Photobucket
Photobucket

เรื่องมันมีอยู่ว่าที่เว็บ Unigang ซึ่งเป็นเว็บรวบรวมข่าวสารและแนะแนวการศึกษาให้กับเด็กไทยในชั้นมัธยม

มี user คนนึงชื่อ “ฉันรักศิริราช” ลงบทความสอนเด็กไทยว่า “จงเลือกชีวิต อย่าปล่อยให้ชีวิตเลือกเรา”

เนื้อหาในบทความก็เล่าถึงชีวิตของสองพี่น้องฝาแฝดคู่นึง คนนึงมุมานะอ่านหนังสือจนได้เรียนหมอจุฬา

:shock: อีกคนเรียนแบบชิวๆไม่เคร่งเครียดอะไรมากมาย โชคดีที่เอ็นท์ติดวิศวะจุฬาแบบเฉียดฉิว

ผ่านไปสิบปี แฝดคนที่เป็นหมอมีรายได้ฟู่ฟ่าตกเดือนละสองแสนกว่าบาท มีเงินเก็บเหลือเฟือ กำลังจะซื้อคอนโดหรูใจกลางเมือง

เรียกได้ว่ามีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ พ่อแม่เอาลูกคนนี้ไปอวดเพื่อนบ้านได้โดยไม่อายปาก

ส่วนอีกคนที่จบวิศวะมาต้องทำงานหลังขดหลังแข็งแต่ได้เงินเดือนแค่หกหมื่น พ่อแม่ก็เป็นห่วงว่าลูกคนนี้จะไหวมั้ย? ทำงานเหนื่อยไปมั้ย?

ต้องหาเวลาว่างไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อหาโอกาสเปลี่ยนไปทำงานที่ดีกว่าจะได้ก้าวหน้ากว่าทุกวันนี้

แล้วนาย “รักศิริราช” ก็สรุปบทความนี้ว่าเห็นมั้ยจ๊ะหนูๆทั้งหลาย ถ้าพวกเธอว์ขยันเรียนตั้งแต่วันนี้ ถึงจะเหนื่อยยากแสนเข็ญ

แต่ก็มีอนาคตที่สุกสกาวราวผีพุ่งใต้ รอพวกเธอว์อยู่ในอนาคตอันใกล้ แต่ถ้าอู้เหมือนปลาทูอลาสก้าในวันนี้

:twisted: วันหน้าพวกเธอว์ต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งหาความรู้เพิ่มเติมหรือไม่ก็หาเงินใช้จนตัวเป็นเกลียวนะจ๊ะ!!

พออ่านบทความของนายคนนี้จบ หนูๆในเว็บนี้ก็พากันแสดงความคิดเห็น บ้างก็บอกว่าเราเรียนวิศวะนะ

;-) ถึงจะจบมาแล้วมีรายได้ไม่เท่ากับหมอ แต่ถ้าได้ทำงานที่ชอบก็คิดว่าน่าจะมีความสุขอ่ะค่ะ

:x บ้างก็ตำหนิบทความนี้ว่ากรูไม่ชอบเนื้อหาในบทความนี้เลยว่ะ มันดูถูกว่าวิศวะต่ำต้อยกว่าหมอชัดๆเลยนี่หว่า

บ้างก็ถามคนเขียนบทความว่ามึงเก็บกดมาจากไหนวะครับ? ชีวิตจริงมึงโดนเพื่อนในคณะกดขี่รึไงวะ

:???: ถึงได้มาเขียนบทความกดหัวคณะชาวบ้านแล้วยกหางคณะตัวเองแบบนี้!!

:lol: เจ้าของบทความก็ออกมาแก้ตัวว่าพวกเอ็งอ่านบทความนี้ให้ดีๆสิครับ กรูไม่ได้ดูถูกว่าวิศวะต่ำต้อยกว่าแพทย์ซักคำเลยนะ

แต่ที่กรูเขียนมาว่าวิศวะรายได้ไม่เท่าหมอเนี่ยมันเป็นเรื่องจริง!! แต่จะเรียกว่าดูถูกหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของพวกเอ็งเท่านัน้!

user ชื่อ smillingly ก็มาสนับสนุนเจ้าของบทความว่าใช่ๆ ที่เขาต้องการสื่อในบทความนี้ก็คือ

:smile: ตั้งใจเรียนตั้งแต่วันนี้จะมีอนาคตที่ดีในวันหน้า แต่ถ้าอู้สัดหมาตอนนี้อนาคตพวกมึงก็อนาถสุดๆเหมือนกัน!!

:???: แต่เด็กๆที่อ่านบทความนี้ก็แย้งกลับว่ามึงอย่ามาซึนเลยน่า ที่มึงเขียนมามันดูถูกว่าวิศวะกากส์กว่าหมอชัดๆ

บ้างก็แย้งว่าเจ้าของบทความมันพูดถึงแต่รายได้ของหมอที่เยอะกว่าอย่างเดียวนี่หว่า

ทำไมเอ็งไม่พูดถึงประเด็นอื่นๆที่เกี่ยวข้องบ้างล่ะ เช่นหมองานหนัก ต้องเข้าเวรและรับผิดชอบชีวิตคน

กรูว่ามันไม่มีคณะอะไรที่ดีไปหมดทุกอย่างหรอกนะ มันมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันไปตามสาขาวิชาชีพ

:lol: แต่ถ้าทำแล้วมีความสุข กรูว่าจะอาชีพไหนๆเอ็งก็ทำไปเหอะว่ะ

:mrgreen: บ้างก็แย้งว่าพี่กูก็จบวิศวะจุฬาแต่เงินเดือนมากกว่าหกหมื่นตั้งเยอะเลยว่ะ และสาขาวิชาชีพอื่น

ที่มีรายได้งามและได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากกว่าหมอก็มีตั้งเยอะตั้งแยะ

และถ้าเราทำอาชีพที่ต้องทำงานอย่างหักโหมเกินไปหรือเครียดจนสติแทบหลุดอย่างหมอจนไม่มีความสุข

แล้วเราจะทำไปทำไมวะ? สู้เปลี่ยนไปหางานที่ทำแล้วแฮปปี้มาทำจะดีกว่ามั้ย

;-) ชีวิตคนเรามันสั้นนะว้อย อะไรที่ทำแล้วมีความสุขมึงก็รีบๆทำไปเห้อะ!!

เจ้าของบทความก็สวนกลับโดยแจกแจงรายรับของหมอจบใหม่ว่า

จบมาปีแรกก็ได้ค่าตอบแทนเป็นล้านแล้วนะ!! ถ้าใช้ทุนครบ3ปีแล้วไปเรียนต่อเป็นแพทย์เฉพาะทาง

:evil: จบมาก็ลาออกไปอยู่เอกชน รับรองว่าเงินเดือนตกเดือนละสองแสนห้าชิวๆเลยนะเว้ย!!

:twisted: ส่วนสาขาวิชาชีพอื่นน่ะเหรอ ปั๊ดโถ่อย่างมากก็ได้แค่ปีละสามแสนถึงห้าแสนเท่านั้น ต่อให้ไปเรียนต่อ ป.โท

เงินเดือนที่คณะอื่นอย่าง อักษร หรือวิศวะ ก็ยังไม่ถึงครึ่งของรายได้แพทย์ที่อายุพอๆกันเลยว่ะ!!

:lol: พวกมึงลองคิดดูให้ดีๆนะครับว่าคนเราวันๆนึงมันต้องใช้จ่ายอะไรบ้าง ไหนจะค่าอาหาร ค่าเดินทาง

ค่าผ่อนบ้านผ่อนรถ บลาๆ ถ้าพวกเอ็งยังยืนกรานว่าเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญ ทำงานแล้วมีความสุขสำคัญกว่า

ก็เชิญเลือกทางเดินกันตามสะดวก แต่กรูว่าการที่เราสามารถเอาตัวรอดได้

และได้เลี้ยงดูพ่อแม่ในยามแก่เฒ่าเนี่ยเป็นอภิมหาความสุขที่ยากจะเอาอะไรมาเสมอเหมือนจริงๆว่ะ

:twisted: แถมคนที่เป็นหมอยังช่วยเหลือผู้คนเป็นการทำบุญและตอบแทนสังคมไปในตัวด้วยนะเว้ย!

:???: user คนนึงชื่อ napatza04 ก็แย้งว่าวิศวะที่รายได้สูงๆก็มีนะมึง อย่างวิศวะปิโตรเลียมไง

รายได้ตกเดือนละแสน แถมยังมีเวลาไปหลั่ลหล้ากับครอบครัวในวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วยนะเมิง!!

:twisted: เจ้าของบทความก็เถียงกลับว่ามึงเข้าวิศวะให้ได้ก่อนเหอะว่ะ อย่าไปฝันเฟื่องถึงวิศวะปิโตรเลียมอะไรนั่นเลย

มึงรู้มั้ยเนี่ยว่าวิศวะปิโตรเลียมนี่มันคือสุดยอดของสุดยอดวิศวะเลยนะเว้ย ทั้งประเทศมีสอนแต่ที่จุฬาเท่านั้น

กว่าจะเข้าคณะนี้ได้ก็ต้องเกรดสูงฉิบหาย ส่วนใหญ่พวกที่เข้าได้มีแต่เกรดเฉลี่ย 3.9 ขึ้นไปทั้งนั้น

และการเรียนในนี้ก็เครียดบรรลัย เผลอๆจะเครียดกว่าเรียนหมอซะอีกดังนั้นที่คนจบจากคณะนี้

จะได้ค่าตอบแทนสูงปรี๊ดพอๆกับหมอก็ถือว่าเหมาะสมแล้วว่ะ เพราะมันต้องมุมานะและขยันเรียนพอๆกัน

:x คนที่ไม่เห็นด้วยกับเจ้าของบทความก็บอกกับคนที่เข้ามาอ่านบทความนี้ว่าถ้าพวกเอ็งอยากร่ำรวย

มีรายได้สูงลิบมีชีวิตฟู่ฟ่าเหมือนที่เจ้าของบทความมันว่ามา อิชั้นว่าพวกมึงไปเรียนคณะอื่นเถอะค่ะ

อย่ามาเรียนแพทย์เลย เพราะแพทย์นั้นต้องมีคุณธรรมและความเมตตาเป็นที่ตั้ง

:| แต่ถ้าอยากมีความสุข จะทำอาชีพไหนก็ได้ เพราะถ้าเราได้ทำงานที่เรารักนั่นแหละที่เรียกว่ามีความสุข

:???: user ชื่อ saimamen ก็ด่าเจ้าของบทความว่ามึงนี่มันน่าสมเพชจริงๆว่ะ ทำไมมึงถึงเขียนแต่เรื่องเงินๆทองๆวะ?

มันเป็นการสะท้อนให้เห็นกลายๆนะ ว่าพวกมึงกำลังต้องการปลูกฝังให้เด็กไทยรุ่นต่อไปเห็นแก่เงิน!!

:o user ชื่อ suwini ที่เห็นด้วยกับเจ้าของบทความอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูก็ออกมาชี้หน้าด่านาย saimamen ว่า

มึงอย่ามาใช้คำพูดถ่อยๆกับเจ้าของบทความเชียวนะครับ!! มันแสดงให้เห็นว่าโคตรพ่อโคตรแม่และครูบาอาจารย์ไม่เคยสั่งสอน

แถมมึงยังใช้ภาพ avatar เป็นภาพจาเกมออนไลน์ แค่นี้กรูก็พอจะเดาออกแล้วว่ามึงมันก็แค่เด็กกล่องติดเกมที่ขอเงินพ่อแม่แดกไปวันๆ

ส่วนกรูน่ะมันระดับผู้ใหญ่ที่ทำงานและมีรายได้เป็นของตัวเองแล้ว กรูย่อมรู้ว่าโลกนี้สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเงิน!!

:mrgreen: และถ้ามึงจะมีเงินเยอะๆมึงต้องเรียนเก่งหรือไม่ก็จบมาจากคณะชั้นยอดอย่างแพทย์เท่านั้น!!

:?: นาย saimamen ก็เถียงกลับว่าอะไรของมึงวะ!? กะอีแค่กรูใช้ภาพ avatar จากเกมออนไลน์

มึงก็หาว่ากรูเป็นเด็กกล่องติดเกมเลยเรอะ!? ถ้ามึงคิดได้แค่นี้กรูว่ามึงก็คงเป็นผู้ใหญ่ที่โลกแคบ

แถมยังตรรกะเพี้ยนฉิบหายเลยว่ะ และถ้าคนพูดจาหมาๆอย่างกรูมันไร้การศึกษา กรูว่าไอ้พวกผู้ดีทีจีบปากจีบคอเหน็บชาวบ้านอย่างมึง

:mrgreen:  มันก็ไม่ได้รับการสั่งสอนจากโคตรพ่อโคตรแม่ครูบาอาจารย์เหมือนกันล่ะวะ!!

จากนั้นเด็กๆในเว็บก็แสดงความเห็นเกี่ยวกับบทความนี่กันต่อ user คนนึงชื่อ nnez ก็ถามเจ้าของบทความว่า

การที่คนจบหมอมีรายได้มากกว่าคนจบวิศวะ มันเป็นตัวบ่งชี้ว่าหมอจะมีความสุขมากกว่าวิศวะตรงไหน?

:arrow: ชีวิตคนเราไม่ได้อยู่ได้ด้วยเงินเท่านั้นนะ และเงินก็ไม่สามารถแก้ไขปัญญาชีวิตของเราได้ทุกอย่างด้วย

:cry: แล้วการที่เอ็งต้องการสื่อว่าคนที่เป็นแพทย์มีรายได้สูงกว่าวิชาชีพอื่น ไม่ทราบว่าปรกติแล้ว

คนที่เป็นแพทย์เขาคิดว่าอยากเป็นเพราะจะได้มีรายได้เยอะๆเหมือนมึง มากกว่าอยากเป็นแพทย์เพราะอยากช่วยเหลือผู้คนเหรอครับ?

:evil:  นี่ถ้าประเทศไทยสนับสนุนให้คนเรียนแพทย์เพราะว่ารายได้ดีเหมือนที่เอ็งต้องการนี่ กรูว่าอนาคตประเทศไทยฉิบหายแน่ๆว่ะครับ

ว่าแต่เห็นเอ็งเอารายได้ของแพทย์เอกชนมาอ้างอิงเท่านั้น ไม่ทราบว่ารายได้ของแพทย์รัฐบาลมันงามเหมือนของเอกชนมั้ย!?

แพทย์ของรัฐบาลจะต้องใช้เวลาเท่าไหร่กว่าจะเก็บเงินซื้อคอนโดได้ซักหลังนึงเมื่อเทียบกับแพทย์เอกชน!?

:mrgreen:  ส่วนจ้าของบทความนี่เป็นหมอแล้วหรือว่ากำลังเรียนอยู่กรูก็ไม่รู้  แต่ที่กรูรู้คือแพทย์ไม่ควรเห็นแก่ค่าตอบแทนเป็นอันดับแรกว่ะครับ!!

น่าเสียดายที่เจ้าของบทความไม่ได้ตอบคำถามเหล่านี้ แต่กลับไปตอบโต้ user คนอื่นๆในกระทู้ที่อยากทำงานที่ชอบและมีความสุขมากกว่า

:mrgreen: เจ้าของบทความก็ตอบว่าพวกเอ็งอยากมีความสุขก็ตามใจ แต่นั่นก็เป็นแค่การทำเพื่อตัวเอ็งแค่คนเดียวเท่านั้น

ไม่มีใครยกย่องให้เกียรติพวกเอ็งหรอกว่ะ เพราะพวกเอ็งมันทำเพื่อความสุขของตัวเองล้วนๆ

แต่คนที่เป็นหมอเนี่ยต้องรับผิดชอบชีวิตของคนอื่นด้วยนะเว้ย!! แต่ไอ้พวกที่ชอบดูหนังฟังเพลง

:twisted: หาความสุขให้ตัวเองไปวันๆอย่างพวกเอ็งเนี่ย กรูว่าไม่คู่ควรที่จะมารับผิดชอบชีวิตคนอื่นหรอกว่ะ

:x เด็กๆเห็นเจ้าของบทความพูดเช่นนั้นก็พากันรุมประณามว่ามึงจบมาจากสถาบันไหนวะ!?

เพื่อนร่วมคณะเดียวกับมึงมันโลกแคบและมีความคิดบ้องตื้นเหมือนกับมึงรึเปล่า!?

:o และถ้าเลือกได้ กรูจะไม่ขอเป็นคนไข้ของหมอที่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนแบบมึงเป็นอันขาด!!

:?: บ้างก็ถามเจ้าของบทความว่าทำไมมึงดูถูกอาชีพอื่นแบบนั้นวะ? รู้มั้ยว่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มึงใช้

หรือโปรแกรมทางการแพทย์ที่มึงจิ้มจึ้กๆมันก็ผลิตมาจากสาขาวิชาชีพอื่นทั้งนั้น

:evil: แล้วไอ้คอนโดที่มึงภูมิใจนักหนาเนี่ยมันไม่ได้สร้างโดยวิศวกรโยธาเลยเนอะ!!!

และครูบาอาจารย์ที่สั่งสอนมึงตอนมึงตั้งแต่ตอนหมอยมึงยังไม่ขึ้นก็เงินเดือนน้อยนิดไม่เกินสองหมื่นเหมือนกัน

ถ้ามึงดูถูกวิชาชีพอื่นที่รายได้น้อยกว่าหมอ ถามหน่อยว่ามึงจะดูถูกครูบาอาจารย์ที่สั่งสอนมึงมาถึงทุกวันนี้หรือไม่?

กรูเองก็เป็นครูคนนึง ถ้าอยู่กทม กรูคงมีเงินเดือนสามหมื่น แต่กรุเลือกที่จะมาอยู่ชนบทอย่างมีความสุขแม้จะมีรายได้แค่หมื่นเศษๆ

:mrgreen: แต่สำหรับคนอย่างมึง ต่อให้มีเงินซักพันล้านกรูว่ามึงก็คงไม่พอใจหรอกว่ะ ถ้าหัวใจของมึงมันไม่รู้จักคำว่าพอเพียง!!

:???: นาย suwini ก็ออกมาเถียงแทนเจ้าของบทความว่าพวกมึงอย่าใช้ความคิดแบบเด็กอมมือมาตัดสินเจ้าของบทความสิวะ

กรูไม่เห็นมันจะดูถูกวิชาชีพอื่นตรงไหนเลย เจ้าของบทความมันเอาความจริงมาเปรียบเทียบให้พวกมึงดูชัดๆ

ว่าการตั้งใจเรียนมันสำคัญขนาดไหน ถ้าพวกมึงไม่โลกแคบก็น่าจะเข้าใจประเด็นที่เขาต้องการจะสื่อได้ไม่ยากนี่หว่า?

user ชื่อ pramecomix ก็แย้งเจ้าของบทความว่ามึงเอารายได้มาตัดสินความสำเร็จของทุกวิชาชีพไม่ได้หรอกนะ

อย่างกรูเนี่ยจบวิศวะเมื่อสี่ปีก่อน หลังจากทำงานมาสี่ปีตอนนี้กูมีทั้งบ้านทั้งรถ และมีสตูดิโอราคาสี่ล้านหนึ่งหลัง

:smile: ไม่ทราบว่าทรัพย์สินของกรู ณ ปัจจุบันนี้มันพอจะเทียบกับหมออย่างเจ้าของบทความได้มั้ยวะ!?

:o นาย suwini ก็มาเถียงแทนเจ้าของบทความว่ามึงไม่ต้องเอารายได้ของมึงมาอวดหรอกนะ!!

รุ้เอาไว้ด้วยว่าประเทศนี้มีคนอีกเป็นแสนๆที่มีรายได้มากกว่ามึง แต่อาชีพอย่างมึงมันก็ทำเพื่อตัวเองเท่านั้น

ไม่ได้ทำเพื่อสังคมอย่างแพทย์หรอกว่ะ!! ไม่ว่ามึงจะมีบ้านมีรถซักกี่หลังแต่มึงก็เป็นแค่คนไร้ค่าของสังคมอยู่ดี!!

จากนั้นความเห็นในบทความนี้ก็แบ่งเป็นกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับเจ้าของบทความ

และเถียงกันอย่างดุเดือดว่ารายได้นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตหรือไม่?

;-) ไหนๆเจ้าของบทความันก็พูดถึงรายได้ของหมอเอกชนแล้ว แอดมินก็จะขออธิบายซักนิดก็แล้วกันว่าหมอรัฐบาลมีรายได้เท่าไหร่

:evil: ปล.กรูเป็นยาม แต่ไปถามหมอมาอธิบายให้พวกมึงฟังกันโดยเฉพาะเลยนะเนี่ย

รายได้ของหมอรัฐบาลปัจจุบันถ้าเป็นของโรงพยาบาลชุมชน ก็จะมีค่าไม่เปิดคลินิคหมื่นนึง

ค่าเบี้ยกันดาร ค่า พตส. (ไอ้พวกนี้จะเรียกรวมๆว่าเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย) อยู่ที่เดือนละสามหมื่นถึงห้าหมื่น

เป็นเงินเพิ่มพิเศษสำหรับหมอที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและกันดาร ก็จะมีค่าตอบแทนตรงนี้เป็นแรงจูงใจพิเศษ

:smile: แต่รายได้หลักจริงๆของหมอจะอยู่ที่ค่าเวร อันนี้จะแตกต่างกันไปตามแต่ละจังหวัด ส่วนมากจะอยู่ที่เวรละ 1700- 2100 บาท

ถ้าขยันอยู่เวรหน่อยก็ได้เยอะหน่อย ถ้าอยู่เวรซักครึ่งเดือนก็ได้เดือนละห้าหมื่นหกหมื่นสบายๆ แต่ส่วนมากก็ได้ประมาณสี่หมื่นถึงห้าหมื่น

:lol: สรุปว่ารายได้ของแพทย์ใน รพ.รัฐบาลจะอยู่ที่ประมาณเดือนละหกหมื่นถึงเก้าหมื่นต่อเดือน (ถ้าเป็นพื้นที่กันดารมากๆ)

ขณะที่รายได้ของแพทย์เอกชน ต่อให้เป็นแพทย์ทั่วไปที่เพิ่งจบก็รับประกันได้ว่ารายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละแสนแน่นอน

เยอะๆหน่อยก็เดือนละหลายแสนถึงหลักล้านแบบที่เจ้าของบทความมันว่ามา รัฐบาลเองก็พยายามขึ้นค่าตอบแทนให้กับแพทย์ในเครือ

:twisted: แต่พูดตามตรงว่ารัฐบาลมันไม่มีปัญญาจ่ายค่าตอบแทนแข่งกับเอกชนหรอกว่ะ

และนี่เองที่เป็นปัญหานึงที่ทำให้แพทย์ส่วนหนึ่งลาออกจากรัฐบาลไปอยู่เอกชน เพราะรายได้มันต่างกันสุดๆ

:shock: อีกเรื่องนึงที่เชื่อว่าหลายๆท่านคงไม่ทราบกันก็คือรัฐบาลสมัยที่แล้วมันไม่ยอมจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย

ให้กับแพทย์ทั่วประเทศว่ะ นี่ผ่านมาเกือบปีแล้วก็ยังไม่ได้ค่าเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายกันเลย

:cry: แต่ล่าสุดแอดมินได้ข่าวว่ามีการโอนเงินเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายมาแล้ว แต่จ่ายแค่ห้าเดือนเท่านั้น ที่เหลือให้ รพ ออกกันเอง

เท่ากับว่าแพทย์ของรัฐที่ทำงานอยู่ในชนบทที่ห่างไกล ก็แทบจะมีรายได้ไม่แตกต่างกับแพทย์ที่ทำงานอยู่ในเมืองเลย แล้วใครมันจะไปอยากอยู่ชนบทวะ?

ท่านที่ติดตามข่าวสารของกระทรวงสาธารณะสุข คงจะพอได้ยินข่าวแพทย์ขาดแคลนมาบ้าง

สถิติของประเทศไทยคือแพทย์หนึ่งคนต่อประชากร 3000-5000 คน

เกณฑ์ขั้นต่ำของ WHO คือประชากร 600 คนต่อหมอหนึ่งคน ของไทยตั้งเป้าว่าต้องมีหมอ 1 คนต่อประชากรห้าพันคน

ประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างมาเลย์มีหมอหนึ่งคนต่อประชากร 1145 คน

ภาคอีสานบางพื้นที่ที่ขาดแคลนแพทย์หนักๆก็มีหมอเพียง 1 คนต่อประชากร 5308 คนเท่านั้น ขณะที่ในตัวเมือง เช่นกรุงเทพหรือจังหวัดใหญ่ๆ

:evil: มีหมอเยอะแยะมากมายก่ายกองประมาณว่าโยนหินลงไปในหมู่ฝูงชน มันต้องโดนหัวหมอเข้าซักคนล่ะวะ

แต่เมื่อดูตัวเลขทางสถิติจะพบว่าประเทศไทยมีแพทย์ทั้งหมด 30681 คน เรามีประชากรเจ็บสิบกว่าล้านคน

จริงๆแล้วเราควรจะมีหมอราวๆหนึ่งคนต่อประชากรสองพันคนเศษๆ แต่ที่สัดส่วนจริงของเราต่ำกว่านั้นเยอะ

ก็เพราะการกระจายตัวของแพทย์ที่ไม่เพียงพอ แพทย์จำนวนมากกระจุกอยู่แต่ในเมือง ส่วนชนบทก็ขาดแคลนกันสุดๆ

หลายๆรัฐบาลที่ผ่านมาก็มีความพยายามในการแก้ปัญหา โดยเพิ่มอัตราการผลิตแพทย์ชนบทเพื่อป้อนกลับไปสู่โรงพยาบาลชุมชน

;-) ผลของนโยบายที่ว่ากำลังจะผลิดอกออกผลในช่วงปีสองปีนี้ เราท่านก็คงต้องติดตามข่าวกันต่อไปว่าปัญหาจะได้รับการคลี่คลายมั้ย?

แต่ที่แอดมินอยากบอกก็คือ ถ้าพวกหนูๆทั้งหลายอยากเป็นหมอเพราะว่ามีรายได้เยอะๆเหมือนที่เจ้าของบทความมันพูดให้ฟัง

:evil: แอดมินขอแนะนำว่าคิดใหม่เถอะลูกเอ้ยยยยย มันยังมีวิชาชีพอื่นๆอีกตั้งเยอะแยะที่ทำแล้วรวยกว่าหมอ มีความสุขยิ่งกว่าหมอ

มีเวลานอนกลิ้งดูหนังฟังเพลง ปุเลงๆไปลงอ่างแถวโพไซดอน มีเวลาได้พูดคุยกับพ่อแม่และครอบครัว

มีเวลานอนหลับเต็มอิ่ม ไม่ต้องผวาตื่นมาตีสี่ตีห้า เพราะว่ามีเคสฉุกเฉินมาที่โรงพยาบาล

รายได้หมอของรัฐบาลถึงมันจะไม่เยอะเว่อร์แบบที่เจ้าของบทความมันพูด แต่ก็ถือว่าเยอะใช้ได้ในระดับนึง

:sad: แต่ถึงรายได้เยอะแล้วจะมีประโยชน์อะไรวะถ้าไม่มีเวลาเอาเงินนั้นไปหาความสุขให้ตัวเอง

หมอบางคนที่แอดมินรุ้จักและทำงานจริงๆในต่างจังหวัดน่ะ ยอมมีรายได้ที่น้อยลง ถ้ามีเวลาพักผ่อนหรือเวลาส่วนตัวมากขึ้นด้วยซ้ำ

ถ้าหนูๆทั้งหลายมาเป็นหมอเพราะอยากมีรายได้เยอะๆ เมื่อพบกับความจริงว่า

รายได้ของหมอรัฐบาลมันไม่ได้สูงอะไรขนาดนั้น แล้วลาออกไปอยู่ในเมืองหรือทำงานกับเอกชนเสียหมด

:evil: มันยังจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้ปัญหาการกระจายตัวของแพทย์ทรุดหนักยิ่งกว่าเดิมนะพวกเธอว์

;-) สุดท้ายนี้แอดมินขอยกพระบรมราชปณิธานของพระบิดาที่ไม่มีวันล้าสมัยไม่ว่าจะผ่านไปนานซักกี่สิบปีมาให้ทุกท่านได้อ่านกัน

ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตน เป็นที่สอง
ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ เป็นกิจที่หนึ่ง
ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศ จะตกแก่ตัวท่านเอง
ถ้าท่านทรงธรรมแห่งอาชีพ ไว้ให้บริสุทธิ์

น่าเสียดายที่ระหว่างแอดมินกำลังพิมพ์ดราม่านี้ ปรากฏว่ากระทู้ต้นเรื่องโดนลบซะเหี้ยนเลยว่ะ

แต่ไม่เป็นไรแอดมินเซฟไว้ให้พ่อแม่พี่น้องทุกคนได้อ่านกันอย่างจุใจเลยนะพวกเธอว์!!

อาห์ แล้วดราม่านี้จะลงเอยเช่นไร? มีเงินมากจะมีความสุขมากตามไปด้วยรึไม่?

;-) พวกเธอว์จงตามไปเสพในกระทู้นี้โดยพลัน!!

เรื่องจริงสอนใจ เราเลือกชีวิต อย่าปล่อยให้ชีวิตเลือกเรา
http://www.unigang.com/Article/8644/

ปล.ลองอ่านดราม่าเก่าดูมั่งนะเธอว์

DVDr2u COPYDVD Photobucket Photobucket
เคมีภันฑ์" Photobucket Photobucket
Photobucket Photobucket

1,109 Responses to “อู้เรียนวิศวะ,อุตสาหะเรียนหมอ!?”

  • เรื่องจริงของหมอและวิศวะ:

    สมัยผมตอนเอ็น …..ผมเจอเหตุการ์แบบนี้

    A: ทำไมเมิงทำเลข1ได้ 97.5 กะฟิสิกษ์ 95 ว่ะ เมิงอ่านยังไง :?:

    B: กรูอ่านหลายรอบ ประมาณ3รอบ แล้วทำสรุปเทคนิคการทำอ่านก่อนสอบอีก1เล่ม มีสรุปสูตรด้วยอ่ะ

    A: แล้วอังกิด ไทย สังคม เมิงได้เท่าไรว่ะ

    B: กรูได้แค่ 60 เศษๆเองว่ะ แม่มจำเยอะฉิบหาย ทั้งไอดอม ศัพย์อังกฤษ ภูมิประเทศ และก็หลักภาษา อักษรสูงต่ำกลาง บลาๆ

    A: ไหน กรูเคยได้ยินว่า คนเข้าแพทย์ ไม่เก่งเลข ไม่ใช่หรือว่ะ

    B: เมิงรู้ไหมว่าคะแนนฟิสิกษ์ เด็กเข้าแพทย์ส่วนใหญ่ แม่มเกิน 90 ทั้งนั้น ไทย สังคม ก็ต่างกันไม่มากเท่าไร 70+

    A: สรุปแล้วเมิงได้เกิน 80 กี่วิชาว่ะ

    B: เกิน90 แค่ 2 วิชา กะเกิน 80 หนึ่งวิชาเองว่ะ เกิน60 อีก 4 วิชา เลยติดได้

    A: เมิงทำได้ไงว่ะ ทำคะแนนเกิน 80

    B: กรูแค่ต้องบังคับตัวเอง ไม่เล่นเกม ไม่ดูหนัง ไม่เตะบอล อ่านหนังสือ แค่นั้นเอง…เรียนเป็นเรียน

    A: กรูว่าเมิงพลาดกำไรชีวิตไปแล้วล่ะ 5555 กรูอ่ะเล่นแม่งทุกอย่างเลย ตอนใกล้สอบค่อยอ่านก็ได้ทั้งนั้น..ไปเรียนมหาลัยกรุก็แบบนี้

    B: แล้วเมิงได้ตัวไหนเกิน คะแนนเกิน 60 บ้างไหม

    A: ไม่มีซักกะตัวว่ะ 555

    …………………. ผ่านไป 12 ปี

    A เจอ B ที่งานเลี้ยงรุ่นโรงเรียนมัธยม

    A: เห้ยเป็นไงบ้าง ทำงานไรว่ะ

    B: เป็นหมอกระดูกว่ะตอนนี้ ทำงานรับจ๊อบทั้งเอกชน-รัฐบาล

    A: เงินเดือนดีไหม…

    B: ไม่บอกล่ะกัน ปีนี้เพิ่งเสียภาษีไป 4-5 แสน ได้ลดหย่อน คืนมา10% แล้วเงินเดือนวิศวะของเมิงเป็นไงมั่ง ทำงานเป็นไง

    A: เงินเดือนรวมโบนัสกรู ยังน้อยกว่าภาษีที่เมิงจ่ายอีก แต่กรูทำงาน 8 ชม.ต่อวันเอง แต่ต้องทำ6ปี จะได้รายได้เท่า1ปีเท่าเมิงว่ะ เซง

    ( ความจริง : นาย B ได้รายได้ต่อปี 3 ล้านบาท , แต่นาย A ได้รายได้ต่อปี 5 แสนบาท ในอายุ 30 เท่าๆกัน ) :cry:

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 5 Thumb down 1
  • ชาวบ้าน:

    หมอก็พลาดได้ เนี่ยเพิ่งเป็นข่าว ฟ้องกันไปเกือบ 8 ล้าน :evil: เสี่ยงก็เยอะหมอที่มีรายได้ 200,000 บาท ขึ้นไปนะมี คิดกี่เปอร์เซนต์ของหมอทั้งประเทศ :cry: อีกอย่าง พรบใหม่ใกล้คลอดละ การใช้ทุนของแพทย์จะยาวนานขึ้น มันไม่ได้เป็นอย่างที่หลายท่านว่าหรอกครับ เมื่อช่วงเวลาใช้ทุนยาวขึ้น :sad: มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) จะคิดแล้วอาจไม่คุ้มค่าที่จะเรียน ให้ option ที่ 10 % ด้วยนะครับ อย่ามองด้านเดียว ผลประโยชน์ที่ได้อย่างแพทย์ผิวหนัง คนที่ได้จริงๆ คือนายทุนเจ้าของคลีนิคครับ พวกนี้จะเวียนลงทุนในทุกธุรกิจอยู่แล้ว สุขภาพ โรงพยาบาล คลีนิค อุตสาหกรรม ก่อสร้าง Gold Future มันเล่นหมดละครับ เมื่อไร Margin ลดลง เค้าก็จะขายทิ้งไม่ก็ปิดไป อีกทั้งคลีนิคหลายแห่งก็ปิดนะครับ เช่น คลีนิคโรคทั่วไป เพราะความไม่ชำนาญในธุรกิจ จึงเห็นหมอรุ่นใหม่จะเข้าทำงาน ;-) ในโรงพยาบาลเอกชน ค่อนข้างมากเพราะได้เงิน แน่นอนกว่าการเปิดคลีนิคเอง

    สรุปที่ว่ามาก็มองในมุมชาวบ้านนะครับ ไม่ได้เทียบความรู้อะไร เพราะผมว่าหมอนะเรียนเก่งที่สุดอยู่แล้วครับ :twisted:

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 1
  • มนุษย์เงินเดือน:

    พลาดแค่ 4 สาขา ที่มีความเสี่ยงนะ… :smile: ไปดูชีวิตจริงกันเลยดีกว่า

    ก่อนที่จะเลือกเรียนต่อคณะไหน ?

    พิจารณาคิดคะแนนการตัดสินใจ ก่อนเลือกเรียนต่อคณะใดๆ
    อ้างอิงและแปลจาก http://www.salary.com (thailand zone)

    คะแนนการตัดสินใจเลือกเรียนต่อในมหาวิทยาลัย เพื่อประกอบอาชีพ มี 6 ส่วน (100%)

    1) ความชอบ = 20 %
    2) การหางาน-คู่แข่งในตลาดงาน-การเปลี่ยนงาน = 10 %
    3) ความรู้ที่ได้และใช้ในการทำงาน – การใช้ความรู้จากมหาลัย = 20 %
    4) ความก้าวหน้าของอาชีพ – การเลื่อนต่ำแหน่ง = 20 %
    5) เงินเดือน = 30 %
    6) ความเสี่ยงจากการทำงาน = คะแนนติดลบ

    ——————————————————————————————–

    1) คะแนนความชอบ เต็ม 20 %
    - ถ้าชอบมาก รู้ว่าต้องทำงานอย่างไร หรือเพราะมีพ่อแม่ทำอาชีพนี้ ได้ 20%
    - ถ้ารู้สึกค่อนข้างชอบ พอรู้มาบ้าง สนใจ พ่อแม่เชียให้เรียน ได้ 10%
    - เฉยๆหรือไม่ได้ชอบ ให้ได้ 0%

    ——————————————————————————————–

    2) การหางาน-คู่แข่งในตลาดงาน-เปลี่ยนงาน = เต็ม 10 %

    - คู่แข่งน้อย ใช้เวลาหางานน้อยกว่า 1 สัปดาห์ ก่อนได้งาน ได้ 10%
    - คู่แข่งปานกลาง ใช้เวลาหางาน น้อยกว่า 1 เดือน ก่อนได้งาน ได้ 5%
    - คู่แข่งสูงมาก ใช้เวลาหางานมากกว่า 1 เดือนขึ้นไป ก่อนได้งาน ได้ 0%
    - สาขาที่ไม่นิยม ใช้เวลาหางานมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป ก่อนได้งาน ได้ 0%
    ( กรณีแพทย์, ทันตแพทย์, เภสัช ได้ 10% , วิศวกร 0-5% , สาขาอื่นๆ 0-5% )

    ——————————————————————————————–

    3) ความรู้ที่ได้จากทำงาน ใช้ความรู้จากมหาลัย = เต็ม 20 %

    - ใช้ความรู้หลากหลาย ได้รับความรู้ใหม่ๆมาก ใช้ความรู้จากที่เรียนจากมหาลัยมาก 20%
    - ใช้ความรู้หลากหลาย ได้รับความรู้ใหม่ๆมาก ใช้ความรู้จากมหาลัยน้อย 15%
    - ใช้ความรู้ปานกลาง ได้รับความรู้ใหม่ๆน้อย ใช้ความรู้จากมหาลัยน้อย 10%
    - ใช้ความรู้น้อย ได้รับความรู้ใหม่ๆน้อย ใช้ความรู้จากมหาลัยน้อย 5%
    - ไม่ใช้ความรู้ ไม่ได้รับความรู้ใหม่ ไม่ได้ใช้ความรู้จากมหาลัย 0%
    ( กรณีแพทย์ ได้ 20%, ทันตแพทย์-เภสัช ได้ 15% , วิศวกร 5-15% , งานบริการ 0%)

    ——————————————————————————————–

    4) ความก้าวหน้าของอาชีพ – คู่แข่งในสายงาน เต็ม 20%

    (ความก้าวหน้าสูง = ได้ต่ำแหน่งที่สูงขึ้นในเวลาน้อยกว่า 5 ปี
    หรือ ได้รับเงินเดือนมากกว่า 2 เท่าจากต่ำแหน่งเดิม ในเวลาน้อยกว่า 5 ปี )

    - ความก้าวหน้าสูง มีคู่แข่งน้อยหรือไม่มี ได้ 20 %
    - ความก้าวหน้าสูง มีคู่แข่งปานกลาง ได้ 15 %
    - ความก้าวหน้าสูง มีคู่แข่งมาก ได้ 10 %
    - ความก้าวหน้าธรรมดา มีคู่แข่งมาก ได้รับการเลื่อนต่ำแหน่งโดยใช้เวลารอน้อยกว่า 10 ปี ได้ 5 %
    - ความก้าวหน้าต่ำ มีคู่แข่งมาก ได้รับการเลื่อนต่ำแหน่งโดยใช้เวลารอมากกว่า 10 ปี ได้ 0 %
    ( กรณีแพทย์-ทันตแพทย์-เภสัช ได้ 20% , วิศวกร 5-15% , งานบริการ 0%)

    ——————————————————————————————–

    5) เงินเดือนเริ่มต้น เต็ม 30%

    - เงินเดือนเริ่มต้น มากกว่า 100,000 บาท ได้ 30%
    - เงินเดือนเริ่มต้น 30,001 – 50,000 บาท ได้ 20%
    - เงินเดือนเริ่มต้น 20,001 – 30,000 บาท ได้ 15%
    - เงินเดือนเริ่มต้น 10,000 – 20,000 บาท ได้ 10% (ผู้จบใหม่ปริญญาตรี)
    - เงินเดือนเริ่มต้น น้อยกว่า 10,000 บาท ได้ 0%

    ——————————————————————————————–

    6) ความเสี่ยง เต็ม -100% : ใช้บวกรวมกับคะแนนรวมข้อ 1-5

    โอกาสเกิดความเสี่ยงสูง คือ ความเสี่ยง > 10 % ในขณะทำงาน
    โอกาสเกิดความเสี่ยงต่ำ คือ ความเสี่ยง >>> สรุปคะแนนที่ได้
    มากกว่า 70% = ควรเลือกประกอบอาชีพนี้ ควรศึกษาสภาพแวดล้อมการทำงานอีกเล็กน้อย
    ระหว่าง 50 – 70 % = ควรปรึกษาพ่อแม่-คนที่ทำงานสายนี้-หาข้อมูลจากเว็บหางาน-เงินเดือน
    น้อยกว่า 50% = ไม่ควรประกอบอาชีพนี้ (อย่าพึ่งตัดสินใจ)
    หรือควรหาข้อมูลจากข้อ 1 – 6 ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
    เพื่อกลับมาเลือกคะแนนใหม่ จากข้อ 1- 6

    ——————————————————————————————–

    เงินเดือนของสาขาอาชีพสาขาต่างๆในประเทศไทย UPDATE 2555
    อ้างอิงจากเว็บจัดหางาน ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมมากที่สุดในประเทศไทย
    http://www.adecco.co.th
    http://www.kellyservices.co.th
    http://www.jobthai.com

    1. สาขาวิทยาศาสตร์

    > นักวิจัย-นักวิทย์ ตรวจสอบ,วิเคราะห์,แปรผลข้อมูล ผลิตภัณฑ์-สิ่งมีชีวิต ทำงานในแล๊บ,โรงงาน
    - เงินเดือนรัฐ-เอกชน ปริญญาตรี ขั้นต่ำ 12,000 บาท , ปริญญาโท ขั้นต่ำ 18,000 บาท

    > นักวิจัย นักเรียนทุน กพ. ศึกษาตรีถึงเอก ใช้ทุนรับราชการในหน่วยงานต่างๆ เช่น Nectec
    - เงินเดือนรัฐ ปริญญาเอก เริ่มต้นที่ 30,000 บาท

    > โปรแกรมเมอร์ วิทย์ศาสตร์คอม ตรวจสอบครีเอท ประยุกต์ใช้ภาษาคอมต่างๆเพื่อผลิตซอฟแวร์
    - เงินเดือนเอกชน ปริญญาตรี ขั้นต่ำ 15,000 บาท , ปริญญาโท ขั้นต่ำ 20,000 บาท

    2. สาขาวิศวกรรม

    > วิศวกรคอม โปรแกรมเมอร์ เทสซอฟแวร์ ทดสอบ หาจุดผิด เขียนโปรแกรม ทำรายงานผล
    - เงินเดือนเอกชน ปริญญาตรี ขั้นต่ำ 15,000 บาท , ปริญญาโท ขั้นต่ำ 25,000 บาท

    > วิศวกรไฟฟ้า ควบคุม ตรวจสอบ บำรุงรักษา แก้ไข อุปกรณ์ระบบไฟฟ้าในโรงงาน-บริษัท
    - เงินเดือนเอกชน ปริญญาตรี ขั้นต่ำ 15,000 บาท , ปริญญาโท ขั้นต่ำ 22,000 บาท

    > วิศวกรเคมี ตรวจสอบ วิเคราะห์ แปรผล ระบบสารเคมี-ปิโตรเลียม ในโรงงาน-บริษัท
    - เงินเดือนเอกชน ปริญญาตรี ขั้นต่ำ 18,000 บาท , ปริญญาโท ขั้นต่ำ 22,000 บาท

    > วิศวกรเครื่องกล ออกแบบเครื่องทำความเย็น ทดสอบมอเตอร์หม้อน้ำ วาดแบบระบบการผลิต
    - เงินเดือนเอกชน ปริญญาตรี ขั้นต่ำ 16,000 บาท , ปริญญาโท ขั้นต่ำ 20,000 บาท

    > วิศวกรโยธา ควบคุมงานถนน,อาคาร ประมาณราคา เคลียร์แบบ ใช้โปรแกรมวาดแบบ
    - เงินเดือนเอกชน ปริญญาตรี ขั้นต่ำ 15,000 บาท , ปริญญาโท ขั้นต่ำ 20,000 บาท

    เงินเดือนโดยเฉลี่ยของวิศวกรส่วนใหญ่บนกราฟแจกแจงปกติ (Z=0) คือ 18,000 บาท

    3. สาขาเภสัช

    > เภสัชกร ตรวจสอบ สั่งยา เช็คสต๊อก ควบคุมรายการเข้าออกยา ในโรงงาน-บริษัท-ร้านยา
    - เงินเดือนเอกชน ปริญญาตรี ขั้นต่ำ 20,000 บาท
    บวกเดิอนละ 5,000 – 7000 บาท (ค่าแขวนป้ายชื่อเภสัชในร้านยา)

    > ผู้แทนยา สั่งยา เช็คสต๊อก อำนวยความสะดวกแก่แพทย์ เสนอขายยาแก่แพทย์-โรงบาล
    - เงินเดือนเอกชน ปริญญาตรี เงินเดือนรวมค่าคอมมิชชั่นและอื่นๆ ขั้นต่ำ 40,000 บาท
    บวกเดิอนละ 5,000 – 7000 บาท (ค่าแขวนป้ายชื่อเภสัชในร้านยา)

    4. สาขาสัตวแพทย์

    > สัตว์แพทย์ ตรวจโรคความผิดปกติ รักษา จ่ายยา ผ่าตัดเล็ก สัตว์ต่างๆ เช่น สุนัข แมว วัว
    - เงินเดือนรัฐหรือเอกชน ขั้นต่ำ 15,000 บาท และบวกค่าหัตถการ 50% ของค่ารักษา

    5. อักษรศาสตร์-ครุศาสตร์-วารสารศาสตร์

    > นักแปล ล่ามภาษาต่างๆ แปลภาษาอื่นเป็นภาษาอังกฤษ สื่อสารให้ข้อมูลแก่ชาวต่างชาติ
    - เงินเดือนเอกชน ปริญญาตรี ขั้นต่ำ 20,000 บาท , ปริญญาโท ขั้นต่ำ 25,000 บาท

    > อาจารย์โรงเรียนรัฐ ทำหน้าที่สอน ออกข้อสอบ ดูแลนักเรียนในคาบ ประชุมผู้ปกครอง
    - เงินเดือนรัฐ ปริญญาตรี 15,000 บาท , ปริญญาโท 17,000 บาท

    > แอร์โฮสเตด ทำหน้าที่ให้บริการบนเครื่องบิน เสริฟอาหาร ยกสัมภาระ ดูแลลูกเรือและผู้โดยสาร
    - เงินเดือนเอกชน ปริญญาตรี ขั้นต่ำรวมค่าชม.ทำงานบนเครื่องบิน 40,000 บาท

    6. บริหารธุรกิจ-บัญชี-รัฐศาสตร์ และสายศิลป์อื่นๆ

    > เจ้าหน้าที่ธนาคาร บริการฝาก-ถอนเงิน เปิด-ปิดบัญชี ให้ข้อมูลต่างๆแก่ลูกค้า
    - เงินเดือนธนาคารต่างๆ ปริญญาตรี ขั้นต่ำ 13,500 บาท, ปริญญาโท ขั้นต่ำ 20,000 บาท

    > นักบัญชี ทำบัญชีผ่านทางซอฟแวร์ในคอม ปิดงบดุล คิดภาษี คำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆ
    - เงินเดือนเอกชน ปริญญาตรี ขั้นต่ำ 15,000 บาท , ปริญญาโท ขั้นต่ำ 20,000 บาท

    > ฝ่ายบุคคล-บริการลูกค้า คัดเลือกพนักงาน ทำนัดหมายตารางงาน ให้บริการลูกค้าต่างๆ
    - เงินเดือนเอกชน ปริญญาตรี ขั้นต่ำ 13,000 บาท , ปริญญาโท ขั้นต่ำ 20,000 บาท

    เงินเดือนโดยเฉลี่ยของคนส่วนใหญ่บนกราฟแจกแจงปกติ คือ 15,000 บาท

    7. นิติศาสตร์

    > อัยการรัฐ วินิจฉัยพยานหลักฐานสำนวนของตำรวจสั่งฟ้อง สอบปากคำโจทย์จำเลยในศาล
    - เงินเดือนรัฐ ปริญญาตรี 16,720 บาท , หลังผ่านการอบรม 1 ปี เงินเดือน 30,000 บาท

    > ทนาย วินิจฉัยพยานหลักฐานจากอัยการสั่งฟ้อง สอบปากคำผู้ต้องหา-พยานในศาล
    - เงินเดือนเอกชน ปริญญาตรี ขั้นต่ำ 16,000 บาท หรือบวกค่าสัญญาว่าจ้างแต่ละคดี

    8. แพทย์-ทันตแพทย์โรงบาลรัฐ (จบใหม่ ใช้ทุน)

    - เงินเดือนประกอบด้วย 8 ส่วน

    1. เงินเดือน 15,000 บาท

    2. ค่าไม่ทำคลีนิค 10,000 บาท

    3. เงินประจำต่ำแหน่ง (พตศ.) 5,000 – 10,000 บาท

    4. เงินค่ากันดารระดับ 1-2 ขึ้นกับจังหวัดใช้ทุน 10,000 หรือ 20,000 บาท

    5. เงินค่าอยู่เวรหลังเวลาราชการและเสาร์อาทิตย์ เฉลี่ย เดือนละ 10,000 – 20,000 บาท

    6. เงินค่าเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย เดือนละ 2,000 – 5,000 บาท

    7. เงินค่าเสี่ยงภัย หากปฏิบัติงานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เดือนละ 20,000 บาท

    8. ค่าแขวนป้ายชื่อแพทย์ในคลีนิคเพื่อรับรอง เดือนละ 10,000 บาท (option)

    โดยเฉลี่ย หมอโรงพยาบาลรัฐ จะรับเงินเดือนในช่วง 4 หมื่น – 1 แสนบาท

    อาชีพสาขาขาดแคลน ช่วงอายุผู้ปฏิบัติงาน 25-30 ปี
    ข้อมูลอ้างอิงจาก http://www.thaiclinic.com

    ( ค่า DF = Doctor Fee คือ ค่าแรงหรือค่าความเชี่ยวชาญของแพทย์หรือทันตแพทย์ )

    ช่วงเงินเดือน คือ ช่วงขั้นต่ำเฉพาะเงินเดือนไม่รวม DF – ช่วงขั้นสูงของเงินเดือนรวมค่า DF แล้ว

    1. ทันตแพทย์

    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการรักษาฟัน อุดฟัน-ถอนฟัน-ขูดหินปูน-จัดฟัน ( แพทย์ DENT )

    เงินเดือนในโรงพยาบาลเอกชน-คลีนิค ช่วงอยู่ที่ 90,000 – 500,000 บาท

    บวกค่าทำหัตถการ-อุปกรณ์ในการจัดฟัน(DF) ของทันตแพทย์ 30,000 – 60,000 ต่อหนึ่งคนไข้

    2. สูตินรีแพทย์

    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำคลอดและตรวจโรคในสตรี ( แพทย์ OB & GY )

    โอกาสเสี่ยงคนไข้เสียชีวิตระหว่างทำคลอดที่ 5 %

    เงินเดือนในโรงพยาบาลเอกชน ช่วงอยู่ที่ 200,000 – 500,000 บาท

    บวกค่าทำหัตถการ(DF) ทำคลอดด้วยวิธีต่างๆของสูตินรีแพทย์หลัก ได้รับ 50% ของค่ารักษา

    3. ศัลยแพทย์

    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดอวัยวะภายในทั่วไป ( แพทย์ SUR )

    โอกาสเสี่ยงคนไข้เสียชีวิตระหว่างผ่าตัดที่ 10 %

    โอกาสเสี่ยงคนไข้เสียชีวิตหลังผ่าตัดที่ 1 %

    เงินเดือนในโรงพยาบาลเอกชน ช่วงอยู่ที่ 250,000 – 1,000,000 บาท

    บวกค่าทำหัตถการ(DF)การผ่าตัดของศัลยแพทย์หลัก ได้รับ 50% ของค่ารักษา

    ส่วนศัลยแพทย์รอง(ผู้ช่วยผ่าตัด)ได้รับได้ไม่เกิน 25% ของค่ารักษา

    4. วิสัญญีแพทย์

    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญใช้ยาสลบ-ยาชา และควบคุมปริมาณยาสลบตลอดการผ่าตัด ( แพทย์ AME )

    โอกาสเสี่ยงคนไข้เสียชีวิตระหว่างให้ยาสลบผ่านสายที่ 0.5 %

    เงินเดือนในโรงพยาบาลเอกชน ช่วงอยู่ที่ 150,000 – 300,000 บาท

    บวกค่าทำหัตถการของวิสัญญีแพทย์ ไม่เกิน 10% ของค่ารักษา

    5. จักษุแพทย์

    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านตรวจรักษาโรคตา ผ่าตัดต้อทุกชนิด เลเซอร์สายตา(lasik) ( แพทย์ OP )

    โอกาสเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงต่อการผ่าตัดสายตา 1%

    เงินเดือนในโรงพยาบาลเอกชน ช่วงอยู่ที่ 250,000 – 700,000 บาท

    บวกค่าหัตถการในการทำเลเซอร์สายตา 20,000- 70,000 บาท ต่อหนึ่งคนไข้ แล้วแต่โรงพยาบาล

    6. อายุรแพทย์

    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการตรวจโรคในผู้ใหญ่ และการจ่ายยา ( แพทย์ MED )

    เงินเดือนในโรงพยาบาลเอกชน ช่วงอยู่ที่ 150,000 – 300,000 บาท

    7. จิตแพทย์

    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจ วิเคราะห์ ประเมิน และฟื้นฟูสภาพจิตใจ

    เงินเดือนในโรงพยาบาลเอกชน ช่วงอยู่ที่ 120,000 – 300,000 บาท

    8. แพทย์โสต-ศอ-นาสิก

    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจโรค หู-ตา-คอ-จมูก ( แพทย์ ENT )

    เงินเดือนในโรงพยาบาลเอกชน ช่วงอยู่ที่ 200,000 – 400,000 บาท

    9. รังสีแพทย์

    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการใช้รังสีเอ็กซ์วินิจฉัยโรคและเอ็กซเรย์ , อัลตร้าซาวน์ , MRI และ CT สแกน

    เงินเดือนในโรงพยาบาลเอกชน ช่วงอยู่ที่ 120,000 – 200,000 บาท

    10. กุมารแพทย์

    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจโรคในเด็กแรกเกิดถึง 18 ปี ( แพทย์ PED )

    เงินเดือนในโรงพยาบาลเอกชน ช่วงอยู่ที่ 200,000 – 300,000 บาท

    11. แพทย์ผิวหนัง

    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสภาพผิวหนัง การทำทรีทเม้นหลายชนิด ( แพทย์ SKIN )

    เงินเดือนในโรงพยาบาลเอกชนและคลีนิค ช่วงอยู่ที่ 200,000 – 300,000 บาท

    12. แพทย์ออร์โธปิดิกส์

    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการตรวจโรคทางกายภาพ-กายวิภาคของกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อในผู้สูงอายุ

    เงินเดือนในโรงพยาบาลเอกชน ช่วงอยู่ที่ 150,000 – 300,000 บาท

    13. แพทย์เวชปฎิบัติทั่วไป

    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจโรคทั่วไป และการตรวจรักษาเบื้องต้น ( แพทย์ GP )

    เงินเดือนในโรงพยาบาลเอกชนและคลีนิค ช่วงอยู่ที่ 120,000 – 200,000 บาท

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 1 Thumb down 0
  • ชาวบ้าน:

    หมอที่เงินเดือน 300,000 บาทขึ้นไป คิดเป็นกี่เปอร์เซนต์ของ แพทย์ทั้งหมดละครับ ;-)
    อันนี้อยากรู้ ท่านใดมีข้อมูลลองเล่าสู่กันฟัง อยากรู้ไม่ได้ล่วงเกินใครนะขอรับ :!:

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 0
  • yo:

    ถ้าเป็นแพทย์เพราะแค่ต้องการเงินเยอะๆ อย่าเป็นเลยนะครับ สงสารชาวบ้านตาดำๆอย่างพวกผมบ้าง แต่ถ้าเป็นแพทย์เพราะต้องการช่วยเหลือคน อันนี้ผมสรรเสริญครับ เรื่องเงินมันก็เป็นแค่รางวัลตอบแทนที่พวกคุณช่วยชาวบ้านตาดำๆ อย่างพวกผมไว้ก็แค่นั้น

    แล้วส่วนเรื่องงาน ผมว่าไม่ว่าเป็นอะไรก็สำคัญหมดครับ รายได้ไม่ใช่ตัววัดความสุขของคนครับ

    ทุกอาชีพต้องพึ่งพาอาศัยกันครับ ลองคิดดูนะครับถ้าทุกคนมาเป็นแพทย์หรือวิศวกรกันหมด พวกคุณจะใช้ชีวิตกันอย่างไร ไปคิดกันเอาเอง มันสมองระดับพวกคุณทั้งหลายน่าจะคิดกันได้ครับ (ต้องไปปลูกข้าวกินเองหรือเปล่า…ลองคิดดูนะ)

    ดังนั้นผมว่าเราต้องเลือกสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุขมากกว่าใช้เงินเป็นตัวเลือก

    ขอบคุณครับ

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 1
  • KKK:

    ปีนี้เพื่อนสนิทผมติดหมอ 2 คน เพื่อนไม่ค่อยสนิทอีก 5 คน

    เพื่อนสนิท A

    ผม : เหยดดดด มึงติดหมอ มึงเก่งว่ะสาด
    A : มึงก็ติดคณะxxx เหมือนกันแหละ
    ผม : สู้มึงไม่ได้หรอกว่ะ จบมาเงินเดือนเยอะกว่ากูกี่เท่าก็ไม่รู้
    A : เฮ้ย กูไม่ได้หวังเงิน กูทำเพื่อกูช่วยเหลือคน เพราะกู…. เพราะ….. แบบนั้นกูจึง…..
    ผม : เฮ้ย กูไม่เชื่อ เมื่อปีก่อนมึงยังบอกกูอยู่เลยไม่ใช่เหรอวะว่าพ่อมึงบังคับ มึงเลยต้องเรียนหมอ
    A : เปล่าๆ กูอยากช่วยคนจริงๆ
    ผม : แล้วไม่อยากเป็นสัตวแพทย์แล้วเรอะ หมอหมาอ่ะ ที่เมื่อก่อนมึงพล่ามอยากเป็น ช่วยสัตวืได้บุญกว่านะเว้ย รึมันรายได้ไม่ดี?
    A : เฮ้ย กูอยากเป็นหมอจริงๆ กูจะคิดค้นยารักษาโรคเอดส์ มะเร็ง
    ผม : แล้วทำไมมึงไม่ไปเป็นนักวิทยาศาสตร์วะ?
    A : …

    เพื่อนสนิท B

    ผม : เหยดดดด มึงติดหมอ มึงเก่งว่ะสาด
    B : โฮะๆๆ แม่งเอ๊ย กูสบายแล้ว เรียนให้จบมีตังใช้ ชิวๆ
    ผม : เฮ้ย คิดงี้ได้ไงวะ
    B : ไอ้ฟาย มีใครแม่งไม่คิดงี้บ้างวะ ไอ้พวกที่แม่งพูดว่า กุอยากเรียน กูอยากช่วยคน กูจะไปอยุ่ชนบท แม่งตอแหลทั้งนั้น กูฟันธงได้เลยว่ามีไม่ถึง 10% ที่อยากช่วยคนจริงๆ ที่เหลือแม่งก็เรียนเพราะค่านิยม เรียนเพราะพ่อแม่บังคับ เรียนเพราะอยากรวยเท่านั้นแหละวะ
    ผม : …

    ผมเห็นด้วยกับนาย B นะ เพราะผมเห็นมานานแล้วว่าไอ้ A มันก็แค่หลอกตัวเองไปวันๆว่ามันทำสิ่งที่ถูก ทั้งๆที่มันก็อยากรวยนั่นแหละสาดดดดดดด

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 1 Thumb down 1
  • มาเล่าให้ฟัง:

    แต่การมาเรียนหมอมันก็เสียช่วงชีวิตวัยสาวไปเลยนะ มารู้ตัวอีกที อ้าวกรูแก่แล้ว แถมรายได้ รพ.รัฐ ก็ไม่ได้มากอะไรนักหนาด้วย เราจะเล่าชีวิตให้ฟัง เราเป็นครอบครัวชนชั้นกลาง พ่อแม่เป็นข้าราชการ ไม่ได้มีญาติโกที่ไหนเป็น ศ.นพ รศ.นพ ในโรงเรียนแพทย์ที่ไหน และไม่ได้มีเส้นสายในกระทรวงทบวงไหน

    ตัวอิชั้นเอง อายุ 16-17 อยู่ ม.ปลาย เรียนพิเศษ สอบเทียบ เอนทรานซ์ (สมัยก่อนหว่ะ) พวกเด็กห้องศิลป์ เดินแรด แต่งตัวสวย ส่วนเรานั่งอ่านหนังสือ
    เข้ามหาวิทยาลัย เรียน under grad 6 ปี จบมาตอนอายุ 23 ระหว่างเรียน คณะอื่นแต่งตัวสวยเด้ง แถมครูบาอาจารย์แม่งก็จิกด่าเรื่องการแต่งตัวตั้งแต่ชั้น preclinic ทั้งที่ไม่ได้ไปตรวจคนไข้ (จะด่าอะไรนักหนา อยากด่านักช่วยเดินข้ามถนนไปคณะตรงข้ามดิ แต่งตัวกันแจ่มๆทั้งนั้น ยิ่งกว่าอิชั้นอีก)
    ขณะที่เรานั่งอ่านหนังสือ ไม่มีเวลาไปเดินตาม counter คสอ หัดแต่งหน้าอะไรมากมาย คนอื่นในวัย 17-23 เค้าสวยกันเต็มที่
    เรียนจบมาใช้ทุนบ้านนอก 3 ปี ตามประสาคนไม่มีเส้นก็จับฉลากไป
    ช่วง intern ปีแรก อยู่ติดเขมร เข้าใจเลยว่าถ้าบ้าน support ไม่ไหวนี่ลำบากอ่ะ เงินไม่ออก รายได้ประมาณ 3 หมื่น/ต่อเดือน รออยู่หลายเดือนกว่าเงินจะออก ขอแม่กินไปก่อน การเดินทางเวลาอยู่บ้านนอกลำบาก ต้องมีรถ ขับรถเป็น เพราะเวลาขึ้นลงเวร หรือโดนตามบางทีก็ดึกดื่น เดินจากหอรพ.ไม่ได้เพราะไกล อย่าไปหวังว่าจะมีหมาที่ไหนมารับมาส่ง เวร เยิน เวรเน่า ไม่ได้กินไม่ได้นอน จะไปขี้ยังต้องรีบเลย ป่วยก็ต้องมาตรวจ เจอคนไข้ดีก็เยอะ คนไข้แบบกวนตรีนก็มี สตาฟ รพ.จังหวัดค่อนข้างเอารัดเอาเปรียบ โบ้ยงานเป็นปกติ หอ รพ.แม่งก็ห่วย ยิ่งกว่าโรงแรมจิ้งหรีด เข้าใจเลยว่าทำไมรุ่นน้องถึงบ่นอยากลาออก ไม่อยากใช้ทุน
    ช่วงใช้ทุนปีที่สองกะสาม ปีนั้นเค้าจับฉลากที่ใช้ทุนใหม่ วัดดวง เลือกใกล้กทม ไปไหว้เจ้าพ่อเจ้าแม่หลายที่ โชคดีมากกะดวง เจ้าพ่อเจ้าแม่เมตตา จับได้จังหวัดใกล้ๆ ถ้าหลุดก็เหลืออีสานกันดาร กะชายแดนใต้ หรือขอบประเทศไทย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าหลุดจับฉลากแล้วจะเป็นยังไงได้ประมาณ 45000 อยู่เวร รพ.ครึ่งเดือน ช่วงไหนอยากได้นั่นนี่ค่อยไปทำเอกชน ช่วงนี้พอมีเวลาว่างไปทำนั่นโน่นนี่บ้าง ทักษะการแต่งหน้าแต่งตัวเริ่มดีขึ้น ได้เพิ่มมาอีกเล็กน้อยแต่ก็แลกกะการอดนอนหน้าโทรมเพิ่มความเสี่ยงในการขับรถบนทางหลวงแผ่นดิน
    พอปีสุดท้ายเริ่มหาที่ไปเรียนต่อ ทุนแม่งหายากหว่ะ มีแต่ละที่ก็ไกลโคตร ไม่ใช่ญาติโกโหติกาตัวเองไม่เปิดทุนให้ไปเรียน บัดซบชิบหายกะระบบราชการ ไม่ต้องพูดถึงทุนจักษุหรือผิวหนังเลย เพราะเค้าเก็บไว้ให้ลูกหลานตัวเองเท่านั้น
    ครบสามปีเก็บเงินได้มีปัญญาซื้อรถ ญี่ปุ่น 1500 cc 1 คัน เหลือเงินนิดหน่อยไม่กี่แสน รถเดิมคืนที่บ้านไป แล้วลาออกมาเรียนต่อฟรีเทรนที่องค์กรไม่แสวงหากำไรแห่งหนึ่ง ดีที่เกรดตอนจบมาไม่ทุเรศ ไม่งั้นคงลำบาก
    ช่วงเรียนต่อเฉพาะทาง ปีแรกเงินเดือน 8พัน ปีสองเงินเดือน9พัน ปีสามเงินเดือนหมื่นนึ่ง เงินเวรสามพันเหมาจ่าย มีหกเดือนสุดท้ายเค้าขึ้นให้เป็น 5พันเพราะทนแรงสรรเสริญจาก resident ทางโลก cyber ไม่ไหว 555 สรุปคือรายได้หมื่นต้นๆ ใช้ชีวิตกลางเมืิอง เวรแม่งก็เน่าhereๆ อดนอน แม่งทำกันทั้งคืน แทบจะไปไถนาทั้ว รพ. อยู่เดือนละ 7-8 เวร จะเป็นโรค ปสด. ก็ตอนเรียนต่อนี่แหละ
    ที่จอดรถที่ รพ.ไม่มีให้แพทย์ประจำบ้าน เพราะถึงแม้มันจะมาทำงานเป็นควาย เป็นมือเป็นตืนให้รพ. แต่มันมาแล้วก็ไป ยังไงมันก็ต้องเรียน ไม่ต้องเอามันหรอกที่จอดรถน่ะ อ้อ ส่วนหอ รพ.3 เดือนแรกก็ไม่มีให้ ที่จอดรถไม่มี เริ่มงาน 7.30น เลิกงานฟ้ามืดทุกวัน พวกมึงคิดดู “ว่าชีวิตหมอมันสวยหรูรึเปล่า”หอ รพ.ได้หลังจากนั้น แต่หอพักแพทย์ประจำบ้านที่รอบๆเป็นสีลม หลังสวน สยามอ่ะมึง แม่งห่วยยิ่งกว่าตอนอยู่บ้านนอกอีก ห้องรูหนูยัดกันเข้าไปสองสามคน อยู่เวรอดนอนกลับมาต้องมาอยู่สลัมก็ไม่ไหวหว่ะ สุดท้ายต้องไปเช่า apartment ที่ติดรถไฟฟ้าเอาเพราะขับรถไปก็ไม่มีที่จอด กลางเมือง อยู่สามปี เดาราคาเอาเองละกัน
    อายุช่วง 27-29 หนังหน้าก็เริ่มแก่เหี่ยว ครีมทาหน้าก็ต้อง up level ราคาแพงขึ้น เริ่มถามหาโบท็อกซ์ (ประเทศจีน เพราะถูกดี) ไม่ใช่หมอผิวหนัง แต่ฉีดกันเอง สอนกันเองจนฉีดเป็น พอจบเฉพาะทาง แม่งมีคนบอกเราไม่รู้ว่าเราโง่หรือบ้า ฟรีเทรนแต่จบแล้วยังไปอยู่ รพ.รัฐ แถมตำแหน่งเป็นพนักงานของรัฐอีก เป็นรายได้รัฐบาล แต่สวสดิการแบบเอกชนเป็นประกันสังคม แถมเรื่องอื่นๆก็งั้นๆ รายได้ไม่ดีอย่างรุนแรง ได้เท่าที่เราใช้ทุน แต่ความรับผิดชอบมากกว่า ความเสี่ยงมากกว่า ต้องทำเอกชนหาเงินกินเอา เวลาไม่มี ชีวิตส่วนตัวที่ต้องมีเวลาให้กันก็เริ่มไม่สวย ขับรถไปกลับบ้าน จันทร์กะศุกร์ บนทางหลวงพิเศษที่เค้าขับกัน 150+ แต่เราขับร้อยต้นๆตามสมรรถนะรถ อยู่ปีนึง อายุ30 ยังเก็บเงินได้ไม่ถึงล้าน คืออาชีพอื่นเค้านำหน้าไปเยอะแล้ว แถมคิดไปคิดมา”เกิดกลัวตาย”กะตอนขับรถบนทางพิเศษระหว่างเมืองที่น่าหลับเพราะเวรกลางคืนก็รับ เลยลาออกมาอยู่กทม เอกชนเต็มเวลา
    หลังจากลาออกแล้วคุณภาพชีวิตดีขึ้นมากกกก(ถึงเชื่อคำบอกที่ว่ารู้อะไรไม่สู้ รู้งี้ออกนานแล้ว) ไม่ต้องอยู่เวร กลางคืนดูละครน้ำเน่า ว่างๆวันหยุดก็ไปวัดทำบุญฟังธรรมเรื่อยๆเพราะมีเวลามากกว่าทำงาน รพ.รัฐมากก ทำงาน 6 วัน รายได้ 170K-210K (มาตรฐานเริ่มของหมอสาขานี้จ้ะ) แต่ความเสี่ยงก็สูงตาม เจอเสือสิงห์กระทิงแรด ถึงทำประกันก็อาจไม่พอจ่าย ไม่มีเงินเดือน ทำเท่าไหร่ได้เท่านั้น อยากหยุดก็หาคนมาแทนเอา ลาได้แต่ไม่ได้เงิน ไปเที่ยวทีก็รายได้หายไปเยอะ มีความสุขเวลาคนรอดตาย และสุดท้ายเรายังเป็น”ลูกจ้าง” นายทุน นายทุนไม่พอใจเมื่อไหร่ ก็”บีบ”ออกได้
    และรายได้เท่านี้ พูดตามตรงว่า แค่ซื้อบ้านซื้อรถ(ขนาดกลาง)เงินก็หมดแล้วค่ะ เป็นแค่ชนชั้นกลาง ของเดี๋ยวนี้แพงจะตาย
    และตอนอายุขนาดนี้ถึงมีเวลา เดินเข้า counter ให้ BA สอนแต่งหน้า ช้อปกระจาย แต่งหน้ากะเสื้อผ้าสวยทุกวัน แต่ตัวเลขอายุก็เยอะแล้ว = ช่วงชีวิตวัยสาวหายไป รู้ตัวอีกทีก็แก่แล้ว

    ลองคิดดูละกัน ว่าอยากมาเป็นหมอรึเปล่า ชีวิตหมอไม่ได้น่าอิจฉาหรอก ชาวบ้านที่หลั่นล้าดี๊ด๊าไปวันๆก็มีความสุขดี กว่าจะได้รายได้ถึงเท่านี้ ถ้าคิดเอาเวลาเรียนที่สั้นที่สุด คือเรียนแพทย์ 6ปี intern1ปี (แล้วจ่ายเงินคืนทุน) เรียนต่อ3 ปี รวมเป็น 10ปี เรียกว่าเป็น 10ปีแห่งความบัดซบของชีวิตเลยก็ได้เพราะเหนื่อยชิบหายเหนื่อยกายเหนื่อยใจ ถ้าบวกเวลาใช้ทุนครบก็เป็น 12ปีและรายได้เท่านี้ก็เป็นรายได้ของเอกชนด้วย หมายความว่าต้องมั่นใจกับฝีมือตัวเองระดับหนึ่งแล้วนะจ๊ะ ยังมีอีกหลายอาชีพที่สบายกว่านี้ รายได้มากกว่านี้อีกนะ บางคนแต่งตัวทำหน้า หาผัวรวยไม่ต้องทำมาหากินเอง(อิจฉาหว่ะ) บางคนเก่งด้านตลาดทุนเป็นเซียนหุ้นไป บางคนศัลยกรรมจนสวยหล่อเทพก่อนเข้าไปหาเงินในวงการบันเทิง บางคนพ่อแม่รวยทำตัวเรื่อยเปื่อยไปวันๆ บางคนเปิดกิจการ รวยกว่าเยอะ

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 4 Thumb down 0
  • เฮ้อ:

    หมอแมร่งก็อาชีพ หลอกเด็กเก่งๆมาเรียนเท่านั้นแหละว่ะ

    ถ้าเมิงมีความพยายาม เรียนหมอจนจบได้
    แมร่งเรียนอย่างอื่น แเมิงก็พยายามจนประสบความสำเร็จได้เหมือนกันแระ

    ทีว่าเงินดี งานมั่นคง…….แมร่งก็เงินดีไม่จริง งานทีว่ามั่นคง เดี๋ยวนี้แมร่งก็ฟ้องกันกระจาย(แล้วมันมั่นคงตรงไหนว่ะ :cry: )

    แถมเมิงตรงเจอคนไข้กับญาติคนไข้เหี้ยๆ กับพวกอคติหลับหูหลับตาด่าหมออีก…

    กุนี่ไม่แปลกใจเลยคะแนนแพทย์ปีหลังๆ แมร่งต่ำลง
    เมิงจะเรียกร้องแต่ให้หมอเสียสละ เมิงก็รับเคราะห์ ทีต้องเจอกับหมอโง่ๆไปล่ะกัน :o

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 1
  • ่่uiuoiuerw:

    ถ้าเรียนถึง 6 ปี วิศวะน่ะ จบโทได้แล้วนะ

    ที่ว่ามาทั้งหมด เทียบแพมทย์กับวิศวะจบตรี แต่แพทย์จบตรีน่ะ เทียบเท่าจบโทนะ

    แพทย์ที่ว่าได้เยอะๆน่ะ ต่อ specialist อีกสองสามปีทั้งนั้น ซึ่งช่วงเวลาเดียวกัน วิศวะต่อไปจบเอกเลยเหมือนกัน

    วิศวะจบเอก(ส่วนใหญ่เมืองนอก) ทำงานวิจัยในระดับนานาชาติ รายได้ไม่เหมือนกับจบตรี และงานไม่หนักเหมือนจบตรีหรอก

    บ้านเรามีทั้งสองแบบเหมือนกัน แพทย์จุฬากับวิศวจุฬาด้วย

    คนเป็นหมอ(บอร์ดเฉพาะทางจุฬา)ไม่ทำงานหนัก รายได้ไม่เยอะ แต่เน้นเลี้ยงลูก
    คนจบวิศว(ป.เอก เมืองนอก)ก็ไม่ทำงานหนัก เน้นเลี้ยงลูกเหมือนกัน

    รายได้พอๆกันทั้งคู่ แต่เกินพอ แฮบปี้กับคุณภาพชีวิตและครอบครัว

    การยกตัวอย่างแค่ไม่กี่เคสก็ไม่ใช่ตัวแทนประชากรในทางสถิติด้วย
    และคุณค่าของชีวิตก็ไม่ได้มีมิติเดียวด้วย

    ถูกใจให้เลีย: Thumb up 1 Thumb down 0

Leave a Reply

Pages: Prev 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12
DVDr2u COPYDVD Photobucket Photobucket
เคมีภันฑ์" Photobucket Photobucket