
เรื่องมันมีอยู่ว่าคอลัมนิสต์สาวชื่อดังนาม “คำผกา” แกไปงานสัมมนาว่าด้วยการ “รับน้อง”
แล้วเจ๊แกก็แสดงความเห็นประมาณว่าไม่เห็นด้วยกับการรับน้อง ทีนี้มันมีประเด็นอยู่ตรงที่ว่า
เจ๊แกพูดเปรียบเปรยเรื่องการรับน้องเอาไว้ดังต่อไปนี้…
(นาทีที่ 7.00)ศักดิ์ศรีของมหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่ที่ความยิ่งใหญ่ของสถาบันในเชิงพิธีกรรม แต่อยู่ที่ว่ามหาวิทยาลัยของคุณ..
มีใครได้รับรางวัลโนเบลกี่คน มหาวิทยาลัยศิลปากรมีศิษย์เก่าไปแสดง exhibition ที่ไหนแล้วได้รับการยอมรับในระดับโลกบ้าง?
(นาทีที่ 8.24) การให้ความสำคัญกับเข็ม หรือหัวเข็มขัดก็คือการที่คุณยังไม่ย้ายศักดิ์ศรีความภาคภูมิใจ
จากประวัติศาสตร์หรือพิธีกรรม ไปสู่ผลงานหรือคุณภาพงานวิจัยของมหาวิทยาลัย
ถามว่าคุณจะภูมิใจกับเข็มของมหาวิทยาลัยศิลปากรได้อย่างไร? ในเมื่อคุณไม่เคยผลิตศิลปินระดับโลกออกมาเลย?
ชาวศิลปากรที่โดนเจ๊คำผกาพาดพิงก็ไม่พอใจ ออกมาโวยใส่คำผกาว่าเอ็งไม่รู้รึไงวะ
ว่าศิลปากรผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพให้ประเทศไทยมาแล้วกี่คน!?
แต่เอ็งกลับมาหาว่าเราไม่เคยมีใครได้รางวัลหรือเป็นที่ยอมรับในระดับโลก!! แบบนี้มันดูถูกศิลปากรกันชัดๆเลยนี่หว่า!!
user ชื่อ pludang108 ก็ด่าคำผกาว่าเอ็งเป็นใครมาจากไหนวะ ถึงมาดดูถูกศิลปากรว่าไม่มีใครเคยได้รับรางวัล
มึงรู้มั้ยว่าเราผลิตบุคลากรคุณภาพทั้งในระดับชาติและนานาชาติมานักต่อนักแล้วว้อย!!
แล้วคนอย่างเอ็งล่ะอีคำผกา เคยมีผลงานห่าเหวอะไรที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลกบ้างมั้ยวะ?

user ชื่อ bustewarit ก็ถามนาย pludang108 ว่าแล้วไหนล่ะศิลปินระดับโลกที่ผลิตมาจากศิลปากร?
ถ้ามึงอยากด่าว่าอีคำผกามันพูดจามั่วซั่วเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยของเอ็งก็ยกตัวอย่างมาให้กรูดูซักคนสิวะ!!

นาย pludang108 ก็ตอบกลับไปว่าศิลปินระดับโลกที่ผลิตจากศิลปากรมีตั้งเยอะตั้งแยะ อยากรู้มึงก็ไปหาในอากู๋ดูสิวะ!!

แล้วนาย pludang108 ก็บอกว่าการรับน้องมันเป็นเรื่องดีนะ!! เพราะมันเป็นกุศโลบายให้นักศึกษาอยู่ร่วมกันได้
ถ้าพวกเอ็งไม่เคยเห็นว่าศิลปากรรับน้องกันยังไง พวกเอ็งก็ไม่มีสิทธิมาวิจารณ์หรือพูดถึงมหาลัยของกรูในแง่ลบ!!
ยิ่งอีคำผกาที่เอาข้อมูลที่ไหนก็ไม่รู้มาหาว่าศิลปากรไม่เคยผลิตศิลปินระดับโลก กรูขอบอกว่าข้อมูลของอีนี่มันกากเดนสิ้นดีว่ะ!!

นาย bustlewarit ก็ถามย้ำอีกรอบว่ามึงก็บอกกรูมาซักทีสิวะ ว่าศิลปินระดับโลกที่ผลิตจากศิลปากรมันมีใครบ้าง?
แล้วมึงจะต้องการกุศโลบายในการอยู่ร่วมกันไปทำไม พวกมึงมองว่าเฟรชชี่มันโง่เง่าเต่าถุย
ถึงขั้นไม่มีปัญญาเข้าสังคมด้วยตัวเองจนต้องพึ่งพิธีการรับน้องของพวกมึงเลยเหรอวะ!?

นาย pludang108 ก็โวยกลับว่ามึงรู้จักอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี มั้ยล่ะสาด!!
รายนี้เนี่ยเป็นที่ยอมรับในระดับโลกเลยนะว้อย!!ผลงานที่อาจารย์ท่านนี้ได้มีแต่รางวัลระดับนานาชาติทั้งนั้น!!
แต่กรูว่าไอ้พวกที่วันๆเอาแต่ซุกหัวอยู่ในหลุม ทั้งปีทั้งชาติไม่เคยเสพงานศิลป์อย่างมึงคงไม่รู้จักอาจารย์แกหรอกว่ะ!!

อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิษย์รุ่นท้ายๆของ ศจ. ศิลป์ พีระศรี ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร
ได้รับทุนไปเรียนถึงระดับปริญญาเอกสาขาอภิปรัชญา และสุนทรย์ศาสตร์
ที่ราชวิทยาลัยศิลปะอัมเสตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์
แต่เมื่อกลับมาผลิตผลงานศิลปะที่เมืองไทย
กลับถูกคนไทยบางกลุ่มต่อต้านและกรีดทำลายผลงาน
โดยกล่าวหาว่าผลงานของอาจารย์ดัชนี ลบหลู่ดูหมิ่นพระพุทธศาสนา
จนต้องหยุดแสดงผลงานในไทยไปหลายปี
ต่อมาได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ในปี 2544
credit : wikipedia
user ชื่อ octopus619 ก็มาช่วยตอบคำถามอีกคนว่ามึงรู้จัก “สกาล ศรีสุวรรณ” มั้ย? คนนี้เนี่ยศิลปินไทยระดับโลกเลยนะว้อย!!
แกมีผลงานที่ทำคู่กับสแตน ลี (เจ้าพ่อการ์ตูนมาร์เวล) ด้วยซ้ำ แล้วจะไม่นับว่าเขาเป็นศิลปินระดับโลกได้ไงวะ!?

สกาน ศรีสุวรรณ จบการศึกษาจากคณะจิตกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร
ระหว่างเรียนเขาทำงานเขียนภาพประกอบการ์ดเกม summoner master
(แอดมินก็เล่นเกมนี้นาเหวย)
หลังเรียนจบก็เริ่มมีชื่อเสียงจากผลงานศิลปะด้าน CG ผลงานที่เป็นที่กล่าวขวัญ
และทำให้เขาแจ้งเกิดคือภาพ “Pepper Tundra” ที่มีคนเข้าชมกว่าเจ็ดหมื่นคน
และได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารด้าน CG ของหลายๆประเทศ
ปัจจุบันทำงานประจำที่ IFS studio เป็นอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยรังสิต
มหาวิทยาลัยศิลปากร และ คอลัมนิสต์ในนิตยสาร Let’s
นอกจากนี้ยังมีผลงานอื่นๆอีกมาก เช่น ร่วมออกแบบตัวละครและหุ่นยนต์ในเกม Front mission evolved ของค่าย SquareEnix
หรือร่วมงานกับแสตน ลี โดยเขียนภาพประกอบนิยาย “Romeo and Juliet : the wars ” (เวอร์ชั่น sci-fi) เป็นต้น
จากนั้นความเห็นในคลิปนี้ก็แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มนึงก็ด่าคำผากว่าอีโง่เอ๊ย!! มึงพูดออกมาได้ไงวะ?
ว่าศิลปากรไม่เคยผลิตศิลปินในระดับโลก ทั้งๆที่ศิลปากรมีศิษย์เก่าที่มีผลงานโด่งดังตั้งมากมาย

บ้างก็ถามคำผกาว่ามึงจบจากสถาบันไหนวะคะ? แล้วสถาบันของมึงเคยมีศิษย์เก่าคนไหนไปถึงระดับโลกบ้างมั้ย?
ส่วนตัวมึงนี่อิชั้นขอมอบรางวัล “สันดานชอบดูถูกดูถุยสถาบันชาวบ้านระดับโลก” ให้มึงด้วยความเต็มใจอย่างยิ่งเลยค่ะ!!
ไม่ว่ามึงจะด่าว่าสถาบันของอิชั้นยังไง แต่สถาบันของอิชั้นก็ไม่เคยสั่งสอนให้ลูกศิษย์ดูถูกดูถุยชาวบ้านเหมือนมึงนะคะ!!

บ้างก็ด่าคำผกาว่าอีดอกเอ๊ยยยยยยที่มึงพ่นๆคำพูดออกมานั่นมันรูปปากหรือรูฉี่กันแน่วะคะ!?
แล้วมึงโดนรุ่นพี่กดขี่ข่มเหงบังคับให้เข้ารับน้องมารึไง ถึงได้มาระบายอารมณ์ใส่สถาบันของพวกกรูห๊ะ!!

อีกกลุ่มก็ออกมาแก้ต่างแทนคำผกาว่าเจ๊แกไม่ได้ดูถูกมหาวิทยาลัยศิลปากรนะว้อย!!
แกแค่พูดเปรียบเปรยว่าควรจะตัดสินค่าของคนที่ผลของงาน มากกว่าลำดับอาวุโสโบราณคร่ำครึ่ก็เท่านั้นเอง
และกรูสงสัยจริงๆว่ะว่าศิลปากรที่เป็นแหล่งผลิตศิลปินซึ่งควรจะเป็นอาชีพที่รักอิสระเสรี แต่ทำไมดันมีการรับน้องวะเนี่ย!?

บ้างก็ด่าชาวศิลปากรว่าพวกมึงอย่าใช้อคติฟังเจ๊คำผกาแกพูดสิคะ!! เจ๊แกด่าศิลปากรซะที่ไหน!?
แกแค่เปรียบเปรยและกระตุ้นให้พวกมึงคิดว่าการรับน้องหรือระบบอาวุโสมันไม่มีความสำคัญเลย
แต่ที่สำคัญคือผลงานและบุคคลากรที่ผลิตออกมาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรต่างหาก!!

แอดมินฟังที่เจ๊คำผกาแกพูดทั้งหมดแล้ว ก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในหลายๆประเด็น
ไอ้ประเด็นที่มันดราม่ากันเนี่ย แอดมินว่าเจ๊แกไม่มีเจตนาจะลบหลู่ศิลปากรหรอกว่ะ
แต่เจ๊คำผกาแกมันส์ปากเกินไปหน่อย จริงๆไอ้ประโยคเจ้าปัญหาที่ว่า…
ถามว่าคุณจะภูมิใจกับเข็มของมหาวิทยาลัยศิลปากรได้อย่างไร? ในเมื่อคุณไม่เคยผลิตศิลปินระดับโลกออกมาเลย?
ถ้าเจ๊แกเรียบเรียงประโยคนี้ใหม่เป็น…
คุณจะภูมิใจในตัวมหาวิทยาลัยศิลปากรว่าเป็นสถาบันเก่าแก่?หรือภูมิใจว่าเป็นสถาบันที่ผลิตศิลปินระดับโลก เช่นอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี
แอดมินว่าดราม่านี้คงไม่เกิดหรอกว่ะ ทั้งๆที่ใจความมันก็ไม่ได้ต่างจากที่แกต้องการสื่อเลยซักนิด
ล่าสุดความไม่พอใจในตัวเจ๊คำผกากำลังขยายตัวออกไปเรื่อยๆมีคนเอาประเด็นนี้ไปตั้งกระทู้ในหลายๆเว็บเช่นพันทิป soccersuck facebook บลาๆ
อาห์ แล้วดราม่านี้จะลงเอยเช่นไร? เจ๊คำผกาจะโดนชาวศิลปากรรุมทึ้งหรือไม่?
พวกเธอว์จงตามไปเสพในกระทู้เหล่านี้โดยพลัน!!
พิธีกรรมการรับน้องใหม่ 15/06/11 p3/4
http://www.youtube.com/watch?v=5LZX6MCgNDg
คำพูดของ คำ ผกา ดูหมิ่นมหาวิทยาลัยศิลปากรมากเกินไปนะ
http://www.pantip.com/cafe/siam/topic/F10703652/F10703652.html
มาดู กับผู้หญิงหัวฝรั่ง จิตต่ำ คนนี้
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=445876


อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิษย์รุ่นท้ายๆของ ศจ. ศิลป์ พีระศรี ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร






































Entaneer34 wrote:
แล้วที่วิดวะมันต้องขึ้นเป็นที่หนึ่งรู้ไหมเพราะอะไร เพราะวิดวะเป็นคนแบกเสลี่ยงครับ ตอนปี สี่ เคยไปวิ่งกับเพื่อน ไปแบกเสลี่ยงกับเพื่อนไหมครับ
แล้วถ้าเสลี่่ยงรอ หรือ หยุดนิ่ง มันก็มีกฏอยู่ว่า ห้ามคณะไหนนำหน้าเสลี่ยง ไม่แปลกครับที่วิดวะจะขึ้นดอยเป็นคณะแรกทุกปี
ไม่ได้เกี่ยวกับอัตตาบ้าบออะไรเลย แล้วถ้าวิดวะนายช่างจริง เคยกลับไปรับน้องขึ้นดอยไหมครับ ไปเจอเพื่อ ไปเจอหลานรหัส ปู่รหัส
แล้วแบกทำไมวะครับ ?
เพาะกายหรือไง
summoner master แม่งเป็นเกมส์การ์ดที่โคตรสนุก และการ์ดที่วาดโดยคุณสกาน
ก็สวยมาก มันก็น่าแปลกที่เกมส์ดีๆฝีมือคนไทยกับบุคคลากรอย่างคุณสกาน
กับไม่ค่อยมีการสนับสนุนมีการโปรโมตเท่าที่ควร เสือกมีแต่ขุดเอาเรื่องโง่ๆขึ้นมากัดกันได้ตลอด
ดูคลิปแระ น้ำเสียงสำเนียงแบบนี้ รู้สึกเหมือนเจ๊แกจงใจจะ “ท้าทาย” มากกว่าลบหลู่นะ
แต่ว่า…เจ๊ควรเป็นอะไรสักอย่างที่ “บรรลือลั่น” ก่อนนะเจ๊ แล้วค่อยมาท้านะ
มันจะทำให้น้ำหนักในคำพูดมีมากขึ้น
ผมไม่เคยโดนรับ หรือ รับน้องแบบ ว้ากๆ เคยแต่เล่นเกมส์ฐานแกล้งน้องขำๆ เล่นปะแป้งเย็น กรี๊ดกร๊าด สนุกสนาน
แล้วปิดท้ายให้น้องคิดเกมส์แกล้งพี่ ขำๆ แค่นั้นจบ ตรงนี้เป็นการผ่อนคลาย ทำให้สมองเบิกบานก่อนที่จะรับบทเรียนที่หนักหน่วง
มันคล้ายๆกับ ถ้วยกาแฟใบเล็กที่เหมือนสมองของเรา ถูกขยายออกเพื่อรับน้ำกาแฟปริมาณมาก เหมือนบทเรียนที่เข้มข้นกว่า
ใหญ่กว่า หนักกว่า ที่ผ่านๆมา ถ้าไม่ทำให้จิตใจเบิกบานไว้ เราจะรับได้น้อยครับ
นอกจากนี้เรายังสามารถใช้ประโยชน์จากมันสมองของรุ่นพี่ได้ด้วย เช่นยืมสมุดจดของรุ่นพี่แต่ละคนมาเลือกๆดู
คนไหนจดดีเข้าใจง่าย เนื้อหากระชับ เราก็ใช้คนนั้นเป็นแบบสรุปใจความเนื้อหาของที่เรากำลังเรียน
แต่เรื่องนี้คงต้องดูนิดนึง เพราะรุ่นพี่บางคนก็ทำท่าจะเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน
แต่ระบบพี่ว้าก ผมมองว่ามันฮาร์ดคอร์เกิน เคยเห็นนะ แล้วรู้สึก…มันไม่ใช่อะ
ตอนเข้า ม.ใหม่ๆ ผมเล็งไว้แล้วว่าถ้ารุ่นพี่มีพิรุธ แล้วเพื่อนชวนไปเล่นแบบนี้ ใครอยากไปก็ไปเถอะ อย่ามาชวนให้ยาก
ผมเชื่อของผมว่าว่า พื่อนต้องไม่ชวนเพื่อนไปเสี่ยงตายแบบได้ไม่คุ้มเสีย อยู่ห่างๆไว้ดีกว่า
แล้วข้ออ้างที่ว่า หวังผลระยะยาวตอนหางานแล้วเจอรุ่นพี่ รุ่นพี่จะได้ยัดรุ่นน้องเข้างาน? เพราะจบสถาบันเดียวกัน?
……. ตายหละวา มันส่งผลดีระยะสั้น แต่ผลเสียระยะยาวครับ แล้วแบบนี้มันเด็กเส้นเลยไม่ใช่รึไง?
กล่าวคือ ถ้าเจอระบบพี่ว้าก ก็เผ่นเถอะ แต่ถ้าดูแล้วแกล้งกันขำๆมากกว่า ก็เข้าร่วมเถอะ
มีพิธีหนึ่งของ ม.ช. ผมว่าผมชอบนะ ถึงผมจะเรียนอยู่ ม.พายัพ แล้ว มีช่วงหนึ่งจำต้องลาออกพอดี
เพราะทางบ้านมีปัีญหาเรื่องเงินๆทองๆ ผมท้อนะ…แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากทำก่อนจากเชียงใหม่
นั่นคือการวิ่งขึ้นดอยสุเทพฯ
ตอนแรกที่ยืนอยู่บนทางขึ้นขั้นแรก ผมก็มีความรู้สึกก้ำกึ่งจะเห็นด้วยกับพิธีกรนะ ว่ามันไร้สาระ
แต่พอได้ออกวิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ผมรู้สึกประมาณ “ชิต! นี่มันไร้สาระ! เรามาทำอะไรที่นี่? เราต้องกลับ!”
ความรู้สึกท้อถอยมีมาตลอดนะ เพราะทางขึ้นบางช่วงมันยาวและชัน เหมือนขึ้นบันไดร้อยๆขั้น แต่พอถอยทีไร
ไอ้ชีวิตบ้าๆที่เก็บกดมาเป็นปีๆ มันผุดขึ้นซะงั้น การหักหลังน้ำใจน้ำใจกัน ทนอยู่คนเดียว กว่าจะได้เจอเพื่อนดีๆ แล้วต้องกลับไป
เป็นแบบเดิมอีก มัน…ผลักดัน ผมวิ่งร้องไห้โวยวายเหมือนคนบ้า เกือบ 3 ชั่วโมงมั้งที่ผมจับเวลา ผมขึ้นไปถึงยอด
แล้วจะเห็นวิวเชียงใหม่ทั้งหมด อากาศเย็นเฉียบ มันชวนให้คิดนะ “กูปีนขึ้นมาสูงขนาดนี้ได้ไงวะเนี่ย!?”
แล้วมันก็ทำให้ตระหนักได้อีกอย่าง “กา่รเรียนก็เหมือนกับการเดินทางเรามักจะไม่รู้ตัวว่าเรามาไกลขนาดไหนจนกระทั่งเรามาถึง
แล้วมองกลับไป มันเหมือนกับระยะห่างจากจุดที่เรายืนอยู่กับพื้นราบ คนรอบข้่างกับหนังสือก็เหมือนถนน แต่เราออกเดิน-วิ่งด้วย
กำลังของเราเอง ตวามรู้สึกภูมิใจมันคงประมาณนี้หละมั้ง? ต้องจดจำความสำเร็จนี้ไว้เผื่อความสำเร็จอื่นๆด้วย”
รู้สึกด้านชาไปนิด เพราะผมอยู่ที่นั่นคนเดียว
แต่ถ้าคุณไปกับคนรู้ใจหรือหมู่คณะ ผมอยากให้คุณพูดความรู้สึกของคุณออกมานะ
(ถือว่าผมระบายละกัน ขอบคุณที่ทนอ่าน)
เ้อ่อ…คำผกา นี่ใช่นามปากกาของคนนี้ปะ
http://th.wikipedia.org/wiki/ลักขณา_ปันวิชัย
…
เถียงกันยังไงก็ไม่จบผมก็ไำม่ค่อยชอบหรอกนะ รับน้องอะ แต่ผมก็ไปรับมา – -* เพราะมันต้องช่วยจริงๆ เพื่อนก็ด่าไปบ้าง รายตัวนะครับ ซึ่งมันก็นะ น่าด่าจริงๆ – -* อะไรอภัยให้ได้ก็อภัยไป แต่ถ้าถามผมว่าได้อะไรไหม – -* ตอบไม่ได้ว่ะ กรูก็อนาถเหมือนกันนะ ไม่มีใครอยากจะมาขอผูกสายสิน เล้ย
แต่เอาเถอะ ผูกไม่ผูกช่างมัน จะขอบอกแค่ว่า ถ้าคุณคิดว่า คุณมีความรับผิดชอบเพียงพออะ คุณทำน้อง คุณก็ต้องทำให้น้องดู อย่ามัวแต่ซุย ผมผ่านมาหนักกว่านี้ เมิงจะบอกน้องกันทำไมครับ เค้าอยากรู้ไหม? สุดท้ายก็จบตามสเต็ปสินะ เห้แค่ไหน ตอนจบต้องซึ้ง ความสามัคคีและ Connection มันไม่ใช่รับน้องแล้วจะมีกันง่ายๆหนิ ถ้าคนเรามันไม่มีมนุษย์สัมพันธ์เองอะ -*- เวลาไปทำงานจริงๆ ต้องรับน้องก่อนไหม ถึงจะรู้จักพวกที่ทำงาน เพื่อนร่วมงาน กรูว่าไม่หรอกนะ เพราะยังไง เจ้นายก็ต้องแนะนำเรา ฝากเราให้ใครซักคนดูแลก่อน เกราะต้านแรงกดดันมันก็มีกันทุกคนแล้วแต่ใครจะสร้างมา ถึงเมิงจะกดดันน้อง มันก็ไม่้ได้ช่วยอะไรหรอกนะ แถมจะทำให้เกลียดอีก พอถึงเวลาทุกๆคนมันก็ต้องหาวิธีเอาตัวรอดอยู่แล้ว เพื่อนอะมี แต่ถ้าให้นับว่ามีเพื่อนแท้กี่คน นิ้วแค่ 5นิ้วก็เกินพอที่จะนับ
สั้น ๆ ง่าย ๆ ใครอยากเข้ากิจกรรมรับน้องก็ทำ
ใครไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ… ก็แค่เนี้ย… ทะเลากันทำไม… -*-
แต่ก็ระวังอย่าให้เป็นแบบอีเจ๊นี่ละกัน… หยาบคายเกิน…
ได้ข่าวว่าพูดในงานวิชาการในที่สาธารณะเหอะ… มีภาษาพ่อขุนรามหลุดออกมา… รับไม่ได้
แต่ก็จะอยากถามว่า… มหาวิทยาลัยเค้าให้ห้องสอบด้วยรึ?? ไม่ใส่ชุดนักศึกษาเนี่ย…
ก็เจ๊แกบอกว่าใส่แค่ครั้งเดียวคือตอนรายงานตัว…
@ อะไรวะ:
กูว่ามึงหลงประเด็นกรูว่ะ ส่วนเรื่องรักเพื่อนนั้น กูมองว่าไม่ใช่ว่าจะช่วยพวกงอมือ งอตีน ไม่ทำเหี้ยอะไรเลย คนแบบนั้น ใครจะช่วยวะ เพื่อนกันจริงๆก็ต้องเตือน มึงคิดว่าพวกกรูจะช่วยพวกงอมืองอตรีนไม่สนใจการเรียนไม่เอาเพื่อนหรอ อันนั้นก็ไม่ใช่
ส่วนเรื่องทำงานรับใช้สังคมทุนนิยม ถ้ากูไม่ทำ แล้วกูจะเอาที่ไหนแดก เอาที่ไหนใช้ กูแค่บอกว่าสังคมที่ถูกสื้อยัดหัวอย่างทุกวันนี้มันไม่แย่ไปกว่าระบบเน่าๆอย่างรับน้องที่พวกคุณมึงต่อต้านกันหรอ ไอทุนนิยมนี่แหละที่ทำให้เกิดช่องว่างทางสังคมอย่างรุนแรง
และเรื่องบิลเกท มันเกี่ยวเหี้ยอะไรกับการรับน้อง ไอนั่นเค้าเรียกว่าเก่ง และ ขยัน แล้วไง งี้ก็ไม่ต้องเรียนมหาลัยก็ได้สิงั้น ถ้า พวกมึงแน่ใจว่าเก่ง ขยัน และไม่ต้องการสังคมเหี้ยอะไรเลย ใช้ชีวิตแบบคนรอบข้างหวังแต่ผลประโยชน์.
อ้อ แล้วถ้าช่วยเพื่อนแล้วนำไปสู่หนทางแห่งอำมาตย์ เพราะบอกว่านำไปสู่การเส้นอะไรของมึงนั้น กรูว่ามึงเฟลละว่ะ เพื่อนช่วยกัน อำมาตย์ โอ้ย กูจะบ้า ตรรกะมึงสุดตีนมาก อ่านแล้วปวดตับ
งานนี้กูว่ากูจบมหาลัยนี้มาแบบไม่เฟลว่ะ ได้เพื่อน ได้เรียน ได้เกรด ได้ประสบการณ์ จบมาแล้วได้งานดีๆทำ ไม่ได้เอาแต่เรียน แข่งกันเรียน เหยียบกันขึ้นไปเก่ง ไอพวกที่บอกรับน้องเหี้ย แล้วมันเกี่ยวกับผลการเรียน เห้ย กูปี 1 อยากบอกว่า เกรดกรูสามกว่าหว่ะ มันจะดีไม่ดี อยู่ที่ตัวพวกมึงดว้ยย ว่าตั้งใจเรียน เล่น แค่ไหน ไม่ใช่มีเหี้ยอะไรก็โทษระบบๆๆๆๆๆ แบบนี้กูก็โทษระบบการศึกษาไทยได้เหมือนกันว่าจัดระบบฉิ้บหายอะไรมาให้พวกกรูเรียน ความฉลาดของเด็กมหาลัยมันถึงได้กากกันอยู่ทุกวันนี้ หรือมันเกิดจาก เด็กแม่ง ทำตัวเหี้ย ไม่สนใจเรียนซะเอง ก่อนด่ากรู ถามตัวมึงนะ ว่าเคยได้เพื่อนดีๆ ที่สามารถคุยได้ทุกเรื่องแบบที่ไม่แทงข้างหลังมึงมั๊ย เพราะกรูมีคบกันตั้งแต่ปี 1 ทุกวันนี้ยังคงติดต่อกัน ช่วยเหลือกันเมื่อมีเรื่องเดือดร้อน แม้ว่าจะเรียนจบไปแล้ว !!!!!!
ปล.รับน้องมันเหี้ย ก็ ไม่ต้องเข้า พี่มันเหี้ยก็ต่อต้านไปดิ ไม่ใช่ตอนนั้น ไม่กล้า แล้วมาโพสด่าตอนนี้ !!!!! เพราะรุ่นกรูพอกรูปี 2 อะไรที่พวกกรูเคยคิดว่ามันเกินไป พวกกรูก็เปลี่ยนโว้ย ไม่ได้โง่ดักดานเชื่อรุ่นพี่อย่างเดียว คิดต่างอย่างสร้างสรรค กล้าเสนอ โว้ย ไม่ใช่เอาแต่โอดครวญ แต่ไม่กล้าทำเหี้ยอะไร สร้างสรรคให้มันดีขึ้นเลยยยยยยยย !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
ปีกสายฟ้า wrote:
ขึ้นดอยมันก็ยากอยู่หรอกนะ แต่ขึ้นตำแหน่งผู้จัดการบริษัทมหาชนนี้ยากกว่าวิ่งขึ้นดอยสุเทพขึ้น-ลง 3 รอบอีกวะ
ใช้ทั้งเงิน ใช้ทั้งเวลา ใช้ทั้งสมอง ไวพริบ ปัญญา ประสบการณ์ กำลังภายใน ยากส์ !
แต่ก็เก่งดีนะ
ขำขันยามเช้า wrote:
เอ…ผมว่าบรรทัดเดียวที่ผมเขียน ผมไม่ได้ห้ามใครวิจารณ์นะครับ
แล้วที่จะให้ไปด่าคนอื่นนี่ ไม่ทราบว่ามีปมด้อยอะไรหรือเปล่าครับ ?
่่JJ wrote:
รู้ไหมว่าคุณ fallacy มากๆ
ช่วยฉุกคิดให้รอบคอบนิดนึง การไม่ได้พิสูจน์ว่าสิ่งนั้นผิด ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นจะ ถูกหรือดีที่สุด เช่นเดียวกับการที่มีระบบรับพี่รับน้อง ยังมีต่อมาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะสมกับการศึกษาของไทยตอนนี้ ในเมื่อเรายังไม่เคยพิสูจน์อย่างเป็นรูปธรรมโดยการลองยกเลิกจริงๆ แล้วการที่ไม่มีระบบนี้ ก็ไม่ได้หมายความคนอื่น เขาคิดว่าจะต้องเรียนแบบโดนป้อนข้อมูลอย่างเดียว เพราะกิจกรรมอื่นก็มีเยอะแยะ อีกทั้งต่อให้ใช้ระบบเรียนอย่างเดียวจริงๆไม่ต้องมีพี่น้อง คุณรู้ได้ไงว่ามันอาจจะไม่เหมาะสมกับระบบการศึกษาไทย ในเมื่อเอาจริงๆเมืองไทยยังไม่มีระบบที่เรียกว่า learning อย่างเป็นรูปธรรมอีกเช่นกัน
เราไม่ได้อะไรกับกิจกรรมรับน้องที่ประโยชน์ต่อพี่และน้อง ใครอยากทำอะไรก็ทำไป สิ่งที่เราและคนอื่นๆต่อต้าน คือการไซโค ขู่เข็ญบังคับรุ่นน้อง โดยใช้กฎหมู่ในสังคม เพื่ออ้างความชอ้บธรรม ในการหาพวกพ้องมาเป็นบริวาร เพื่อจะได้ไม่ต้องมาเบ่งว่าตัวเหนือกว่ากู (หรือเขียนหรูๆตามภาษาปัญญาชนดัดจริต คือละลายพฤติกรรมอีโก้ เพื่อสร้างเอกภาพ ความสามัคคีในรุ่นน้อง) แล้วการตะโกนด่า ตะโกนต่อว่า (ว้าก) เพราะคนในสังคมไทยส่วนใหญ่ (หรือต่อให้ที่อื่นก็ตาม) ที่ยังสติดีพอคงไม่ชอบให้ใครมาตะโกนด่าเช่นนี้ (ถ้าเผอิญที่บ้านเป็นแบบนี้ ก็กรุณาเก็บสันดานไปใช้กับคนในบ้าน)
แต่พอคนที่สนับสนุนออกมาใช้เหตุผลและข้อมูล กลับใช้เหตุผลวิบัติ แบบคนที่เรา quote มา ขอร้อง หาเหตุผลที่ดีกว่าใช้ประสบการณ์ส่วนตัว หรือคนรอบๆตัว โดยไม่มองภาพองค์รวมและปัญที่เกิดขึ้น ไม่งั้นก็วนอยู่ในอ่างงี้แหละ
กุไม่สนรับน้อง กุทำกิจกรรม ที่กุชอบ ก้ถือว่ากุทำกิจกรรมเหมือนกัน
ส่วนพวกที่บอกว่า ถึงเวลาทำงาน… บลาๆๆ
กุก้เลือกทำงานที่กุชอบไง !!
H. wrote:
เขาแบกเสลี่ยงเพื่อขึ้นไปนมัสการพระธาตุครับ ไม่รู้อย่าโชว์ควายครับ
อ่านมา 400 กว่าคห.สรุปได้ว่า

ระบบมันก็ไม่ได้ดีเด่แต่ก็ไม่ได้แย่
ขึ้นอยู่กับคนที่เอาไปใช้ว่าจะแบบดีๆหรือแบบแย่ๆ
ในขณะที่คนที่เจอกับคนแย่ๆทั้งตอนเรียนและทำงานก็กลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย
แต่คนที่เจอกับคนดีๆทั้งตอนเรียนและทำงานก็เป็นคนมองโลกในแง่ดีไปเช่นกัน
ถ้าให้ถามผมว่าระบบนี้ควรจะมีต่อไปดีหรือไม่ดี ผมก็คงเฉยๆเพราะไม่เคยเข้าร่วม
แต่ถ้าถามว่าผมต้องการอะไรจากระบบของสังคมในปัจจุบันนี้หละก็ ผมคงตอบได้ว่า
อยากให้มีการสั่งสอนให้รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่นในฐานะ”คน”เหมือนกันบ้าง
เพราะเห็นมีแต่บอกสอนกันว่า “เราคือเพื่อนพี่้องกันมีอะไรก็ต้องช่วยเหลือกัน”
พอเวลาไปถึงวัยทำงาน ใครเคยเรียนจบที่เดียวกันมาอ้าแขนต้อนรับกันเต็มที่ เวลาทำผิดก็ถือว่านิดๆหน่อยๆ
แต่พอใครไม่เคยร่วมวงศาคณาญาติด้วยนี่ พอเขาทำผิดก็ไม่เคยคิดจะไว้หน้าเลย
บางคนนี่กะเอาให้ตายด้วยซ้ำ ทั้งๆที่ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมา เพราะแม่งถือว่าไม่ใช่พวกมัน
ถ้าบอกว่าเป็นที่ตัวเมิงเองที่เข้ากับใครไม่ได้ รับสังคมแบบนี้ไม่ได้ก็เข้าป่าหรือไปตายที่ไหนก็ไป
ก็ขออวยพรให้ลูกหลานเมิงเกิดมา เป็นคนแบบนี้มั่งละกันนะ
ปล.ถ้าจะบอกว่าต่อให้จบต่างที่กันแต่ก็ยังสนิทกันได้แบบปกติ อันนี้ก็คิดเอาเองนะครับว่า
สนิทกันจริงๆแน่หรือว่าแค่สวมหน้ากากเข้าหากัน
แต่ก็นะ…นี่ก็แค่ความเห็น,มุมมองและประสบการณ์ส่วนตัวที่กุเจอมาก็เท่านั้นแค่เล่าให้ฟัง ไม่ได้ให้ตัดสินว่าเหมาหมด
ใครก็ตามที่ออกมาสนับสนุนรับน้อง แล้วใช้เหตุผลประเภท fallacy เหมารวม เช่นต่อต้านรับน้องแบบ sotus หรือแบบว้าก คือเขาต่อต้านรับน้องทั้งหมด ไม่ก็ระบบนี้ดี เหมาะสม เพราะใครๆก็ทำกัน คนที่ทำก็โอเค (โดยไม่ดูภาพองค์รวม) หรือเหตุผล fallacy แบบว่าสิ่งหนึ่งถูกเพราะไม่ได้ถูกพิสูจน์ว่าผิด เช่นคุณไม่เข้ามา คุณไม่รู้หรอกว่ามันดี คุณเห็นแต่ข้อแย่ๆ (ทั้งที่ภาพประจักษ์อยู่เช่นนี้แล้ว)
เราแนะนำว่า เอาเวลารับน้อง กลับไปลงวิชาตรรกะวิทยาของมหาลัยที่คุณสังกัดซะ แล้วกลับมารับน้องใหม่ก็ยังไม่สาย บางที่พวกคุณอาจจะให้เหตุผลรองรับการกระทำตัวเองที่ดีกว่า เอาประสบการณ์และความรู้สึกส่วนตัวที่มาใช้ตอบโจทย์ เพราะมันมีตัวแปรที่ไม่เสถียรในภาพองค์รวม จะได้เลิกเถียงแบบวนไปวนมากันซักที
เพราะประเด็นการรับน้องนั้นทุกคนคงชัดเจน ไม่สนับสนุนการบังคับให้เข้าร่วม การใช้ความรุนแรงจนเกิดความสูญเสีย และการใช้ระบบอำนาจนิยม สถาบันบังคับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นปัญญาชน
งงกับโควตคำพูดของจ่าตอนท้ายนะ ของคำผกามันยืนยันชัดเจนว่าไม่เคยผลิตศิลปินระดับโลก ส่วนที่จ่าเรียงประโยคใหม่ กลายเป็นมีศิลปินระดับโลกขึ้นมาซะงั้น อย่างงี้ผมว่าไม่น่าเรียกว่าเรียงประโยคใหม่นะ จ่าแต่งประโยคใหม่ขึ้นมาเองเลยมากกว่า
รุ่นพี่รับน้องปี1→ปี1เก็บกด→ปี1ขึ้นปี2เอาสิ่งที่เคยโดนรุ่นพี่ทำมาไปลงปี1รุ่นต่อไป→วนลูป
ถ้าเป็นแบบนี้ กุขอให้พวกเมิงโชคดีละกัน
ขอเล่าจากประสบการณ์จริง เพราะกูเรียนมาหลายสถาบัน เลยได้เห็นอะไรที่แตกต่างกัน
หลายที่มีหลายแบบ
รับน้องแต่ละที่มันก็ไม่เหมือนกัน
แต่ละคนที่เข้าร่วมก็รู้สึกว่าได้อะไรไม่เหมือนกัน
แต่ปัญหานึงที่กูเห็นคือ บางที่ถ้าไม่ไปแม่งก็มาไซโค
คนเรามันก็กลัวสังคมไม่ยอมรับ ไม่อยากมีปัญหา บางคนก็ทนๆเข้าไปงั้นแหละ
ขอยกตัวอย่างรับน้องที่กูไปเจอมากับตัว จากหลายสถาบัน
1. กูอยู่ในสภาพ นศ.ปี 1 รุ่นพี่บังคับให้กินน้ำเหี้ยไรไม่รู้ผสมเหล้า อาจารย์แม่งก็ดูอยู่ เกิดมีคนแพ้ขึ้นมาหรือท้องเสียละครับ
แล้วก็ให้ทำท่าเป็นนั่นเป็นนี่ ดูก็รู้แล้วว่ามันตั้งใจมาแกล้งโดยใช้อารมณ์ซะเต็มที่ กะรังแกเต็มเหนี่ยว ดีที่ไม่รุนแรงอะไร แต่รู้ว่ากะมาข่มเห็น สุดท้ายกูก็มีปัญหากับรุ่นพี่ถึงขั้นชกต่อยจนได้ คนไม่พอใจรุ่นพี่ก็มากหลาย เพราะความกร่างของมันนี่แหละ
บางวันบ้าอำนาจจัดก็มาสั่งให้ลุกนั่งหน้าตาเฉย กูไม่ทำก็เริ่มไม่พอใจกัน เหี้ยมั๊ยล่ะครับ
2. กูปี 1 อีกครั้ง
แต่อายุมากกว่ารุ่นพี่หน่อยนึง มันก็เกรงใจ สุขภาพไม่ค่อยดีด้วยเลยได้แต่ดู
อันนี้เข้าท่าหน่อย เหมือนไปฝึกลูกเสือ เน้นฮา เอามัน สร้างเสริมความสามัคคี ไม่มีแขวะ ข่ม ว้าก
ดูแล้วรุ่นน้องประทับใจ ไปไหนก็ทักทายรุ่นพี่ (บางคนกะมาเบ่ง มาข่มก็มี แต่มีน้อยคน โชคดีไป)
3. กูขึ้นปี 2 สถาบันเดิมน่ะแหละ ตอนนี้กูอยู่ในองค์การ นศ. ละครับ
ในที่ประชุมได้ยินจากปากของหลายคนก็พอจะรู้ว่าบ้าอำนาจ
ประมาณว่าต้องเคารพกู ต้องกำราบให้อยู่หมัด แม่งเอ๊ย บ้าอำนาจสุดๆ
บางคนรับน้องก็แบบทหารเลย สั่งโหดมาก พูดข่ม แขวะ เบ่ง กร่าง แล้วเด็กมันไม่เอาด้วยไง
ในที่ประชุมแม่งบ่นรุ่นน้องไม่เคารพ ไม่ค่อยทัก ไม่ค่อยไหว้ โทษเด็กว่าไม่มีสัมมาคาราวะ
แต่เด็กส่วนมากก็ทักกูเกือบทั้งนั้น เพราะมันบอกประทับใจกู ฮาดี ไม่ถือตัว
แต่เพื่อนกูแม่งก็บ้ายศบ้าศักดิ์ความเป็นรุ่นพี่กันจริงๆ ยังกะตำแหน่งรัฐมนตรีว่ะ
4. อันนี้กูมีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์ ส่วนมากไปนั่งอ่านหนังสือฟรี ในมหาลัยแห่งหนึ่ง
ก็โอเคไม่มีอะไรรุนแรงมาก แต่บ้าระบบโซตัสเอามากๆ น้องต้องไหว้พี่ๆๆๆๆๆๆๆๆ ไหว้ดะ
ถึงแม้พี่ไม่รับไหว้ ก็ต้องไหว้ให้หมด ใครไม่ไหว้ มีหมั่นไส้ ไซโค กัดจิก
แถมอีพี่ระเบียบทั้งหลายที่มาคอยด่าน้องๆ ตัวเองแม่งก็ผิดระเบียบยกแก๊ง
กูเห็นแล้วอยากจะเข้าไปด่ามันจริงๆ ด่าแต่เขาอิเหนาหนักกว่า
แต่กูก็ชอบมองนะ แม่ง สั้นคืบ ตึงเปรี๊ยะ ถ้าได้ซักทีจะไม่ลืมบุญคุณเลย
5. ล่าสุดน้องกูพึ่งเข้ามหาลัย (ใกล้บ้านกูเลยไปซุ่มดู) รับน้องหลายคณะก็หนักเหมือนกัน รุ่นพี่บางคนบ้าอำนาจมาก
บางคณะ มีการบังคับให้เด็กทำอะไรที่ไม่ควรทำ ซึ่งอันตรายมาก ซึ่งบางปีเคยเกิดปัญหาขึ้นมาแล้วแต่ก็ปิดข่าวกัน
เกือบตายก็มี ให้ลงน้ำ ให้ปีนต้นไม้ ให้ตากแดดนานๆ ให้ตากฝนก็มี แต่ปีนี้อาจจะโดนเพ่งเล็งมาก ก็เลยเบาๆ
ซึ่งกรณีข้อ 5 กูไม่เห็นด้วยกับการรับน้องเหี้ยๆแบบนี้เลย
ให้มึงอยู่ก็ได้
ถ้ารับน้องแบบสร้างสรรค์ แบบที่กูเจอตอนเข้าปี 1 ครั้งแรกก็น่าสนับสนุนว่ะ
กูว่าอย่าไปหวังอะไรมากกับการรับน้องเลย คนจะเหี้ยก็เหี้ยเหมือนเดิม ใช่ว่ารับน้องแล้วมันจะดี
สันดานคนเรามันเปลี่ยนยาก ภายนอกมันอาจจะดูเคารพ ในใจอาจจะแจก
เคารพด้วยใจจริง กับเคารพด้วยอำนาจมันต่างกันนะครับมึง
กูว่าใช้การรับน้องเพื่อความสนิทสนมกลมเกลียว เพื่อมิตรภาพที่ดีขึ้นดีกว่าว่ะ
ไม่ชอบการรับน้องเพื่อให้รุ่นน้องยำเกรงรุ่นพี่แบบเกร็งๆเลย
กูอาจจะโชคดีที่เป็นที่เคารพอยู่แล้ว เพราะความอาวุโส เลยไม่โดนอะไรแรงๆ
แต่มุมมองจากด้านบนกูได้เห็นถึงอารมณ์ของรุ่นน้องจริงๆ และรุ่นพี่ก็ไม่ได้ดีไปซะทุกคน
เพื่อนกูมันก็พูดว่า พี่ทำเพื่อน้องๆเหนื่อยมากแค่ไหน เสียเวลามาจัดกิจกรรม
แต่ลับหลังมันก็อย่างที่กูว่า โคตรบ้าอำนาจเลย เตือนไม่ฟังด้วย ควยครับ จบ พิมพ์ยาวมาก
@ ArsTraNaGuN:
ไม่ได้จะว่าอะไรนะแค่ไม่ชอบตรงที่บอกว่า จบที่เดียวกันมาต้องผลักดันกัน บางทีมันก็มีกันบ้างแหละที่ว่าเห็น่าเป็นรุ่นน้องก็อยากช่วย แต่ถ้ามันไม่เก่งเก่งพัฒนาไม่ได้ ก็ไม่ไหวนะ เราคนนึงที่ทำงานแล้ว เคยรับคนเองก็เคยเพราะหัวหน้าให้เลือก ทั้งๆที่มีรุ่นน้อง แต่ไม่ได้ลำเอียงนะ ตอนนั้นก็เลือกจากผลงานที่ทำตอนมาทดสอบ ตอนนั้นเด็กมศก.รุ่นพี่กับรุ่นน้องที่คณะสมัครด้วยซ้ำ แต่เราเลือกราชภัฎแทนเพราะทำงานเร็วกว่า และตรงสายกว่า ( หรือเพราะสายเรามันดูที่ผลงานก็ไม่รู้ ซึ่งมันแบ่งแบกได้ง่ายว่าคนไหนเก่ง ไม่เก่ง )
เรื่องเพื่อนนี่ก็อีก เราไปไหน เราก็ได้เพื่อนที่ดี และเราก็คบทุกที่ คุยเหมือนกันทุกคน ไม่รู้จะเฟกให้ได้กล้วยหอมอะไรเหมือนกัน
คงต้องบอกว่าทำบุญมาดีละมั้ง ถึงได้เจอแต่เรื่องดีๆ ความจริงเรื่องไม่ดีก็เจอมาเยอะนะ แต่ทำไมต้องเก็บมาคิดเล็กคิดน้อยให้รกสมองล่ะ โดยส่วนตัวเรื่องแย่ๆมันก็มีบ้างแหละ แต่เราก็คิดว่า ถ้าเราทำตัวดีแล้วยังเจอเรื่องแย่ ก็จงคิดว่ามันเป็นเวรเป็นกรรม และก็เลี่ยงๆกันไป หากจะต้องมานั่งโอดครวญ ว่าคนอื่นโดยที่ไม่เริ่มจากตัวเองละก็ เราคิดว่า คนๆนั้นก็คงไม่พบเจอตัวเอง และไม่พบเจอสิ่งที่เรียกว่าความสุขที่แท้จริงหรอก หรือหากต้องมานั่งเครียด เพราะเพื่อนร่วมงาน เจ้านายห่วยแตก ทำไมไม่ลองคิดล่ะว่า จะทำยังไงให้พวกนั้นคิดได้ อ้อ ส่วนเรื่องใส่หน้ากาก เราก็ใส่นะ กับพวกที่ใส่หน้ากากแล้วแทงข้างหลังเราไง << แบบนี้ต้องแทงกลับด้วยนะอย่ายอม
เราคงเป็นคนบ้าที่คิดว่า โลกทั้งโลกหมุนอยู่ เราต้องหมุนตามโลก หากเจอสิ่งไม่ดี อย่าโทษผู้อื่น จงมองและหยุดคิด และเปลี่ยน ดึงเอาข้อดี และข้อเสียมาดู แล้วดูว่าควรจะปรับเปลี่ยนอะไร ทุกอยางเปลี่ยนได้ ไม่ใช่การเปลี่ยนแบบปุปปัป แต่ต้องเปลี่ยนอย่างมีเหตุผล และไม่มองโลก ( อย่างเช่นเมืองไทย ) อย่างอุดมคติเกินไป คนเราหลากหลาย รวย จน ชั่ว ดี มีทุกชนชั้น อย่าโทษโดยรวม และอย่ามองอย่างอคติ จงพัฒนา และมั่นคง ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมอันดี !!!!!!!
ปล.เราไม่ใช่คนดีเลิศเลอ แต่เราไม่เคยทำร้ายใคร เรามองโลกในมุมที่เราเจอมา เราไม่รู้ว่าคนอื่นจะเจออะไรมาขนาดไหน เราอาจจะเฟลเรื่องที่เจอพ่อแม่แยกทาง ทะเลาะกัน แต่เราก็ใช้ชีวิตแบบไม่เฟล แค่มองว่า ถ้าเราแย่แล้ว ดูคนที่แย่กว่าเราสิ แล้วดูว่า เราโชคดีแค่ไหน ไม่ได้ให้ทนรับ หรือปลงนะ แต่เรื่องบางอย่างมันก็เปลี่ยนไม่ได้ เราคงจะโชคดีตรงที่ว่า มีเงินใช้ไม่ขาด ผู้ใหญ่สั่งสอนดี โรงเรียนสั่งสอนดี มหาลัยก็เจอแต่เพื่อนดีๆเยอะมั้ง ก็เลยมองว่าคนอื่นมันจะมองโลกในมุมที่โหดร้ายไปรึเปล่า ( เราอะตั้งใจเรียน พยายามเรียน ทำตัวดีอะนะ จบมาถึงจะเกรดไม่ได้เพอเฟค แต่เราก็หางานทำเอง งานที่ได้ก็ดีไม่ได้ดราม่ามีร่นพี่รุ่นน้องมหาลัย )
อ้อ เราอะชอบมองโลกแบบนี้นะ ถ้าทำตัวเองดีไม่ได้ ถ้าตัวเองไม่ดี และไม่เคยคิดจะพัฒนา เอาแต่ขี้เกียจ เอาแต่โอดครวญ คนแบบนี้ ชาตินี้ คงไม่ได้อะไรดีๆในชีวิตหรอก ของทุกอย่างบนโลกอะนะ มันเปลี่ยนได้ทังนั้น ยิ่งกับตัวเราแล้ว ถามตัวเองก่อนเถิดว่า เราดีหรือยัง เราพัฒนามากพอหรือยัง ก่อนที่จะโทษคนอื่นๆ
เอ๊ย พิมพ์ผิด ที่ประทับใจคือปี 1 ครั้งที่สอง
มันนานมาแล้วขออภัยด้วย
ขอบอกอีกอย่างมิตรภาพจริงๆ หาได้ต้องใช้เวลา ต้องวัดใจในยามคับขัน
กูเห็นมานักต่อนัก พูดว่ารักเพื่อนเอาเท่ห์ สุดท้ายไอ้คนที่พูดเวลามีปัญหาแม่งก็หายหัว
พอแก่ตัวมากูก็ได้รู้ว่า ไอ้ที่พูดๆกันว่ารักเพื่อนยังงั้นยังงี้น่ะ
คนพูดจริงมันมีน้อยมาก สุดท้ายก็เห็นสันดานกันตอนแก่
ตอนเรียนเราไม่เจอสถาณการณ์คับขันมากๆไง
มันเป็นสังคม นศ มันไม่ได้มีรายละเอียดของชีวิตเท่าวัยทำงาน
พอถึงวัยทำงานละมึงเอ้ยยยย หางโผล่กันเพียบ เหลือที่ดีๆไม่กี่คน
่่JJ wrote:
ก็ถึงให้เลิกโซตัสไงครับ เพราะผลเสียมันมีมากกว่าผลดี
ผมไม่ได้พูดในมุมมองของประสบการณ์เลยนะ เพราะที่ผมเจอมามันคือโซตัสแบบดี
แต่ถึงมันจะดียังไง ผมก็ไม่เห็นว่ามันมีเหตุผลที่จะต้องยัดเยียดให้คนอื่น
มันผิดแต่ต้น และมันก็สร้างความเสียหายแก่โครงสร้าง
ที่ผมโยงไปเรื่องอำมาตย์ การเมือง เพราะผมชี้ให้เห็นว่ามันคือรูปแบบของ โครงสร้าง ระบบ ที่มันไม่เกี่ยวกับประสบการณ์
แต่เปนตรรกะที่ บางอย่างความเสี่ยงสูง บางอย่างความเสี่ยงต่ำกว่า
เราควรยอมรับของที่ความเสี่ยงต่ำ แม้จะมีประสิทธิภาพต่ำกว่า
เหมือนที่เรายอมรับประชาธิปไตย ที่ต้นทุนสูงกว่าระบอบคณาธิปไตย เพราะโอกาส Corrupt มันต่ำกว่า
ระบบอาวุโส โซตัส มีความเสี่ยงสูง ควรจะเอาออกไปเพื่อเยาวชนของชาติในอนาคต
เพราะปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีมากมายที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการที่คนจะคบหา มีความสัมพันธ์กัน
ไม่ต้องมาพึ่งระบบที่มีความเสี่ยงจะ Corrupt ได้ แบบนี้
มันต้องมีการผลัดเปลี่ยน ใช้ระบบที่ประสิทธิภาพต่ำกว่านี้มาแทน เพื่อให้ความเสี่ยงต่างๆมันลดลง
หรือคิดจะให้ถึงวันที่ทนไม่ไหว แล้วปฏิวัติแบบฝรั่งเศส
ซึ่งตอนนี้มันก็มีคนที่ทนไม่ไหวจริงๆแล้ว ใน มมส. พยายามกบฏ ไม่รู้จะปฏิวัติสำเร็จมั้ย
ถ้าลองจำลองภาพมหาลัยให้เปนประเทศในช่วงสี่ร้อยปีก่อน
ประเทศในโลกบางที่ปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญา มีทศพิศราชธรรม
แต่มีบางประเทศที่กษัตริย์คอรัปชั่น กดขี่ประชาชน
การมีอยู่ของประเทศแรก ทำให้ประเทศที่สองเกิดความชอบธรรมในการสืบทอดระบอบ
ทั้งที่จริงๆตัวระบอบมันไม่ดี มันมีช่องโหว่ มันรวมศูนย์อำนาจ ทำให้คนๆเดียวมีสิทธิ์ขาดทุกอย่าง เกิดการลุแก่อำนาจได้ง่าย
เมื่อถึงเวลา ประเทศแรก ส่งอำนาจต่อให้คนที่ไว้ใจสืบทอดอำนาจ แต่คนๆนั้นก็อาจไม่ได้ดีเท่าคนเดิม อาจจะค่อยๆแย่ลง นี่คือช่องโหว่เดียวกับระบอบโซตัส อำนาจที่สืบทอดกันมาแต่ละชั้นปี มันควบคุมไม่ได้ว่าจะแย่ลงแค่ไหน
ไปๆมาๆ มันก็อาจจะกลายเปนเหมือนประเทศที่สอง
มันถึงได้ต้องเปลี่ยน
จ่าทันเล่นสมัย Heaven Knight 5 ลง หกเจ็ดแปด ตี ป่าว เดี๋ยวนี้ผมยังเล่นอยู่นะ จากครั้งแรกที่จับการ์ดนี้เมือ่ราวสิบปีก่อน ว่างๆมาเล่นกันได้นะครับผมอยู่เชียงใหม่นี่เอง ประจำอยู่ร้านเจ๊ออยการ์ดเกมส์
Entaneer34 wrote:
กุจบวิดยาครับ
วิดวะเป็นปัจเจกชน ไม่อยากจะไปยุ่งหรอกครับ
แต่กุแค่สงสัยว่าทำไมมันต้องวิ่งครับ ชี้แจงมาก็ดีแล้ว แล้วที่วิ่งลงนี่หมายความว่ายังไงเหรอ วิ่งขึ้นไม่พอ ยังวิ่งลงอีก
แล้วก็ที่ว่าเต้นแร้งเต้นกา กุไม่ได้พาดพิงวิดวะครับ
แล้วจริงไหม ที่วิดวะกะเกษตรแม่งไม่ถูกกัน ตอบมาให้ได้ครับ ว่า การsotusของพวกเอ็ง ทำให้คนเรามองคนที่ต่างจากพวกตนเหมือนหมา ใช่ไหม?
อะไรวะ wrote:
ประเพณี
แรกๆ เมนท์พูดถึงเจ๊คำผกา หลังๆมาอ่านกูนึกว่ามาอ่านดราม่าเรื่องพี่ฮว้าก
มึงยังไม่เคลียร์กันอีกเหรอ
BLD wrote:
ก็มันคือภาคต่อไงพระคุณท่าน
@ BLD:
เพราะไอ้เรื่องพี่ฮว้ากไง อีเจ๊มันเลยมาพูด
ส่วนเรื่องผลงาน กุจะภูมิใจกว่า ถ้าเป็นผลงานของกุเอง ไม่ใช่ผลงานของรุ่นพี่ที่จบไปแบบนี้ว่ะ
เราเองก็เป็นพี่เชียร์คนนึงนะ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทำกิจกรรมห้องเชียร์กับสโมสรนิสิตมาตลอด 4 ปี ที่ต้องมาเป็นพี่เชียร์เพราะเราสมัครเป็นมือกลอง ทีนี้มือกลองต้องเป็นพี่เชียร์ด้วยเลยต้องมาทำเกี่ยวกับการรับน้อง ในความเห็นเราเรื่องการรับน้องมันมีประโยชน์นะ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้ช่วงที่เรียนมหาลัย สนุก ตื่นเต้น มีเหตุการณ์ที่น่าจดจำมากมาย คณะวิดยาเรารับน้องไม่รุนแรง มีกดดันบ้างเล็กน้อย แต่พอเปิดตัวพี่วินัย ก็จะเอฮากันไป พอเรียนจบมาทำงานและได้อ่านดราม่าเกี่ยวกับการรับน้อง ในฐานะที่เป็นพี่เชียร์มาก่อน ความรู้สึกเรา เราก็มองว่าการรับน้องที่เป็นดราม่ากัน มันไม่จำเป็นต้องทำก็ได้นะ ไม่จำเป็นต้องมีระบบ sotus อะไรหรอก แต่เราสามารถคิดกิจกรรมอะไรก็ได้ที่เป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง หรือเพื่อนร่วมรุ่น ไม่จำเป็นต้องรับน้องในแบบเดิมๆอีก เพราะเท่าที่เห็นมาพวกบ้าอำนาจก็มี พวกที่หวังดีต่อรุ่นน้องจริงๆก็มี อย่างสอนเรื่องการใช้ชีวิตในมหาลัยอย่างเนี้ย มีประโยชน์ การติวหนังสือ ออกค่ายอะไรก็ทำไป ไม่จำเป็นต้องรุนแรง บ้าอำนาจหรอก จะมีประโยชน์กว่าเยอะ
อ้อ ป้าคำผกวยนี่เอง
อยากบอกว่าอีป้านี่ปากเสีย ตรรกกะเน่าเฟะ
อี่นี่เกยบอกว่า ว.วชิระเมธีเป็นคนที่ใครติงไม่ได้เพราะมีอภิสิทธิ์
ว่าว ถุย อู้โดยบ่ะได้อ่านบทความของท่าน ว. เลยแม้แต่ประโยคเดียวละสิ
จีจ้ม wrote:
อยากกดLIKE อย่างแฮงกระนั๊ดเว้ย
ปล.จะว่าเว่ยว่าข้าหน้าตัวเมียก็เชิญ แต่เพราะข้ากึ๊ด ข้าถึงเป็นข้าไงละ
ปปล.ใครกะได้ลากม่าวกลับอ่านที ออกไปไหนแล้วแวะ
ปีกสายฟ้า wrote:
กดเลียให้วรรคนี้หนึ่งที
อภิปรัชญา และสุนทรย์ศาสตร์ ได้ยินสาขาอิชั้นก็ผมหงอกแล้ววววว
ศิลปากร เด่นดังเรื่องศิลป์ผลงานส่วนใหญ่คนทั่วๆไปที่ไม่ได้เสพศิลป์จะไม่รู้ มันไม่เหมือนสาขาวิทยาศาสตร์ การแพทย์ที่ถ้ามีผลงานก็โด่งดังทั่วประัเทศเพราะมีหลายกลุ่มช่วยโปรโมต แต่งานศิลป์มันต้องคนที่เสพเป็นถึงเข้าใจ
ก็เหมือนเจ้คำ พูดไปเรื่อย โก้ๆเก๋ๆ
หนังสือของเจ้คนนี้มีใครเคยอ่านบ้างไหมว่าเจ้แกมีพฤติกรรมเต่าถุยขนาดไหน
“การให้ความสำคัญกับเข็ม หรือหัวเข็มขัดก็คือการที่คุณยังไม่ย้ายศักดิ์ศรีความภาคภูมิใจ
จากประวัติศาสตร์หรือพิธีกรรม ไปสู่ผลงานหรือคุณภาพงานวิจัยของมหาวิทยาลัย”
ประโยคนี้เท่ากับดูถูกสถาบันการศึกษาเกือบทุกแห่งในประเทศนี้ ไม่ใช่เฉพาะศิลปากรแต่ทุกมหาลัยฯ เข้าไปก็ปูพื้นเรื่องให้ความเคารพเข็มให้ความเคารพสัญลักษณ์ต่างๆของสถาบัน
มันเป็นการดูถูกทั้งระบบเลยนะ
ถึงมันจะดูไม่ศิวิไล เหมือนนักเรียนนอกอย่างคำผกา แต่นี่คือวัฒนธรรมของประเทศเรา
ถ้ามันแย่นัก ทุกสถาบันไม่มีทางผลิตคนดีคนเก่งได้หรอก
ตอน ม.ต้น กับ ม.ปลาย คุณมีเพื่อนมีพี่ที่ยังคบกันอยู่ถึงปัจจุบันหรือไม่
ของผมมี ไม่เห็นว่าจะต้องมีรับน้องรับอะไรที่มันรุนแรงเลย ก็มาเรียน ๆ
แล้วก็รู้จักกันเป็นเพื่อนกัน ก็คบกันได้
ก็แค่คำพูดของคนที่ไม่รู้จักการเข้าสังคม
อดีตEDU-su wrote:
มึงเขียนจดหมายหรือไงวะ ยาวชิบหาย
วิดวะกับเกษตรไม่ตีกันมาตั้งนานแล้ว มึงอย่ามาซุย วิดวะไม่วิ่งขึ้น จะวิ่งแค่โค้งสุดท้าย มีแค่เกษตรที่วิ่งขึ้นวิ่งลง
สมเป็นคุณคำผกา
พูดอะไรเกิดผลกระทบวงกว้างเพียบ
ว่าแต่ “ศิลปินระดับโลก” คืออะไรอะครับ
วิดวะกับเกษตรไม่ตีกันมาตั้งนานแล้ว มึงอย่ามาซุย วิดวะไม่วิ่งขึ้น จะวิ่งแค่โค้งสุดท้าย มีแค่คณะเดียวที่วิ่งขึ้นวิ่งลง
นิทานดราม่าเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า พูดผิด คิดจนตาย (ไม่วายแม้แต่ระดับ คำ ผกา ถ้ายังเป็นสิ่งมีชีวิต ก็ยังมีโอกาสผิดพลาดได้)
iPattt wrote:
ศิลปินระดับโลก เป็นแค่คำพูดธรรมดา เพราะชาวโลกทุกคนล้วนเกิดมาบนโลก
กูศิษย์เก่า ศิลปากร คณะใกล้เคียง(ถาปัด..อยู่ผั่งท่าพระ รับคล้ายๆกัน จปส.แตกต่างกันบ้าง)
จิดกำ รับน้อง โหดจริง โกนหัว แต่ชุดนศ. อยู่ประมาณ 3เดือน เคยฟังมาว่า ที่รับโหดขนาดนี้ เพราะรู้ว่าแต่ละคนที่เข้ามาใหม่ มีความเป็นอาร์ติสสูง พร้อมจะหลุดโลกได้ตลอดเวลา
ต้องจับมาอยู่ในกฎเกณฑ์สังคม ให้รู้สังคมโลกปกติเค้าซะก่อน ถ้าผ่านตรงนี้ไปได้ จะได้อยู่ในสังคมอย่างปกติได้ ประมาณนั้น คือมันมีเหตุและผลอยู่น่ะ
สรุป
คำผกาจ๋า…ถ้ารู้หรือรู้ไม่จริงอย่าเพิ่งมาท้าทายเลยนะ ตัวเองยังไม่เก๋าพอที่จะทำแบบนั้น
เจออีกประโยค
“ใส่ป้ายชื่อ มี serial เหมือนสัตว์ในฟาร์ม”
เย็ดเหี้ย สุดติ่งจริง ๆ
Schwabbb wrote:
เพิ่งดูย้อนหลัง ผมแก้ให้นะ
“ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช” เขียนอย่างนี้นะครับ
อันนี้ไม่ได้จะตำหนิอะไรนะครับ เข้าใจว่าชื่อบุคคลใหญ่ๆมักจำตัวสะกดยาก (แต่ขลัง)
แล้ว…ยังตามอ่านอยู่รึเปล่าล่ะเนี่ย? มีเรื่องอยากถามอีก
พอดีผมจำวิธีพูดของคนๆหนึ่งได้ ซึ่งคล้ายของคุณมากกก
ไม่ทราบว่าเคยเรียนที่ ม.ช. คณะรัฐศาสตร์ ชื่อขึ้นต้นด้วย “ภ” หรือเปล่า?
ขอโทษล่วงหน้าที่ถามอะไรแปลกๆนะครับ
___
อ่านดราม่ามาเป็นร้อยดราม่าแล้ว ผมรู้สึกอย่างหนึ่งว่า แอดมินเป็นคนที่โคตรฉลาดและคิดอะไรเป็นเหตุเป็นผลมาก ๆ
อย่างกรณีนี้ คนส่วนใหญ่แม่งไหลตามน้ำ คือใครแตะสถาบันกูไม่ได้เลย ต้องด่าเช็ดเม็ด โดยไม่ได้แหกตาดูเลยว่าเขาแค่ “เปรียบเปรย” แต่อาจคะนองปากไปหน่อย
แต่ก็นะ ใครที่รู้จักคำผกาจะรู้ว่าเจ๊แกก็ “ตรง” และ “แรง” แบบนี้แหละ ความคิดเจ๊แกเฉียบคมจะตายไป เพียงแต่เรียนเมืองนอกเสียเยอะ เลยขาดความอ่อนโยนในการเลือกใช้ถ้อยคำอย่างที่คนไทยควรจะมีมากไปหน่อย
อะไรวะ wrote:
คุณไม่อยากยุ่งแต่คุณมาพาดพิงคณะผมเนี่ยนะ เว้ยเฮ้ย
แล้วพวกกรูวิ่งขึ้นคุณจะให้พวกผม หมอบ ลุก กลิ้ง วิ่ง คลาน ลงรึไงวะ
ตามคอนเซปหลังจาก ทำเชียร์ต่อหน้านายช่างแล้ว จะพารุ่นน้องไป ที่ดอยปุยต่อ แต่ปีกูนี่แหละทำเรื่อง ลงมาซะเกือบสามทุ่ม
โดนปิดเชียร์เลย อิ๋บอ๋าย หลังจากนั้นมาเพื่อลดความเสี่ยง เขาเลยพาน้องลงดอยทันที เพื่อให้ทันก่อน ห้าหรือหกโมงกูก็จำไม่ได้แล้ว
แล้วเกษตรกับวิดวะ นี่มันไปยกพวกตีกันตอนไหนวะ มันเป็นเรื่องของคนสองสามคน มันก็จัดการไปกันเองสิวะ จะแย่ง จะห่าอะไรก็เรื่องของมึง
แต่ถ้าปีหนึ่งมันมีเรื่อง พวกกูก็แค่ยกขโยงช็อปทั้ง ม ประมาณ สี่ห้าร้อย ไปล้อมพวกเมิงเอง ละกรูก็พาน้องกรุกลับมา พวกกรูเคยไปยกพวกตีใครวะ
ยกพวกตีโดนไล่ออกสถานเดียวนะเว้ยเฮ้ย ใช้สมองหน่อยนะขอรับ
ละเพื่อนกรูเป็นเกษตรก็เยอะแยะกลับมาจากเชียร์มองหน้ากันละก็หัวเราะ วันรุ่งขึ้นพอเลิกเรียนห้าโมง ก็มารวมกันในห้อง นั่งมาคุ ไอเหี้ย อีกแล้ว พวกกูโดนอีกแล้ว เมื่อไรจะจบวะ
ห่ามานั่งแดกเหล้ารวมกลุ่มหอ โคตรขำเลย ไอเพื่อนเกษตรเม่งก็อยู่ห้องข้างๆกู สามสี่ห้องรุ้จักกันหมด เด็กหอปีหนึ่งชีวิตโคตรมันอ่ะ
สรุปใครกันแน่ที่โดนล้างสมองให้เชื่อแบบผิดๆวะ ฮะ แล้วเที่ยวมาใส่ร้ายชาวบ้านเขาเนี่ยนะ ฮะ
แล้ว วิดวะวิ่งขึ้นดอย มันก็กึ่งวิ่งกึ่งเดิน พวกปีสามถือธงนำหน้า ตามด้วยรุ่นน้องผู้หญิงปีหนึ่ง พวกปีสามมันแค่ก้าวยาวๆเร็วๆ รุ่นน้องปีหนึ่งมันก็ต้องวิ่งตามอยู่แล้ว
แล้วก็วิ่งเหยาะๆเป็นพักๆ แต่ไอพวกอยุ่หลังเนี่ย ซวย!!!! มันก็เหมือนวิ่งตลอดอ่ะ คนประมาณ พันคนวิ่งขึ้นดอย แถวยาวเกือบโล ไอพวกต้นหยุดแล้ว ไอพวกท้ายยังไม่หยุด
พอพวกท้ายๆจะหยุด ห่ะ ข้างหน้าเสือกวิ่ง พวกข้างหลังก็ต้องวิ่งกันต่อ
ปีหนึ่งไม่สนว่าเพื่อน หญิง เพื่อนชาย ลากกันไป ผลักกันไป อุ้มขี่หลัง แบก กันไม่สนหญิงสนชาย เพื่อนกันต้องพาขึ้นไปให้ได้ อะดีนารินหลั่งสุดๆ คนไม่รุ้จักกันก็มารุ้จักกันตอนนี้แหละ
เข้าใจยังว่าทำไม วิดวะขึ้นดอยที พวกนายแช่งเม่งแห่กันกลับมาเต็มไปหมด คณะอื่นไม่อยากจะพาดพิงเท่าไร แต่ก็เห็นความแตกต่างละวะ
มันเป็นประเพณสำหรับ วิดวะ มช แล้วว่ะ ถ้าไม่ติดงาน ไม่ติดห่ะอะไร ก็ต้องกลับมาเจอหน้าเพื่อนฝุง ปีนึงเจอเพื่อนกันที เจอรุ่นพี่รุ่นน้อง
พวกกรุถึงได้บอกไงว่า พวกกรู ภูมิใจ ในห้องเชียร์ ใน SOTUS ของวิดวะมช
http://universes-in-universe.org/eng/intartdata/artists/asia/tha
นี่คือ website เกี่ยวกับงานศิลปะทั่วโลก
ถ้าคลิกเข้าไปจะเห็นรายชื่อศิลปินไทย ที่แสดงงานในต่างประเทศ(เพียงบางส่วน โดยเน้น Biennale ต่างๆ)
เข้าไปดูไว้เป็นความรู้ก็ได้ค่ะ มากกว่าครึ่งของรายชื่อ คือศิลปินที่จบจากรั้วศิลปากร
ปีกสายฟ้า:
ไม่ใช่ค๊า ขอบคุณนะคะที่แก้ให้
อับอายยยย
ก็เข้าใจนะ wrote:
ชอบอ่ะ ชีวิตคน เราเลือกได้ ทนบ้าง อะไรบ้าง ชีวิตถึงจะได้รู้รสชาติของความสุข
Schwabbbb wrote:
แป่ว รับทราบคร้าบ
เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของคนที่ใช้คำพูดไม่เหมาะสม
มนุษย์แม่งสัตว์ประเสริฐ wrote:
หลังๆเกมมันไม่สมดุลมากๆแล้วครับ
และแล้วก็ได้ลงดราม่า
พูดไว้ไม่มีผิดตั้งแต่ริเริ่มงามนี้แระ
ฉันว่าเรื่องจบเรียนมาแล้วจะเก่งจะเทพมันไม่สำคัญ จบมาเป็นคนดีมีหัวใจสามารถเข้าสังคมได้ต่างหากที่สำคัญกว่า
เจ๊ผกาเขายังยึดติดกับเรื่องรางวัลโนเบลห่าเหวนั่นไปหรือเปล่า? การรับน้องมันคือกิจกรรมการเข้าสังคม ให้รุ่นพี่รุ่นน้องได้รู้จักกัน
อย่าลืมสิ ศิลปินหลายๆ คน ประสบความสำเร็จในการงาน แต่ล้มเหลวในเรื่องมารยาทการเข้าสังคมและการดำรงชีวิตมีเยอะแยะไป
เจ๊แกก็พูดถูกอยู่อย่าง คนที่ไม่เคยมองเห็นข้อบกพร่องของตัวเอง คือคนที่ไม่มีทางประสบความสำเร็จ บางที แทนที่จะไปว่าเจ๊กลับ เราไม่หันมามองตัวเองดูล่ะ ว่าเราทำอย่างที่เจ๊แกพูดได้รึเปล่า?
รุ่นพี่คณะกูไม่บ้าระบบโซตัสว่ะ
แถมไหว้บางคนยังทำหน้าเอ๋อใส่
เหตุเพราะ ชีไม่อยากแก่
แก่ไม่แก่มันเกี่ยวไรกับการไหว้
เพิ่มเติม ถ้ารับน้องแบบว๊าก หรือรับน้องแบบเล่นพิเรนๆ หรือ รุ่นพี่ยุแหย่ให้รุ่นน้องเกลียดคณะอะไร อันนี้ไม่สนับสนุนนะคะ
เห็นบาง reply แล้ว บอกตามตรงในฐานะที่เราไม่ใช่เด็กศิลปากรนะ ว่าเห็นแล้วมันรู้สึกหมันไส้ตะหงิกๆ
คือภาคภูมิใจในสถาบันตัวเองเป็นสิ่งที่ดีนะ แต่ไม่ควรจะเอามาพูดอวดสรรพคุณอะไรขนาดนั้นน่ะ
คนจบศิลปากรหลายๆ คน ผลงานยังสู้ asuga ที่จบวิศวะไม่ได้เลย
Google wrote:
สำหรับกูแล้ว การเอาเวลาจากการทำกิจกรรมเหี้ยๆไปใช้สร้างสรรค์อย่างอื่นมันช่างเหมาะกับกูจริงๆ ยังดีกว่าเดินเตร็ดเตร่อวดภูมิแต่ตัวเองทำเหี้ยอะไรก็ไม่เป็น
ที่ว่ามาก็ถูกครับ มีมนุษย์สัมพันธ์ดีแต่ทำงานหมาไม่แดกแล้วเขาจะจ้างมึงต่อเหรอครับ?
ไม่รู้ว่าคุณจบจากที่ไหนมานะถึงได้พูดถึงการรับน้องในด้านที่ไม่ดีแบบนั้น
แต่จากประสบการณ์ที่เคยเจอมาคือ กิจกรรมรับน้องที่สถาบันฉันเขารับน้องดี รุ่นพี่ไม่ได้บ้าอำนาจ และมันทำให้ฉันได้รู้จักกับเพื่อนและรุ่นพี่ที่ฝีมือดีๆ หลายคน
ในระหว่างเรียนฉันมีปัญหาอะไร วาดรูปไม่เอาไหน ฉันก็มีที่ปรึกษาช่วยชี้แนะ ช่วยแนะนำวิธีการทำงานให้ บอกแนวข้อสอบอาจารย์คนนั้นคนนี้ให้
จบเรียนมาก็ได้ผลงานที่ไม่ขี้เหร่อะไร แล้วพอไปสมัครงาน เจอรุ่นพี่ทำงานที่นั่นเหมือนกัน พี่เขาก็ช่วยแนะนำเราให้หัวหน้า หัวหน้าเห็นว่าสามารถทำงานเป็นทีมได้ เขาก็รับทำงาน จบ
ผมขอแสดงความเห็น ในฐานะที่เคยเป็นทั้ง น้องที่ถูกรับน้อง
ผมมองว่า การรับน้องนี่ มันไม่ผิดหรอก
แต่มันจะผิดที่คนเอาไปใช้
เหมือนอินเตอร์เน็ต
คนเท่านั้น ที่จะบอกว่า คุณใช้ทางที่ถูกหรือทางที่ผิด
ต้นระบบโซตัส ก็รับมาจากระบบของนักเรียนประจำของอังกฤษ
ผมผ่านระบบโซตัสมาก่อน เคยเจอรุ่นพี่แย่ๆ จนผมคิดว่า “ถ้าเป็นรุ่นพี่ จะช่วยเหลือรุ่นน้อง”
พอเป็นรุ่นพี่ ใครมีปัญหาอะไร ปรึกษาได้ หลายคนก็เล่นสรวญเสเฮฮา จนรุ่นน้องหลายคน เขาจำผม และคุยสนุก ถามสารทุกข์สุขดิบมากมาย ไม่มีอะไรร้ายแรงเลย
ที่มันร้ายแรง ก็เพราะรุ่นพี่บางคนใช้ทางที่ผิด
ส่วน คำ ผกา ผมบอกว่า นี่เป็นตัวอย่างของคนที่รับแนวคิดต่างประเทศแบบสุดโต่ง จนลืมเรื่องระบบที่ต่างประเทศใช้กันมา และพูดโดยไม่มีข้อมูลอะไรรองรับได้เลย
ปล. 1 พึ่งรู้น่ะเนี่ย ว่าจ่าเล่นซัมมอนเนอร์ มาสเตอร์ด้วย
ปล. 2 ผมชอบคุณสกาล มาก เพราะมันเป็น ไซไฟ ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน แต่แฝงความเป็นแฟนตาซี ได้ชนิดที่ว่าสุดๆ (ภาพการ์ดซัมมอนเนอร์ที่แกวาดหลายใบ กว่าร้อยละ 40 เป็นเครื่องจักร นอกนั้น ก็แนวๆแฟนตาซีล้วน (ไม่มีไซไฟผสม)จำพวกนินจา,นักรบ ฯลฯ)
ปล. 3 ขอเสริม คห. 402 ที่เขาค่อนแคะการ์ดเกมนี้ เพราะง่ายๆ นิสัยคนไทย “ทำดีแล้วอิจฉา ถ้าพวกตรูทำแล้วห่วย ตรูก็ชื่นชม”
แต่ส่วนตัว ชอบเล่นการ์ดเกมนี้มากกว่าตัวอื่นๆ นะ เพราะระบบไม่เหมือนใคร และมีรูปแบบการเล่นที่สนุกแบบไม่ต้องก๊อปปี้การเล่นใครมาเลย
ปล. 4 จ่าอย่าลืม ศิษย์เก่าศิลปากรที่ดังทั่วโลกอีกคน ธิติพล ดีครื้น วาดการ์ดซัมมอนเนอร์ฯไม่พอ วาดการ์ด World of Warcraft ด้วย รายนี้ดังไม่แพ้สินาดเลย
ในแง่มุมของผม การแต่งชุดนักศึกษาให้ถูกต้องอยู่ในกฎระเบียบของมหาวิทยาลัยนั้น เป็นการฝึกฝนให้นักศึกษาเกิดระเบียบในตนเอง เป็นการฝึกให้นักศึกษารู้ว่า หากเขาได้เข้าไปอยู่ในที่ไหนๆ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของที่นั้นๆ เหมือนกับอยู่ในสังคม ถ้าผมไม่ชอบที่จะรอไฟแดง ผมก็ฝ่าไปได้เลยอย่างนั้นหรอครับ มันก็ไม่ใช่ แค่เรื่องการใส่ชุดนักศึกษา ถ้าหากนักศึกษายังบังคับให้ตัวเองทำไม่ได้เลย แล้วกฎเกณฑ์ในสังคมจะไปบังคับให้ตนเองทำตามได้อย่างไร มหาวิทยาลัยของผมก็ไม่ได้เป็นมหาวิทยาลัยที่เล็ก แล้วก็เป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติอีกต่างหาก แต่เรื่องการแต่งชุดนักศึกษาก็เป็นเรื่องที่เคร่งครัดมาก เพราะผู้บริหารและคณาจารย์เล็งเห็นว่าการที่นักศึกษาแต่งการชุดนักศึกษาให้เรียบร้อยนั้น จะเป็นการแสดงถึงภาพลักษณ์ที่มีความน่าเชื่อถือและสุภาพ ฝึกให้นักศึกษารู้ว่าการมีชีวิตอยู่ในแวดวงธุรกิจต้องมีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ น่ายอมรับ (Professional Look) นักศึกษาทุกคนในมหาวิทยาลัยของกระผมแต่งชุดนักศึกษาไปเรียนทุกวัน โดยที่นักศึกษาทุกคนตระหนักโดยตนเองว่าการใส่ชุดนักศึกษา เป็นหน้าที่และกิจวัตรที่พึงปฏิบัติ และ ก็ไม่ได้เป็นสิ่งเสียหายประการใดเลย อนึ่งการรับน้องในมหาวิทยาลัยของกระผมใช้ชื่อว่า ค่ายสัมพันธ์ และจัดขึ้นเพียง สามวันสองคืนโดยความสมัครใจในการเข้าร่วมของนักศึกษาเอง ถึงแม้ว่าจะมีน้องปีหนึ่งเข้าร่วมไม่ถึงสามสิบคนด้วยซ้ำไปหรืออาจจะเป็นชนกลุ่มน้อยด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับจำนวนที่ไม่ได้ไป แต่พอหลังจากค่าย ทุกคนในคณะรักกันดีไม่ว่าเขาจะไปหรือไม่ไปรับน้องก็ตาม ไม่มีใครรู้สึกแตกต่าง เพราะเราให้อิสระในการเข้าร่วมหรือเดินจากไปกับทุกคน คนที่อ่อนเรื่องเรียนจะมีเพื่อนและรุ่นพี่คอยช่วยเหลือ คนที่เก่งแล้ว ยืนด้วยตัวเองได้แล้ว เขาผู้นั้นมีความเต็มใจที่จะช่วยเหลือเพื่อนของเขาที่ยังไม่ได้ ไม่มีใครในคณะของผมที่จะยืนและล้มอยู่คนเดียวลำพัง เราเรียกมันว่า “น้ำใจของเพื่อน” และอีกประการหนึ่ง คณะของผมไม่ได้มีผลประโยชน์ทางพวกพ้อง ในแง่ของ รัฐศาสตร์ หรือ เศรษฐกิจ อีกด้วย เรา รับความหวังดี และ ให้น้ำใจ ซึ่งกันและกันโดยไม่มีผลประโยชน์ใดใดทั้งสิ้น
ในเรื่องของสังคมประชาธิปไตยนั้น ผมคิดว่าความหลากหลายก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ปัจจุบัน การสร้างความหลากหลายทางความคิดมันมากเกินคำนิยาม และก่อให้เกิดผลในแง่ลบ ความวุ่นวาย การทะเลาะเบาะแว้ง สงครามกลางเมือง อยากให้ผู้บรรยายลองทบทวนความรู้ข้อมูล ก่อนที่จะพูดออกมานะครับ เพราะเยาวชนหลายคนก็รับฟังอยู่ ผมคิดว่าความรักความสามัคคีนี่แหละที่เป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องการมากที่สุดในขณะนี้ หรือท่านว่าไม่จริง
[คนเราก่อนที่คิดจะออกนอกกรอบ ต้องรู้จักและเข้าใจกรอบนั้นให้ดีเสียก่อน ไม่งั้นแล้วกรอบเค้าจะมีไว้ทำไม] << Credit by P'Toon BodySlam
เพราะผู้บรรยายเองก็ไม่เคยที่จะเข้าร่วมหรือทำอะไรแบบพวกผมที่เคยได้ผ่านมาไม่ใช่หรือครับ
ผู้บรรยายก็เลยไม่ทราบถึงคุณค่า ข้อดี และ ประโยชน์ของระบบนี้ นั่นเอง
ดังนั้นขอความกรุณา อย่าจุงคนอื่นให้หลุดออกนอกกรอบของสังคมอันดีงาม ทั้งๆที่ตัวคุณเองก็ไม่เคยคิดที่จะก้าวเข้าไปและเรียนรู้มัน
ขอบคุณครับ…
โดย…
นักศึกษาคนหนึ่งที่เชื่อว่า ความสามัคคีเป็นสิ่งสำคัญต่อชาติบ้านเมือง
มันแพ่มอะไรของมัน เหมือนเด็กมีปมด้อยเลยแฮะ
ผมเองก็ไม่ได้สนใจอะไรกับรับน้อง ปีหนึ่งผมก็หนี ปี 2 ผมก็ทำได้แค่จัดเตรียมสถานที่และอุปกรณ์
อายุผมเยอะกว่ารุ่นพี่เพราะผมซิวมา แต่ผมก็นับถือว่าเขาเข้าก่อนก็ต้องเป็นรุ่นพี่
เออแบบว่าคุณจะให้ผมเข้าไปไม่ต้องสนใจทางด้านรุ่น ให้เรียกรุ่นพี่มาเตะก้นเล่น ข่นหัวกันได้ใช่ไหมครับ -*-
มันน่าจะไปเปิด มหาลัยเอาเอง เลยนะถ้าคิดกันอย่างนี้ อยากคุมโลกใบนี้ด้วยตัวเองให้ทุกคนต้องคล้อยตามซินะครับ
ผมเองก็เลือกที่จะไม่ทำ ไม่เข้าร่วมกิจกรรม ก็ไม่เห็นจะต้องไปด่าไปดูถูกใครว่ามีปัญญารึเปล่า หาว่าซาดิส บลา ๆ ๆ
อีนี่มันบ้าจริง ๆ -*-
เกรียนสับแหลก !!!
แค่อีนักเขียนดาดๆ ชาตินี้ไม่มีทางเป็นนักเขียนระดับโลกหรอก ถ่ายนู้ดก็ดับ ปล่อยมันไปสุขสมกับแตงกวาไปเหอะ
โอโล่ไปเถอะ อึ คลำปากกา
เขาก็พูดถูก การรับน้องที่เอาระบบทหาร ความคิดเผด็จการก็เหมือนปลูกฝังความคิดอนุรักษ์นิยมให้กับปัญญาชนเพื่อให้ยอมรับในระบบเผด็จการ
เจ๊แกแรงว่ะ เชิญชมได้
http://www.samuthprakarn.com/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7-%E0%B8%84%E0%B8%B3-%E0%B8%9C/
เข้าประเด็น ถ้าแกยั้งปาก ไม่พาดพิงเชิงดูถูกเรื่องไม่เป็นอย่างนี้หรอก กูไม่เห็นด้วยกับจ่าว่ะ งานนี้ถึงแม้เจ๊แกจะวิจารณ์รับน้อง แต่แกปล่อยหมัดเข้าเต็มหน้าชาวศิลปากร คนเราคำพูดเป็นนายตัวเองนะเว้ย คนเราเก่ง ฉลาดแต่พูดอะไรต้องแคร์ความรู้สึกคนฟัง ไม่งั้นมึงก็จะสร้างศัตรูรอบทิศไปตลอดชีวิต ระวังตัวอย่างไร วันนึงมึงต้องพลาดเพราะศัตรูมันจ้องอยู่ กูว่า แกน่าจะออกมาขอโทษว่ะ ประเด็นนี้มันด่าเหมารวมเกินไป กลายเป็นดูถูกสถาบันเค้าไป กูไม่ใช่เด็กศิลปากร แต่รู้สึกได้ว่ะ
มนุษย์แม่งสัตว์ประเสริฐ wrote:
summoner master มันเกรี๋ยน เพราะเจ้าของมันทำไม่ดีตะหาก
ที่พูดมามันก็มีทั้งส่วนที่ดีและไม่ดี
จงคิดและพูดเพื่อสิ่งสร้างสรรค์ หรือจุดประกายสังคมซึ่งเป็นสิ่งที่บุคคลสาธารณะพึงกระทำ
คนไทยมักไม่ยอมรับความจริง ความจริงเป็นสิ่งที่สะท้อนตัวเองมากที่สุดและแทบทุกคนคิดแบบเดียวกันแต่จะกล้าหรือไม่กล้าเท่านั้นเอง อยู่กับความโกหกตอแหลตัวเองเสียจนเสียเซล์สมองไปแล้ว
coooppp it for ya all. read n be clever!
แปลกบางเรื่องทำอยู่ทุกวันเรื่องเหี้ยๆทั้งนั้น
พอมีคนเอาความจริงมาพูดรับกันไม่ได้ พอเอามาฉายเป็นละครต่อมตอแหลดอกทองรับไม่ได้อีกคงคิดอยู่ในใจทำมัยเอาชีวิตที่กูปกปิดมานานเอามาทำละครได้งัย นี่งัยตอแหลแลนด์ ข่าวต่างประเทศผู้นำยิงปชช.ตายทหารปล้นฆ่าข่มขืน เลว..เลว…สิ้นดีรับไม่ได้ออกข่าวใหญ่โต
แต่กลับไม่เห็นความตายความโหดร้ายใกล้ตัว ในประเทศของตัวเอง ปิดข่าวเล่าความเท็จกันเป็นแถวสื่ออัปรีย์จัญไร เกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง คุณคำผกาพูดในสิ่งที่จริงที่ใช่และก็หลายๆคนก็ทำก็คิดแต่ไม่กล้าพูดออกเสียงอย่างคุณคำผกา คนเราแปลกนะคนเก่งคนกล้ากลับโดนมองเป็นสิ่งแปลกคิดต่างคิดนอกกรอบนี่คือเรื่องจริงของมนุษย์ที่ทำกันอยู่เป็นปกติ แต่พอพูดถึงความคิดเห็นกับเป็นเรื่องแปลก
เลิกเถอะเลิกกลัวความจริง เลิกเถอะเลิกตอแหลกับตัวเอง เลิกเถอะ
เลิกใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น เลิกเถอะยอมรับความจริงกันได้แล้ว ไอ้พวกแดกหญ้าน่ะเลิกเถอะ/////////saylom89.
บางอย่างที่เค้าพูดผมก็มีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยนะ
แต่เท่าที่ฟังๆมา อีนี่มันก็แค่ คนที่ได้ดีเพราะเห็นแก่ตัว ไม่ใช่หรอกเหรอวะ แต่ละความคิดบ่งบอกเลยว่าตัวเองต้องมาก่อนคนอื่นเป็นเป็นอะไรฉันไม่สน ฉันต้องรอด!!
เท่าที่อ่านงานเขียนคำผกามา อีนี่ไม่เคยพอใจอะไรแม้แต่อย่างเดียว
การศึกษา ไม่เอา ชาิติไม่เอา ศาสนาไม่เอา มาตรา 112 ก็ไม่เอา
อีนี่มาด่าๆๆๆ อย่างเดียว ไม่สนเหี้ยอะไรทั้งนั้น
ต่อให้เอาเหตุผลมากองเป็นภูเขา กูว่ามันก็ไม่ฟังหรอก
เพราะมันคิดว่าความคิดกูถูกเสมอ
โลกในอุดมคติของอีคำผกา ก็คงมีอีนี่คนเดียวนั่นแหละที่อยู่ได้
จับชุดข้อมูลมาชนกันมั่วซั่ว แล้วมาโยงเป็นเหตุผลใหม่
พวกแฟนคลับที่ถูกโน้มน้าวจากถ้อยคำสวยหรู ก็เฮกันไปบูชา
หลงคิดไปว่า ตนฉลาด หลุดพ้นจากกรอบ หลุดพ้นวิธีคิดแบบเดิมๆ เพราะตนได้เดินตามอีนี่ไปต้อยๆ
ถ้าไม่ไปอ่านหนังสือ บทความมัน มันก็ไม่ต่างไปจากธุลีน่ารำคาญที่บังเอิญพัดเข้าตา
อาเมน
ูููู^^^^^ถูกใจ
ในชีวิตคงไม่เคยประสบความสำเร็จ ทำอะำไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
ยึดความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ ถ้าคำพวยเป็นคนที่มีความคิด
คำพวยมาเรียนที่มหาวิทยาลัยทำไม คำพวยก็แค่จิ้งจอกหางด้วนตัวหนึ่ง
She is nobody ! นานาจิตตัง
ก็แค่ความคิดเห็น ของคนคนนึง ที่มีอาชีพนักเขียนนักวิจารณ์
ไม่เห็นจะต้องเดือดร้อนเลย
ปล. การภาคภูมิใจในสถาบันก็ถือว่าเป็นสิ่งดีงาม เหมือนที่เราภูมิใจในความเป็นคนไทยนั่นแหละ
กูชอบคำผกา มีอะไรมั้ย

คำผกาก็พูดถูกแล้วนี่ ไอ้พวกคลั่งสถาบันการศึกษาแม่งยอมรับไม่ได้รึไง ฟาย
ระดับโลก คือพูดแล้วทุกคนในโลกหรือส่วนใหญ่รู้จัก เช่น มิเคลันเจโล HRgiger วินเซนทร์ แวนโกะ มาคีเดอร์ซารด์ (ซาดิส)
ที่ถามเด็ก ๆ หรือคนแก่แล้วใครก็รู้จักไม่ตัวศิลปปินก็ผลงานอย่างใดอยา่งหนึ่ง
ถามเด็กรู้จักรูปปั้นเดวิดไหม รู้จัก เอเลี่ยนไหม รู้จักรูปสคลีมไหม รู้จักไหมว่าซาดิสคืออะไร เชื่อเถอะ 70 จาก 100 รู้จัก
วันนี้ไปถามเด็กข้างบ้านเถอะ รู้ไหมอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี คือใคร รูปไหนเป็นภาพที่โด่งดัง เด็กจะตอบได้ไหม
เท่าที่จะรับฟังแล้วคิดว่าจะประชาสัมพันธ์ผลงานศิลปากรให้เป็นระดับโลกยังไง
ดันมหาลัยตัวเองดังนักหนาในระดับโลกแล้ว…..
คิดง่าย ๆ แบบนี้มัน….ชัด ๆ
ผมไม่เคยเห็นว่าการรับน้องจะผลิตบุคลากรของประเทศที่จะทำให้การฉ้อโกงของพวกห่านดิบตกลงจากอันดับต้นๆของโลกเลย
ว่าแต่ ญี่ปุ่นมันมีรับน้องหรือเปล่าฟร่ะ
คนที่ชอบใช้คำเรียก ออ สระ อี ี นี่ชอบเรียกแม่ตัวเอง”ชะนี”หรือเปล่าไม่ทราบ? หุหุ
NupZ wrote:
เราว่าจ่าแกก็ถูกนะ เรามองว่าคำผกาเค้าต้องการเปลียบเปลย
จ่าแกก็แค่เปลียบโดยใช่อีกประโยคที่ดีกว่า
ความหมายจริงตามรูปประโยคมันคือ ควรภูมใจ เรื่องประเภณีความเก่าแกของหมาลัย
หรือการที่มหาลัยผลิตบุคลากรคุณภาพ มากกว่ากัน อะไรแบบนี้
ถ้าให้เรียงคำของคำผากใหม่ก็น่าจะเป็น
คุณจะภูมิใจกับเข็มของมหาวิทยาลัยศิลปากรได้รีเปล่า? ถ้าเกิดคุณไม่เคยผลิตศิลปินระดับโลกออกมา?
อะไรแบบนี้อะนะ
emadd9 wrote:
เออ ว่ะ พูดถึงแล้วนึกได้ เกิดว่าสถาบันห่าเหวอันหนึ่งมีระบบโซตัสแม่งสุดยอด มีประวัติความเป็นมากว่า 25000ปี (ตั้งแต่ยุคคิดค้นท่าพรานดึงซุงกันเลยทีเดียว) แต่เสือกไม่เคยผลิตบุคลากรโด่งดัง เป็นบุคคลของโลกเลยแม้แต่คนเดียว
มันจะภูมิใจไหมวะ…
ผมว่าการส่งเสริมโซตัสและสอนให้ภาคภูมิใจในสถาบันของตัวเองแบบผิด ๆ น่ะ น่าจะจบสิ้นไปได้แล้ว
มาเน้นสร้างคนคุณภาพระดับสูงสู่โลกใบนี้น่าจะถูกต้องมากกว่า
ว่าแต่
เคยไปถามศิลปินระดับโลก อย่างคุณสกาล หรือคุณถวัลย์ หรือยังละครับ ว่าเขาได้ดิบได้ดี เพราะการรับน้องหรือเปล่า ?
กาแฟดีต้องการแฟยาราไนก้า wrote:
โง่ดักดาน..ที่ว่าไปถามเด็กๆต้องรู้จักถึงจะเรียกได้ว่าเป็นศิลปินระดับโลก แล้วรู้จักพวกเขาไหม
Joseph Beuys,Bruce Nauman,Nam June Paik,Rirkrit Tiravanija ฯลฯ ถ้าไม่รู้จักก็ไปหาซื้อหนังสือ ART 21TH century มาอ่านซะ
ผลงานของเด็กศิลปากรที่ได้รับการยอมรับจากต่างชาติก็เยอะแยะนะทั้งพวกเฟอร์นิเจอร์ทั้งงานด้านแฟชั่น รางวัลจากเวทีประกวดผลงานอีก ขนาดเราไม่ใช่เด็กศิลปากรเรายังภูมิใจแทนพวกเค้าเลย เรื่องการรับน้องสมัยนี้มันเหมือนเป็นการ”รับพี่ รับมหาลัย”ยอมรับในตัวรุ่นพี่ มีความเชื่อมั่นในสถาบันประมาณนี้มากกว่า ก็ก่อนที่จะเข้ามหาลัยต่างก็เคยเป็นพี่ใหญ่ในโรงเรียน เคยเด่นเคยดังในโรงเรียนกันมาทั้งน้นก็เลยอัตตาตัวเองซะเหมือนใครบางคนเลยเนอะ แล้วรับน้องเดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้โหดมากมายมันเหมือนกับการที่รุ่นพี่ช่วยน้องๆในการปรับให้อยู่ในมหาลัยได้มากกว่า เพราะที่ผ่านมาเวลาร้องเพลงเชียร์ตอนกลางคืนก็มีการถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน ดูว่าใครมีปัญหาอะไร คอยส่งข่าวเรื่องการเรียนเรื่องกิจกรรมกัน ตีซี้รุ่นพี่ขอตำราเรียนได้อีก เรียน
.
.
เรื่องเครื่องแบบ ที่มหาลัยก็ไม่บังคับให้แต่งเครื่องแบบเหมือนกัน และเราก็เชื่อว่าความฉลาดความสามารถของนักศึกษาไม่ได้อยู่ที่การแต่งกายแต่ถ้าเป็นคลาสเล็กๆก็จะแต่งเครื่องแบบไปเรียนเพื่อเป็นการให้เกียรติคนที่จะมาให้ความรู้ อาจารย์เค้าตั้งใจมาสอนก็ควรทำตัวเหมือนตั้งใจมาเรียนเหมือนกัน ไม่ได้ยึดติดกับพิธีกรรมอะไรสักหน่อย
.
.
จริงๆแล้วไม่อยากออกความเห็นดราม่านี้เลยเพราะมีอคติกับคุณคำ ผกาอยู่ก่อนแล้วเราไม่ค่อยชอบทัศนะคติเค้ากลัวว่าตัวเองจะเกรียนแตก แต่อ่านตรงที่จ่าให้ความเห็นตอนท้ายเรื่องการใช้ประโยคของเธอ เลยอดไม่ได้ คนที่เป็นนักเขียน เป็นคอลัมนิสต์ชื่อดังประจำหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ไม่น่าจะต้องมาตาย มาเสียเพราะเรื่องการใช้ประโยคสื่อความหมายไม่เข้าท่าแบบนี้เลยนะ หรือติดที่ชอบแสดงความเห็นแรงๆเข้าว่า ด่าคนอื่นตลอดแบบนั้น
นำมาให้ดูในขณะนี้ว่าเป็นอย่างไร
http://www.facebook.com/pages/%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89/225946170757545
ที่นี่ผลิตคนให้เป็นคนค่ะ ไม่ได้ผลิตคนไว้เป็นแรงงานอย่างเดียว จบ!!!!!
NupZ wrote:
จ่าแม่งเพี้ยนจิงว่ะ 2 ประโยคนั่นมันคนละความหมายเลยนะโว้ยยย!!!
กุก้อชอบเสพดราม่า wrote:
จ่าแกหมายฟวามแว่ ถ้าเขียนใหม่ เรียบเรียงใหม่ ด้วยสติปัญญาก่อนพูด
“แอดมินว่าดราม่านี้คงไม่เกิดหรอกว่ะ ทั้งๆที่ใจความมันก็ไม่ได้ต่างจากที่แกต้องการสื่อเลยซักนิด”
เข้าใจไหมครับ สรุปว่า EHere(อีนี่) มันโง่ ไม่รู้จักใช้คำ ใช้ไหวพริบในการสื่อสาร
กูไม่ได้เล่น summoner master ว่ะ กูเล่น Magic the gathering
เอางี้ไหม ทำใจกลางๆกันว่า “ใครใคร่รับรับ ใคร่ใครไม่รับ ไม่ต้องรับ” กับไอ้ sotus เนี่ย
พอจะใจกว้างกันพอไหมครับเหล่าคนชอบบังคับรุ่นน้องว่าจะให้น้องเลือกแต่โดยดีตั้งแต่เข้าคณะว่า
จะรับแบบ sotus หรือไม่ และให้รุ่นพี่ที่ไม่เห็นด้วยกับ sotus จัดกิจกรรมอีกลุ่มหนึ่ง
โดยไม่ต้องไซโคให้น้องเลือกเข้าฝั่งตัว ทำได้ไหมครับ ใจกว้างพอไหมครับ
sotus เพื่อเข้าสังคมใช่ไหมครับ แล้วรับความต่างของสังคมได้ไหมครับพี่ๆ sotus
ต่างคนต่างอยู่ครับ ผมอยากจะรู้เหมือนกันว่ามันจะอยู่ได้ไหมถ้าไม่ไซโคกันให้คนมันเหมือนๆกันเนี่ย
อยากถามนักว่าสามัคคีกันได้ไหมโดยเคารพความเป็นตัวตนของเค้าโดยไม่ต้องทำให้ทุกๆคนเหมือนกัน
มีความเคารพกันและกันได้ไหมโดยไม่ต้องมาบังคับให้ไหว้กราบกัน
รักกันได้ไหมโดยไม่ต้องบังคับ เป็นหนึ่งเดียวกันได้ไหมโดยไม่ต้องเหมือน
“เท่าเทียมแต่ไม่เหมือน เหมือนแต่ไม่เท่าเทียม”
ลองคิดดูว่าแบบไหนน่าพึงใจกว่า
แค่เคารพความแตกต่างของคนให้มากขึ้นอะไรๆมันคงไม่เสื่อมลงหรอกมั้งครับ ถ้ากิจกรรมของคุณมีคุณภาพพอ
ผมคิดว่าพวกคุณแค่ขี้เกียจ “คิด” มากกว่า
ทำแบบเดิมๆแบบที่พวกคุณเชื่อต่อไปนะ
โดยไม่ต้องรู้หรอกว่าไอ้สิ่งที่คุณนำมาอ้างว่าเป็นวัตถุประสงค์ของการรับน้องเนี่ย
มันไปถึงได้อีกหลายวิธีหลายแบบแต่ต้องใช้ความ “คิด” มากกว่านี้
ไม่เชื่อลองถามธรรมศาสตร์ดูนะว่าเค้ารับ”เพื่อนใหม่”กันยังไง บางคณะมีว้ากบ้าง บางคณะมีว้ากแค่วันสองวัน
ทำไมผมเห็นเพื่อนผมที่เรียนมธ.รักกันจะตาย เคารพรุ่นพี่ มีความรับผิดชอบต่อสังคม เข้าสังคมได้ดี เคารพสิทธิของผู้อื่น เคารพความแตกต่าง
ถามตัวเองด้วยนะว่า “ทำไม?”
แค่นี้ก็น่าเชื่อได้ว่ามันมีหลายทางที่จะได้สิ่งดีๆที่คุณอยากได้และอ้างตลอดว่าจะได้มันเท่านั้นจาก sotus
พวกคุณแค่ไม่คิด และยึดติดนะ พูดตรงๆ
ระบบ sotus มีข้อดีข้อเสียมากกว่ากันผมไม่รู้
แต่คุณคำผกามีข้อเสียที่เห็นได้ชัดมาก ซึ่งคงเป็นผลจากการที่ไม่เคยผ่านระบบ sotus เลย
นั่นก็คือ “การไม่เห็นความสำคัญ และ ไม่เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น” พูดง่ายๆคือ เห็นแก่ตัว ชอบดูถูกคนอื่นนั่นเอง
ผมว่ามันก็เป็นข้อเสียที่จะทำให้สังคมล่มสลาย พอๆกับระบบอำนาจอวุโสน่ะแหละ
แล้วคนอย่างคุณจะไปเป็นศิลปินระดับโลกได้อย่างไร
เข้าใจนะว่าอยากจะให้คนที่ไม่เคยเข้ารับน้องมาพูดให้ฟังว่าไม่เข้ารับน้องก็ไม่มีผลอะไรกับชีวิต
แต่ดูจากคอมเม้นท์กับอื่นๆแล้วมีผลนะ…ได้ลงดราม่าเลยนะฮ๊าฟฟฟ ดังกันเลยทีเดียวพี่น้อง
นักศึกษาคนหนึ่งที่เชื่อว่า ความสามัคคีเป็นสิ่งสำคัญต่อชาติบ้านเมือง wrote:
โทษที กรูมันแค่ไพร่ในมหาลัยรัฐเล็กๆ เขาไม่ได้บังคับใส่ชุดนักศึกษา แต่แม้กรูไม่ใส่เครื่องแบบ กรูก็ทำตามกติกาสังคม มีระเบียบวินัยไม่ขัดข้อง แล้วไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนได้
การที่กรูมีระเบียบวินัยยอมรับกติกาก็เป็นไป เพราะกรูสำนึกเองได้ว่า ตัวต้องอาศัยอยู่ร่วมกับคนในสังคมเส็งเคร็งแบบนี้ไปอีกนาน ดังนั้นไม่จำเป็นต้องให้สิ่งไร้ชีวิต เช่นเครื่องแบบหรือสถาบันไหนมาคอยคุมความประพฤติของกู เพราะกรูต้องเป็นมนุษย์ให้มากที่สุดเท่าที่พื้นที่สังคมพึงมี ไม่ต้องการสังกัดอยู่ใต้อำนาจใดอีกถ้าไม่จำเป็น
เพิ่มเติม ถ้าเอาเวลาไปลงกับระบบโซตัส กรูว่าเอาเวลาไปลงเรียนภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาฟรั่งเศษ เพื่อพร้อมจะเป็นศิลประดับโลกในอนาคตดีกว่า
คิดว่าจ่าน่าจะเรียงประโยคตอนสรุปเป็น
ประมาณนี้มากกว่านะ
ที่จ่าเขียนมันเปลี่ยนความหมายเยอะไปนิด
แอบเห็นด้วยนิดๆเรื่องชุดน.ศ
-กระโปรงสอบก็ขาดบ่อยT^T แค่ก้าวข้ามเพื่อนั่งเก้าอี้โรงอาหารก็ แคว่กซ์!!!
-เปลืองชิบเป๋ง เพราะเหลืองง่ายมาก ต้องซื้อเรื่อยๆ(ไม่อยากโชว์รักแร้เหลืองๆ)
ซักยากมาก ไอ้เหลืองๆนี่
-เสียเวลารีดอีกตะหาก เปลืองไฟด้วย
-เสียเวลาร้อยไอ้เหล็กกลมๆเข้ากะกระดุมนานมาก จิ้มพลาดเข้าเล็บทีนี่จ๊ากอ่ะ
ต้องร้อยทุกวันด้วยนะ เพราะกระดุมกะเข็มมันแพง ปกติเขาก้ซื้อกันชุดเดียวอ่ะแหละ
แล้วนั่งร้อยทุกวันเอา
-ชุดมันขยับตัวยากไม่คล่องตัว(ญ) ยกเเขนก็ยากส์
-ขับมอไซหรือจักรยานก็ลำบาก(กระโปรงยาวหรือสั้นก็ยังลำบากอยู่ดีอ่ะ)
-เสื้อบางมาก!!! เราไม่ใช่คนใส่ตามแฟชั่นนะ แต่ร้านไหนๆก็ขายแบบบางๆอ่ะ
T^T มองดีๆก็เห็นชั้นในทั้งที่ไม่ฟิตนี่หล่ะ ฝนตกทีก็….
อีกอย่างต่างชาติที่เขาเน้นเสรีภาพ เขาไม่ได้ให้ใส่ชุดน.ศ
คุณภาพเขาก็ดีนิ และไม่เห็นเขาจะไม่รักสถาบันตรงไหน
(ปัจจุบันเราก็ไม่ได้ใส่ชุดน.ศไปเรียนเลยอ่ะนะ
บังเอิญที่มอไม่บังคับ อาจารย์ที่คณะก็บอกว่าเข้าใจ
เพราะตอนอาจารย์เรียนที่นี่อาจารย์ก้ใส่งี้แหละ
แค่คนเข้าเรียนก็น้อยอยู่แล้ว(คณะเราเข้าไม่เข้าก็ได้)
แต่เวลาสอบอ่ะก็ดูเรียบร้อยดีแล้ว)
กูสนใจแค่ว่า่ โดนท้าทาย โดนวิจารณ์ มึงทนกันไม่ได้ทั้งๆที่นี่แหละคือสิ่งที่มึงต้องเจอ
แล้วก็ควรที่จะรับมันด้วยสติ แล้วก็วิจารณญาณให้สมกับค่าเล่าเรียนของมึงที่พ่อแม่ส่งมา
แต่ที่กูเห็น คือเด้กที่ แตะนิด แตะหน่อยก็ไม่ได้
แต่เจือกต้องไปรับน้องเพื่อแสดงถึงความอดทน
พวกเอ็งไม่ตลกตัวเองเหรอวะ
เอาจริงๆคือทำไมมันต้องยัดเยียด Package S O T U S มาด้วยกัน เพื่อความสามัคคี?
ไม่จำเปน คนเราสามัคคีกัน ไม่ต้องมีทั้ง Seniority Order Tradition
แม้กระทั่ง Unity ก็ไม่ต้อง คนเราสามัคคีกันคือร่วมมือกัน แต่ไม่ต้อง Unity กัน ก็ได้
แยกกันตีคนละทาง นั่นก็สามัคคีแต่ไม่ Unity
จริงๆ แม้แต่ความสามัคคี คนเราก็ต้องมีคนที่แยกออกไป ไม่สามัคคีกับคนอื่น
เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ เราต้องสร้างความหลากหลาย ต้องมีคนสวนกระแส และมีคนตามกระแส
SOTUS มันแค่รูปแบบๆนึง เปนแค่ด้านเดียวของชีวิต แต่เสือกพยายามยัดเยียดให้ทุกคนต้องมี
นั่นคือความปัญญาอ่อน เหมือนการบังคับให้ทุกคนต้องฝึกทหาร เปนทหาร
ทั้งที่มนุษยชาติเราวิวัฒนาการขึ้นมาด้วยการเปนสัตว์สังคมแบบแบ่งหน้าที่กันทำ
ไม่ใช่มดงานที่ทำงานได้ทุกรูปแบบตามแต่ราชินีจะสั่ง
ความล่มสลายของสังคมทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะเราไม่มีความสามัคคี แต่มันเปนเพราะเราสามัคคีกันกำจัดคนที่ไม่มาสามัคคีกับเราต่างหาก
ดูอย่างเหลืองแดง สีเดียวกันก็สามัคคีกันชิบหาย แตจ่เจอสีอื่นยแทบจะฆ่ากันตาย นี่ต่างหาก สามัคคีกันเกินไป
ไม่คิดมั่งเหรอเพราะโซตัสนี่แหละ ทำให้มันสามัคคีกันเปนกลุ่มๆ ใครไม่เข้าแม่งก็ไซโคว่าเห็นแก่ตัว รักสบาย
มันจะล่มจมเพราะงี้แหละ
ไม่รู้มันไม่พยายามจะเข้าใจ หรือไม่มีปัญญาจะเข้าใจ
พวกว๊ากเชี่ยเองก็เหอะ เห็นมันบอกว่าเป็นการฝึกความอดทน
อดทนโคตรพ่อโคตรแม่มึงสิครับ กูเห็นมันมาทำงานกลุ่มแม่งไม่ช่วย โง่ก็โง่ เจอกูด่าลากยาวแม่งดิ้นพราดๆจะเป็นจะตาย
ถุย ก็แค่พวกสมองหมาปัญญาควายที่เรียนเหี้ยอะไรไม่เป็นยังอยากจะอวดเบ่งอำนาจล่ะวะ
ควย
คนเรามันต่างครอบครัว ต่างฐานะ ต่างความคิด ต่างประสบการณ์
จับมันมาอยู่ในสถานะเดียวกันบ้าง อะไรบ้าง
ถึงมันจะดูไร้สาระ แต่เชื่อเถอะมันมีสาระของมันอยู่
สาระที่พวกไม่เคยเข้าร่วม คงไม่เข้าใจ
sotus จะดีหรือไม่ดีไม่รู้ แต่ที่รู้ๆคือมึงไม่ให้กุเลือกเลยว่าจะเอารึปล่าว