคุตนนึง
เรียกมันโอตาคุแทนชื่อ
ไม่เห็นมันจะโกรธอะไรเลย
ขำๆด้วยซ้ำ
ประโยคสุดท้าย…
มันมาจากไหน?…
โอเคเชื่อจ่า…(มั้ง…)
สรุป แอดมินเป็นเกย์
กีสสสสสสสส แอดมินไม่ใช่เกย์
อร้ายยยยยย…คุณหลอกดาว
อุตส่าห์หมายปองงงงงงงง
LEOON wrote:
ยันเดเล่ มันมาจาก ยันเดอิรุเดเล่ 病んでいるデレ แปลว่ารักแบบป่วยๆน่ะเธอว์
อารมณ์ว่ารักอีกฝ่ายจนเกินขอบเขตปกติ สตัลเกอร์ก็จัดอยู่ในพวกนี้เหมือนกัน
อาเบะ ดังกว่า ณเดช
LEOON wrote:
ขอค้าน ยันเดเระนี่ ถึงขั้นเลือดตกยางออกเลย ถ้าหนักสุดก็ถึงตายเลยนะ ไม่ใช่ลงไม้ลงมือกันนิดๆ
อ่านๆอยู่ไหงตอนจบวกมาเรื่องมึงได้วะจ่า
อ่าส์ส์ส์ สังคมคุณภาพ
เดี๋ยวคงมีดราม่าใหม่เเอดมินเปนเกย์
หลังจากอ่านคำยืนยันตนเองว่า “แมน” ของจ่า แล้ว ทำไมกุรู้สึกว่าจ่าแม่งต้องเป็นเกย์แหงมๆเลยว่ะ
ความคิดส่วนตัว ไอพวกโอตาคุที่แม่งออกมาโวยวาย เวลามีคนด่ามันว่าโอตาคุ
กับไอพวกที่ถือหมอนข้างเดินส่ายป๋องแป๋งกลาง รพ. และไอพวกชอบฮว๊าก
กุว่าไอพวกนี้แหละ ที่ทำให้คำว่า โอตาคุ ดูแย่ในสายตาประชาชี
ประเด็นแรก : กูเป็นแฟนคลับณเดชน์นะ แต่พอกูเห็นรูปเทียบมหาศาสดาแล้วกูขำชิบหาย คล้ายถึงเหมือนโดยเฉพาะคิ้ว มุมมองประมาณ45องศาครือๆกันเลย
ประเด็นสอง : กูว่าคนชื่อ “ปัน” เขาไม่ได้สื่ออะไรร้ายแรงขนาดนั้นหรอกว่ะ ก็แค่แปลกใจว่าพวกห้องการ์ตูนนี่นึกว่าจะสนแต่การ์ตูน แต่ก็รู้จักณเดชน์เหมือนกันแฮะ แค่ใช้คำผิดไปหน่อย คือพวกห้องการ์ตูนอ่านๆดูถ้าไมคิดอะไรมากน่าจะรู้นะว่าเขาจะสื่อว่าอะไรตั้งแต่แรก คนที่เค้าไม่ได้สนใจเกี่ยวกับการ์ตูนจริงๆเขาคงไม่รู้หรอกว่าโอตาคุมันหมายถึงอะไร อาจจะนึกว่าคำเรียกกันในวงการชิวๆมั้ง ส่วนคำว่าเนิร์ดกูไม่รู้ความหมายแท้จริง แต่ปกติก็ใครใส่แว่น+ขยันเรียนหน่อยกูก็เรียกว่าเนิร์ดง่ะ เรียกเพื่อนอีเนิรืดมันยังเฉยๆเลย
ประเด็นสาม : ไอ้ตอนไปหัวเราะเอิ๊กๆอ๊ากๆใส่เขาก็ไม่รู้สึกอะไร โดนโอตาคุไปคำเดียวยังกะหนอนโดนขี้เถ้า แต่โดยส่วนตัวกูรู้นะว่ามันหมายถึงอะไร แต่ก็ขำๆว่ะ ยุ่นปี่อาจจะเป็นคำที่รุนแรงมั้ง แต่กูชิวๆ ตลกดีเวลามีคนบอกว่า “ผู้หญิงซะเปล่า แต่ดันเป็นโอตาคุอนิเม” กูก็ยืนหัวเราะ 555 เหรอ เออกูชอบง่ะ ผู้หญิงก็บ้าอนิเมได้นะสาส XD
ปล. กูว่า”เหมือน” ไม่ได้หมายความว่า “เป็น” สักหน่อย พวกแม่งคิดลึกเกินไปป่าววะ เค้าบอกเหมือนๆๆ หน้าเหมือนอ่ะ กูว่ามันก็เหมือนนะ แต่ก็ไม่ได้นึกไปถึงว่าแบร์รี่ที่รักต้องเป็นเกย์ตามมหาศาสดาไปด้วยเลย เห้ออ
Hidden due to low comment rating. Click here to see.
ไหนใครบอกคนไทยอ่านหนังสือไม่เกินวันละ7บรรทัด
กูเห็นก้มอ่านแชทบีบีทีละเป็นร้อยๆบรรทัดเลยนะเว้ย
เกรียนตัวเอ้ wrote:
ขอโทษน้า ไหนลิ้งอะไรเหรอ ทำไมกูมองไม่เห็นล่ะคะ หรือคอมกูกาก
EB wrote:
คนที่เห็นลิ้งค์ใช้อะไรเปิดล่ะ safari? กุใช้safariแล้วมันมีลิ้งค์ฝังอยู่ในคอมเม้นแรกๆ
แต่ใช้firefoxแล้วไม่มีปัญหา
ไหนเนิร์ดกลายเป็นคำด่าวะ
พอดีไม่มีใครแก้ต่างให้เนิร์ด อ่านในกระทู้แล้วขึ้น เนิร์ดเนี่ยนะน่ารังเกียจกว่าโอตาคุ เนิร์ดมันน่ารังเกียจตรงไหน
แถมถ้าไม่มีเนิร์ดรุ่นใหญ่อย่างบิล เกตส์ หรือ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก พวกมันก็ไม่มีทางทำงานบนคอมหรือนั่งพิมส์facebook หรอ
เกรียนตัวเอ้ wrote:
KiKi_sung wrote:
กุใช้ firefox อยู่ โดยเหมือนกัน จะกดเลยให้ โดน link โฆษณา
ตกลงกุผิดเปล่าวะเนี่ย
กูรู้สึกว่า
มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก และ บิลล์ เกตส์ ไม่เคยเห็นรู้สึกโกรธ ที่ถูกเรียกว่าเนิร์ด เพราะมีบทสัมภาษณ์บ่อยๆ ว่าเค้าถูกเรียกว่าเนิร์ด
พวกมึงก็ยังเล่น Facebook และใช้ผลิตภัณฑ์ Microsoft
นักเขียนการ์ตูนดังๆ หลายคนที่พวกมึงอ่าน ก็ถูกเรียกว่าโอตาคุ
พวกมึงก็ยังอ่านผลงานเค้า
ตกลง มันคือคำด่า?
ต่อไปจะมีเกย์เข้ามาบอกว่า เกย์มันผิดตรงไหนวะ ทำไมเกย์ถึงเป้นคำด้านลบ
อย่ามาซึนนะจ่า จ่ายค่านวดกระปู๋มาซะดีๆ ไม่งั้นพ่อเชือด !!!
กรูไม่รู้ว่ะ แต่ที่กรูรู้ปีนี้พี่แกรับเละ เป็นพรีเซนเซอร์อะไรต่อมิอะไรร่วมสิบ
จนกรูงงสับสนไปหมดว่าป้ายนี้พี่เค้าโฆษณาตัวไหนอยู่
สงสัยจริงเจ้าของสินค้ามันจะงงอย่างกรูไหม
อยากล้อเหมือนกันแต่เห็นล้อเยอะแล้ว ขอล้อเงียบๆ ในใจดีกว่า
เอามาฝาก ความหมายกับประวัติของโอตาคุ
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=spiral&month=26-12-2005&group=5&gblog=15
อ่านแล้วเข้าใจขึ้นอีกเยอะ
ถ้าดุกไปพิมพ์ “ยาราไนก้า???” ในทุกกระทู้ของณเดช
อีพวกแม่ยกจะมารุมเอากลีบเขมือบฟาดปากดุกเปล่าฮะ
daleks wrote:
เนิร์ดดูดีมีเยอะเหมือนกันนะ เคยเห็นปะเชยแบบมีสไตร์อะ ถ้านึกภาพไม่ออก ดูคุณวี ในเนื้อคู่อยากรู้ว่าใครก็ได้ 555
“ชาวดราม่าทั้งหลายกรุณาเลิกล้อว่าแอดมินเป็นเกย์ได้แล้วนะจ๊ะ!! เพราะแอดมินเป็นชายชาตรีแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์!!”
^
^
จ่าแม่งซึนว่ะ สราดดดด
daleks wrote:
แหม่ ล่อซะเนิร์ดที่ประสบความสำเร็จแล้วขนาดสองคนนั้นมันก็อีกเรื่อง แต่โดยปกติคำว่าเนิร์ดมีความหมายไม่ดีนะ ในไทยใช้ในความหมายว่าเด็กเรียน แต่จริงๆมันเป็นสเตรีโอไทป์ที่ไปทางเด็กที่แต่งตัวไม่เป็น ไม่ออกจากบ้าน วันๆไม่อ่านหนังสือดูการ์ตูนก็เล่นเกมส์อะไรทำนองนั้น แถมยังแฝงความหมายไปทางเห่ยๆแสนเชย ไม่มีคนคบเอาซะเยอะ คนที่เอาแต่เล่นเกมส์สอบตกเรียนไม่ดีไม่ประสบความสำเร็จอะไรซักอย่างก็เป็นเนิร์ดได้จ้ะ เป็นความหมายไปทางแนวลบๆเหมือนกัน แต่ไม่แย่เท่าโอตาคุ
รู้และจริงๆจ่าม่างชื่อ พีตชี่ แต่มันเกย์เกินเลยผวนเป็น พิชิต
พีตชี่ พีตชี่ พีตชี่ พีตชี่ ตะแน่วแต่วแต๊ว!!!!
ต่อไปนี้จะเรียกจ่า ว่า พีตชี่ นะฮ้าาาา
จริงๆดราม่านี้เพื่อให้จ่าแก้ข่าวที่ย่อหน้าสุดท้ายเท่านั้นใช่มั้ย
เอิ๊กกกกกกกกกกก
“เห้ยจ่า…..จ่าหน้าเหมือนอาเบะม๊ากกกก มวากกกก”
ปล. ขำๆนะเธอว์
เพิ่งรู้ว่ารูปที่เห็นFBแบบขำทำให้เกิดดราม่าได้ขนาดนี้ ถึงปลายทางของดราม่าจะไม่เกี่ยวไรกับภาพต้นเหตุก็ตาม
แบบนี้อีกไม่นานคงได้อ่านดราม่าแม่ยกTwilightโวยพวกตัดต่อโปสเตอร์หนังจนกลายเป็นT-Y-lightแหงๆ
ghunterza wrote:
คนกดไม่ชอบ 1 นี่จ่าปะคะ
คริคริ…
ตอนเรียน คนที่เรียนอ่อนกว่า ก็บอกว่าผมเป็นพวกเด็ก เนิร์ด (ผมไม่ได้เรียนเก่งไรเลย แค่กลางๆ สอบได้ที่ 20 กว่าตลอด)
ผมชอบอ่านการ์ตูน เดี๋ยวซื้อใหม่ เดี๋ยวโหลด anime มาดู วาดการ์ตูน ในเวลาเรียนบ้าง เพื่อนมันก็หาว่าบ้าการ์ตูน เป็นโอตาคุ บ้างหละ(ทั้งที่ ผมก็ดูละครพร้อมกับแม่ผมนะ แต่เพื่อนมันไม่คุยเรื่องละครกับผมเองอะ )
ไม่รู้ทุกวันนี้ผมโดนหาว่าเป็นอะไรบ้างเนี่ย
คนเราก็แบบเนี่ย ไม่รู้จักกัน ไม่เคยคุยกัน มองแค่ผ่านๆ ก็ไปแบ่งประเภท คนอื่นซะละ
ผมไม่เชื่อจ่าว่ะ
รอยยิ้ม จมูก และแววตา เป๊ะ!!!!!!!!
คนเรามันก็มีด้านที่ดีและไม่ดีหลายๆด้านกันไปครับ เหมือนมิติที่มองออกมาจากแต่ละมุมนั้นแหละครับ
คนเรามันอยากด่ามันก็หยิบมาหมดแหละ ขนาดผมมีเพื่อนเล่นเป็นรุ่นน้องรู้จักกันในเกมฮอรน์
เจอเกรียนเล่นนูบแล้วมาโบ้ยคนอื่นทั้งๆที่ผมเล่นดีกว่ามันมหาศาล ไม่รู้จะเอาไรมาด่า
อยู่ๆก็พล่ามบอก
ไอห่า เอ้ยทำมาเป็นพี่ โถ ทำตัวเองให้ดูดี
อะไรของมรึงวะ เพื่อนในเกมกุเค้าเรียกกุพี่ เพราะกุเล่นเก่งกว่าเค้า มรึงยังอุตส่าห์จับประเด็นมาแขวะกุได้อีก
แล้วไอที่เค้าจะเรียกกุพี่ เนี่ยกุุไปทำห่าไรผิดวะครับ โอวชิบหายแล้ว กุโดนด่าเพราะคนอื่นเรียกกุว่าพี่
พี่เบะโดนซะแล้ว…..
ณเดชเหมือนเกย์หรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นหลัก แแก่นแท้คือจ่าออกตัวแรงมาก
เป็นก็บอกมรึงอย่ามาซึน สายเมะหรือเคะวะบอกมาซะดีๆ
Gateaux S. Tierra wrote:
คำว่าเนิร์ด(nerd) เนี่ยลองไปพูดกับฝรั่งดูซิครับจะได้รู้ว่าเค้ามีปฏิกริยายังไง
แนะนำว่าป้องกันตัวไปหน่อยก็ดีนะ
สำหรับคนไทยอาจจะไม่ค่อยเท่าไหร่แต่ western หรือ american นี่แรงนะฮะ
ghunterza wrote:
แนะนำอีกคำ…. Fob มาจาก Fresh of the boat เป็นคำเหยียดพวกอพยพชาวเอเซีย
โดยเฉพาะคนจีน ฝรั่งมันเอาไว้ด่าพวกชาวต่างชาติที่แม่งไม่ได้รู้4รู้8 อะไรกะชาวบ้านเลย
ทำอะไรก็งงๆ ไปหมด
คำไว้เรียกพวกเด็กเรียนที่ได้ยินมามันมี 2 คำนะ
คำแรก Geek พวกนี้เรียนเก่ง ใส่แว่น แต่เข้าสังคมไม่ได้เลย อารมณ์ประมาณ The big bang theory อ่ะ
คำที่ 2 ก็ Nerd นี่แหละ …อันนี้แรง….โดนเข้าไปคือแม่งโคตรดูถูกเลย อาจทักทายกันด้วยหมัดได้
เฮ้ย โอตาคุมันไม่ใช่แค่อ่านการ์ตูนบ้าบออย่างเดียวนะเว้ย
มันมีสาเหตุที่คนญี่ปุ่นเค้าเกลียด……กุขอบอกเลยว่าพวกเมิงอ่านแล้วต้องด่า เหี้ย จัญไร
//
1 เอานี่ไปอ่านกันเลย
ความหมายที่แท้จริงของโอตาคุ ขอให้อ่านจากลิงค์นี้กันให้ได้
http://hayashikisara.exteen.com/20110116/ranking
มันคือคนที่บ้าอะไรซักอย่างในระดับแฟนพันธ์แท้ ภาษาอังกฤษบางคนก็เรียกแฟนบอก แฟนเกิล
แต่โอตาคุนี่ก็มีหลายสาย เช่น โอตาขุคอม โอตาขุความงาม โอตาขุรถไฟ โอตาขุเครื่องใช้ไฟฟ้า โอตาขุหนัง โอตาขุกันดั้ม ไม่ได้มีความหมายอะไรทุเรศๆขนาดนั้น
เพื่อนญี่ปุ่นยังบอกว่ามันก็ไม่ชอบโอตาคุ (เด๋วจะบอกสาเหตุข้างล่างๆละกัน)
แต่มันก็บอกอยู่ ว่าอย่างกุคือโอตาคุที่ดี….คือรักการอ่านการ์ตูนต๊องๆรั่วไปวันๆ
————————————————
อันดับ 30 : โอตะขุไร้สาย (無線)
เป็นโอตะขุพวก Wireless ต่างๆ จะใช้อะไรต้องไม่มีสาย ชอบพวกคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและพวกเครื่องไม้เครื่องมือไร้สายต่างๆ @_@; บ้านคงเรียบร้อยน่าดู (แต่คงลงทุนหนัก)
อันดับ 29 : โอตะขุความสวยความงาม
อย่าลืมว่าขึ้นชื่อว่าเป็นโอตะขุ มันจะไม่ได้บ้าคลั่งด้วยเซนส์แบบคนธรรมดานะ ดังนั้นมันจะต้องเอาเงินไปลงหรือรักตัวเองมากๆ แต่อย่างน้อยยังดียังได้ความสวยงามมาอยู่ (บางคนก็ไม่ได้ ถูกหลอกขายของอย่างเดียว กร๊ากกก)
อันดับ 28 : ออดิโอโอตะขุ
บ้าเครื่องเสียง จะสร้างบ้านต้องมีห้องใต้ดินเก็บเสียงให้เธอหน่อย อันนี้ต้องเงินหนามาก เพราะพวกออดิโอแพงหูฉี่ ถ้ามีโคดาวาริเรื่องนี้ล่ะก็ กี่ล้านก็ไม่อยู่
อันดับ 27 : โอคารุโตะโอตะขุ
บ้าสิ่งลี้ลับ ผีสางเทวดาเทพเซียนหมอหยอง… ชีวิตนี้ต้องคอยล่าผีไปกับเธอ เสาร์อาทิตย์จะถูกเธอชวนไปทดสอบความกล้าตามจุดที่คนเจอผีต่างๆ ไม่เคยได้ออกจากบ้านกันก่อนพระอาทิตย์ตกดิน… T^T
อันดับ 26 : ฟิเกียวโอตะขุ
สะสมพวกฟิเกียว (Figure) ซึ่งค่อนข้างราคาแพงเหมือนกัน แล้วถ้าเป็นพวกชอบเก็บฮิไบฮิน (ของที่ไม่ได้วางขายตามตลาด) เหมือนผัวเดี๊ยนล่ะก็ T^T ต้องไปสอยเอาตามตู้ยูโฟแคชเชอร์… บางตัวก็มีให้บิทตามออคชั่น แต่ด้วย pride ของมัน ทำให้ไม่ยอมซื้อเด็ดขาดนอกจากสอยได้เอง
อันดับ 25 : SF โอตะขุ
พวกสตาร์วอร์ ยามาโตะและหนังอวกาศต่างๆ อาจได้ใส่ชุดอวกาศอยู่กับบ้าน หรือต้องทนกินอาหารเม็ดๆเหมือนอาหารแมวที่เธอเตรียมไว้ให้…
อันดับ 24 : แฟชั่นโอตะขุ
ซื้อนิตยสารแฟชั่นทุกเล่ม รู้จักโมเดลทุกคน ซื้อไอเท็มตามที่ท่านศาสดาเค้าว่ามาทุกชิ้น บ้าแบรนด์และอาจจะเทิดทูนบูชาเลดี้กาก้า เธอไม่รู้สึกอะไรกับการซื้อชุดนอนชุดละห้าหมื่นมาใส่นอน
อันดับ 23 : Mystery โอตะขุ
ได้ใช้ชีวิตแบบคินดะอิจิกันแน่ๆ…
อันดับ 22 : โอตะขุสุขภาพ
บ้าเรื่องสุขภาพเหมือนจะดี แต่อย่าลืมว่าคำว่าโอตะขุคือการสุดโต่ง เกินความพอดี ดังนั้นเธออาจจะคำนวณทุกแคลอรี่ที่กิน วันๆต้องวิ่งรอบสนามกอล์ฟห้ารอบ บ้าซื้อพวกเครื่องออกกำลังต่างๆ หรือกินซัพพลีเมนต์วันละ 30 ชนิด และคุณอาจจะไม่ได้เจอกับเนื้อย่างอีกเลย…
อันดับ 21 : คาเมร่าโอตะขุ
บ้ากล้อง ก็เท่ากับบ้าถ่ายรูป จะว่าไป…บิดาที่เสียไปของเดี๊ยนก็คล้ายๆนะ คือมีกล้องตัวใหญ่ๆเป็นสิบตัว (เท่าไหร่ล่ะนั่น) มีพวกเลนส์ต่างๆ ฟิล์มสไลด์ (เมื่อมีฟิล์มสไลด์ ก็ต้องมีเครื่องฉายสไลด์และจอ ซึ่งสมัยนั้นก็แพงมาก) จะไปไหนทีหอบกระเป๋ากล้องอันใหญ่ (ทำเหมือนทอดลูกเต๋าเลือกหุ่นออกไปสู้) ในเมื่อมีกล้องก็ต้องอยากถ่ายรูป จะถือไปถ่ายที่ทำงานทุกวันก็ไม่ดี ก็ต้องหาทางไปเที่ยวไปทัวร์ที่นู่นที่นี่อีก =_= แต่ก็เป็นอานิสงค์ ที่ทำให้เราได้ขึ้นเหนือล่องใต้ตั้งแต่เด็กๆ
อันดับ 20 : โทคุซัทสึโอตะขุ (特撮) ย่อมาจาก 特殊撮影技術
คือชอบดูหนังละครที่ใช้ SFX ต่างๆ อันได้แก่ หนังผี หนังอวกาศ หรือหนังต่อสู้แอคชั่น พระเอกคนเดียวสู้กับผู้ร้ายมีปืน 30 คนบุกเข้าไปช่วยนางเอกจากซ่อง พวกเก่าๆก็ไอ้แก่หนังก็อซซิล่า อุลตร้าแมน คะเมงไรเดอร์…
อันดับ 19 : บุงเกโอตะขุ
บ้าอ่านบ้าแต่งฟิคชั่น จะว่าพวกวาดการ์ตูนวาดฟิคอยู่ในกลุ่มนี้ก็ได้ แต่จะไปจัดอยู่ในหมวดมังหงะโอตะขุก็ได้ บุงกะโอตะขุจะเน้นพวกชอบเขียนชอบอ่านมากกว่า แต่ก็อย่างที่รู้คือไม่ได้อยู่ในเลเวลที่ธรรมดาและรสนิยมไอ้ที่อ่านก็อาจจะไม่เหมือนชาวบ้านทั่วไป… อาจถูกเธอบังคับให้อ่านไลท์โนเวลจำนวนมากและถูกบังคับให้วิจารณ์โนเวลที่เธอเขียน (ความซวยจะมาหาได้) เธออาจจะจิตตกเป็นพักๆกับการเขียนไม่ได้อย่างที่คิด
อันดับ 18 : ไอดอลโอตะขุ
สะสมสมุดภาพไอดอล สินค้าไอดอล ซิงเกิ้ล อัลบัม etc. รู้ประวัติไอดอลหมดว่าชื่ออะไรเกิดที่ไหนมีประวัติทำอะไรมา อาจจะเป็นพวก追っかけตามไปเชียร์ทุกที่ เธอมีความเป็นสโตรกเกอร์อยู่ประมาณนึง
อันดับ 17 : คุมิทะเทะ PC โอตะขุ
บ้าประกอบคอม ฮาร์ดแวร์ และอุปกรณ์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (น้องเคนตะ น้องชายคุณฮายาชิเป็นอยู่ เป็นเด็กม.ปลายที่กรุไม่อยากเข้าไปเหยียบห้องมันมากที่สุด =_= เหมือนเป็นห้อง CIA คนเดียวดูมอร์นิเตอร์สามจอ กับอุปกรณ์ต่างๆที่ทำให้ห้องมันร้อนมากยิ่งกว่าปรากฏการณ์โลกร้อน… หน้าหนาวคิดว่าห้องมันจะอุ่น ปรากฏว่าพวกพัดลมที่ติดกับซีพียูหรืออะไรต่างๆเจือกพัดลมหนาวออกมา ฮ่วย…)
อันดับ 16 : บ้าต่อสู้
บ้าศิลปะการป้องกันตัว (แต่คืออาจจะไม่ใช่ว่าใช้ศิลปะป้องกันตัวได้หรืออะไร) คืออาจจะชอบพวกยูโด มวยปล้ำ คาราเต้ K1 etc. รู้จักชื่อท่าต่างๆหรืออาจจะรู้จักนักสู้จำนวนมาก ถ้าเธอเป็นศิลปะป้องกันตัวด้วยล่ะก็… ต้องเจียมเนื้อเจียมตัวหน่อยแล้วล่ะ…
อันดับ 15 : กุนจิโอตะขุ
บ้าทหาร กองกำลังรักษาประเทศ อาจจะเจอเธอใส่เครื่องแบบทหารนอนอยู่บ้าน บางวันอาจจะคลานหมอบไปหยิบรีโมททีวีก่อนจะตีลังกาสามรอบไปกด หรืออาหารเย็นอาจจะเป็นพวกเรโทรที่เอาไว้กินในสนามรบ…
อันดับ 14 : โคโจโอตะขุ
บ้าโรงงาน ไลน์การผลิต เครื่องจักรต่างๆ อาจต้องคอยทัวร์โรงงานกับเธอหรือตามเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆให้ทัน
อันดับ 13 : เท็ทซึโดโอตะขุ
ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย แต่ตอนนี้ก็มีผู้หญิงเพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะพวกแม่ๆอย่างเดี๊ยน (กรุก็ใกล้แล้วล่ะ) เพราะต้องคอยจำชื่อขบวนรถไฟ สถานี หน้าตาของรถไฟสายต่างๆ ซื้อหนังสือรถไฟให้ลูก (บ้านกรุมี 20 กว่าเล่มแล้ว ไหนจะพวกปราเรล รถไฟของเล่นอีกมากมาย T^T) ต้องคอยหาวิวดีๆให้ลูกดูรถไฟ พาไปถ่ายรูปรถไฟ ดูว่ารถไฟนี้ๆๆมันจะมากี่โมง จอดสถานีไหนยังไงบ้าง จะไม่เป็นโอตะขุก็ไม่ได้แล้วล่ะ…
อันดับ 12 : เน็ทโอตะขุ
อุ…ก…
(ダメージのため何も語ることありません、、、)
อันดับ 11 : โอตะขุดนตรี
ชอบฟังเพลง (เป็นผลอาจจะให้ชอบเครื่องเสียงไปด้วย) อาจจะไม่ใช่แค่พวกเมเจอร์ แต่รวมไปถึงพวกไมเนอร์ต่างๆหรือโวคัลลอยด์ อาจจะไปวิ่งไล่ตามพวกนักร้องในนิโกะบ้าง ใช้เงินไปกับการวื้อซีดีแปลกๆหรืออะไรบ้าง ต้องคอยระวัง =_=
อันดับ 10 : คอสเพลย์โอตะขุ
ค่อนข้างใช้เงินพอสมควรกับเสื้อผ้าเครื่องประดับ วิกผม บางทีกลับบ้านมาอาจจะเจอคณะไฟนอลแฟนตาซีนั่งดื่มชากันที่บ้านบ้างอะไรบ้าง… หรืออาจถูกบังคับให้แต่งเป็นตัวอะไรบ้าง… ต้องเตรียมรับสถานการณ์ให้ดี
อันดับ 9 : เซย์ยูโอตะขุ
จะพูดจากับคุณด้วยโทนเสียงง๊องแง๊งและบทพูดที่ไม่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน อาจจะมีชีวิตเหมือนฟังละครวิทยุไปบ้างบางที แต่ถ้าชินแล้วคงไม่คิดอะไร (ป.ล. พวกเซย์ยูส่วนใหญ่เค้าก็ไม่ได้พูดเสียงอย่างนั้นกันในชีวิตจริง…)
อันดับ 8 : กันดั้มโอตะขุ
จะได้มาคุยกันรู้เรื่อง เอ๊ย ไม่ใช่
อันดับ 7 : มังหงะโอตะขุ
เสพการ์ตูนปีละเป็นพันเล่ม แต่อาจจะไม่สามารถซื้อได้ทั้งหมด ดังนั้นอาจจะพบเห็นเธอได้ตามพวกมังหงะคาเฟ่หรือพวกร้านขายหนังสือมือสอง บางคนวาดการ์ตูนหรือวาดโดจินด้วย ซึ่งเราอาจต้องกลายไปเป็นลูกมือ… บ้านก็จะเต็มไปด้วยการ์ตูนจำนวนมากที่ไม่มีที่เก็บ
อันดับ 6 : เกมโอตะขุ
เมียคนรู้จักบางคนแบบว่าออนไลน์เกมทั้งวัน ข้าวปลาไม่ทำกันเลยทีเดียว… งานบ้านนี่ผัวกลับมาแล้วต้องมาทำอีกต่างหาก =_=
อันดับ 5 : โอตะขุหนัง
ดูมันทุกเรื่องนี่อาจจะทำให้เศรษฐกิจบ้านเราจนกรอบได้ เพราะค่าดูหนังที่ญี่ปุ่นค่อนข้างแพง ซึ่งบางทีพวกนี้จะรอเช่าเอาทีหลังก็ไม่ได้ซะด้วย มันต้องดูในกระแส และต้องดูวันแรกสิ!
อันดับ 4 : โอตะขุประวัติศาสตร์
เธออาจจะแต่งเป็นนินจาหรือเจ้าหญิงอยู่กับบ้าน เชี่ยวชาญประวัตินักรบในสมัยต่างๆ (โดยไม่ยอมรับความจริงว่ามันเป็นแค่ตาแก่หัวเถิก ไม่ได้มีอะไรเหมือนในเกมเซนโกกุบาซาระหรือมุโซแม้แต่น้อย) อาจจะต้องไปทัวร์ตามสถานที่ประวัติศาสตร์ต่างๆและคอยฟังเธอพล่ามวีรกรรมและความสำคัญของสถานที่แต่ละแห่ง
อันดับ 3 : โอตะขุคอมพิวเตอร์
คล้ายๆโอตะขุประกอบคอมฯ แต่อันนี้ไม่ได้บ้าซื้อชิ้นส่วนมาประกอบเอง อาจจะชอบพวกซอฟแวร์เป็นหลัก (นี่ก็ทำเอาพินาศได้ เพราะบางโปรแกรมมันแพงมาก) ทว่าก็่ค่อนข้างมีประโยชน์และใช้ในชีวิตประจำวันและใช้งานเธอได้
อันดับ 2 : โอตะขุเครื่องใช้ไฟฟ้า
จะต้องตามเทคโนโลยีใหม่ๆอยู่ตลอด ในบ้านจะมีเครื่องใช้ไฟฟ้ามากมายหลายประเภท รวมถึงอะไรบางอย่างที่ไม่ค่อยจำเป็น วันหยุดไม่ต้องไปไหนเพราะเธอจะไปเดินแต่แถวบิ๊กคาเมร่าหรือโยโดบาชิคาเมร่าท่าเดียวจนพี่ที่ร้านจำหน้าได้และรู้สึกซวยเวลาถูกเธอจับไปถามเกี่ยวกับรายละเอียดเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใหม่ เธอจะมีความสุขมากหากมีคนขอให้ช่วยเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ แต่จะหงุดหงิดมากถ้าไม่ซื้อรุ่นที่เธอแนะนำ -_-;
อันดับ 1 : อนิเมะโอตะขุ
เทนชั่นเธออาจจะขึ้นๆลงๆไปตามอนิเมะที่ดู บางวันอาจจะพูดจาแปลกๆหรืออินกับอนิเมะที่ดูจนกินข้าวไม่ลงไปบ้าง แล้วคุณก็คุยกับเธอไม่รู้เรื่องและตามเทนชั่นของเธอไม่ทันหากไม่ได้ดูอนิเมะเรื่องเดียวกับเธอ สุดท้ายคุณก็เป็นโอตะขุไปด้วยเองแหละ ไม่ต้องกลัว
/
เหมือนที่กำลังถูกคุณฮายาชิบังคับให้ดูอนิเมะช่วงนี้… คือ… ไม่ให้ดูคนเดียวด้วยนะ เพราะมันกล้วเราไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น 100% (ดูถูกจริงเชียว แต่กรุก็ไม่เข้าใจร้อยเปอร์เซ็นหรอก มันต้องเข้าใจขนาดนั้นเลยเหรอเว้ยเฮ้ย??) ถ้าดูโดยไม่รอมันนั่งสาธยายไปด้วย ก็ต้องไปสอบกับมัน (?) @_@; คือไปตอบคำถามมันให้ได้ว่าตอนไหนเป็นยังไง เอ่อ… งั้นกรุดูกับมันดีกว่า
ตอนนี้เหน็ดเหนื่อยทรมานมาก orz…
โอตะขุนั้นไม่ใช่อาชีพ และเป็นแค่ความชอบ ไม่ว่าคนทำอาชีพใดก็เป็นโอตะขุได้ แต่เราไม่เรียกคนทำอาชีพนั้นว่าโอตะขุ (สายนั้น) เราไม่เรียกคนที่วาดอิลัสขายหรือทำงานวาดการ์ตูนว่าโอตะขุ คือถ้าคุณหาเงินจากสิ่งนั้นได้แล้ว คุณก็เป็นโปร มันกลายเป็นอาชีพของคุณไปแล้ว (ซึ่งบางคนอาจจะเริ่มจากการเป็นโอตะขุมาก่อน)
โอตะขุคือความชอบที่สุดๆ มากกว่าชาวบ้านเค้าจนอยู่ในขั้นผิดปกติ (?) เช่นการได้สะสมให้ครบ, การใช้ของแท้หรือการได้ซื้ออะไรที่เป็นรุ่นแรกถึงจะเป็นความภูมิใจ ทั้งนี้ทั้งนั้นไอ้เงินที่เอามาซื้อก็ไม่ได้เป็นเงินที่ขอพ่อแม่มา แม้จะเป็นคนที่ไม่มีงานประจำทำ เป็น NEET หรือเป็นเด็กม.ปลาย เค้าก็ทำงานพิเศษหาเงินของเค้าเอง หากต้องขอเงินพ่อแม่ไปซื้อของสะสมหรืออะไร ก็ไม่ใช่แล้วล่ะ (อาจมีโอตะขุบางคนเป็นหนี้บัตรเครดิตบ้างอะไรบ้าง ไม่ควรไปเลียนแบบ)
เอาเป็นว่าโอตะขุ ไม่ใช่แฟชั่น แต่มันเป็น sub-culture… ไม่ใช่สถานะอันน่าภูมิใจของเค้าเท่าไหร่… และเดี๊ยนก็ไม่ได้ภูมิใจ ที่มีผัวเป็นโอตารี่แมน!! แต่มันทำอะไรไม่ได้ค่า! T^T
(ถึงจะเลเวลไม่น่ากลัวมาก เพราะไม่ค่อยให้ค่าขนมมัน) << แต่รับรองว่าถ้าให้เท่าไหร่ ก็หมดเท่านั้นแหละ!
ป.ล. Rangking จาก Goo แรงกิ้งค่ะ
//
นั่งเล่นเกมยูกิ ไม่ก็อ่านกาตูน
ป้อดๆปอดแหกแบบโนบิตะ
ออกแนวไอ้ขี้แพ้อ่ะ
(Pussy – อิตุ๊ด
)




)
)
2
เนิร์ด (Nerd) คือพวกแนวใส่แว่นเคร่งๆเรียบร้อย ซึ่งอาจจะเป็นพวกโอตุขุสายภาพยนตร์ สายอะไรก็ว่าไป
เนิร์ดเป็นยังไง กุขอให้เมิงเปิดmvเพลงLast Friday Nightอ่ะ เห็นแล้วอ๋อกันชัวร์
บางทีก็หมายถึงพวกติ๋มๆ ทำไรเสี่ยวๆ ใส่เหล็กดัดฟันทำหน้าเอ๋อๆ หรือพวกเคร่งระเบียบจัด
สังเกตเพื่อนในห้องเรียน พวกกลุ่มเด็กเรียบร้อย ที่ดูเหมือนเรียนเก่งหรืออาจจะไม่เก่งเลย ใส่กระโปรงยาวๆ ใส่กางเกงสูงเท่าสะดือ ใส่แว่น
สัญลักษณ์ของคำว่าเนิร์ด คือพวกแหยๆ
//
3
Geek
กี๊คคือพวกใฝ่วิชา เคร่งระเบียบ และหนอนหนังสือ พวกนี้คือเนิร์ดที่อัจฉริยะ+หนอนหนังสือนั่นเอง แต่งตัวเคร่งระเบียบ ไว้ผมทรงท่านชายแสกข้างเชยๆ กระดุมติดครบทุกเม็ด เนี้ยบสราดดด
ใช้ด่าพวกทั้งชีวิตแม่งเอาแต่เรียน เรียน เรียน ทำอะไรก็จริงจังเครียดไปหมดจนดูเป็นพวกเห็นแก่ตัว
วิธีสังเกตจากคนรอบตัวก็…….
พวกวันๆชอบมองคนอื่นเหยียดๆ มองกิจกรรมทุกอย่างว่า"ไร้สาระ"
ในขณะที่เมิงต้องทำงานกลุ่มกับเพื่อนๆ พวกกี๊คจะเกาะกลุ่มกะพวกกี๊คด้วยกัน แล้วดูถูกดูถุยคนที่ทำคะแนนได้น้อยกว่า
ประมาณโง่ๆอย่างเมิงไม่ต้องช่วยงานร้อก เด๋วกุทำเอง เมิงมาช่วยก็เกะกะกุเปล่าๆ
ปรากฏว่าพอไม่ได้ช่วย พวกแม่งไปฟ้องครูว่าเมิงไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ยอมช่วยงาน
หรือพวกกี๊คหลุดไปอยู่กลุ่มรั่วๆ มันจะเดียวดายเป็นหมาหัวเน่า คือไม่ช่วยงาน เอาแต่อ้าง ไม่ว่างๆ มีเรียนพิเศษ มีเรียนเยอะ ต้องเตรียมสอบ
พวกโลกส่วนตัวสูงเกิน…….แล้วไอพวกนี้แหละ ที่พอพลาดครั้งนึง….ฆ่าตัวตาย
ก็ไอพวกข่าวสอบตก สอบซ่อม มันจะรู้สึกว่าชีวิตช่างน่าอับอาย แล้วก็สิ้นหวังจนไปโดดตึกตาย(มีนะเว้ย
หรือไอพวกปากนอกกระจอก สอบเสร็จทีไรแม่งต้องมายืนเกะกะขวางทางนอกห้อง เพราะยืนเปิดหนังสือดูเฉลยแล้วก็บ่น
ยากจังเลย ทำไม่ได้เลย จะผ่านไหมเนี่ย คราวนี้ได้คะแนนน้อยแน่เลย โอ๊ยจะทำไงดี (กุเหนเมิงบ่นทำไม่ได้ๆทีไร แม่งได้คะแนนเกือบเต็มทุกทีนะอิด๊วกส์
//
————————————————–
4 อธิบายความหมาย3คำแล้ว คราวนี้กุจะกลับเข้าเรื่องโอตาคุล่ะ
สาเหตุพวกเมิงติดภาพโอตาขุ (โดยเฉพาะสายโลลิค่อน ฟิกเกอร์) จะต้องเป็นพวกหื่นบ้ากาม ตัวอ้วนๆเหม็นๆ ท่าทางน่ารังเกียจ ทั้งๆที่ความจริงคำพวกนี้มันใช้เรียกพวกFanboy Fangirl ความจริงมันมีที่มาเว่ย:mrgreen:
//
มิยาซากิ ทสึโตมุ Tsutomu Miyazaki (宮﨑 勤,)
(21 สิงหาคม 1962 -17 มิถุนายน2008 )
เป็นฆาตกรต่อเนื่องเด็กผู้หญิง 4 ราย และเป็นฆาตกรญี่ปุ่นที่คนไทยรู้จักมากที่สุด อันเนื่องจากเขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้สังคมญี่ปุ่นรังเกียจโอตากุจนถึงทุกวันนี้
มิยาซากิ ทสึโตมุ เกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 1962 ในครอบครัวผู้มีฐานะปานกลางที่เมืองนิชิทามะ จังหวัดโตเกียว บิดาและมารดาทำงานกันทั้งคู่ ทสึโตมุในวัยเด็กจึงโตมากับปู่ ซึ่งปู่ก็ตามใจเขามากจนทสึโตมุกลายเป็นเด็กเสียคนนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ทสึโตมุเป็นโรคข้อเชื่อมกระดูกบกพร่องโดยกำเนิดซึ่งทำให้เขาไม่สามารถหงายฝ่ามือขึ้นด้านบนได้ และนี่เองที่กลายมาเป็นปมด้อยของเขาตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้ไม่มีใครคบกับเขามากนัก เมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลายก็ไปเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายเมย์ไดนากาโนะ ผลการเรียนของทสึโตมุก็แย่ลงเรื่อยๆ และสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ตนเองหวังไม่ได้ ทำให้ เขาต้องเข้าเรียนในคณะอนุปริญญาเทคนิคการวาดภาพของมหาวิทยาลัยช่างศิลป์โตเกียวแทน
ปี 1983 หลังจากที่จบอนุปริญญามาแล้ว ทสึโตมุเข้าทำงานในโรงพิมพ์ที่เมืองโคไดระโดยรับหน้าที่เป็นผู้คุมเครื่องจักร แต่กระนั้นเขาก็ยังเป็นคนเก็บตัวและคบกับคนรอบข้างไม่ได้เหมือนเดิม ในเดือนมีนาคมปี 1986 เขาก็ออกจากงานที่โรงพิมพ์ไป และเก็บตัวอยู่ในห้องเป็นเวลาหลายเดือน และในเดือนกันยายนปี 1986 เขาก็ยอมออกมาช่วยงานเล็กๆน้อยๆในกิจการของครอบครัว ในช่วงนี้เองที่เขาหันมาชอบโดจินชิอนิเมชั่นจนถึงกับรวมกลุ่มกับคนรู้จักเพื่อออกหนังสือร่วมกัน แต่ไม่นานเขาก็ถูกพรรคพวกเกลียดจนออกหนังสือได้เพียงเล่มเดียว หลังจากนั้น เขาเข้าร่วมเป็นสมาชิกของเซอร์เคิ่ลวีดีโอหลายกลุ่ม (หมายถึงกลุ่มแลกเปลี่ยนวีดีโอที่อัดมาจากรายการต่างๆในทีวี) แต่ทสึโตมุเป็นคนชอบจู้จี้เรื่องวิธีการอัดวีดีโอ รวมทั้งไม่ยอมส่งวีดีโอก็อปปี้มาแลกให้กับอีกฝ่าย เขาจึงกลายเป็นคนน่ารังเกียจในกลุ่มนี้โดยบริยาย
เนื่องจากทสึโตมุเป็นคนเก็บตัว เขาเลยไม่มีเพื่อนเป็นผู้หญิงมากนัก เขาเคยถูกบังคับให้ดูตัวสี่ครั้งแต่ทุกครั้งก็โดนฝ่ายหญิงปฏิเสธหมด(ก็หน้ามันไม่หล่อนี้น่า)
ปี 1988 ไม่รู้เพราะอะไร ทสึโตมุเริ่มก่อคดีฆาตกรรม โดยเหยื่อที่เขาฆ่าเป็นเด็กผู้หญิงล้วนๆ โดยรายชื่อมีดังต่อไปนี้
1. มาริ คงโนะ( Mari Konno) อายุ 4 ปี หายสาบสูญไปจากละแวกบ้านเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ทสึโตมุให้การสารภาพในภายหลังว่าเขาลักพาตัวมาริ และบีบคอเด็กตายและศพเริ่มแข็งตัว เขาก็ทำการอนาจารกับศพของเด็กหญิง (ไม่มีการข่มขืน) และถ่ายวีดีโอเก็บไว้ (เพื่อจะเอามาดูซ้ำหลายๆ รอบ)จากนั้นในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ มีกล่องกระดาษถูกวางทิ้งไว้ที่หน้าบ้านครอบครัวคงโนะ ภายในคือเถ้ากระดูกและฟันบางส่วนซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นของคงโนะ มาริ
2. มาซามิ โยชิซาว่า (Masami Yoshizawa) อายุ 7 ปี หายสาบสูญไปจากละแวกบ้านเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ทสึโตมุให้การสารภาพว่าเขาบีบคอฆ่ามาซามิแล้วเริ่มทำการอนาจารในทันที
3. เอริกะ นันบะ (Erika Nanba) อายุ 4 ปี) หายสาบสูญไปจากละแวกบ้านเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ทสึโตมุให้การสารภาพในภายหลังว่าหลังจากฆ่าแล้ว เอริกะปัสสาวะออกมา ทำให้เขาขยะแขยงและทิ้งศพของเด็กหญิงไว้ในภูเขา และในวันที่ 15 เดือนเดียวกัน ศพเปลือยของเอริกะก็ถูกพบในภูเขานั้นเอง
วันที่ 10 เดือนต่อมา ทสึโตมุเขียนจดหมายไปหาจดหมายไปกาสำนักพิมพ์อาซาฮิอ้างตัวว่าเป็นผู้หญิงชื่อ"อิมาดะ ยูโกะ" บอกว่าเธอเป็นผู้ลักพาตัวเด็กหญิงไปฆ่าเนื่องจากความน้อยเนื้อต่ำใจที่ตัวเองมีร่างกายบกพร่องทำให้ไม่สามารถมีบุตรได้
วันที่ 11 มีนาคม มีจดหมายสารภาพจาก"อิมาดะ ยูโกะ"ส่งไปยังหนังสือพิมพ์อาซาฮิและบ้านครอบครัวของโยชิซาว่า มาซามิซึ่งเป็นเหยื่อรายที่สอง บอกเขาเอาซากกระดูกของมาซามิ โยชิซาว่ามาปนก็กับเถ้ากระดูกของลูกของเธอที่เสียชีวิตเพื่อทำพิธีศพ
4. อายาโกะ โนะโมโตะ (Ayako Nomoto) อายุ 5 ปี ถูกพบเป็นศพเมื่อวันที่วันที่ 6 มิถุนายน ในห้องน้ำในสวนสาธารณะ ศพของเด็กหญิงเปล่าเปลือยไร้ศีรษะและถูกตัดข้อมือข้อเท้า ทสึโตมุให้การในภายหลังว่าอายาโกะหัวเราะมือของเขาทำให้เขาโกรธจนเลือดขึ้นหน้าและเผลอฆ่าอายาโกะทิ้ง ส่วนมือที่ตัดไปนั้นเอากลับไปบ้านแล้วย่างกินกับโชยุ รวมทั้งเขาได้ดื่มเลือดจากมือของเด็กหญิงที่ค้างอยู่ในถุงพลาสติกด้วย
วันที่ 23 กรกฎาคม ทสึโตมุทำอนาจารกับเด็กหญิงชั้นประถมหนึ่งโดยจับเด็กหญิงแก้ผ้าในห้องน้ำและกำลังจะถ่ายภาพปรับขยายภาพเข้าไปในช่องคลอดของเด็กหญิง ผู้ปกครองของเด็กหญิงก็มาพบ เขาจึงถูกตำรวจจับกุม ระหว่างการสอบสวนทสึโตมุก็รับสารภาพว่าตัวเองเป็นคนร้ายของคดีทั้งหมดที่ผ่านมา ซึ่งคำรับสารภาพนี้ส่งผลให้ตำรวจพบส่วนต่างๆ ของศพทั้งหมดที่ ทสึโตมุ ฆ่า
หลังการจับกุม มีการพบวีดีโอ 5763 ม้วนจากห้องของทสึโตมุ และหลังการตรวจสอบ ก็พบว่ามีภาพของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายปะปนอยู่ด้วย ทำให้วีดีโอดังกล่าวกลายมาเป็นหลักฐานสำคัญในการฟ้องคดีของทสึโตมุในเวลาต่อมา
ระหว่างที่ทสึโตมุพิจารณาคดี พ่อของทสึโตมุฆ่าตัวตายด้วยการโดดลงมาจากสะพาน แต่ตัวทสึโตมุก็ไม่มีท่าทีเสียใจต่อเรื่องนี้ และเมื่อวันที่ 14 เมษายน 1997 ทสึโตมุถูกตัดสินโทษประหารชีวิต เขาขอยื่นอุทธรณ์ แต่ผลสุดท้ายศาลฎีกาก็ประกาศยืนยันโทษประหารของทสึโตมุในที่สุด
วันที่ 17 มิถุนายน 2008 มิยาซากิ ทสึโตมุถูกประหารด้วยการแขวนคอตายในเรือนจำโตเกียว ไม่มีคำพูดขอขมาหรือแสดงความสำนึกผิดออกมาจากปากของเขาจนวาระสุดท้าย
คดีของมิยาซากิ ทสึโตมุส่งผลกระทบต่อสังคมญี่ปุ่นอย่างมาก ที่ชัดเจนคือ “พวกโอตากุ” กลายเป็นเป้าของสังคมโดยสร้างภาพพจน์ในแง่ลบว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะอาชญากร ซึ่งมีผลไปถึงกฎหมายการป้องกันสื่อในเวลาต่อมา
นอกจากนี้จากคดีของเขาทำให้หนังซีรีย์สนัฟฟิลม์เทียมของญี่ปุ่นแบนและห้ามถ่ายด้วย โดยเจ้าหน้าที่ได้ค้นพบหลักฐานเป็นหนังชุด Guinea Pig 5 ภาคแรกในบ้านของเขา โดยฆาตกรโรคจิตได้ให้การเพิ่มเติมอีกด้วยว่า เค้าได้ทำการเลียนแบบการฆาตกรรมตามฉากต่างๆจากหนังชุดเหล่านี้…. (อ้าว…..มาแนวเดียวกับเด็กบาดคอแท็กซี่….) หลังจากนั้นทางการญี่ปุ่นเลยทำการแบนการสร้างหนังชุด Guinea Pig เป็นต้นมา…
จะอย่างไรก็ดี นักข่าวคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ทำข่าวคดีมิยาซากิ ทสึโตมุ ได้สารภาพบนในเว็บหนังสือพิมพ์ว่า สื่อมวลชนนั้นลงข่าวเกินจริง เช่นพวกเขาถ่ายแต่กองหนังสือโป๊ และใส่ไข่ว่าพบวีดีโอจำนวนมากความจริงคือวีดีโอพวกนี้มีไม่ถึง 1 % เท่านั้น
ที่มา – http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=170070&sid=11285ef1e2757ade475ce8c5bcad59bf
เดี๊ยนไม่ใช่ FC ณเดช นะค่ะ แต่เห็น ดราม่านี้แล้วขำดี ชอบนะค่ะ
และเดี๊ยนกะเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เสพย์ติดการ์ตูนและของวาย
แต่อมยิ้มปันเค้าคงไม่ได้เจตนาจะว่ารุนแรงมั้งค่ะ อาจจะไม่รู้ความหมายเชิงลึก
ปกติก็บูชา ชาบูว์ บร๊ะศาสดา อาเบะ อยู่เหมือนกัน (แม้จะกลัว)
แต่ตอนนี้เราเรา ชาบูว์ บร๊ะศาสดาคนใหม่ “ณเบะ”
ปล. 449 ยาวมาก แค่เดี๊ยนจะกลับไปอ่านให้จบ โหะๆๆๆๆ
ไอ้คนที่โดนว่าว่าเป็น โอตาคุ แล้วขึ้นเนี่ย ก็เพราะคุณเป็น โอตาคุ ไง
เพราะคนทั่วไปไม่เข้าใจลึกซึ้งถึงคำว่า โอตาคุ หรอก นอกจากจะเป็นซะเอง
อาหย่อยจังเว่ย wrote:
ขอบคุณสำหรับเกร็ดความรู้ครับ เพิ่งรู้จักคดีนี้นะครับเนี่ย
ผมว่าสาเหตุของเรื่องไม่ใช่ นายโอตาคุคนนี้หรอก มันเป็นเพียงแค่ร่างอวตารของความชั่วร้ายของคนญี่ปุ่นมากกว่า
เพราะผมอ่านเรื่องทั้งหมดแล้ว รู้สึกสงสารและสะเทื่อนใจ มันเป็นเหมือนโศภนาฎกรรมที่คนจัญไรมันเป็นคนก่อขึ้นโดยไม่ได้คิดถึงผลที่จะตามมา
ผมว่าการที่พ่อเค้าฆ่าตัวตายเค้าก็ยังไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก เค้าคงรู้สึกแหละว่าโลกมันฟ่อนเฟะเกินไปกว่าที่จะหวังอะไรได้อีกแล้ว
จากเรื่องดังกล่าว ผมว่าคนที่กล่าวหาโอตาคุ มองโอตาคุแย่ นั้นแหละ ควายขนานแท้เลย
มันเป็นเพียงแค่ร่างอวตารของความชั่วร้ายเท่านั้น ซึ่งมันจะเป็นใครก็ได้ที่สามารถดูดกลืนความชั่วร้ายได้มากพอ
ผมว่าโอตาคุคนนั้นนะ เค้าอดทนกับสังคมจัญไรมามากพอแล้ว
เมื่อความอดทนถึงขึดสุดแน่นอน เลือดย่อมล้างปฐพี
ผมว่าหลังจากนี้ ยัยคุณปัน คงจะเข้าใจคำว่าโอตาคุอย่างถ่องแท้กันเลยทีเดียว ฮาๆ
จ่าครับ ผมว่าจ่าคงจะเบื่อและเซ็งมากใช่มั้ยกับการถูกล้อว่าเป็นเกย์
โอเคครับจ่า ผมจะไม่ล้อจ่าว่าเป็นเ..ย์ครับ!
@~@ มึนประวัติโอตาขุ
มาจาก เว็บตุรกี 555
ไม่นึกว่าจะไปดราม่าที่พันดริฟ
จ่าแม่งเกย์
เกรียนตัวเอ้ wrote:
เอ่อ… ไม่รูั้้เหรอ เม้นแรกน่ะ จะโดนใส่ลิงก์ไว้..
สำหรับกูคำว่าโอตาคุแม่งก็เหมือนโดนด่าอะ
แล้วชาวห้องการ์ตูนเค้าก็พยายามอธิบายว่าเออ ทีหลังอย่าไปว่าใครเค้าว่าโอตาคุนะ
มันเป็นคำด่าอย่างนึงเหมือนกัน
แต่แม่งบอกกันดีๆไม่ได้ไง ต้องมีกระแนะกระแหนกันไปมา
ดราม่าแม่งเลยเกิด
จะมาอวดภูมิกันทำเหี้ยไรครับ
comments มา 400 กว่าแล้วเนี่ยกูเห็นแต่
“ที่จริงคำนี้มันมีความหมาย บลาบลาบลา”
“ที่จริงเค้าใช้กันแบบนี้ บลาบลาบลา”
แล้วก็จะมีอีกพวก
“มึงลองเอาไปพูดที่ xx / กับ xx สิ รับรอง บลาบลาบลา”
โต้ตอบกันเป็นร้อยๆ comments
กูขอเรื่องอื่นบ้างได้มั้ย
daleks wrote:
สองคนนั้นผมว่าไม่น่าเรียกว่าเนิร์ดนะครับ เค้าเรียกว่า geek ซะมากกว่า
ดราม่านี้ก็เหมือนดราม่าทั่วไปนะ เฉยๆ แต่ชอบตอนท้ายอ่ะ อ่านแล้วรู้สึกเห็นใจจ่าทันทีเลยที่ถูกล้อว่าเป็นเกย์
จริงๆ เค้าก็รู้หรอกว่าจ่าไม่ใช่เกย์ เพราะถ้าเป็น จ่าก็คงยอมรับไปนานแว้ว ไม่ต้องมาซึนคอยสร้างภาพว่าตัวเองไม่ใช่หร๊อกกกก
แต่ก็นะ เริ่มไม่แน่ใจเลย หลังจากเห็นรูปสุดท้่ายในดราม่าเอแบคโพล ถ้าเป็นสาวๆ ใส่บิกินี่ ใครจะไปล้อจ่าเล่าาาา
ผู้ชายอะ ถ้าไม่หื่น ไม่บ้ากาม (บางคน ดูสุภาพ แต่ก็ยังมีบ้างเล็กน้อย แต่จ่า ไม่เห็นเลยเหอะ) ก็ต้องเป็นเกย์นะแหละ
Non Member wrote:
ให้พูดเรื่องไรวะ
ถ้าล้อคนอื่นได้ก็ต้องยอมรับเวลาโดนล้อ
ไม่ว่าคำๆนั้นจะรุนแรงมากในความรู้สึกขนาดไหน อ้างไม่ได้หรอกว่า “กุด่ามึงนิดเดียวเอง มึงด่ากูเยอะเลยนะ แสด” ได้ไง
..ไม่มีน้ำใจนักกีฬานี่นา
ฮาว่ะ ตอนแรกเห็นชื่อกระทู้ นึกว่าจะดราม่ากันระหว่างเจ้าของกระทู้ที่เอาณเดชมาล้อเลียนว่าหน้าตาเหมือนดั่งอาเบะ
กับบรรดา FC ณเดช เสียอีก ที่ไหนได้ ดราม่าเรื่องคำว่า “โอตาคุ” คำว่า “โอตาคุ” ความหมายมันไม่ดีจริง ๆ นั่นแหละ
แต่ก็มีพวกติ่ง ๆ เกรียน ๆ ทั้งหลายที่ไม่ได้รู้ความหมายมันจริง ๆ เอาไปใแปลแบบซอฟท์ ๆ ว่า “ติดการ์ตูนเฉยๆ” เหมือนกัน
คห. 36 ในเว็บพันดริฟ เค้าก็คงจะหมายความประมาณว่า ห้องการ์ตูนส่วนมากเป็นโอตาคุจะติดการ์ตูนมากกว่าติดดารา
ซึ่งเจ๊แกคงตีความหมายคำว่า “โอตาคุ” เพี้ยนไปเป็น “ติดการ์ตูนมาก” มากกว่า
ส่วนคอมเม้นท์อื่น ๆ บางคนก็อธิบายความหมายของคำว่า โอตาคุ บางคนก็ด่ากระแทกกระทั้นอย่างเดียว ขอให้ได้ด่าไว้ก่อน
คนเรานี่ใจร้อน หงุดหงิดง่ายกันจริงนิ นิดก็ด่า หน่อยก็ด่า
อ่าาา มาม่าเพราะถูกหาว่าเป็นโอตาคุ แสดงว่านายเตรียมใจว่าโดนถล่มแน่ที่หาว่าณเดชเหมือนอาเบะ พอไม่มี ก็สร้างเรื่องมาซะงั้น และเรื่องที่จ่าร้อนตัวออกมาแถลงว่าไม่เกย์ ทำให้คิดว่าจ่าต้องเกย์แน่ๆ เลยล่ะ จากที่ไม่คิดอะไรก็เริ่มเอนเอียง (แรกๆ นึกว่าแซวกันเล่นๆ ตอนนี้เริ่มเชื่อจริงจัง 55+)
โอตาคุในความหมาย เจ้ปัน ก็แค่ติดการ์ตูนแหล่ะ คิดมากกันไปได้ คนเรา >>สังคมอุดมปัญหา เอ้ย ปัญญาเสียจริง
โอตาคุไทยมีอยู่สองพวก
1 โอตาคุวอนนาบี
2 โอตาคุแต่ไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นโอตาคุ
ยาราไนก๊าาาาาาาาาาาาาาาาา
อยากหายโง่ก็ลองเซิร์จคำว่า otaku ใน google แล้วเข้าไปหาข้อมูลในเว็บอื่นๆ ดูคนฝรั่ง เอเชีย มันแสดงออก ป่าวประกาศว่าตัวเองเป็นโอตาคุซะบ้าง
จะได้รู้ว่าเขาใช้กันเพี้ยนทั่วโลก แต่ดันมีคนฉลาดเข้าใจ ใช้ถูกต้องกันอยู่แค่ในไทย แถมเป็นส่วนน้อยอีกตะหาก
ฝรั่งมันดีอย่าง ชอบอะไรก็กล้าแสดงออก ไม่มัวมาเหนียวอาย อายกับเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างคนไทย (บางคน)
กุไม่เชื่อออออออออออ
กูเป็นโอตาคุ 9gag
me gusta
ถึงดราม่าๆ


otaku หลายๆคนไม่ได้โหลยโท่ย บ้างคนแค่ปั้นๆ เป็นตัวการ์ตูน ขายได้หลายหมื่นบาทนะเฮ็ย
บ้างคนแม่งรวยโคตรก็มี
เช่นเกมส์สามก๊ก ในไทย ขายม้า ราคาแพงกว่ารถยนต์ ก็มีคนหน้ามืดซื้อมาแล้ว โอตาคุเล่นเกมส์ รวยไปเลย
เป็นต้น
และผมว่าotaku เป็นอะไรที่ดูมีความสุขดี
ซึนเนะ wrote:
นักเขียนเค้าเรียก mania จ้ะ สว่นมาร์คคนสร้าง FB ตอนเค้าสร้างที่ลาออกมาจากหมาลัยแล้วน่ะ แม่ม NEET จ้ะ (+Nerd ) ด้วย
คิ้วกุเหมือนเบะเลยโว้ยยยยยย
ฟันธงไม่ได้หรอกนะว่าศาสดาเป็นควีน เพราะเขาทำได้ทั้งรุกและตั้งรับ!
อ่านกี่รอบก็แบบนี้
อ๊างงง
จ่า
ทำไมไม่ blur หน้า ณเดชน์ ตรงพาดหัว (และในเนื้อหา)
มันผิดประเพณีนิยมของพาดหัว ดราม่า
คิดได้หลายเหตุผล
ยกเว้นจ่าโปรดปรานหน้าหน้ามันเป็นพิเศษจนไม่อยากลงมือ
ใครจะไปเชื่อว่าจ่าฝักใฝ่อาเบะ เอ๊ย ณเบะ เอ้ย ณเดชน์ เอ๊ย หมดนั่นเลยละกัน
ตรูว่านะ อิคนที่ดิ้นกับคำว่าโอตาคุคนแรกอ่ะ ไร้สาระที่สุด
โอตาคุมันไม่ได้แปลว่าเหี้ยอย่างเดียวนี่หว่า โอตาคุดีๆมันก็มี ตรูเคยโดนถามตรงๆนะว่าเป็นโอตาคุรึเปล่าเนี่ย
ตรูก็ตอบไปว่าอาจจะใช่ ตรูชอบวาดรูป ชอบอ่านการ์ตูน ดูอนิเมะ แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดคุยกับชาวบ้านไม่รู้เรื่องหว่ะ
แล้วคำว่าเนิร์ดนี่คือคำด่าตรงไหนวะคะ

ตรูก็ล้อแฟนตรูประจำว่า ต๊าย เด็กเนิร์ด เพราะมันใส่แว่น แลดูคงแก่เรียนมาก
มันยังไม่เห็นจะโกรธเลยหว่ะ มันขำกะตรูด้วยซ้ำ
อิพวกที่ดิ้นพราดๆเพราะคำว่าโอตาคุนี่มันปัญญาอ่อนสิ้นดี
จ่าแมร่งเห็นอกเห็นใจ ณเดช ใหญ่เลยนะ
ร่วมชะตากรรมเดียวกัน
ขะโทดดดดดดด นะะะะะะะ อาเบะเป็นเซเมะโว๊ยยยยย
“อาเบะเกย์คิง” “อาเบะเกย์คิง”"อาเบะเกย์คิง”"อาเบะเกย์คิง”"อาเบะเกย์คิง” เข้าใจใหม่นะ เหอะๆๆๆ
やらないか? admin japichit
449 ข้อมูลแน่น ชาบูๆ
ส่วน481นี่กะว่าจะเม้นท์แบบนี้อยู่เชียวโดนตัดหน้า
ฮา ยาราไนก้าฉิบ
ฮันมะ บากินี่หว่า
เจ๊จ่าละก็
นิยามโอทาคุมึงผิดแล้วจ่า โอทาคุโลกไหนมันก็เข้าสังคมได้ตามปกติทั้งนั้น ไม่งั้นคงเป็นคนบ้ามากกว่าคนปกติ กูจะยกตัวอย่างโอทาคุให้มึงเข้าใจง่ายๆ เช่น ถ้าพูดถึงเฒ่าสารพัดช่าง คนปกติเค้าคงจะนึกถึงช่างแก่ธรรมดาทั่วไป แต่ใครที่แม่งนึกถึงซิดก็สำเนียกตัวเองเหอะว่ามึงนั่นแหละโอทาคุ
ตลกดี ไม่เข้าใจว่าเอ็งจะทะเลาะเห้ไรกันมากมาย วะ ฮะ ฮ่า ฮ่าๆๆๆๆ
เวบพันธุ์ดริ๊ฟมีแต่กาก
ลืมอะไรไปหรือเปล่า อาเบะเป็นไบ นะเออ
ตลกดี ไม่คิดว่าจะเป็นดราม่าได้นะเนี่ย เห็นพันดริฟเขาล้อกันมาหลายอาทิตย์แล้วค่ะ
ไอ้ตอนแรกเราก็คิดว่าจะเป็นสงครามระหว่างสาวกณเดชกับเจ้าของกระทู้ซะอีก
ดั๊นกลายเป็น พวกคนในห้องการ์ตูนไปตีกับคนอื่นเพราะคำว่า “โอตาคุ”
แต่เดิมคนไทยก็ไม่ค่อยจะเข้าใจความหมายขอคำว่าโอตาคุอยู่แล้ว (ซึ่งความหมายจริงๆก็ไม่ค่อยจะดีซักเท่าไหร่)
เราตอนแรกก็ไม่ค่อยเข้าใจไอ้คำนี้หรอก เป็นคนชอบอ่านการ์ตูนค่ะ อนิเมะ วายไม่วาย เบะไม่เบะก็ดูมาหมดแล้วค่ะ
เพื่อนก็ชอบบอกว่าเป็นโอตาคุ ไม่โกรธค่ะ เราก็ขำ เอออยากให้กูเป็นนัก กูเป็นก็ได้วะ!
แต่พอเราได้เจอโอตาคุจริงๆแล้วแบบแหม ของกูนี้มันไม่ใช่ขี้เล็บโอตาคุด้วยซ้ำ (ดีแล้วล่ะที่ไม่ได้เป็น
)
ถ้าจะโทษขอให้โทษพวกช่องการ์ตูนทั้งหลายที่แหล่ะค่ะ (โดยเฉพาะช่องที่ขึ้นต้นด้วยตัว G)
ไอ้ช่อง(นี้)มันสนับสนุนให้เด็กเป็นโอตาคุเฉย แถมทำเหมือนว่าเป็นโอตาคุเนี่ยมันดีนะมันเท่ห์นะซะอีกแหน่ะ
อันที่จริงเราว่าคุณปันนี่คงไม่ได้มีเจตนาหรอกค่ะแแต่เลือกใช้คำนี้ผิดไปหน่อย
เลยไปสะกิดต่อมอะไรของคนในห้องการ์ตูนเข้าซะงั้น บางทีถ้าถ้าคนในห้องการ์ตูนไม่ออกสะดิ้งกันซะขนาดนี้
จะไม่โดนโจมตี จนมีเรื่องบานปลายเป็นดราม่าขนาดนี้เลยนะคะเนี่ย เราว่ามันเรื่องเล็กๆมากเลยนะเนี่ย
สังเกตเลย ใครโดนอ่อนไหวกับคำว่า “โอตาคุ” มันนั่นแหละเป็นโอตาคุ ตัวจริงเสียงจริง
เพราะคนที่ไม่เป็น เขาไม่รู้สึกอะไรกับคำๆนี้หรอก
อย่างตรู ก็อ่านการ์ตูน ดูอนิเม ถ้ามีคนมาด่าว่าโอตาคุ ตรูเฉยๆ
แต่บางคน แค่ตรูถามว่า เล่นเกมจีบสาวหรือป่าว ก็โกรธตรูแล้ว หาว่าไปหาว่ามันเป็นโอตาขุ
กินปูนร้องท้องงับท่าน
อ้อ คำว่า เนิร์ด ความหมายของฝรั่งมันฟังดูให้ภาพลักษณ์ที่ไม่ดีเท่าไหร่
(เหมือนคห.บนๆบอกไว้นะฮะ เหมือนใน mv last friday night อะ)
คือ เชยๆ เฉิ่มๆ เอ๋อๆ ใส่เหล็กดัดฟันอันเบ้อเริ่ม
ในสังคมเมกันจะมองแบบดูถูกพวกนี้อะฮะ สังเกตดูในหนังวัยรุ่นนะ พวกเนิร์ดจะถูกแกล้งเป็นตัวตลกประจำ
แต่เนิร์ด ในอีกความหมายหนึ่งที่ไม่แย่นัก ก็หมายถึงพวกที่รู้อะไรมากๆ รู้ลึกรู้จริงอะไรแบบนั้น
เช่น ดูแฮรี่ พอตเตอร์ แล้วบอกได้่ว่ามันต่างจากหนังสือยังไง อะไรเงี้ย
พวกเมกัน ไม่่ค่อยชืื่่นชมฮะ จะมองว่าพวกเนิร์ดมันดูประสาทๆ
(บางที เขาก็แซวกันว่าคนเมกันมีค่านิยมชอบอะไรโง่ๆ ก็มีส่วนถูก)
(นี่ตรูพล่ามมายาวแสดงว่าเป็นเนิร์ดกับเขาด้วย ฮ่าๆๆ)
แต่เดี๋ยวนี้ค่านิยมมันเริ่มเปลี่ยนไป ตั้งแต่อินเตอร์เนตแพร่หลาย เนิร์ดก็เยอะขึ้นฮะ
อย่างเว็บ 9gags นี่ก็แหล่งรวมเนิร์ดเลย ฮ่าๆ
บ้าผู้ชายกับบ้าการ์ตูนเจอกัน
บรรลัยเกิด