
แอดมินเชื่อว่าพ่อแม่พี่น้องคงเคยเห็นโฆษณาน้ำดื่ม MRET ที่อ้างว่าใช้รักษาโรคนู้นนี้ได้สารพัดมาบ้าง
ถ้าเข้าไปอ่านในเว็บแบบ official ของ MRET ก็จะเห็นเขาเอาผู้เกี่ยวข้องคนนึงมาอ้างอิง
เขาคนนี้คือ Igor Smirnov ซึ่งจากนี้ไปแอดมินขอเรียกไอ้หมอนี่ว่าอีก้อ แล้วนายอีก้อคนนี้มันเป็นใครกันวะ?

ในเว็บเขาก็บอกว่าไอ้หอกเนี่ยมันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอะไรซักอย่างก็ไม่รู้ แล้วพาทีมวิจัยไปตรวจสอบน้ำพุแห่งนึง
อีก้อพบว่าผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งจากกัมมันตภาพรังสีเชอร์โนบิล เมื่อได้แดกน้ำจากตาน้ำพุแห่งนั้น ปรากฏว่าหายป่วยจากมะเร็งว่ะ
แถมยังมีฤทธิ์นู่นนี่สารพัด เช่นช่วยให้อายุยืน ร่างกายแข็งแรงกว่าวัย กำจัดสารพิษตกค้างในร่างกาย บลาๆ
อีก้อเอาน้ำจากที่นั่นมาวิจัย พบว่าน้ำบริเวณนั้นมีพลังงานโมเลกุลสูงผิดปรกติเพราะพลังสนามแม่เหล็กเจ้มจ้นแถวๆนั้น
อีก้อก็เลยผลิตเครื่องมือขึ้นมาชิ้นนึง เพื่อยัดพลังสนามแม่เหล็กลงไปในน้ำ เป็นที่มาของผลิตภัณฑ์ MRET นั่นเอง

ต่อมาอีก้อก็ได้ตั้งบริษัทและผลิตเครื่อง MRET ขายจนรวยระเบิดระเบ้อ และแน่นอนว่าไอ้ของพรรค์นี้ย่อมต้องมีคนเอามาขายในเมืองไทย
ในเมืองไทยนี่ถึงกับมีคนเอาไปใช้ร่วมกับการรักษาผู้ป่วย HIV ถึงในวัดพระบาทน้ำพุเชียวนะ!!
ข้างล่างนี่เป็นข่าวที่เอามาจาก นสพ.bankokbiz โดยเขาพาดหัวเอาไว้อย่างน่าสะพรึงว่า “อิทธิฤทธิ์น้ำMRET”

แถมยังมีบุคคลากรด้านสุขภาพอย่างแพทย์พยาบาลมาร่วมขบวนแห่นี้กันอย่างคึกครื้น
ถ้าเข้าไปดูในเว็บของ MRET ก็จะเห็นว่ามีหมอมากมายหลายคนออกมานั่งยันนอนยันว่า MRET มันใช้ได้ผลจริงๆนะเธอว์!!

credit : http://www.mret.co.th/index.php?option=com_content&view=article&id=147&Itemid=262
ก่อนที่เราจะไปดูรายละเอียดของไอ้น้ำ MRET นี่ว่ามันทำงานกันยังไง ยัดพลังสนามแม่เหล็กลงไปยังไง
แอดมินขอพาทุกท่านไปอ่านบันทึกการดำเนินคดีระหว่างอีก้อและหุ้นส่วนทางการค้าน้ำ MRET เสียก่อน
เรื่องมันมีอยู่ว่ามีกระทาชายนายหนึ่ง นามว่า IRVING BACKMAN หรือนายแบ๊คแมน
นายแบ๊คแมนคนนี้เดิมทีแกเป็นนักวิจัยและผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสนามแม่เหล็ก
และต่อมาใน 2004 ขณะที่แกนั่งเล่นเน็ทไปวันๆ โชคชะตาก็ดลบันดาลให้นายแบ๊คแมนคนนี้
ไปอ่านบทความเกี่ยวกับน้ำ MRET ของนายอีก้อเข้าให้ นายแบ๊คแมนอ่านปุ๊บก็เกิดสนใจว่าเออมันเข้าท่าดีว่ะ
นายแบ๊คแมนจึงติดต่อนายอีก้อเพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับน้ำ MRET และทั้งสองคนก็คุยกันถูกคอ
อีก้อบอกนายแบ๊คแมนฟังว่าไอ้น้ำ MRET ของเขาเนี่ยมันเทพจริงๆนะ สามารถใช้รักษาผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้ด้วย
ในที่สุดทั้งสองคนก็ตกลงปลงใจร่วมหอลงโรงเป็นหุ้นส่วนการค้ากัน และทั้งคู่ก็ได้เซ็นสัญญา
Agreement of Non-Circumvention (NCA) ร่วมกัน ในวันที่ 9 มีนาคม 2004 หรือเมื่อเจ็ดปีทีแล้ว
ในสัญญาระบุว่านายแบ๊คแมนจะรับผิดชอบด้านการขาย โดยจะเอา MRET ไปโฆษณาให้นักวิจัย นักลงทุน และผู้บริโภคทั่วไปได้รู้สรรพคุณของน้ำ MRET
โดยมีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนว่าถ้าบริษัทของนายอีก้อจะเซ็นสัญญาเป็นคู่ค้ากับใครที่ได้รับการแนะนำผ่านนายแบ๊คแมน จะต้องจ่ายค่าต๋งให้กับเขาด้วย

และแล้ววันเวลาก้ผ่านไปสามปีนับจากที่มีการเซ็นสัญญา NCA ร่วมกัน นายแบ๊คแมนก็ซื้อสินค้าจากนายอีก้อไปขายต่อให้หมอ หรือนักวิจัย
รวมๆแล้วก็เป็นเงินประมาณ 52000$ หรือประมาณหนึ่งล้านหกแสนบาท เป็นขั้นต่ำ ในช่วงแรกของการจับมือทำธุรกิจ MRET ยังคงขายได้ไม่ดีนัก
นายแบ๊คแมนก็เลยออกความเห็นว่าเอางี้ดีกว่า ถ้าอยากให้คนซื้อ MRET เยอะๆ เราต้องหางานวิจัยเพื่อมาสนับสนุนประสิทธิภาพของมัน
นายอีก้อไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับความคิดของนายแบ๊คแมน แต่ก็เออออรับคำไป และทั้งสองคนก็เซ็นสัญญาร่วมกันว่า
จะไปจ้างมหาวิทยาลัยแห่งนึงให้มาทำการทดลองพิสูจน์ประสิทธิภาพของน้ำ MRET
โดยนายแบ๊คแมนจะออกเงินค่าวิจัยให้ 2/3 ส่วนนายอีก้อต้องออกเงินค่าวิจัย 1/3

หลังจากงานวิจัยสำเร็จลุล่วงในปี 2006 นายอีก้อก็เสนอให้นายแบ๊คแมนเอางานวิจัยฉบับนั้นไปใช้โฆษณาสินค้า MRET ด้วย
ส่วนตัวนายอีก้อเองก็เอาเนื้อหาบางส่วนจากงานวิจัยนี้ไปใช้ในหนังสือและงานวิจัยของเขาที่อ้างอิงว่า MRET ใช้ช่วยรักษาคนไข้ HIV และอัลไซเมอร์ได้
และหลังจากนายแบ๊คแมนกับนายอีก้อเอางานวิจัยฉบับนั้นมาใช้ ผลประกอบการของบริษัทนายอีก้อก็พุ่งทะยานฟ้า!!

จากสองปีแรกช่วงที่ยังไม่มีงานวิจัยฉบับนั้นมาอ้างอิง ยอดขายต่ำเตี้ยเรี่ยดินแทบจะเท่ากับศูนย์
แต่พอมีงานวิจัยมาช่วยโฆษณาเท่านั้นแหละ!! ยอดขายพุ่งขึ้นเป็น 15 ล้านบาทในปีแรก!! 30 ล้านบาทในปีถัดมา!!
และยอดขายของ MRET ก็ทำท่าว่าจะทะยานขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งปี 2008 ยอดขายของ MRET ทะยานขึ้นไปถึงหลักร้อยล้านบาท!!
นับว่าการตัดสินใจของนายแบ๊คแมนถูกต้องอย่างยิ่งยวดทีเดียวที่ไปจ้างผลิตงานวิจัยเพื่อโฆษณา MRET
แต่ด้วยวิสัยมนุษย์ที่มีความโลภอยู่ในกมลสันดาน เมื่อผลประโยชน์และเงินทองไหลมาเทมา ความขัดแย้งก็ตามมาด้วยเช่นกัน
นายอีก้อได้ให้เมียของตัวเองที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัว ไปคุยกับนายแบ๊คแมนช่วงปลายปี 2006
ว่าถ้าอยากจะดำเนินธุรกิจกับบริษัทของนายอีก้อต่อไป เราต้องยกเลิกสัญญา NCA แล้วเซ็นสัญญาฉบับใหม่

และในขณะเดียวกันนั้นนายอีก้อก็ส่งเมล์ไปบอกกับนายแบ๊คแมนในทำนองว่า
กรูไม่เคยพูดซักคำว่า MRET มันใช้รักษาคนป่วยได้ ถ้าเอ็งอยากจะเอาไปแนะนำให้หมอหรือบุคคลากรทางการแพทย์ใช้ MRET
เพื่อรักษาคนไข้ก็เรื่องของเอ็ง แต่แบกรับความเสี่ยงกันเอาเองนะเว้ย!!”
และไม่กี่เดือนถัดมา ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนและคู่ค้าของนายอีก้อและนายแบ๊คแมนก็จบลงในเดือนมีนาปี 2007
เมื่อนายอีก้อส่งทนายไปบอกกับนายนแบ๊คแมนว่ากรูขอยกเลิกสัญญา NCA ของมึงกับกรูนะ!!
นายแบ๊คแมนก็โวนว่ามึงทำงี้กะกรูได้ไงวะสาด!! กรูเสียเวลาโฆษณา MRET ให้มึงตั้งเยอะแยะ มึงจะมาเขี่ยกรูทิ้งง่ายๆแบบนี้เลยหรอ!!
นายแบ๊คแมนจึงทำการยื่นฟ้องต่อศาลของสหรัฐอเมริกาเพื่อเรียกค่าเสียหายจากนายอีก้อ ทั้งเงินค่าซื้อสินค้า MRET มาโฆษณา
ทั้งเงินค่าจ้างให้มหาวิทยาลัยผลิตงานวิจัยเพื่อโฆษณา MRET และค่าเสียเวลาเป็นเงินจำนวนมหาศาล!!

สรุปสั้นๆง่ายๆว่าคดีนี้คือเหี้ยกัดกัน เอา MRET มาขายหลอกแดกตังค์คนป่วยจนอิ่มหมีพีมันแล้วว่างงานจัดเลยงับกันเอง
ในเอกสารการฟ้องร้องมีการพูดถึงเรื่องการแก้ไขสัญญาและอีกหลายๆประเด็นแต่แอดมินคิดว่าไม่น่าสนใจ
จะขอข้ามไปในประเด็นที่น่าสนใจนั่นคือนายแบ๊คแมนกล่าวหาว่านายอีก้อได้หลอกลวงตัวเองให้หลงเชื่อว่า MRET สามารถใช้รักษาโรคได้จริง
และหลงร่วมมือทำธุรกิจกับนายอีก้อมานานถึงสี่ปีเพราะหลงเชื่อว่ามันใช้รักษาโรคได้จริง แต่ฝ่ายทนายของนายอีก้อตอบโต้ว่า
จริงๆแล้วนายแบ๊คแมนมันรู้ตั้งแต่ปีแรกที่รู้จักกับนายอีก้อแล้วว่าไอ้น้ำ MRET ห่าอะไรนี่มันใช้รักษาโรคไม่ได้จริง!!
แต่ทั้งที่นายแบ๊คแมนรู้ความจริงในข้อนี้ แต่ก็ยังคงร่วมมือกับนายอีก้อโฆษณาน้ำ MRET เพื่อขายให้ผู้ป่วย HIV เอาไปใช้อยู่ดี!!
ข้อมูลที่แอดมินหยิบมาแปลนี้มาจากบันทึกของศาลสหรัฐอเมริกา ที่ทำการไต่สวนคดีเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2010
และศาลได้พักการพิจารณาคดี และนัดไต่สวนครั้งต่อไปในวันที่ 14 กพ. 2011 ถ้ามีความคืบหน้าแต่ประดารใดแอดมินจะเอามารายงานเพิ่มเติมทันที

credit :http://ma.findacase.com/research/wfrmDocViewer.aspx/xq/fac.20101117_0001012.DMA.htm/qx
เอาล่ะครับพ่อแม่พี่น้อง อ่านมาถึงตรงนี้ก็คงพอจะมองออกนะครับว่านายอีก้อคนนี้มันมีลิ้นกี่แฉก
จากนี้ไปแอดมินจะพาทุกท่านไปดูว่าไอ้เครื่อง MRET นี้มันมีกลไกการทำงานอย่างไร!?
ในพันทิปเคยมีอมยิ้มผู้กล้าหาญชาญชัยคนหนึ่งนามว่า “Puff” ไปค้นข้อมูลของเครื่องผลิตน้ำ MRET ที่บอกว่าจดสิทธิบัตรที่อเมริกามาให้ดู
![]()
อ่ะแฮ่ม นาย Puff เขาตั้งชื่อกระทู้แบบล่อเป้านิดหน่อย ไม่ต้องไปใส่ใจชื่อกระทุ้ก็ได้นะครัฟ
นาย Puff แกก็เอาเอกสารสิทธิบัตรของไอ้เครื่อง MRET ที่ว่ามาให้ดู

อันนี้เป็นบทความคัดย่อของเครื่องผลิตน้ำ MRET นี้ซึ่งนายอีก้อแกก็โม้นู่นโม้นี่ไปเรื่อยว่ามันใช้รักษาโรคสารพัด
รายละเอียดเพิ่มเติมไปอ่านที่กระทู้ในพันทิปกันเอาเองนะครัฟ

ทีนี้มันไฮไลท์ก็ตรงภาพโครงสร้างของไอ้เครื่อง MRET ที่ว่าเนี่ย …เอิ่มแอดมินก็ไม่รู้จะพูดยังไงดีว่ะครับ
เอาเป็นว่าดูภาพข้างล่างแล้วช่วยกันหัวเราะให้ลั่นบ้านกันหน่อยก็แล้วกันนะตัวเธอว์

มีแค่เนี้ย!? ไอ้เครื่องผลิตน้ำ MRET พลังแม่เหล็กสุดอัศจรรย์พันลึกของมึงมีโครงสร้างภายในอยู่แค่เนี้ย!?
แอดมินว่าแค่ใช้เงินไม่ถึงพันก็สามารถสร้างเครื่องผลิตน้ำ MRET ไว้ใช้ที่บ้านด้วยตัวเองได้แล้วนะเว้ย!!
แต่พ่อแม่พี่น้องรุ้มั้ยครับว่าไอ้เครื่องผลิตน้ำ MRET เนี่ยมันขายกันเท่าไหร่? อยากรู้ก็ลองเลื่อนลงไปดูภาพข้างล่างสิครัฟ!!

สี่หมื่น!! ไอ้แม่ยิ้ม!! โครงสร้างข้างในมึงมีแต่หลอดไฟ LED มึงเอามาขายพวกกรูสี่หมื่น!! สร๊าดดดดด!!
แต่น่าเสียดายจริงๆ หลังจากที่นาย Puff เอาข้อเท็จจริงของเครื่องผลิตน้ำ MRET มาแฉ
กลับโดนใครก็ไม่รู้ที่โดนนาย Puff ขัดผลประโยชน์ ขู่ว่าจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย
ทำให้เว็บพันทิปที่ปรกติก็ตื่นตดอยู่แล้ว ยิ่งตื่นตดจนขี้หลุบในเข้าไปแทนที่สมอง
ลบเนื้อหาใน bloggang ของนาย Puff ที่เคยลงข้อมูลแฉ MRET จนหมดสิ้น!! จนเหลือเพียงแค่กระทู้นี้เพียงกระทุ้เดียว
http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2007/11/X6062425/X6062425.html
แอดมินรู้ละอายแทนเว็บที่อ้างตัวว่าเป็นสังคมคุณภาพเสียจริงๆ ถ้าไม่กล้ายืนหยัดข้างสมาชิกที่ลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ถูกต้อง
แล้วมึงยังมีหน้าเรียกตัวเองว่าเป็นสังคมคุณภาพได้อย่างไร? กรูว่าบอร์ดปาล์มยังมีคุณภาพมากกว่าพวกมึงเป็นล้นพ้น!!
และเมื่อทุกท่านอ่านบทความนี้จบแล้ว แอดมินก็หวังว่าพ่อแม่พี่น้องทุกท่านจะสามารถตัดสินใจได้ว่า
ถ้ามีคนที่พวกเอ็งรักเกิดเจ็บป่วยไม่สบาย หรือป่วยหนักระยะสุดท้าย พวกเอ็งจะซื้อ MRET ไปให้คนๆนั้นใช้หรือไม่!?
สำนักข่าวดราม่ารายงาน!!








































แค่เอาน้ำมาวางให้โดนแสงก็ปรับโมเลกุลได้แล้วเหรอ ง่ายกว่าสร้างheavy waterอีกนะนั่น
ตัด Section ดูแล้ว ไปนั่งประกอบที่บ้านได้เลยนะนั่น ของครบ
ประกอบซักเครื่องแล้วเอาน้ำไปให้อาม่ากินซิจะหายมั้ย =_=*
เจริญเหอะสังคมคุณภาพ เรียก สังคังคุณภาพ ดีกว่า คุณภาพทั้งน้านนนน
ถ้าเก๋ามากมรึงฟ้องดราม่ามาเลย
คล้ายๆน้ำ ในแม่น้ำ…. ที่อินเดียรึปล่าว
พันดริฟท์ Only สินะ
ขายแพงจัง แล้วแค่โดนแสงปรับโมเลกุลได้แล้ว ถ้างั้นโดนแสงอาทิตย์ก็ปรับโมเลกุลได้สิ
ไฟ led ปรับโมเลกุลน้ำ เอาอะไรคิด
@ nitinun:
เห็นด้วยอย่างแรง
ปรับโมเลกุลไงอ่ะ น้ำทุกชนิดมันก็ยังเป็น H2O อยู่วันยังค่ำไม่ใช่เหรอ
(ไม่แน่ใจนะครัฟ)
มรึงแดก ดิวทีเรียมH2O เรยมั้ย
บอร์ดปาล์มอีกแล้วนะจ่า
นึกถึงน้ำวิเศษ Adoxy
เคยได้ยินมาว่า สิ่งแวดล้อมส่งผลต่อ “ผลึกของน้ำ” ค่ะ มีคนญี่ปุ่นและคนจีนวิจัยเรื่องนี้จำชื่อไม่ได้แล้วอ่านนานแล้ว
แต่เรื่องที่ว่ากินลงไปแล้วดีวิเศษวิโสนี่ไม่มีค่ะ
แต่เรื่องน้ำนี่คงคล้ายกับจิตใจคน ถ้าได้รับคำพูดดีๆคลื่นเสียงดีๆ ก็รู้สึกดี น้ำก็เป็นสสารรับคลื่นได้ถ้ากักเก็บคลื่นดีๆไว้ กินลงไปคงส่งผลด้านจิตวิทยา อาจทำให้รู้สึกดีขึ้น
แต่ไอ้แสงLED นี่ไม่คิดว่ามันสวยงามรึว่าให้ความรู้สึกดีตรงไหนเลยค่ะ คงไม่ทำให้โมเลกุลผลึกสวยขึ้นเหมือนบทสวดมนต์หรือเพลงของโมสาร์ทหรอก
ระหว่างน้ำนี่กับน้ำป้าเช้งอะไรอร่อยกว่ากัน ใครกินแล้วมาบอกหน่อยสิ
แม่เรากินมาแล้ว ตอนเป็นมะเร็ง หมอให้กินน้ำมากๆ ตอนให้คีโม
ปรากฎว่า
แม่บอก…เป็นเบาหวานต่อ
ทั้งๆ ที่ไม่เคยเป็นเลย
ส่วนมะเร็งนั้นหายจาก การผ่า คีโม ฉายแสง ไม่เกี่ยวกับ น้ำกายสิทธิ์เลย
มันก็ไอ้ครือๆกันกะน้ำป้าเช็งแล้วก็ไอ้น้ำดื่มที่ขายที่วัดหลวงพ่อปากแดงแหละว๊า
แหม ถ้าน้ำที่เอามาฉายแสงจากหลอด LED แล้วกินเข้าแก้มะเร็งได้งั้น ผมที่ชอบเอาขวดน้ำไปตั้งใกล้ๆจอคอมจอโทรทัศน์ตอนกำลังนั่งดูนั้งเล่นแล้วเอามาดื่มเอามาดื่มผมคงเป็นอมตะแล้วล่ะ(ทำมาตั้งแต่เล็กๆ) ก็หลอดฉายภาพของโทรทัศน์กับจอคอมสมัยก่อยก่อนใหญ่กว่า LED ตั้งกี่เท่าล่ะ บ้าไปแล้ว
อาจาร์ยวิทย์ฯ และ ผอ.โรงเรียนเก่าผมซื้อกินอยู่
ไชโย
MRET เชิญร่วมสัมมนา “ปันน้ำใจ ห่วงใยผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี วัดพระบาทน้ำพุ” 19 มี.ค.
http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000034341
มีใครไปมาแล้วมั่งคับ
คนคิดเครื่องนี่มันมีความรู้ป่าววะ แต่มันเจ๋งหว่ะ ไม่ต้องใช้ความรู้เลย แต่หลอกพวกจบสูงได้นิ่มๆ
พอ ๆ กับเครื่อง GT200 เลยอะ
มีหมู่บ้าน หมู่บ้านหนึ่งเห็นน้ำผุดมาจากหลังบ้าน เพื่อนบ้านก็ เลยนึกว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์แล้วพากันบอกปากต่อปาก คนป่วยพากันมาตักซดดื่ม บ้างก็ตักใส่ขวด ฝากเพื่อนบ้าน…
หลายวันต่อมาจึงรู้ว่า น้ำที่ผุดขึ้นมานั้น เป็นน้ำจากท่อส้วมแตก!!!
เพื่อนกูยังเชื่อไม่เลิก
ไร้หลักฐาน-_- เล่นพระเลยนะท่าน
ปาดดดดดด ราคาเท่ากับเงินเดือนคนคนนึงทั้งเดือน
แบบนี้กูไปซื้อไอ้เครื่องกรองน้ำนั่นดีกว่าไหม
ถูกกว่าแถมได้ไปมัลดีฟด้วยนะเออ
ไสม่รู้จักไอ้เครื่องนี้ และรู้สึกดีที่ไม่ได้รู้จักมัน
พลังงานแม่เหล็กจะทำให้โครงสร้างของน้ำมีขนาดเล็กลงได้อย่างไร?
ถ้านำน้ำมาผ่านสนามแม่เหล็ก (Magnetic Field) พลังงาน แม่เหล็กจะทำให้โครงสร้างทางกายภาพของน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลงแต่คุณสมบัติทาง เคมีของน้ำจะไม่เปลี่ยน โมเลกุลก็ยังคงเป็นไฮโดรเจน (Hydrogen) 2 อะตอม กับ ออกซิเจน ( Oxygen ) 1 อะตอม เหมือนเดิมแต่เกิดการจับกลุ่มที่มีโครงสร้างจำนวนโมเลกุลน้ำ ( H2O ) น้อยลงที่เคยเกาะเป็นกลุ่มละ 14 โมเลกุล เช่น น้ำประปาก็จะลดลงมาเหลือเพียง 6 โมเลกุลต่อ 1 กลุ่ม ซึ่งเราเรียกน้ำที่มีกลุ่มขนาดเล็กนี้ว่า Micro Cluster Water (น้ำกลุ่มเล็ก)
ผมว่าวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ แล้วไอ้กระบวนการการทำงานของเครื่องเราก็ยังรู้ไม่หมด ภาพแค่นั้นไม่สามารถบอกองค์ประกอบได้หรอกคับ
ขายตั้ง 43500 ว้ายยยยยย เอาเงินไปเก็บเเต่งเมียเเต่งผัวไม่ดีกว่าหรา…
หนูเหมียว wrote:
สำหรับบางคนอาจมากกว่าหนึ่งเดือนด้วยซ้ำไป
บ้านเรายังบ้ากินกันอยู่ทั้งบ้านเลย ญาติมาก็มากรอกใส่ขวดเอาให้ไปกินด้วย แต่คนแก่ๆเค้าทำแล้วสบายใจก็ให้ทำไปเถอะยิ่งไปเถียงไปบังคับ จะเครียดกันปล่าวๆ
พึงตั้งจิตให้สงบ wrote:
ที่บอก14โมเลกุลต่อ1กลุ่มนี่หมายความว่า 14โมเลกุลต่อ1โมลรึเปล่าคะ
แค่สงสัย wrote:
คือ ตามปกติสารที่เป็นโมเลกุลมีขั้ว จะเรียงตัวเป็นรูปแบบที่มันเหมาะสม จินตนาการก็เหมือน เอาแม่เหล็กมาวางใกล้ๆกัน มันก็จะมาดูดกันแบบนั้นอะนะ น้ำก็เหมือนกัน ในสภาวะต่างๆก็จะมีรูปแบบที่เหมาะสมแตกต่างกันไป เพราะงั้น ไม่ได้เกี่ยวไรกับโมลเลย
แล้วไอ้การรบกวนด้วยแม่เหล็กเนี่ย มันเป็นการรบกวนแค่พลังจากภายนอก จินตนาการต่อจากแม่เหล็กตะกี้ก็เหมือนเอามือไปดึงแยกไว้ พอมันพ้นสนามแม่เหล็กมา ก็เหมือนเลิกดึง มันก็กลับไปเป็นกลุ่มอย่างเดิม แน่นอน ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ ขอฟันธง ไม่มีประโยชน์ชัวร์ๆ ส่วนเรื่องการทำงานของเครื่อง ถ้ามันมีคนถามเยอะๆ มันก็ต้องอธิบายให้ละเอียดกว่านั้นแล้ว แต่เพราะทำไม่ได้ เลยแถได้แค่นั้น หลอกชาวบ้านไป
ปล.เราไม่ใช่นักเคมี ไม่รู้หรอกนะว่าไอ้โมเลกุลนั่นมันจะอยู่ 14 อันหรือ 6 อัน แต่ที่แน่ๆ จะอยู่ยังไงก็ไม่มีประโยชน์ทั้งนั้น เพราะ แรงที่ดึงมันเป็นกลุ่มแบบนั้นมันเป็นแค่ขั้วไฟฟ้าอ่อนๆ ของไฮโดรเจนกับออกซิเจนแค่นั้น ไม่มีทางคงรูปได้หรอก มันอยู่ในสภาพไดนามิกที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดเวลา ยกเว้นน้ำในตัวเราจะเป็นน้ำแข็งก็ค่อยมาจัดให้มันเรียงตัวสวยงามละกันนะ
โอ้ว เจ๊ดเช้ดโต้ววววววว!!
นี่มันเข้าข่ายน้ำพลังงานตรีเอกานุภาพเลยนี่หว่า!!!
ชื่อนักประดิษฐ์ แม่งเหมือน ตัวละครในการ์ตูนกันดั้ม00 เลยวุ้ย
Igor Smirnov หมีขาวแห่งอะไรสักอย่าง
มันบังเอิ๊ญ บังเอิญ
เอ่อ ข้าพเจ้าว่าบอร์ด หลังw-only ยังมีคุณภาพกว่าบอร์ด พันดริฟท์ อีกฟ่ะ
อื้อหือ…. GT200 กับ MRET ไม่ต่างกันเลย
พยายามจะอ่าน paper มันแล้วนะ แต่อ่านๆไปเหมือนเขียนไปหลักลอยๆ
ตูเขียน paper ไปส่งให้ที่นี่ ยังไงก็คงผ่านซินะ
พึงตั้งจิตให้สงบ wrote:
อนุภาคคลัสเตอร์น่ะรู้จักแน่ แต่บอกทีว่า สนามแม่เหล็กทำให้โครงสร้างทางโมเลกุลเปลี่ยนน่ะเปลี่ยนยังไง ใช้สนามพลังงานเท่าไหร่ ให้ในทิศไหน ตัวกำเนิดสนามอยู่ตรงไหน ทำด้วยอะไร อีแค่คำว่าโพลีเมอร์น่ะไม่กระจ่าง อย่ามาบอกนะว่าLEDหลอดละไม่กี่บาดมันสร้างแล้วสะเทือนน้ำกระบอก
แล้วถ้าให้ชัดก็ช่วยบอกขั้นตอนที่แม่เหล็กเข้าไปมีผลกับโมเลกุลน้ำหน่อยสิ เอาให้ละเอียดนะ ไม่ต้องห่วง ความรู้ถึงพอจะตามทัน
ไอ้ใส่ไอนั้นแล้วไอนี่จะเป็นอย่างงี้น่ะไม่เอา บอกมาเลยว่าไปแอคทีฟตรงไหน ด้วยกระบวนการอะไร เอาสูตรเคมีมาด้วยก็ยังได้
อ้อๆ เพิ่มเติมจากคห.บน
บอกด้วยว่า ทำไมถึงมีดีกว่าน้ำธรรมดา
จัดมาเลย
”สรุปสั้นๆง่ายๆว่าคดีนี้คือเหี้ยกัดกัน เอา MRET มาขายหลอกแดกตังค์คนป่วยจนอิ่มหมีพีมันแล้วว่างงานจัดเลยงับกันเอง”
ชอบประโยคนี้จังเลยฮ๊าฟ
เรียกง่ายๆ “น้ำดักควาย”
เหยดดด แค่มีไอ้เครื่องส้นตีนนี่แบบนี้มนุษย์เราก็พร้อมสู้นิวเคลียร์แล้วสิวะเนี่ย
เป็นน้ำอะไรก็ไม่รู้กินแล้วเวียนหัวมากเลย กินไปคิดว่าจะดีแต่ไม่เห็นดีอย่างที่เค้าว่ากันเอาใครต่อใครมายืนยันว่าดีอย่างโน้นอย่างนี้สำนักงานอยู่ไม่ไกลครับอยู่แถวฝั่งธนตึกสินธร ผู้บริหารเป็นผู้หญิงดูเหมือนคนใจดีทำงานเพื่อสังคมด้วยแต่ที่ไหนได้ทำเพื่องินในกระเป๋าตัวเองมากกว่า คุณธรรมก็ไม่มีเลยจะไปเชื่อได้งัย คนที่ซื้อไปก็น่าสงสารมากเลย ฉลากกันเถิดพี่น้องทุกคน
อยากรู้จักคะว่าบริษัทนำเข้าเครื่อง MRET นี้ปิดไปยังคะเมื่อไหร่จะโดนปิดไปสักทีจะได้ไม่ไปหลอกใครต่อใครอีกนะห่วยมากๆๆๆๆๆๆๆ
อ่า… สูงสุดคืนสู่สามัญ อาการแบบนี้มันครือกับว่าหมอฉีดยาแก้ไข้ทั้งที่ยาแก้ไข้นั้นไม่มี (เพราะมันเป็นเพียงยาแก้ปวดกับยานอนหลับอ่อนๆเท่านั้นเอง
)
จะไปโทษคนขายอย่างเดียวคงไม่ถูกนะในความคิดของผม อย่างน้อยคนซื้อน่าจะเอะใจก่อนซื้อสักนิดเนอะ
ปล. ล่าสุดเจอโฆษณาแว่นกันแดดที่วิจัยโดยองค์กรวิจับอวกาศ เยดเข้! นั่งดูแล้วปวดม้ามโครต หัวเราะจัดไปหน่อย
ไทยเราเอามั่ง น้ำต้มใส่ใบเตย แก้โรคครอบจักรยาน เฮ้ย จักรวาล
สรรพคุณ แก้กระหาย หอมซื่นจาย~