
เรื่องมันมีอยู่ว่าที่ห้องสวนลุม มีบัตรผ่านคนนึงมาตั้งกระทู้ร้องทุกข์ว่าพ่อของเธอได้เข้ารับการผ่าตัดกระดูกสันหลังที่ รพ แห่งหนึ่ง
แต่ปรากฏว่าพ่อของเธอที่ชราภาพ อายุ 81 ปีแล้ว กลับโดนบุรุษพยาบาลต่อยจนหน้าปูดบวม!!
จขกท ก็เล่าว่าพ่อของเธอได้เช้ารับการผ่าตัดที่ รพ แห่งหนึ่งเพราะมีหินปูนเกาะที่กระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท
หลังผ่าตัดได้หนึ่งวัน จขกท ก็ไปเยี่ยมพ่อของเธอแต่กลับพบว่าพ่อของเธอพูกมัดมือมัดขาไว้กับเตียง
โดยพยาบาลแจ้งให้ จขกท ทราบว่าต้องมัดแขนขาไว้เพราะคนไข้พยายามจะลุกจากเตียง
ณ ขณะนั้นพ่อของ จขกท ยังมีอาการปรกติดีอยู่ มีเพียงมึนงงเล็กน้อยอันเป็นผลข้างเคียงหลังผ่าตัด

วันต่อมาเธอก็ไปเยี่ยมพ่ออีกหน ปรากฏว่ารอบนี้พ่อของเธอกลับมีรอยช้ำบวมเป่งที่เบ้าตาขวาและขากรรไกรซ้าย
พ่อของเธอบอกให้เธอฟังว่ามีเจ้าหน้าที่ของ รพ มาเปลี่ยนถุงปัสสาวะแต่พ่อของเธอปวดมากและกำลังมึนๆ
ก็เลยใช้เท้าถีบไปโดนเจ้าหน้าที่คนนึง ทันใดนั้นเจ้าหน้าที่คนนั้นก็เลยต่อยหน้าพ่อของเธออย่างแรง!!
แต่พ่อของเธอก็ไม่ค่อยจะชัวร์เพราะตอนนั้นยังมึนๆอยู่ จขกท ก็เลยไปสอบถามข้อมูลจากผู้ป่วยเตียงข้างๆ
ซึ่งลุงแกก็เล่าให้ จขกท ฟังว่าพ่อของเธอโดนเจ้าหน้าที่ทุบที่ใบหน้าและทรวงอกอย่างแรงจริงๆ

ขณะที่ลุงอีกคนที่อยู่เตียงตรงกันข้ามบอกว่าพ่อของเธอล้มเอาหน้าฟาดเตียงเอง ซึ่ง จขกท เข้าใจว่า
น่าจะเป็นฝีมือเจ้าหน้าที่สองคนนั้นกุเรื่องโกหกว่าพ่อของเธอดิ้นจนหน้าแหกให้พยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยฟัง
และลุงที่อยู่เตียงตรงกันข้ามก็คงฟังมาจากเจ้าหน้าที่สองคนนี้อีกที
หรือไม่ก็คงไม่กล้าพูดความจริงเพราะกลัวจะโดนสองคนนี้ทำร้ายแหงมๆ
จขกท ก็บ่นว่าเธอผิดหวังกับการให้บริการของโรงพยาบาลแห่งนี้มากๆ
เพราะเจ้าหน้าที่ควรจะดูแลผู้ป่วยให้หายป่วย ไม่ใช่ทำร้ายผู้ป่วยให้อาการเจ็บหนักยิ่งขึ้น!!

ชาวสวนลุมก็แสดงความเห็นกัน บ้างก็แนะนำ จขกท ว่าควรไปร้องเรียนกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลก่อนจะดีกว่า

บ้างก็ประณามเจ้าหน้าที่ทั้งสองคนว่าพวกมึงมันเลวจริงๆ ทำร้ายคนแก่ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ได้ยังไง!?

จขกท ยังบอกอีกว่าเธอได้ไปสอบถามหัวหน้าพยาบาลในวอร์ดที่พ่อเธอรักษาตัวอยู่ และได้ไปลงบันทึกประจำวันกับตำรวจเรียบร้อยแล้ว
หัวหน้าพยาบาลเล่าให้เธอฟังว่าเจ้าหน้าที่ชายสองคนนั้นซึ่งเป็นผู้ช่วยพยาบาล ได้รายงานกับพยาบาลว่าพ่อของ จขกท ล้มหัวฟาดขอบเตียง
ซึ่งขัดแย้งกับที่พ่อของเธอและคนไข้ที่อยู่เตียงข้างๆเล่าให้เธอฟัง จขกท ก็บอกกับชาวสวนลุมว่าเธอไม่มีเจตนาจะฟ้องร้อง รพ. นะ
และเธอก็ไม่ได้เหมารวมว่าเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขมีแต่คนไม่ดี เพราะหมอและพยาบาลที่ให้การรักษากับพ่อของเธอก็บริการได้ดีมาก
แต่ที่ต้องไปแจ้งความลงบันทึกประจำวัน ก็เพื่อที่จะได้มีเอกสารทางราชการไว้แนบเอกสารร้องเรียนไปถึง ผอ.รพ.เท่านั้นเอง

ชาวสวนลุมอ่านที่ จขกท โพสแล้วก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน คือเชื่อว่าที่ จขกท เล่ามาน่าจะเป็นเรื่องจริง

บ้างก็ยุ จขกท ว่าถ้าพ่อแม่ของเธอได้รับการปฎิบัติเหมือนพ่อของ จขกท นะ ป่านนี้ชั้นจะวิ่งโร่ไปฟ้องสรยุทธ
และลากโรงพยาบาลกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดไปออกรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ของนายสรยุทธซะให้เข็ด!!

ทีนี้มันเริ่มดราม่าเมื่ออมยิ้ม “หมอก้อนหิน” โพสในกระทู้ว่า “ฟังหูไว้หู” นะจ๊ะ

จขกท ก็บอกกับหมอก้อนหินว่าไม่เชื่อที่ชั้นเล่ามาก็ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ได้บังคับให้ทุกคนเชื่อที่ชั้นเล่า
อีกอย่างเธอเองก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ที่พ่อของเธอบอกว่าโดนเจ้าหน้าที่ทั้งสองคนทำร้าย
แต่เธอได้ถ่ายภาพรอยแผลบนหน้าและลำคอของพ่อเธอเอาไว้ ที่ยังบวมเป่งฟกช้ำอยู่จนถึงบัดนี้ แม้จะผ่านมาเกือบวันแล้วก็ตาม

ชาวสวนลุมก็รุมด่าหมอก้อนหินว่าเมิงจะปกป้องพวกเดียวกันไปถึงไหนแว๊!?
เป็นหมอทั้งทีมึงแยกไม่ออกเลยหรอว่าแผลจากการถูกทุบกับแผลจากการหกล้มไปชนขอบเตียงมันต่างกันขนาดไหน!!
เอาไว้วันหลังบ้านเมิงโดนโจรยกเค้ามั่ง แต่พอเมิงไปแจ้งความกับตำรวจ ตำรวจกลับบอกมึงอย่างชิวๆว่าฟังหูไว้หูว่ะ!!
แน่ใจเหรอวะว่าบ้านเมิงโดนโจรปล้นจริง บางทีอาจจะเป็นเมิงปล้นตัวเองก็เป็นได้นะเว้ย ถึงตอนนั้นมึงก็จะรู้เองว่า จขกท เขารู้สึกยังไง!!

บ้างก็ประณามคำพูดของหมอก้อนหินว่ามึงพูดจาได้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งว่ะ!!
ถ้าเอ็งสงสัยว่าข้อเท็จจริงของกรณีนี้เป็นยังไง หรือสงสัยประเด็นไหนก็ถาม จขกท เขาไปสิวะ
ไม่ใช่เข้ามาบ่นพึมพำว่า “ฟังหูไว้หู” ถ้าเรื่องอย่างนี้มึงยังไม่สนใจแล้วมึงจะเรียนหมอมาทำไมมิทราบ!!

หมอก้อนหินโดนคนรุมด่าก็บ่นอย่างงงๆว่าอะไรของพวกเอ็งวะ มาด่าตูทำไม? แล้วมาหาว่าตูปกป้องใครฟะ?
ต่อให้ตูอยากปกป้องไอ้เจ้าหน้าที่สองคนในเรื่องเล่าของ จขกท ก็ทำไม่ได้เฟ้ย เพราะมันเป็นคดีอาญาอันยอมความมิได้
แต่ที่กรูบอกให้ฟังหูไว้หูเนี่ย เพราะกรูเจอมาเยอะแล้วที่มีคนเอาเรื่องราวมาเล่าในเน็ท แล้วพอตรวจสอบข้อมูลกันจริงๆ
ไอ้ที่เล่ามากับข้อเท็จจริงมันเหมือนหนังคนละม้วนกันเลยว่ะ ยกตัวอย่างเช่นอมยิ้มชื่อดังในพันทิปคนนึง
ที่เคยอ้างว่าไปวิ่งจ๊อคกิ้งที่ญี่ปุ่นแล้วหลงป่า แต่พอโดนนักสืบพันทิปสอบสวนทำไปทำมา
ปรากฏว่าแม่มกุเรื่องหลงป่าได้หน้าตาเฉย ทั้งที่มันวิ่งจ๊อคกิ้งอยู่แต่ในย่านเมืองแถมยังมี 7-11 ด้วยนะเฟ้ย!!

แล้วหมอก้อนหินก็แนะนำ จขกท ว่าลองไปแจ้งความกับตำรวจก็ดีนะ
แล้วอย่าลืมขอหลักฐานพวกภาพจากกล้องวงจรปิดจาก รพ.ด้วยล่ะ

แต่ชาวสวนลุมก็ยังด่า หมอก้อนหินอยู่ดีว่าเมิงจะมาพูดว่า “ฟังหูไว้หู” ทำเกลืออะไรวะ!?
อมยิ้มชื่อ Ethanol ก็ออกมาแก้ต่างแทนหมอก้อนหินว่าหมอก้อนหินเตือนให้พวกเอ็งฟังหูไว้หูมันผิดตรงไหน!?
ขนาด จขกท เองเขายังไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ตอนที่พ่อของเขาถูกทำร้ายด้วยซ้ำ ดังนั้นพวกเอ็งควรจะฟังหูไว้หูก่อนถึงจะถูก!!

ต่อมาอมยิ้มชื่อ Vapium ก็บอกกับชาวสวนลุมว่า พ่อของ จขกท เขาอายุมากแล้ว
หลังผ่าตัดอาจจะมีอาการ delirium ก็ได้ เจ้าหน้าที่เขาถึงต้องมัดแขนขาเอาไว้
นาย vapium ก็เล่าว่าปู่ของเขาเนี่ยเป็นโรคไต และมีอาการ delirum เป็นประจำ
เวลาเข้า ICU ทีไรก็จะดิ้นชนนู่นชน จนมีรอยฟกช้ำตามตัวเต็มไปหมดเหมือนพ่อของ จขกท เด๊ะๆ
แล้วทำไม จขกท ถึงเชื่อลุงคนไข้เตียงนึงที่เล่าว่าพ่อของเธอโดนเจ้าหน้าที่ทุบ แต่กลับไม่เชื่อลุงอีกคนที่บอกว่าดิ้นจนชนขอบเตียง
สรุปว่าชาวสวนลุมก็อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าข้อเท็จจริงในกรณีนี้เป็นอย่างไร ให้พิจารณาเรื่องที่ จขกท เล่าอย่างมีเหตุผลจะดีกว่าน่า

Delirium หมายถึงอาการเพ้อ คนไข้จะมีอาการสับสนกระวนกระวาย ระดับความรู้สึกตัวลดลง จำอะไรไม่ได้ บลาๆ
ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่นจากยา จากภาวะติดเชื้อ โรคในสมองเช่นเนื้องอก เส้นเลือดในสมองตีบ บลาๆ
รายละเอียดเพิ่มเติมเชิญอ่านที่ url นี้ได้เลยครับ http://thaifp.com/palliative/symptom/delirium/delirium.html
ชาวสวนลุมก็โวยใส่นาย Vapium ทันทีว่ามึงพูดห่าอะไรของมึงวะ!? จขกท เขาก็บอกแล้วไงว่าพ่อเขาตาบวมเขียวปั้ด!!
พ่อ จขกท เขาดิ้นอีท่าไหนวะถึงเอาไปชนขอบเตียงจนบวมปูดแบบนั้นทั้งที่แขนขาเขาก็ถูกมัดอยู่!!

นาย Vapium ก็ตอบชาวสวนลุมว่าประเด็นของกรูคืออยากให้พวกมึงอย่าเพิ่งรีบด่วนสรุปว่าใครผิดใครถูก
เพราะ จขกท ก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ และลุงคนไข้เตียงข้างๆสองคนก็เล่าไม่ตรงกัน
ดังนั้นเรื่องที่เราไม่ได้เห็นกับตา อย่าเพิ่งปักใจเชื่อดีกว่า รอให้ข้อมูลกระจ่างกว่านี้ค่อยตัดสินใจก็ยังได้

ต่อมา จขกท ก็ฝากให้เพื่อนสมาชิกคนอื่นในห้องสวนลุม เอาภาพรอยฟกช้ำของพ่อเธอมาโพสในกระทู้

ชาวสวนลุมเห็นดังนั้นก็พากันกรีดร้องด้วยความคับแค้นและด่าเจ้าหน้าที่ของ รพ.อย่างดุเดือด
บางคนก็ถึงกับสาปแช่งและไล่ให้เจ้าหน้าที่สองคนนั้นไสหัวไปตายซะที่ไหนก็ไป!!

บางคนก็วกมาด่าหมอก้อนหินอีกรอบว่าคุณหมอก้อนหินคะ มึงบอกว่าให้ฟังหุไว้หู
แปลว่ามึงต้องการสื่อว่า จขกท เขาตอหลดตอแหลและกุเรื่องขึ้นมาเพื่อใส่ร้าย รพ. อย่างนั้นเหรอวะคะ!?

นาย vapium ก็ถาม จขกท ว่าทำไมญาติใกล้ชิดอย่างหล่อนถึงไม่เฝ้าไข้พ่อตลอดเวลาล่ะ
ทำไมถึงไปเยี่ยมเฉพาะหลังเลิกงาน นี่ถ้าหล่อนเฝ้าพ่อของหล่อนทั้งวันทั้งคืนตั้งแต่แรก
ป่านีน้ก็คงไม่ต้แงไปถามคนไข้คนนู้นคนนี้ให้วุ่นวายแล้วว่าพ่อของหล่อนมีรอยฟกช้ำเพราะอะไร
เคยคิดบ้างมั้ยว่าการที่หล่อนไม่เฝ้าไข้พ่อของตัวเอง 24 ชั่วโมงก็มีส่วนที่ทำให้พ่อของหล่อนตาเขียวปั้ดอย่างทุกวันนี้เหมือนกัน!!

จขกท ก็ตอบนาย Vapium ว่าพ่อของเธอนอนวอร์ดผู้ป่วยที่เป็นวอร์ดรวม และกำหนดเวลาเยี่ยมตั้งแต่สิบโมงเช้าถึงสองทุ่ม
แล้วจะให้เธอไปนอนเฝ้าไข้ทั้งวันทั้งคืนได้ไง ขนาดที่นั่งในวอร์ดยังไม่มีเลยเพราะเตียงคนไข้เรียงกันแน่นมาก
และลูกๆอย่างชั้นก็ต้องทำมาหากินเพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่และครอบครัวนะคะ เอ็งบอกว่าชั้นควรเฝ้าไข้พ่อตลอดเวลา
ถ้าเกิดพ่อชั้นต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเดือนๆขึ้นมา ชั้นมิต้องลาออกจากงานเพื่อมาเฝ้าไข้พ่อชั้น 24 ชั่วโมงเลยรึไงวะคะ!?
และที่ชั้นไม่ต้องเฝ้าไข้ตลอด 24 ชั่วโมงเนี่ย ก็เพราะชั้นคิดว่าเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเขาไว้ใจได้
แต่เอ็งพูดงี้มันเหมือนกับว่าเจ้าหน้าที่พยาบาลไม่น่าไว้วางใจ ญาติเผลอเมื่อไหร่ก็ทุบคนไข้เมื่อนั้นเลยเหรอคะ!?

นาย Vapium ก็เปรียบเปรยเรื่องของ จขกท ว่าเหมือนแม่จูงลูกไปซื้อของ แม่จูงลูกไม่ดี
ปล่อยให้ลูกวิ่งตัดหน้ารถตายห่าคาที่ แต่แม่กลับโทษแต่คนขับรถฝ่ายเดียว ไม่คิดจะโทษตัวเองเลยซักนิดว่าตัวเองก็ผิดเหมือนกัน!!

แถมนาย Vapium ยังแขวะ จขกท ว่าหล่อนนี่เก่งเนอะ ไหนจะต้องทำงาน ไหนจะต้องเฝ้าไข้พ่อ
แถมยังมาโพสตอบกระทู้ในพันทิปได้ตลอดเวลา ถามหน่อยเหอะว่าเอ็งเล่นเน็ททั้งวันแบบนี้ มีเวลาดูแลพ่อวันละกี่นาทีกันฟะ?

จขกท ก็ตอบนาย Vapium ว่าถ้าโรงพยาบาลเขาอนุญาตให้ชั้นเฝ้าไข้ตอนกลางคืนได้
ชั้นก็คงเอาคอมพ์ไปนั่งตอบกระทู้ข้างๆเตียงพ่ออิชั้นแล้วล่ะค่ะ!! ขอบคุณคุณมึงจริงๆนะคะที่ช่วยตักเตือนว่าอิชั้นยังทำหน้าที่ในฐานะลูกได้ไม่ดีพอ
อิชั้นล่ะดีใจแทนโคตรพ่อโคตรแม่ของมึงจริงๆนะคะ ที่เบ่งอภิชาติบุตรผู้สุดแสนประเสริฐเริ่ดล้ำอย่างมึงออกมาได้ตั้งคนนึง!!

ชาวสวนลุมเห็นดังนั้นก็รุมด่านาย Vapium อย่างดุเดือด บ้างก็ไล่นาย Vapium ว่าถ้ามึงไม่พอใจกระทู้นี้นักก็ไสหัวไปกระทู้อื่นสิวะคะ!!

บ้างก็บอกว่าสงสัยนาย Vapium แม่มจะเป็นเจ้าหน้าที่หนึ่งในสองคนที่ทุบพ่อของ จขกท แหงมๆเลยว่ะ

บ้างก็ประณามนาย Vapium ว่าประเทศชาติมันจะล่มจมเพราะมีคนสันดานเสียอย่างมึงนี่ไง!!

หมอก้อนหินที่เงียบๆไปตั้งแต่ต้นกระทู้ ก็ยังไม่วายโดนหางเลขไปอีกคน
ชาวสวนลุมก็รุมด่าหมอก้อนหินว่าสมองมึงนี่มีแต่ก้อนหินจริงๆว่ะ

บ้างก็ด่าหมอก้อนหินว่ามึงนี่มันเกรียนฉิบหาย พูดมาได้ไงวะว่าให้ฟังหูไว้หู ไอ้หมอบัดซบเอ๊ย!!

บางคนก็ถึงกับด่าหมอก้อนหินเป็นหมาที่นั่งบนก้อนหินเชียวนะ!!

ระหว่างนี้ จขกท ก็มารายงานความคืบหน้าเรื่อยๆ เท่าที่อ่านดูแนวโน้มก็เป็นไปด้วยดี ทั้งตัว จขกทเอง
และทางโรงพยาบาลก็ใส่ใจกับปัญหานี้อย่างใกล้ชิด มีการพักงานเจ้าหน้าที่ที่ต้องสงสัย
และผู้บริหารระดับสูงก็ลงมาสืบสวนข้อเท็จจริงว่าจริงๆมันเกิดอะไรขึ้น
อีกไม่นานความจริงก็คงปรากฏให้พวกเราได้รู้กันว่ารอยฟกช้ำบนลำคอและเบ้าตาของพ่อ จขกท มันเกิดจากอะไร?
อมยิ้มคนนึงบอกว่าเขาก็เป็นหมอนะ และอยากฝากบอกถึงอมยิ้มบางคนในกระทู้นี้ที่เป็นหมอหรือคนในวงการเดียวกันว่า
ที่ จขกท เล่ามาเนี่ยมันไม่ใช่กรณีที่หมอกับคนไข้เข้าใจไม่ตรงกันหรือสื่อนำเสนอข้อมูลผิดๆ อย่างีท่พวกเราออกโรงมาชี้แจงบ่อยๆนะ
แต่ประเด็นคือ จขกท สงสัยว่ามีการทำร้ายร่างกายพ่อของเธอในโรงพยาบาล ขณะที่พ่อของเธอมีอาการเพ้ออยู่หรือไม่?
ดังนั้นการที่ จขกท เอาเรื่องนี้มาโพสในเน็ทก็ไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องน่าเกลียดหรือประจานโรงพยาบาลตรงไหนเลย
ไม่จำเป็นที่หมอจะต้องดาหน้ามาปกป้องเพื่อนร่วมวิชาชีพ แต่ควรจะปล่อยให้สังคมเขาสืบสวนหาข้อเท็จจริงจะดีกว่า

แต่อ่านดราม่านี้แล้วแอดมินสงสัยจริงๆว่าการพูดคำว่า “ฟังหูไว้หู” มันเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ชั่วชาติต่ำช้า
จนถึงขั้นต้องมารุมประณามหมอก้อนหินที่พูดคำๆนี้ไม่รู้ตั้งกี่สิบความเห็นเชียวเรอะ?
ในเมื่อดราม่าที่ผ่านๆมาในเว็บพันทิปมันก็คดีพลิกกันไม่รู้ตั้งกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
และอมยิ้มที่เป็นคนดี มีสมอง มีศีลธรรม ต้องเป็นคนที่เชื่อ จขกท อย่างปักใจและรุมด่าเจ้าหน้าที่ของ รพ. เท่านั้นใช่มั้ย?
อาห์ แล้วดราม่านี้จะลงเอยเช่นไร? “ฟังหูไว้หู” จะกลายเป็นอาชญากรรมหรือไม่?
พวกเธอว์จงตามไปเสพในกระทู้นี้โดยพลัน!!
คุณพ่อวัย 81 ถูกบุรุษพยาบาลทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง ทั้งที่มือทั้ง 2 ข้างถูกมัดไว้กับเตียง……..สาเหตุเพราะ
http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L10349795/L10349795.html








































ผมได้อ่านข้อความหมอก้อนหินหมดแล้วก็เห็นได้ว่า ไม่มีข้อความไหนที่เข้าข่ายคำหยาบ
เก้าก่าย เหยียดหยามผู้อื่น ประเด็นคือเค้าใช้ชื่อ”หมอ”ก้อนหินแถมแย้งความคิดเห็นต่างจากคนอื่น..และสังคมไทยเป็นสังคมที่แปลก
หากมีผู้ร้องทุกข์มาว่าโดนทำร้ายหรือ ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่
ไม่ว่าจะเจ้าหน้าที่ใดๆ ยิ่งตำแหน่งใหญ่นี่ยิ่งดีเลย คือมันต้องทำผิดแน่ๆมันต้องทำร้ายประชาชนผู้ร้องทุกข์
คนนั้นแน่ๆ หากมีใครโพล่งขึ้นมาว่าอย่าเพิ่งปักใจเชื่อ ก็โดนเหมารวมไปเลยว่าเป็นพวกเจ้าหน้าที่
ทั้งๆที่พยายามจะบอกว่าอย่าเพิ่งไปเชื่อ ให้ฟังหูไว้หู เค้าก็ไม่ได้บอกว่าเจ้าหน้าที่ถูกซะหน่อยนะครับ
ความจริงคืออะไรครับ ทั้งผมและคุณๆทั้งหลายต่างก็ไม่ได้อยู่ที่เกิดเหตุทั้งภาพทั้งเสียง
ก็ไม่ได้เห็นไม่ได้ฟัง การจะเชื่อเค้าไปเลยมันก็เหมือนกับการเดาสุ่มนะครับว่าฝ่ายนี้ต้องถูก
ผมคิดว่าหมอก้อนหินพูดถูก ให้สังคมได้ไตร่ตรองก่อน ได้สืบหาความจริงก่อน หากเจ้าหน้าที่สองคนนั้นทำผิดจริงก็ว่าไปตามผิดครับ
แต่นี่ยังไม่มีอะไรมายืนยันได้ หากเค้าสองคนไม่ได้ทำผิดขึ้นมา ก็น่าสงสารนะครับ เอาเป็นว่าผมก็เป็นมนุษย์คนนึงซึ่งก็ไม่มีตาทิพย์
เฉกเช่น คนอื่นๆอีกหลายคนในสังคม ผมก็ไม่รู้ว่าใครผิดใครถูกครับ แต่ผมไม่ปักใจเชื่อเท่านั้นเอง
การแสดงความเห็นใจเป็นสิ่งยอดเยี่ยมต่อครอบครัวผู้ป่วยครับ แต่ก็อย่าเพิ่งด่วนประนามเจ้าหน้าที่ไปครับ
เป็นกุ กุก็ฟังหูไว้หูครับ
พวกสวะนี่แม่งรู้ความแตกต่างระหว่าง ฟังหูไว้หู กับ ไม่เชื่อ
คือแม่มคิดว่า ถ้าไม่เชื่ออย่างสุดๆแล้ว ก็ต้องไม่เชื่อเลย
พระพุทธเจ้าก็บอกไว้แล้วว่าคนเป็นแบบนั้น
ไม่ใช่ไม่เชื่อ แล้วก็ไม่ใช่เชื่ออย่างสนิทใจ เพียงรับฟังไว้
แต่พวกสวะนี้คงไม่เข้าใจหรอก
โห อ่านแล้วแบบว่า ไอ้เชี้ยยยยย กูฟังหูไว้หูเนี่ยกูผิดสินะ
จิ้นกันไปไกล ว่าปกป้องเขาอย่างงู้นอย่างงี้ แล้วมึงรู้ได้ไงว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องจริงวะ
มึงไปออกตัวแทนได้ไงว่าเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน ไอ้กร๊วกเอ้ย
จ่า …
กูว่าคราวนี้ มึงเหี้ยว่ะ
คราวหน้าโคลนไปเป็นอีหมิงใหม่นะ
มันผิดตรงที่ ในฐานะบุคลากรของแพทย์ ชอบมองว่าคนอื่นโง่ แล้วก็เลยพาลสงสัยเรื่องสติปัญญา หรือสัมปชัญญะของผู้อื่น เลยคิดว่าคนอื่นน่าจะโกหก หรือเชื่อถือไม่ได้ .. ทั้ง ๆ ที่คนที่เป็นหมอบางคนก็ไม่ได้เก่งจริง หรือเด็ก ตอพ ก็ไม่ได้ดีไปทุกคน บางคนเป็นเกย์ก็หลอกผุ้หญิงมาแต่งงานด้วยได้ .. ที่สำคัญ สันดานที่เลวร้ายที่สุดของคนเป็นหมอก็คือ ชอบคิดว่า เรื่องของคนไข้ไม่สำคัญ ก็เลยโพล่งคำว่า “ฟังหู ไว้หู” ออกมาแบบไม่คิดไง …. สมมติว่าบุพการีของน้องโดนกระทำแบบนี้ แล้วพี่เป็นหมอ พี่บอกว่า “ฟังหู ไว้หูนะ” น้องโอเค ?
ถ้าคำพูดที่ว่า “ฟังหู ไว้หู” เป้นคำพูดที่ออกมาจากจิตใจที่บริสุทธิ์จริงละก็ ซ้ำยังมิได้เจือด้วยการดูถูกเหยียดหยามแล้ว ขอพี่แนะนำว่าที่คุณหมอนะครับ เวลาบุพการีของน้องสอนสั่งอะไร พูดอะไรกับน้อง น้องลองพูดกับท่านว่า “ขอฟังหู ไว้หูก่อนนะ” ทุกครั้งเลยนะครับน้อง …. แล้วน้องจะเข้าใจคนในนั้นดีขึ้น
@ ผมไม่รู้:
ผมไม่รู้ wrote:
ถ้าคำพูดที่ว่า “ฟังหู ไว้หู” เป้นคำพูดที่ออกมาจากจิตใจที่บริสุทธิ์จริงละก็ ซ้ำยังมิได้เจือด้วยการดูถูกเหยียดหยามแล้ว ขอพี่แนะนำว่าที่คุณหมอนะครับ เวลาบุพการีของน้องสอนสั่งอะไร พูดอะไรกับน้อง น้องลองพูดกับท่านว่า “ขอฟังหู ไว้หูก่อนนะ” ทุกครั้งเลยนะครับน้อง …. แล้วน้องจะเข้าใจคนในนั้นดีขึ้น
fuck u all
idiot
“ฟังหูไว้หู” ผิดในกรณีนี้ เพราะ…
คนไทยหมู่มาก จะมีต่อม Hypocritus ซึ่งจะหลั่งสารผู้ดีจอมปลอมออกมาเมื่อเจอเรื่องแบบนี้
การที่บอกว่า “ฟังหูไว้หู” ไปกระตุกต่อมผู้ดีจอมปลอมเข้า ทำให้หลั่งสารที่มองผู้พูดเป็นพวกใจไม้ใส้ระกำไปเสียฉิบ
ปล.กูพูดแบบหมออออออออออออออออออออออออ
เหี้ยฮุนเซน wrote:
คือมันเป็นคนละกรณีมั้ยอะคับ
พ่อแม่สอน กับฟังข่าวอ่านข่าวเนี่ย
เหมารวม และ คิดไปเอง ไม่มีความจำเป็นจะต้องไปเทียบกับเรื่องอื่น มันไม่มีวันเทียบกันได้ มนุษย์ทุกวันนี้เป็นพวกไบนารี่ ไม่ 0 ก็ 1 แม้แต่ตัวผมเองก็ยังเป็นอยู่บ่อยๆ ยอมรับว่าพอได้อ่านคำว่า “ฟังหู ไว้หู” จาก “หมอ” มันอดคิดและรู้สึกแบบคนที่ด่าหมอไม่ได้
เมื่อมีบุคคลที่มีสถานะเหมือนอยู่ฝ่ายตรงข้ามเข้ามาแสดงตัว และสื่อสารเพื่อให้ทุกคนจงเป็นกลาง มันแทบเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่ทุกคนจะทำตามได้ และยิ่งสถานนะคนเป็น”หมอ” ที่ “ดูเหมือน”ว่าจะมีความรู้สูงกว่าเป็นคนพูด มันยิ่งดึงให้เกิดความคิดในแง่ลบมากขึ้นว่า”มึงคิดว่าฉลาดกว่ากู เลยจะเข้ามาบอกให้กูทำตัวฉลาดกว่านี้ใช่มั้ย” มันจึงได้เกิดดราม่ามาให้เราได้เสพย์กันต่อปายยยย
การเชื่อผู้ใหญ่ครูบาอาจารย์ กับข่าวสารมันคนละเรื่องก๊าน
ผู้ใหญ่เค้าอาบน้ำร้อนมาก่อน เค้ามีประสบการณ์มามากกว่าเรา เราจึงควรเชื่อฟังเค้าในเรื่องที่เค้าผ่านมาก่อน
แต่ก็ไม่ได้ว่าผู้ใหญ่เค้าจะรู้หมดทุกเรื่องนะครับ ไม่มีใครรู้หมดทุกเรื่องบนโลกนี่หรอกครับ
โดยเฉพาะเหตุการณ์ข่าวสารที่เกิดขึ้นแต่ละวันนี่ ต่อให้ไอสไตล์ก็ไม่รู้หรอกครับ ว่าเรื่องไหนจริงเรื่องไหนไม่จริง
เข้าใจมั้ยครับว่ามันไม่ใช่ตรรกกะ ไม่ใช่เรื่องความรู้ แต่มันเป็นเหตุการณ์ชีวิตมนุษย์ซึ่งใครมันจะไปทราบได้ครับ
ประเด็นมันไม่ใช่คำว่า ฟังหูไว้หู หรอก
มันอยู่ที่ กาละเทศะ ต่างหากล่ะ
บุคคล เวลา สถานที่ ไง
ฟังหูไว้หู แต่ไม่ใช้ให้ไปปบอกเค้านี้ ว่าทำอะไรอยู่ ……..ถ้าเงียบๆไว้ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอพูดแบบนี้เรียกว่า”แขวะ”มากกว่ามั้ง
ดราม่ากันเองซะแล้ว เวรจริงๆ
เหี้ยฮุนเซน wrote:
ไม่ว่ายังไง เป็นใครก็ต้องฟังหูไว้หูทั้งนั้นแหละ
สมมติพ่อแม่คุณบอกว่า คนข้างบ้านเนี่ยมันไม่ดี อย่าไปยุ่งกะมัน บลาๆๆ คุณจะเชื่อทันทีเลยเหรอ โดยไม่ดูพฤติกรรมเพื่อนบ้านเลยเหรอ
ส่วนตัว ถ้าพูดคำนั้น พ่อแม่คงบอกว่า “ถ้าไม่เชื่อก็ตามใจ” มั้ง(ที่บ้านเป็นแบบนี้)
ตั้งแต่เริ่มอ่านดราม่ามา กุก็เจอคดีพลิกมาจะบ่อย พอเห็นเรื่องนี้ปุ๊บก็ไม่ได้ปักใจ้ชื่อร้อยเปอร์เซนต์
ไม่คิดว่าอิอมยิ้มมันจะคิดได้ต่างขนาดนี้
ผมว่าเรื่องมันมีที่มาครับ ส่วนตัวเข้าใจว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะอมยิ้มด็อกเตอร์ร็อคเขาแสดงความเห็นเกรียนบ่อยด้วยครับ คนเลยไม่ชอบเยอะ