ดราม่าเอยจงซับซ้อนยิ่งขึ้น
ดราม่าเอยจงซับซ้อนยิ่งขึ้น

[รายงานพิเศษ]MRETน้ำกายสิทธิ์!!

 photo HON Garena  photo BeeTalk Garena
 photo PB Garena

แอดมินเชื่อว่าพ่อแม่พี่น้องคงเคยเห็นโฆษณาน้ำดื่ม MRET ที่อ้างว่าใช้รักษาโรคนู้นนี้ได้สารพัดมาบ้าง

ถ้าเข้าไปอ่านในเว็บแบบ official ของ MRET ก็จะเห็นเขาเอาผู้เกี่ยวข้องคนนึงมาอ้างอิง

:shock: เขาคนนี้คือ Igor Smirnov ซึ่งจากนี้ไปแอดมินขอเรียกไอ้หมอนี่ว่าอีก้อ แล้วนายอีก้อคนนี้มันเป็นใครกันวะ?

ในเว็บเขาก็บอกว่าไอ้หอกเนี่ยมันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอะไรซักอย่างก็ไม่รู้ แล้วพาทีมวิจัยไปตรวจสอบน้ำพุแห่งนึง

:?: อีก้อพบว่าผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งจากกัมมันตภาพรังสีเชอร์โนบิล เมื่อได้แดกน้ำจากตาน้ำพุแห่งนั้น ปรากฏว่าหายป่วยจากมะเร็งว่ะ

แถมยังมีฤทธิ์นู่นนี่สารพัด เช่นช่วยให้อายุยืน ร่างกายแข็งแรงกว่าวัย กำจัดสารพิษตกค้างในร่างกาย บลาๆ

อีก้อเอาน้ำจากที่นั่นมาวิจัย พบว่าน้ำบริเวณนั้นมีพลังงานโมเลกุลสูงผิดปรกติเพราะพลังสนามแม่เหล็กเจ้มจ้นแถวๆนั้น

:oops: อีก้อก็เลยผลิตเครื่องมือขึ้นมาชิ้นนึง เพื่อยัดพลังสนามแม่เหล็กลงไปในน้ำ เป็นที่มาของผลิตภัณฑ์ MRET นั่นเอง

ต่อมาอีก้อก็ได้ตั้งบริษัทและผลิตเครื่อง MRET ขายจนรวยระเบิดระเบ้อ และแน่นอนว่าไอ้ของพรรค์นี้ย่อมต้องมีคนเอามาขายในเมืองไทย

:shock: ในเมืองไทยนี่ถึงกับมีคนเอาไปใช้ร่วมกับการรักษาผู้ป่วย HIV ถึงในวัดพระบาทน้ำพุเชียวนะ!!

ข้างล่างนี่เป็นข่าวที่เอามาจาก นสพ.bankokbiz โดยเขาพาดหัวเอาไว้อย่างน่าสะพรึงว่า “อิทธิฤทธิ์น้ำMRET”

credit :http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/health/20110222/378393/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C-%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%97.html

แถมยังมีบุคคลากรด้านสุขภาพอย่างแพทย์พยาบาลมาร่วมขบวนแห่นี้กันอย่างคึกครื้น

:cry: ถ้าเข้าไปดูในเว็บของ MRET ก็จะเห็นว่ามีหมอมากมายหลายคนออกมานั่งยันนอนยันว่า MRET มันใช้ได้ผลจริงๆนะเธอว์!!

credit : http://www.mret.co.th/index.php?option=com_content&view=article&id=147&Itemid=262

ก่อนที่เราจะไปดูรายละเอียดของไอ้น้ำ MRET นี่ว่ามันทำงานกันยังไง ยัดพลังสนามแม่เหล็กลงไปยังไง

แอดมินขอพาทุกท่านไปอ่านบันทึกการดำเนินคดีระหว่างอีก้อและหุ้นส่วนทางการค้าน้ำ MRET เสียก่อน

เรื่องมันมีอยู่ว่ามีกระทาชายนายหนึ่ง นามว่า IRVING BACKMAN หรือนายแบ๊คแมน

นายแบ๊คแมนคนนี้เดิมทีแกเป็นนักวิจัยและผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสนามแม่เหล็ก

และต่อมาใน 2004 ขณะที่แกนั่งเล่นเน็ทไปวันๆ โชคชะตาก็ดลบันดาลให้นายแบ๊คแมนคนนี้

:lol: ไปอ่านบทความเกี่ยวกับน้ำ MRET ของนายอีก้อเข้าให้ นายแบ๊คแมนอ่านปุ๊บก็เกิดสนใจว่าเออมันเข้าท่าดีว่ะ

นายแบ๊คแมนจึงติดต่อนายอีก้อเพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับน้ำ MRET และทั้งสองคนก็คุยกันถูกคอ

อีก้อบอกนายแบ๊คแมนฟังว่าไอ้น้ำ MRET ของเขาเนี่ยมันเทพจริงๆนะ สามารถใช้รักษาผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้ด้วย

ในที่สุดทั้งสองคนก็ตกลงปลงใจร่วมหอลงโรงเป็นหุ้นส่วนการค้ากัน และทั้งคู่ก็ได้เซ็นสัญญา

Agreement of Non-Circumvention (NCA) ร่วมกัน ในวันที่ 9 มีนาคม 2004 หรือเมื่อเจ็ดปีทีแล้ว

ในสัญญาระบุว่านายแบ๊คแมนจะรับผิดชอบด้านการขาย โดยจะเอา MRET ไปโฆษณาให้นักวิจัย นักลงทุน และผู้บริโภคทั่วไปได้รู้สรรพคุณของน้ำ MRET

:| โดยมีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนว่าถ้าบริษัทของนายอีก้อจะเซ็นสัญญาเป็นคู่ค้ากับใครที่ได้รับการแนะนำผ่านนายแบ๊คแมน จะต้องจ่ายค่าต๋งให้กับเขาด้วย

และแล้ววันเวลาก้ผ่านไปสามปีนับจากที่มีการเซ็นสัญญา NCA ร่วมกัน นายแบ๊คแมนก็ซื้อสินค้าจากนายอีก้อไปขายต่อให้หมอ หรือนักวิจัย

รวมๆแล้วก็เป็นเงินประมาณ 52000$ หรือประมาณหนึ่งล้านหกแสนบาท เป็นขั้นต่ำ ในช่วงแรกของการจับมือทำธุรกิจ MRET ยังคงขายได้ไม่ดีนัก

:arrow: นายแบ๊คแมนก็เลยออกความเห็นว่าเอางี้ดีกว่า ถ้าอยากให้คนซื้อ MRET เยอะๆ เราต้องหางานวิจัยเพื่อมาสนับสนุนประสิทธิภาพของมัน

นายอีก้อไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับความคิดของนายแบ๊คแมน แต่ก็เออออรับคำไป และทั้งสองคนก็เซ็นสัญญาร่วมกันว่า

จะไปจ้างมหาวิทยาลัยแห่งนึงให้มาทำการทดลองพิสูจน์ประสิทธิภาพของน้ำ MRET

;-) โดยนายแบ๊คแมนจะออกเงินค่าวิจัยให้ 2/3 ส่วนนายอีก้อต้องออกเงินค่าวิจัย 1/3

หลังจากงานวิจัยสำเร็จลุล่วงในปี 2006 นายอีก้อก็เสนอให้นายแบ๊คแมนเอางานวิจัยฉบับนั้นไปใช้โฆษณาสินค้า MRET ด้วย

ส่วนตัวนายอีก้อเองก็เอาเนื้อหาบางส่วนจากงานวิจัยนี้ไปใช้ในหนังสือและงานวิจัยของเขาที่อ้างอิงว่า MRET ใช้ช่วยรักษาคนไข้ HIV และอัลไซเมอร์ได้

:grin: และหลังจากนายแบ๊คแมนกับนายอีก้อเอางานวิจัยฉบับนั้นมาใช้ ผลประกอบการของบริษัทนายอีก้อก็พุ่งทะยานฟ้า!!

จากสองปีแรกช่วงที่ยังไม่มีงานวิจัยฉบับนั้นมาอ้างอิง ยอดขายต่ำเตี้ยเรี่ยดินแทบจะเท่ากับศูนย์

:evil: แต่พอมีงานวิจัยมาช่วยโฆษณาเท่านั้นแหละ!! ยอดขายพุ่งขึ้นเป็น 15 ล้านบาทในปีแรก!! 30 ล้านบาทในปีถัดมา!!

และยอดขายของ MRET ก็ทำท่าว่าจะทะยานขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งปี 2008 ยอดขายของ MRET ทะยานขึ้นไปถึงหลักร้อยล้านบาท!!

นับว่าการตัดสินใจของนายแบ๊คแมนถูกต้องอย่างยิ่งยวดทีเดียวที่ไปจ้างผลิตงานวิจัยเพื่อโฆษณา MRET

แต่ด้วยวิสัยมนุษย์ที่มีความโลภอยู่ในกมลสันดาน เมื่อผลประโยชน์และเงินทองไหลมาเทมา ความขัดแย้งก็ตามมาด้วยเช่นกัน

นายอีก้อได้ให้เมียของตัวเองที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัว ไปคุยกับนายแบ๊คแมนช่วงปลายปี 2006

:mrgreen: ว่าถ้าอยากจะดำเนินธุรกิจกับบริษัทของนายอีก้อต่อไป เราต้องยกเลิกสัญญา NCA แล้วเซ็นสัญญาฉบับใหม่

และในขณะเดียวกันนั้นนายอีก้อก็ส่งเมล์ไปบอกกับนายแบ๊คแมนในทำนองว่า

กรูไม่เคยพูดซักคำว่า MRET มันใช้รักษาคนป่วยได้ ถ้าเอ็งอยากจะเอาไปแนะนำให้หมอหรือบุคคลากรทางการแพทย์ใช้ MRET

:twisted: เพื่อรักษาคนไข้ก็เรื่องของเอ็ง แต่แบกรับความเสี่ยงกันเอาเองนะเว้ย!!”

และไม่กี่เดือนถัดมา ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนและคู่ค้าของนายอีก้อและนายแบ๊คแมนก็จบลงในเดือนมีนาปี 2007

:mrgreen: เมื่อนายอีก้อส่งทนายไปบอกกับนายนแบ๊คแมนว่ากรูขอยกเลิกสัญญา NCA ของมึงกับกรูนะ!!

นายแบ๊คแมนก็โวนว่ามึงทำงี้กะกรูได้ไงวะสาด!! กรูเสียเวลาโฆษณา MRET ให้มึงตั้งเยอะแยะ มึงจะมาเขี่ยกรูทิ้งง่ายๆแบบนี้เลยหรอ!!

นายแบ๊คแมนจึงทำการยื่นฟ้องต่อศาลของสหรัฐอเมริกาเพื่อเรียกค่าเสียหายจากนายอีก้อ ทั้งเงินค่าซื้อสินค้า MRET มาโฆษณา

:x ทั้งเงินค่าจ้างให้มหาวิทยาลัยผลิตงานวิจัยเพื่อโฆษณา MRET และค่าเสียเวลาเป็นเงินจำนวนมหาศาล!!

:lol: สรุปสั้นๆง่ายๆว่าคดีนี้คือเหี้ยกัดกัน เอา MRET มาขายหลอกแดกตังค์คนป่วยจนอิ่มหมีพีมันแล้วว่างงานจัดเลยงับกันเอง

ในเอกสารการฟ้องร้องมีการพูดถึงเรื่องการแก้ไขสัญญาและอีกหลายๆประเด็นแต่แอดมินคิดว่าไม่น่าสนใจ

จะขอข้ามไปในประเด็นที่น่าสนใจนั่นคือนายแบ๊คแมนกล่าวหาว่านายอีก้อได้หลอกลวงตัวเองให้หลงเชื่อว่า MRET สามารถใช้รักษาโรคได้จริง

และหลงร่วมมือทำธุรกิจกับนายอีก้อมานานถึงสี่ปีเพราะหลงเชื่อว่ามันใช้รักษาโรคได้จริง แต่ฝ่ายทนายของนายอีก้อตอบโต้ว่า

:???: จริงๆแล้วนายแบ๊คแมนมันรู้ตั้งแต่ปีแรกที่รู้จักกับนายอีก้อแล้วว่าไอ้น้ำ MRET ห่าอะไรนี่มันใช้รักษาโรคไม่ได้จริง!!

แต่ทั้งที่นายแบ๊คแมนรู้ความจริงในข้อนี้ แต่ก็ยังคงร่วมมือกับนายอีก้อโฆษณาน้ำ MRET เพื่อขายให้ผู้ป่วย HIV เอาไปใช้อยู่ดี!!

ข้อมูลที่แอดมินหยิบมาแปลนี้มาจากบันทึกของศาลสหรัฐอเมริกา ที่ทำการไต่สวนคดีเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2010

;-) และศาลได้พักการพิจารณาคดี และนัดไต่สวนครั้งต่อไปในวันที่ 14 กพ. 2011 ถ้ามีความคืบหน้าแต่ประดารใดแอดมินจะเอามารายงานเพิ่มเติมทันที

credit :http://ma.findacase.com/research/wfrmDocViewer.aspx/xq/fac.20101117_0001012.DMA.htm/qx

:twisted: เอาล่ะครับพ่อแม่พี่น้อง อ่านมาถึงตรงนี้ก็คงพอจะมองออกนะครับว่านายอีก้อคนนี้มันมีลิ้นกี่แฉก

จากนี้ไปแอดมินจะพาทุกท่านไปดูว่าไอ้เครื่อง MRET นี้มันมีกลไกการทำงานอย่างไร!?

ในพันทิปเคยมีอมยิ้มผู้กล้าหาญชาญชัยคนหนึ่งนามว่า “Puff” ไปค้นข้อมูลของเครื่องผลิตน้ำ MRET ที่บอกว่าจดสิทธิบัตรที่อเมริกามาให้ดู

อ่ะแฮ่ม นาย Puff เขาตั้งชื่อกระทู้แบบล่อเป้านิดหน่อย ไม่ต้องไปใส่ใจชื่อกระทุ้ก็ได้นะครัฟ

นาย Puff แกก็เอาเอกสารสิทธิบัตรของไอ้เครื่อง MRET ที่ว่ามาให้ดู

อันนี้เป็นบทความคัดย่อของเครื่องผลิตน้ำ MRET นี้ซึ่งนายอีก้อแกก็โม้นู่นโม้นี่ไปเรื่อยว่ามันใช้รักษาโรคสารพัด

;-) รายละเอียดเพิ่มเติมไปอ่านที่กระทู้ในพันทิปกันเอาเองนะครัฟ

ทีนี้มันไฮไลท์ก็ตรงภาพโครงสร้างของไอ้เครื่อง MRET ที่ว่าเนี่ย …เอิ่มแอดมินก็ไม่รู้จะพูดยังไงดีว่ะครับ

:evil: เอาเป็นว่าดูภาพข้างล่างแล้วช่วยกันหัวเราะให้ลั่นบ้านกันหน่อยก็แล้วกันนะตัวเธอว์

:evil: มีแค่เนี้ย!? ไอ้เครื่องผลิตน้ำ MRET พลังแม่เหล็กสุดอัศจรรย์พันลึกของมึงมีโครงสร้างภายในอยู่แค่เนี้ย!?

แอดมินว่าแค่ใช้เงินไม่ถึงพันก็สามารถสร้างเครื่องผลิตน้ำ MRET ไว้ใช้ที่บ้านด้วยตัวเองได้แล้วนะเว้ย!!

:twisted: แต่พ่อแม่พี่น้องรุ้มั้ยครับว่าไอ้เครื่องผลิตน้ำ MRET เนี่ยมันขายกันเท่าไหร่? อยากรู้ก็ลองเลื่อนลงไปดูภาพข้างล่างสิครัฟ!!

:evil: สี่หมื่น!! ไอ้แม่ยิ้ม!! โครงสร้างข้างในมึงมีแต่หลอดไฟ LED มึงเอามาขายพวกกรูสี่หมื่น!! สร๊าดดดดด!!

แต่น่าเสียดายจริงๆ หลังจากที่นาย Puff เอาข้อเท็จจริงของเครื่องผลิตน้ำ MRET มาแฉ

กลับโดนใครก็ไม่รู้ที่โดนนาย Puff ขัดผลประโยชน์ ขู่ว่าจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย

ทำให้เว็บพันทิปที่ปรกติก็ตื่นตดอยู่แล้ว ยิ่งตื่นตดจนขี้หลุบในเข้าไปแทนที่สมอง

:shock: ลบเนื้อหาใน bloggang ของนาย Puff ที่เคยลงข้อมูลแฉ MRET จนหมดสิ้น!! จนเหลือเพียงแค่กระทู้นี้เพียงกระทุ้เดียว

http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2007/11/X6062425/X6062425.html

แอดมินรู้ละอายแทนเว็บที่อ้างตัวว่าเป็นสังคมคุณภาพเสียจริงๆ ถ้าไม่กล้ายืนหยัดข้างสมาชิกที่ลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ถูกต้อง

:mrgreen: แล้วมึงยังมีหน้าเรียกตัวเองว่าเป็นสังคมคุณภาพได้อย่างไร? กรูว่าบอร์ดปาล์มยังมีคุณภาพมากกว่าพวกมึงเป็นล้นพ้น!!

และเมื่อทุกท่านอ่านบทความนี้จบแล้ว แอดมินก็หวังว่าพ่อแม่พี่น้องทุกท่านจะสามารถตัดสินใจได้ว่า

ถ้ามีคนที่พวกเอ็งรักเกิดเจ็บป่วยไม่สบาย หรือป่วยหนักระยะสุดท้าย พวกเอ็งจะซื้อ MRET ไปให้คนๆนั้นใช้หรือไม่!?

;-) สำนักข่าวดราม่ารายงาน!!

ปล.ลองอ่านดราม่าเก่าดูมั่งนะเธอว์

 photo Expert Pgmming  photo banner200sell_zps244b34f7.jpg
 photo Gravity
 
Comments
ผู้ชายเถื่อนๆ
201

:| ใช้ได้จริงๆครับ ไม่เชื่อถามหมอพรทิพย์ แกรู้ดี :|

อู้ยยยยกรูถูกใจจังฮู้!! ถูกใจให้เลีย : Thumb up 98 Thumb down 2
202

แค่เอาน้ำมาวางให้โดนแสงก็ปรับโมเลกุลได้แล้วเหรอ ง่ายกว่าสร้างheavy waterอีกนะนั่น :grin:

อู้ยยยยกรูถูกใจจังฮู้!! ถูกใจให้เลีย : Thumb up 27 Thumb down 2
203

ตัด Section ดูแล้ว ไปนั่งประกอบที่บ้านได้เลยนะนั่น ของครบ
ประกอบซักเครื่องแล้วเอาน้ำไปให้อาม่ากินซิจะหายมั้ย =_=*

เจริญเหอะสังคมคุณภาพ เรียก สังคังคุณภาพ ดีกว่า คุณภาพทั้งน้านนนน

อู้ยยยยกรูถูกใจจังฮู้!! ถูกใจให้เลีย : Thumb up 38 Thumb down 4
204

ถ้าเก๋ามากมรึงฟ้องดราม่ามาเลย :twisted:

อู้ยยยยกรูถูกใจจังฮู้!! ถูกใจให้เลีย : Thumb up 56 Thumb down 3
205

คล้ายๆน้ำ ในแม่น้ำ…. ที่อินเดียรึปล่าว :twisted:

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 20 Thumb down 1
206

:idea: จ่านี่ก็ไม่พ้น บอร์ดปาล์มเลยนะ…ยังมีอ้างอิง.. :idea:

อู้ยยยยกรูถูกใจจังฮู้!! ถูกใจให้เลีย : Thumb up 65 Thumb down 1
207

พันดริฟท์ Only สินะ :grin: :grin:

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 9 Thumb down 1
208

ขายแพงจัง แล้วแค่โดนแสงปรับโมเลกุลได้แล้ว ถ้างั้นโดนแสงอาทิตย์ก็ปรับโมเลกุลได้สิ
ไฟ led ปรับโมเลกุลน้ำ เอาอะไรคิด

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 9 Thumb down 1
209

@ nitinun:
เห็นด้วยอย่างแรง

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 1 Thumb down 1
210

ปรับโมเลกุลไงอ่ะ น้ำทุกชนิดมันก็ยังเป็น H2O อยู่วันยังค่ำไม่ใช่เหรอ

(ไม่แน่ใจนะครัฟ)

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 13 Thumb down 1
211

มรึงแดก ดิวทีเรียมH2O เรยมั้ย :lol:

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 8 Thumb down 0
212

บอร์ดปาล์มอีกแล้วนะจ่า :idea:

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 10 Thumb down 1
213

นึกถึงน้ำวิเศษ Adoxy

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 2 Thumb down 0
หางยาว
214

เคยได้ยินมาว่า สิ่งแวดล้อมส่งผลต่อ “ผลึกของน้ำ” ค่ะ มีคนญี่ปุ่นและคนจีนวิจัยเรื่องนี้จำชื่อไม่ได้แล้วอ่านนานแล้ว
แต่เรื่องที่ว่ากินลงไปแล้วดีวิเศษวิโสนี่ไม่มีค่ะ
แต่เรื่องน้ำนี่คงคล้ายกับจิตใจคน ถ้าได้รับคำพูดดีๆคลื่นเสียงดีๆ ก็รู้สึกดี น้ำก็เป็นสสารรับคลื่นได้ถ้ากักเก็บคลื่นดีๆไว้ กินลงไปคงส่งผลด้านจิตวิทยา อาจทำให้รู้สึกดีขึ้น

แต่ไอ้แสงLED นี่ไม่คิดว่ามันสวยงามรึว่าให้ความรู้สึกดีตรงไหนเลยค่ะ คงไม่ทำให้โมเลกุลผลึกสวยขึ้นเหมือนบทสวดมนต์หรือเพลงของโมสาร์ทหรอก :???:

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 12 Thumb down 2
215

ระหว่างน้ำนี่กับน้ำป้าเช้งอะไรอร่อยกว่ากัน ใครกินแล้วมาบอกหน่อยสิ :!:

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 14 Thumb down 0
216

แม่เรากินมาแล้ว ตอนเป็นมะเร็ง หมอให้กินน้ำมากๆ ตอนให้คีโม

ปรากฎว่า

แม่บอก…เป็นเบาหวานต่อ :cry: :cry: ทั้งๆ ที่ไม่เคยเป็นเลย

ส่วนมะเร็งนั้นหายจาก การผ่า คีโม ฉายแสง ไม่เกี่ยวกับ น้ำกายสิทธิ์เลย

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 10 Thumb down 1
แอบรัก Admin
217

มันก็ไอ้ครือๆกันกะน้ำป้าเช็งแล้วก็ไอ้น้ำดื่มที่ขายที่วัดหลวงพ่อปากแดงแหละว๊า :twisted: :twisted:

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 3 Thumb down 1
218

แหม ถ้าน้ำที่เอามาฉายแสงจากหลอด LED แล้วกินเข้าแก้มะเร็งได้งั้น ผมที่ชอบเอาขวดน้ำไปตั้งใกล้ๆจอคอมจอโทรทัศน์ตอนกำลังนั่งดูนั้งเล่นแล้วเอามาดื่มเอามาดื่มผมคงเป็นอมตะแล้วล่ะ(ทำมาตั้งแต่เล็กๆ) ก็หลอดฉายภาพของโทรทัศน์กับจอคอมสมัยก่อยก่อนใหญ่กว่า LED ตั้งกี่เท่าล่ะ บ้าไปแล้ว

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 5 Thumb down 0
สวยไม่แคร์เสื่อม
219

อาจาร์ยวิทย์ฯ และ ผอ.โรงเรียนเก่าผมซื้อกินอยู่
ไชโย :grin:

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 14 Thumb down 0
ยุ่งๆ
220

MRET เชิญร่วมสัมมนา “ปันน้ำใจ ห่วงใยผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี วัดพระบาทน้ำพุ” 19 มี.ค.

http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000034341

มีใครไปมาแล้วมั่งคับ

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 2 Thumb down 0
221

:lol: คิดได้ไงวะ เปลี่ยนโมเลกุลน้ำ ฮาดีหว่ะ
คนคิดเครื่องนี่มันมีความรู้ป่าววะ แต่มันเจ๋งหว่ะ ไม่ต้องใช้ความรู้เลย แต่หลอกพวกจบสูงได้นิ่มๆ

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 7 Thumb down 1
นายยย
222

พอ ๆ กับเครื่อง GT200 เลยอะ

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 14 Thumb down 0
อ๊วกทั้งหมู่บ้าน
223

มีหมู่บ้าน หมู่บ้านหนึ่งเห็นน้ำผุดมาจากหลังบ้าน เพื่อนบ้านก็ เลยนึกว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์แล้วพากันบอกปากต่อปาก คนป่วยพากันมาตักซดดื่ม บ้างก็ตักใส่ขวด ฝากเพื่อนบ้าน…

หลายวันต่อมาจึงรู้ว่า น้ำที่ผุดขึ้นมานั้น เป็นน้ำจากท่อส้วมแตก!!!

อู้ยยยยกรูถูกใจจังฮู้!! ถูกใจให้เลีย : Thumb up 41 Thumb down 0
224

เพื่อนกูยังเชื่อไม่เลิก

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 3 Thumb down 0
ซื้อก็ออกลูกเป้นควาย
225

:grin: :lol: ราคานี้ ซื้อเครื่องกรองน้ำดีๆ กรองสะอาดๆ คุ้มกว่าเยอะเลย ดีกับร่างกายกว่าเยอะ :cry: :arrow:

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 4 Thumb down 0
226

:cry: กำลังสงสัยที่เอาวัดพระบาทน้ำพุมาอ้างได้ยังไง
ไร้หลักฐาน-_- เล่นพระเลยนะท่าน

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 2 Thumb down 3
หนูเหมียว
227

ปาดดดดดด ราคาเท่ากับเงินเดือนคนคนนึงทั้งเดือน

แบบนี้กูไปซื้อไอ้เครื่องกรองน้ำนั่นดีกว่าไหม

ถูกกว่าแถมได้ไปมัลดีฟด้วยนะเออ :twisted:

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 6 Thumb down 0
rabbitonthemoonzz
228

ไสม่รู้จักไอ้เครื่องนี้ และรู้สึกดีที่ไม่ได้รู้จักมัน :evil: :evil:

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 2 Thumb down 0
พึงตั้งจิตให้สงบ
229

พลังงานแม่เหล็กจะทำให้โครงสร้างของน้ำมีขนาดเล็กลงได้อย่างไร?
ถ้านำน้ำมาผ่านสนามแม่เหล็ก (Magnetic Field) พลังงาน แม่เหล็กจะทำให้โครงสร้างทางกายภาพของน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลงแต่คุณสมบัติทาง เคมีของน้ำจะไม่เปลี่ยน โมเลกุลก็ยังคงเป็นไฮโดรเจน (Hydrogen) 2 อะตอม กับ ออกซิเจน ( Oxygen ) 1 อะตอม เหมือนเดิมแต่เกิดการจับกลุ่มที่มีโครงสร้างจำนวนโมเลกุลน้ำ ( H2O ) น้อยลงที่เคยเกาะเป็นกลุ่มละ 14 โมเลกุล เช่น น้ำประปาก็จะลดลงมาเหลือเพียง 6 โมเลกุลต่อ 1 กลุ่ม ซึ่งเราเรียกน้ำที่มีกลุ่มขนาดเล็กนี้ว่า Micro Cluster Water (น้ำกลุ่มเล็ก)

ผมว่าวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ แล้วไอ้กระบวนการการทำงานของเครื่องเราก็ยังรู้ไม่หมด ภาพแค่นั้นไม่สามารถบอกองค์ประกอบได้หรอกคับ

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 9 Thumb down 6
น้องจีสู้ตายค่ะ
230

ขายตั้ง 43500 ว้ายยยยยย เอาเงินไปเก็บเเต่งเมียเเต่งผัวไม่ดีกว่าหรา… :grin: :grin:

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 3 Thumb down 0
แค่ผ่านมา
231

หนูเหมียว wrote:

ปาดดดดดด ราคาเท่ากับเงินเดือนคนคนนึงทั้งเดือน
แบบนี้กูไปซื้อไอ้เครื่องกรองน้ำนั่นดีกว่าไหม
ถูกกว่าแถมได้ไปมัลดีฟด้วยนะเออ

สำหรับบางคนอาจมากกว่าหนึ่งเดือนด้วยซ้ำไป :cry:

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 4 Thumb down 1
เก๋าเกม
232

บ้านเรายังบ้ากินกันอยู่ทั้งบ้านเลย ญาติมาก็มากรอกใส่ขวดเอาให้ไปกินด้วย แต่คนแก่ๆเค้าทำแล้วสบายใจก็ให้ทำไปเถอะยิ่งไปเถียงไปบังคับ จะเครียดกันปล่าวๆ

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 6 Thumb down 1
แค่สงสัย
233

พึงตั้งจิตให้สงบ wrote:

พลังงานแม่เหล็กจะทำให้โครงสร้างของน้ำมีขนาดเล็กลงได้อย่างไร?
ถ้านำน้ำมาผ่านสนามแม่เหล็ก (Magnetic Field) พลังงาน แม่เหล็กจะทำให้โครงสร้างทางกายภาพของน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลงแต่คุณสมบัติทาง เคมีของน้ำจะไม่เปลี่ยน โมเลกุลก็ยังคงเป็นไฮโดรเจน (Hydrogen) 2 อะตอม กับ ออกซิเจน ( Oxygen ) 1 อะตอม เหมือนเดิมแต่เกิดการจับกลุ่มที่มีโครงสร้างจำนวนโมเลกุลน้ำ ( H2O ) น้อยลงที่เคยเกาะเป็นกลุ่มละ 14 โมเลกุล เช่น น้ำประปาก็จะลดลงมาเหลือเพียง 6 โมเลกุลต่อ 1 กลุ่ม ซึ่งเราเรียกน้ำที่มีกลุ่มขนาดเล็กนี้ว่า Micro Cluster Water (น้ำกลุ่มเล็ก)
ผมว่าวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ แล้วไอ้กระบวนการการทำงานของเครื่องเราก็ยังรู้ไม่หมด ภาพแค่นั้นไม่สามารถบอกองค์ประกอบได้หรอกคับ

ที่บอก14โมเลกุลต่อ1กลุ่มนี่หมายความว่า 14โมเลกุลต่อ1โมลรึเปล่าคะ

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 1 Thumb down 0
234

แค่สงสัย wrote:

พึงตั้งจิตให้สงบ wrote:
พลังงานแม่เหล็กจะทำให้โครงสร้างของน้ำมีขนาดเล็กลงได้อย่างไร?
ถ้านำน้ำมาผ่านสนามแม่เหล็ก (Magnetic Field) พลังงาน แม่เหล็กจะทำให้โครงสร้างทางกายภาพของน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลงแต่คุณสมบัติทาง เคมีของน้ำจะไม่เปลี่ยน โมเลกุลก็ยังคงเป็นไฮโดรเจน (Hydrogen) 2 อะตอม กับ ออกซิเจน ( Oxygen ) 1 อะตอม เหมือนเดิมแต่เกิดการจับกลุ่มที่มีโครงสร้างจำนวนโมเลกุลน้ำ ( H2O ) น้อยลงที่เคยเกาะเป็นกลุ่มละ 14 โมเลกุล เช่น น้ำประปาก็จะลดลงมาเหลือเพียง 6 โมเลกุลต่อ 1 กลุ่ม ซึ่งเราเรียกน้ำที่มีกลุ่มขนาดเล็กนี้ว่า Micro Cluster Water (น้ำกลุ่มเล็ก)
ผมว่าวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ แล้วไอ้กระบวนการการทำงานของเครื่องเราก็ยังรู้ไม่หมด ภาพแค่นั้นไม่สามารถบอกองค์ประกอบได้หรอกคับ
ที่บอก14โมเลกุลต่อ1กลุ่มนี่หมายความว่า 14โมเลกุลต่อ1โมลรึเปล่าคะ

คือ ตามปกติสารที่เป็นโมเลกุลมีขั้ว จะเรียงตัวเป็นรูปแบบที่มันเหมาะสม จินตนาการก็เหมือน เอาแม่เหล็กมาวางใกล้ๆกัน มันก็จะมาดูดกันแบบนั้นอะนะ น้ำก็เหมือนกัน ในสภาวะต่างๆก็จะมีรูปแบบที่เหมาะสมแตกต่างกันไป เพราะงั้น ไม่ได้เกี่ยวไรกับโมลเลย

แล้วไอ้การรบกวนด้วยแม่เหล็กเนี่ย มันเป็นการรบกวนแค่พลังจากภายนอก จินตนาการต่อจากแม่เหล็กตะกี้ก็เหมือนเอามือไปดึงแยกไว้ พอมันพ้นสนามแม่เหล็กมา ก็เหมือนเลิกดึง มันก็กลับไปเป็นกลุ่มอย่างเดิม แน่นอน ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ ขอฟันธง ไม่มีประโยชน์ชัวร์ๆ ส่วนเรื่องการทำงานของเครื่อง ถ้ามันมีคนถามเยอะๆ มันก็ต้องอธิบายให้ละเอียดกว่านั้นแล้ว แต่เพราะทำไม่ได้ เลยแถได้แค่นั้น หลอกชาวบ้านไป

ปล.เราไม่ใช่นักเคมี ไม่รู้หรอกนะว่าไอ้โมเลกุลนั่นมันจะอยู่ 14 อันหรือ 6 อัน แต่ที่แน่ๆ จะอยู่ยังไงก็ไม่มีประโยชน์ทั้งนั้น เพราะ แรงที่ดึงมันเป็นกลุ่มแบบนั้นมันเป็นแค่ขั้วไฟฟ้าอ่อนๆ ของไฮโดรเจนกับออกซิเจนแค่นั้น ไม่มีทางคงรูปได้หรอก มันอยู่ในสภาพไดนามิกที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดเวลา ยกเว้นน้ำในตัวเราจะเป็นน้ำแข็งก็ค่อยมาจัดให้มันเรียงตัวสวยงามละกันนะ

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 5 Thumb down 0
235

โอ้ว เจ๊ดเช้ดโต้ววววววว!!
นี่มันเข้าข่ายน้ำพลังงานตรีเอกานุภาพเลยนี่หว่า!!!

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 2 Thumb down 0
pharmacognocy
236

:evil: คิดถึงน้ำป้าเชงจัง

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 3 Thumb down 0
Xeraphim Heart
237

ชื่อนักประดิษฐ์ แม่งเหมือน ตัวละครในการ์ตูนกันดั้ม00 เลยวุ้ย

Igor Smirnov หมีขาวแห่งอะไรสักอย่าง

มันบังเอิ๊ญ บังเอิญ

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 5 Thumb down 0
ก้อดแดมยูกาย
238

เอ่อ ข้าพเจ้าว่าบอร์ด หลังw-only ยังมีคุณภาพกว่าบอร์ด พันดริฟท์ อีกฟ่ะ

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 1 Thumb down 0
239

อื้อหือ…. GT200 กับ MRET ไม่ต่างกันเลย :cry:

พยายามจะอ่าน paper มันแล้วนะ แต่อ่านๆไปเหมือนเขียนไปหลักลอยๆ :cry:

ตูเขียน paper ไปส่งให้ที่นี่ ยังไงก็คงผ่านซินะ :twisted:

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 1 Thumb down 0
Love~Drama Ja
240

พึงตั้งจิตให้สงบ wrote:

พลังงานแม่เหล็กจะทำให้โครงสร้างของน้ำมีขนาดเล็กลงได้อย่างไร?
ถ้านำน้ำมาผ่านสนามแม่เหล็ก (Magnetic Field) พลังงาน แม่เหล็กจะทำให้โครงสร้างทางกายภาพของน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลงแต่คุณสมบัติทาง เคมีของน้ำจะไม่เปลี่ยน โมเลกุลก็ยังคงเป็นไฮโดรเจน (Hydrogen) 2 อะตอม กับ ออกซิเจน ( Oxygen ) 1 อะตอม เหมือนเดิมแต่เกิดการจับกลุ่มที่มีโครงสร้างจำนวนโมเลกุลน้ำ ( H2O ) น้อยลงที่เคยเกาะเป็นกลุ่มละ 14 โมเลกุล เช่น น้ำประปาก็จะลดลงมาเหลือเพียง 6 โมเลกุลต่อ 1 กลุ่ม ซึ่งเราเรียกน้ำที่มีกลุ่มขนาดเล็กนี้ว่า Micro Cluster Water (น้ำกลุ่มเล็ก)

ผมว่าวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ แล้วไอ้กระบวนการการทำงานของเครื่องเราก็ยังรู้ไม่หมด ภาพแค่นั้นไม่สามารถบอกองค์ประกอบได้หรอกคับ

อนุภาคคลัสเตอร์น่ะรู้จักแน่ แต่บอกทีว่า สนามแม่เหล็กทำให้โครงสร้างทางโมเลกุลเปลี่ยนน่ะเปลี่ยนยังไง ใช้สนามพลังงานเท่าไหร่ ให้ในทิศไหน ตัวกำเนิดสนามอยู่ตรงไหน ทำด้วยอะไร อีแค่คำว่าโพลีเมอร์น่ะไม่กระจ่าง อย่ามาบอกนะว่าLEDหลอดละไม่กี่บาดมันสร้างแล้วสะเทือนน้ำกระบอก
แล้วถ้าให้ชัดก็ช่วยบอกขั้นตอนที่แม่เหล็กเข้าไปมีผลกับโมเลกุลน้ำหน่อยสิ เอาให้ละเอียดนะ ไม่ต้องห่วง ความรู้ถึงพอจะตามทัน
ไอ้ใส่ไอนั้นแล้วไอนี่จะเป็นอย่างงี้น่ะไม่เอา บอกมาเลยว่าไปแอคทีฟตรงไหน ด้วยกระบวนการอะไร เอาสูตรเคมีมาด้วยก็ยังได้

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 3 Thumb down 0
Love~Drama Ja
241

อ้อๆ เพิ่มเติมจากคห.บน
บอกด้วยว่า ทำไมถึงมีดีกว่าน้ำธรรมดา
จัดมาเลย

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 2 Thumb down 0
242

”สรุปสั้นๆง่ายๆว่าคดีนี้คือเหี้ยกัดกัน เอา MRET มาขายหลอกแดกตังค์คนป่วยจนอิ่มหมีพีมันแล้วว่างงานจัดเลยงับกันเอง”

ชอบประโยคนี้จังเลยฮ๊าฟ :grin:

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 5 Thumb down 0
243

เรียกง่ายๆ “น้ำดักควาย”

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 7 Thumb down 0
ดุกอุย
244

เหยดดด แค่มีไอ้เครื่องส้นตีนนี่แบบนี้มนุษย์เราก็พร้อมสู้นิวเคลียร์แล้วสิวะเนี่ย

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 5 Thumb down 0
คนเคยคุ้นกับน้ำยี่ห้อนี้
245

เป็นน้ำอะไรก็ไม่รู้กินแล้วเวียนหัวมากเลย กินไปคิดว่าจะดีแต่ไม่เห็นดีอย่างที่เค้าว่ากันเอาใครต่อใครมายืนยันว่าดีอย่างโน้นอย่างนี้สำนักงานอยู่ไม่ไกลครับอยู่แถวฝั่งธนตึกสินธร ผู้บริหารเป็นผู้หญิงดูเหมือนคนใจดีทำงานเพื่อสังคมด้วยแต่ที่ไหนได้ทำเพื่องินในกระเป๋าตัวเองมากกว่า คุณธรรมก็ไม่มีเลยจะไปเชื่อได้งัย คนที่ซื้อไปก็น่าสงสารมากเลย ฉลากกันเถิดพี่น้องทุกคน

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 1 Thumb down 0
246

อยากรู้จักคะว่าบริษัทนำเข้าเครื่อง MRET นี้ปิดไปยังคะเมื่อไหร่จะโดนปิดไปสักทีจะได้ไม่ไปหลอกใครต่อใครอีกนะห่วยมากๆๆๆๆๆๆๆ

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 0
247

อ่า… สูงสุดคืนสู่สามัญ อาการแบบนี้มันครือกับว่าหมอฉีดยาแก้ไข้ทั้งที่ยาแก้ไข้นั้นไม่มี (เพราะมันเป็นเพียงยาแก้ปวดกับยานอนหลับอ่อนๆเท่านั้นเอง :evil: )

จะไปโทษคนขายอย่างเดียวคงไม่ถูกนะในความคิดของผม อย่างน้อยคนซื้อน่าจะเอะใจก่อนซื้อสักนิดเนอะ

ปล. ล่าสุดเจอโฆษณาแว่นกันแดดที่วิจัยโดยองค์กรวิจับอวกาศ เยดเข้! นั่งดูแล้วปวดม้ามโครต หัวเราะจัดไปหน่อย :lol:

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 0
248

ไทยเราเอามั่ง น้ำต้มใส่ใบเตย แก้โรคครอบจักรยาน เฮ้ย จักรวาล :cool:

สรรพคุณ แก้กระหาย หอมซื่นจาย~ :roll:

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 2 Thumb down 0
ง ก่อน ฉ
249

ขอบคุณที่ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องนี้ให้อ่าน ไม่งั้นคงตัดสินใจซื้อเครื่องแล้ว เพราะเราอยากให้สามีหายป่วย
กระทู้นี้ช่วยให้ตาสว่างและกระเป๋าเงินไม่สูญหายเพราะโฆษณาหลอกลวง

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 1 Thumb down 0
250

ตอนนี้มีเครื่องทำน้ำของญี่ปุ่นจริงๆมาแล้วครับ eangic kangen water®
เชิญตรวจสอบดูได้ kangenthai.blogspot.com หรือจาก google ว่ามีประโยชน์อะไร ทำน้ำอะไรได้บ้าง
ทำไมมีมาเกือบ 40 ปีแล้วเพิ่งมีในไทย อยากได้ข้อมูลไปตรวจสอบติดต่อผมได้ครับ 085-064-5624
ที่ผมให้ลองใช้ google หาดูจะเห็น paper มากพอรับรองได้ครับ อย่ามาฟังผมซึ่งตัวแทนพูดดีกว่าครับ
Change your water change your life เปลี่ยนน้ำชีวิตเปลี่ยน

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 7
251

ทำไมรูปร่างเครื่องฉายแสงมันคุ้นๆวะ olo :smile:

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 0
ผู้พิชิตล้านช้าง
252

ผู้ที่ออกมารับรองคุณภาพ คือ นายแพทย์ทรงคุณวุติ >>> แค่นั้นก็เชื่อแล้ว เฮ้ย เอาจริงดิ!! ใครจะรู้ไอ้นายแพทย์นั้นมันอาจได้ค่าคอมฯ หรือมันขายเครื่องกรองน้ำนี่เองก็ได้ หมอที่ขายพวกอาหารเสริมประกอบกับให้ยาคนไข้ มีเยอะแยะไปครับ ส่วนอาการที่มันหายดีขึ้น ผมว่าเป็นเพราะสภาพจิตใจผู้ป่วยที่คิดว่ากินของดี ดื่มของดีเข้าไปต่างหาก สภาพจิตใจนี่มันมีผลจริง ๆ นะ พวกที่ขายอาหารเสริม ก้มักจะใช้จิตวิทยาแบบนี้แหละ แต่พอคนไข้ได้รับผลกระทบ ก็ไม่เห็นมีใครออกมาพูดกัน ที่แย่ยิ่งกว่า คนไข้ที่เป็นเบาหวานพอกินอาหารเสริมขึ้นไป อาการดีขึ้นนิดหน่อย ไม่ดูแลตัวเอง แล้วเลิกกินยาที่ต้องกินประจำ ปรากฏว่าอาการของโรคมันรุนแรงขึ้นมากกว่าเดิมหว่ะครับ สุขภาพของผู้ป่วย หากเกิดอะไรขึ้น ไม่มีใครออกมารับผิดชอบนะครับ คิดให้ดี ๆ อย่าตกเป็นเหยื่อของพวกขายตรงไร้จรรยาบรรณพวกนี้ เพราะพวกเค้าไม่สนใจอะไร นอกจากขายสินค้านั้นเอง :???:

อีกอย่างเวลามันโษณาในเน็ต จะมีพวกหน้าม้ารับจ้างมาโพสต์นะครับ เคยเห็นมาแล้ว ไอ้พวกรับจ้างโพสต์ แทบทุกเวปที่พูดถึงสินค้าเค้าเลย เพราะตอนไปดูเพื่อนทำขายตรง เคยเห็นกลุ่มคนจำนวนมาก (ส่วนมากก็เป็นพวกดาวน์ไลน์ หรือ รับจ้างโพสต์อีกทีนึง นั่งทำงานเป็นทีมอยู่ 4-5 คนครับ) แล้วไม่ได้จะดูถูกนะครับ คนไทยเราหลอกง่ายเป็นบ้าเลย คือ คนที่มีญาติหรือคนในครอบครัว พวกนี้เค้ามีแนวโน้มที่จะเชื่ออะไรง่าย ๆ กับพวกอาหารเสริมพวกนี้อยู่แล้ว เพราะต้องการช่วยเหลือคนที่ตัวเองรักให้พ้นทุกข์รมานอยู่ ซึ่งพวกขายตรงกเฬวรากพวกนี้ ก็จะฉวยโอกาสในการขายสินค้ากับคนเหล่านี้แหละ บอกตรง ๆ เลว !!

:x

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 1 Thumb down 0
โง่ แต่ชอบเรียนรู้
253

ลองเอาไปถูกๆ แล้วได้เลขสิครับ คนไทยเชื่อหมด ไส้กรอกแมว ยังกราบไหว้ ข้อมูลเท็จจริงๆ ไม่เคยศึกษากันเลย ก็วิจารย์กันเสียๆ หายๆ คนสับสนุนก็บอกดีคนเสียประโยชน์ หาเหตุผลมาขัดแย้ง ถ้าอยากรู้ก็ลองไป ขอเข้าดื่มฟรีเลยคับ เห็นเขาแจกอยู่ ให้รู้ไปเลยดีไม่ดี

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 1 Thumb down 0
254

น้ำหลายชนิด ก็ดีครับ เพราะจำเป็นต่อร่างกาย
แต่ถ้าเราเชื่อโดยไม่ศึกษา ก็คงโง่ไปหน่อย
สมัยนี้แม้ค้นหาจาก Google ก็ได้แค่ระดับหนึ่ง
ต้องมาพิจารณาเอาเองว่าข้อมูลไหนน่าเชื่อถือ
สินค้าตัวไหน ดีไม่ดีพิจารณาก่อนซื้อ
แม้ผมจำหน่ายเครื่องนี้ ผมว่าดีก็อย่าเชื่อจนกว่าศึกษาอย่างจริงจังแล้ว
เครื่องราคาไม่ถูกนะครับ หลักหมื่นหลักแสนทั้งนั้น
(ของผมศึกษาข้อดีข้อเสียแล้ว ก็ซื้อมาทดลองใช้ เมื่อด๊ก็กล้าบอก)
การกล่าวอ้างของแพทย์ ผมดูจากการวิจัยของเค้ามากกว่า ไม่ใช่พูดเฉยๆ
หมอก็คน ยิ่งหมอทำธุรกิจอีกนี่ยิ่งต้องระวัง ยาฝรั่งที่ขายอยู่ทั่วโลกบอกได้รับการรับรองแล้ว
แต่หลายตัวก็ต้องเลิกขายเพราะผลข้างเคียงแอบแฝงปรากฏออกมา
ถ้าสนใจเรื่องน้ำด่าง ลองศึกษาดูก่อน แล้วค่อยเลือกว่าจะใช้ยี่ห้อไหน
ของผมเลือกแล้วว่า มาจำหน่าย ยี่ห้อ Enagic ทั้งๆที่แพงที่สุด จำหน่ายยากกว่าเครื่องเลียนแบบราคาถูกๆด้วย
บางเรื่องเราดูง่ายๆก็ได้ สินค้าไหนดีไม่ดี ดูแค่มีคนทำมาเลียนแบบหรือไม่เท่านั้นก็ผ่านการรับรองได้ระดับหนึ่ง
รังสิมันตุ์ 08 1514 5615
http://kangenthai.blogspot.com/2013/03/ionizer-consumer-guide.html

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 3
255

:shock: กูจบอิเล็กมาเห็นตัวแบบข้างในที่จ่าให้ดูของแบบนี้ใครๆก็ทำได้ล่ะว่ะ ราคาก็ประมาณ 400 หรือ 850 บาท :cry: ช่างกล้าว่ารักษาาโรคได้ถุ๊ย

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 0
256

เหย กูเคยเข้าไปกินเลี้ยงของบริษัทนี้เว้ย โดยเค้าอ้างว่าน้ำทั้ผ่านการกรองด้วย เครื่องบริษัท MERT เนี้ยะจมีโมริกุล เล็กกว่าน้ำธรรมดาเว้ย
ซึ่งจะทำให้ซึมผ่านเข้าสุ้เซลล์ได้ดีกว่าน้ำปกติที่แดกกัน

แต่เหตุผลแค่นี้กับ 4 หมื่น ก้ไม่คุ้มวะ แล้วพอเลิกงานกินเลี้ยงนี้ ผ่านไป 2 3 วันแม่งก้มาตื้อให้ซื้อสินค้ามันเว้ย ว่าดีอย่างนุ้นอย่างนี้
ไอสัสถ้าดีจริงนะ คนบนโลกก้อมตะ วะ :o

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 0
257

กูแดกป้าเชงดีกว่าไอสัส :twisted:

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 0
258

@ FUCK:
ดีครับแดกน้ำป้าเช็งแล้วอาจฉลาดขึ้น

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 0
แสนสนิท
259

MRET กับ Micro Cluster Water มันคนละอันกันไม่ใช่เหรอ

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 0
คนมีความรู้
260

พวกไม่รู้จริง อย่าถือสา เหมือนพระท่านว่าบัวมี 3 เหล่าจริง น่าสงสาร

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 0
นายช่าง
261

มหาลัยไรแม่งทำวิจัยให้ไอ้สองตัวนั่น แล้วผลสรุปออกมาเป็นไง ถ้าสรุปว่าได้ผลดีก็ปิดมหาลัยแม่งไปเลย เอาชื่อมหาลัยมารับจ้างทำเหี้ยๆอย่างนี้ ไม่สมควรมาสั่งสอนใครอีกแล้ว และไอ้เด็กที่จบจากที่นี่แม่ง ……. ไม่กล้าคิดเลยว่ะ

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 0
262

kangenthai wrote:

ตอนนี้มีเครื่องทำน้ำของญี่ปุ่นจริงๆมาแล้วครับ eangic kangen water®
เชิญตรวจสอบดูได้ kangenthai.blogspot.com หรือจาก google ว่ามีประโยชน์อะไร ทำน้ำอะไรได้บ้าง
ทำไมมีมาเกือบ 40 ปีแล้วเพิ่งมีในไทย อยากได้ข้อมูลไปตรวจสอบติดต่อผมได้ครับ 081-514-5615
ที่ผมให้ลองใช้ google หาดูจะเห็น paper มากพอรับรองได้ครับ อย่ามาฟังผมซึ่งตัวแทนพูดดีกว่าครับ
Change your water change your life เปลี่ยนน้ำชีวิตเปลี่ยน

เครื่องทำน้ำด่าง จากประเทศญี่ปุ่น มีการรับรองเป็นเครื่องแพทย์ ราคาคุ้มค่า อายุใช้งาน 15 ปี
ถ้าสนใจสอบถามได้ครับที่ 081 514 5615 ,085 192 6549 น้ำด่างคังเก้น

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 1 Thumb down 0
263

ยุ่งๆ wrote:

MRET เชิญร่วมสัมมนา “ปันน้ำใจ ห่วงใยผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี วัดพระบาทน้ำพุ” 19 มี.ค.
http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000034341
มีใครไปมาแล้วมั่งคับ

@ ผู้พิชิตล้านช้าง:
คลื่น พลัง MRET จะเปลี่ยนน้ำธรรมดาให้เป็นน้ำที่มีพลังงาน placebo สามารถนำไปใช้บำบัดรักษาโรคในกลุ่มอาการ psychosomatic syndromes ได้เป็นอย่างดี
ความหมายของ psychosomatic syndromes (กายและจิต)
ร่างกายและจิตใจของเรามีความสัมพันธ์กันอย่างมาก ดังที่ท่านกล่าวว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ความสำคัญของจิตใจต่อสุขภาพของคนเรา เริ่มได้รับความสนใจจากแพทย์อย่างมากในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา มีงานวิจัยทางการแพทย์เป็นจำนวนมาก ชี้ให้เห็นถึง ความสำคัญของจิตต่อการเกิดโรค การหายของโรค และเป็นที่มาของการบำบัดโรคทางกายและจิต
ในทางการแพทย์เราพบว่า คนไข้ที่มีปัญหาทางจิต อาจจะแสดงอาการของโรคทางกายได้ ที่เรียกว่า จิตสรีระแปรปรวน ( Psychosomatic Disorder ) เช่น โรคปวดศีรษะจากความเครียด ( Tension Headache ) , โรคแผลเป็ปติค ( Peptic ulcer ), โรคหอบหืด ( Asthma) , โรคหัวใจขาดเลือด ( Ischemic heart disease) , โรคข้อรูมาตอยด์ ( Rheumatiod arthritis ), โรคระบบทางเดินอาหาร ( Irritable bowel syndrome , Ulcerative colitis ) เป็นต้น
ในปี ค.ศ. 1960 น.พ. ยอร์ช โซโลมอน ( George Solomon ) ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สังเกตุว่าอารมณ์ซึมเศร้าทำให้โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ กำเริบขึ้น หลังจากทำการศึกษาอยู่หลายปี ทำให้เขาสรุปว่า อารมณ์จะมีอิทธิพลต่อระบบภูมิคุ้มกันโรค ( Immune system ) หลังจากนั้น 20 ปี ก็มีงานวิจัยสนับสนุนสมมุติฐานของเขาตามมาอย่างมาก๑,๒
ในปี ค.ศ. 1974 ดร. โรเบอร์ต เอเดอร์ ( Dr. Robert Ader ) นักสรีรวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย โรเชสเตอร์ ( University of Rochester ) ได้ทำการทดลองในหนู โดยเขาให้หนูกินน้ำที่มีขัณฑสกร ( Saccharin ) ซึ่งมีรสหวาน พร้อมทั้งใส่ ยาไซโตซาน ( Cytoxan) ซึ่งเป็นยาที่กดภูมิต้านทาน และทำให้เกิดอาการอาเจียน เขาให้หนูกินน้ำดังกล่าวทุกวันจนเคยชิน ต่อมาเขาไม่ใส่ยากดภูมิต้านทาน แต่ใส่ขัณฑสกร อย่างเดียวให้มีรสหวานเหมือนเดิม ปรากฏว่า หนูมีอาการอาเจียนเหมือนเดิม ต่อมาหนูเหล่านี้ เริ่มติดเชื้อและตายลง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน แสดงว่าภูมิต้านทานของหนูลดลง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รับยา แสดงให้เห็นว่า ระบบภูมิคุ้มกันของหนูสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยการสร้างเงื่อนไขดังกล่าว ซึ่งเขาเรียกว่า Behavioral conditioning๒,๓ แต่เดิมนั้นเราเชื่อว่าระบบภูมิคุ้มกันโรค ทำงานโดยอิสระ ไม่สามารถควบคุมได้
ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายส่วนหนึ่ง ประกอบด้วยเซลภูมิคุ้มกัน (Immune cell ) ซึ่งไปตามกระแสเลือด ไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อพบเซลแปลกปลอมเข้ามา เช่น เชิ้อแบคทีเรีย ไวรัส เซลมะเร็ง เซลภูมิคุ้มกันจะจับเซลแปลกปลอมเหล่านี้กินเสีย เซลภูมิคุ้มกันจะไม่ทำลายเซลปกติของร่างกาย เพราะมันจำได้ มันจะทำลายเฉพาะเซลแปลกปลอมเท่านั้น ยกเว้นในกรณีที่เกิดความผิดปกติบางอย่างขึ้นทำให้เซลภูมิคุ้มกันของเราจำเซลของตนเองไม่ได้ มันจะเข้าไปจับกับเซลของตนเอง ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้เนื้อเยื่อตนเอง ( Autoimmune diseases) ก่อนงานทดลองของ ดร.เอเดอร์ เราเชื่อว่า ระบบภูมิคุ้มกันทำงานอย่างอิสระของมันเองโดยไม่มีผู้ควบคุม
ต่อมามีการศึกษามากขึ้น ถึงความสัมพันธ์ของระบบประสาท ซึ่งมีความสัมพันธ์กับระบบภูมิคุ้มกัน งานของ ดร. เดวิท เฟลเทน ( David Felten) เขาตั้งข้อสังเกตว่า อารมณ์ มีผลต่อระบบประสาทอัติโนมัติ (Autonomic nervous system) ซึ่งทำให้เกิดผลต่าง ๆ ต่อร่างกาย เขาได้ร่วมกับซูซานนี ( Susanne) ภรรยาของเขา ทำการศึกษาโดยใช้กล้องจุลทัศน์อิเลคตรอน เขาพบว่าปลายเส้นประสาท ( Nerve ending ) ของระบบประสาทอัตโนมัติ ทอดไปเชื่อมต่อกับเซลภูมิคุ้มกัน ( immune cell ) ในไขกระดูก การค้นพบดังกล่าวสร้างความประหลาดใจอย่างมากต่อนักวิจัยทั้งหลาย ซึ่งไม่มีใครคิดมาก่อน นั่นหมายถึงว่า เมื่อมีการกระตุ้นทางระบบประสาทอัตโนมัติ เช่นจากอารมณ์ต่าง ๆ เช่น ความเครียด ความโกรธ ร่างกายก็อาจจะหลั่งสารนำประสาท ( neurotransmitters ) ทางปลายประสาท ซึ่งเชื่อมต่อกับเซลของภูมิคุ้มกัน อาจจะทำให้ภูมิคุ้มกันของเราเลวลง หรือดีขึ้นได้ เช่นอารมณ์เครียดอาจจะทำให้ ภูมิคุ้มกันของเราเลวลง ซึ่งทำให้เราติดเชื้อ หรือเป็นมะเร็ง ได้ง่ายขึ้น๓
เพื่อพิสูจน์ความจริงข้อนี้ เขาได้ทำการทดลองในหนูต่อไปอีก โดยตัดปลายประสาทรอบ ๆ ต่อมน้ำเหลืองและม้าม ออกให้หมด อวัยวะทั้งสองจะมีเซลภูมิต้านทานอยู่ แล้วทำให้หนูติดเชื้อไวรัส เมื่อตรวจดูภูมิคุ้มกันของหนู พบว่าภูมิคุ้มกันของหนูลดลงอย่างมาก เขาจึงสรุปว่า ระบบประสาทมีบทบาทสำคัญในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน๒,๓
การค้นพบถึงความสัมพันธ์ระหว่างระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งอยู่ในอิทธิพลของจิตใจ และระบบภูมิคุ้มกันนี้เป็นที่มาของงานวิจัยในสาขาวิชาใหม่ ซึ่งเรียกว่า Psychoneuroimmunology หรือ PNI คำว่า Psycho หมายถึงจิต , คำว่า Neuro หมายถึง ระบบประสาท และ Immuno หมายถึง ระบบภูมิคุ้มกัน วิชาการอันนี้เองเป็นพื้นฐานสำคัญของวิชาแพทย์แขนงใหม่ ที่เรียกว่า เวชศาสตร์ทางกายและจิต ( Mind/Body Medicine )
ความเชื่อมต่อระหว่างจิตผ่านทางระบบประสาท
ระบบประสาทของคนเรา สมอง ไขสันหลัง จะมีเส้นประสาทเชื่อมไปยังส่วนต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ไปยังกล้ามเนื้อ ไปยังอวัยวะภายในต่าง ๆ ในเวลาที่เราคิดจะเดิน สมองก็จะสั่งงานไปทางเส้นประสาท ทำให้กล้ามเนื้อของเราก้าวเดินไปข้างหน้า หรือในเวลาที่เราเห็นอาหาร เรารู้สึกอยากกินอาหาร กระแสประสาทจากสมองก็จะส่งผ่านไปทางเส้นประสาทที่ไปยังกระเพาะอาหาร ทำให้มีกรดออกมา ท้องจะร้องด้วยความหิว ดังนั้นอารมณ์หรือจิตใจ จะทำให้ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาก็โดยผ่านทางระบบประสาท
ดร. แคนแดท เพิร์ท ( Dr. Candace Pert ) แห่งมหาวิทยาลัย จอห์นส์ ฮอพกิ้นส์ ( Johns Hopkins University ) พบว่า เซลในสมองบางตำแหน่ง เป็นที่ออกฤทธิ์ของสารเคมีพวกฝิ่นและมอร์ฟีนโดยเฉพาะ (Recepters for Opiates ) การที่มันมีจุดให้สารเคมีพวกฝิ่นจับ แสดงว่าร่างกายจะต้องสร้างสารมีลักษณะเหมือนฝิ่นขึ้นในร่างกายด้วย และนี่เองเป็นที่มาของการค้นพบ สารบีต้า-เอ็นดอร์ฟิน ( Beta-endorphin) และสารเคมีที่เซลประสาทผลิตขึ้น 50-60 ตัว ในเวลาต่อมา ซึ่งสารเคมีเหล่านี้เรียกว่า Neuropeptides สารเคมีเหล่านี้ไปตามกระแสเลือดทั่วร่างกาย และออกฤทธิ์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาภายในร่างกาย รวมทั้งเซลระบบภูมิคุ้มกัน ( Immune cell ) และเซลที่หลั่งฮอร์โมน ( Hormonal cell )๕,๖
เซลของระบบภูมิคุ้มกัน เป็นปราการทางธรรมชาติ ที่คอยป้องกันการโจมตีของสารแปลกปลอมจากภายนอกร่างกาย เช่น แบคทีเรีย ไวรัส เซลมะเร็ง ส่วนระบบฮอร์โมนก็จะมีการหลั่งฮอร์โมนซึ่งจะทำให้การทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายเป็นปกติ ( Homeostasis )
การศึกษาที่สำคัญในเวลาต่อมาพบว่า สารเคมีเหล่านี้ ร่างกายจะผลิตขึ้นมากหรือลดลง ขึ้นอยู่กับสภาพจิต ( Mental states ) นั่นก็คือ อารมณ์ทั้งฝ่ายที่ดี เช่น ความสุข ความเชื่อมั่น ความสงบ หรืออารมณ์ที่ไม่ดี เช่น ความเศร้า ความเครียด ความสิ้นหวัง จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีพวกนี้ ( Neuropeptides ) ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลียนแปลงในร่างกาย นี่คือกลไกที่ร่างกายและจิตใจมีความเกี่ยวข้องกัน ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงทางจิตก็ทำให้เกิดโรคทางกายได้ ดังที่ดร.เพิร์ท เธอกล่าวว่า “ ในตอนแรกของงานของฉัน ฉันคิดว่าอารมณ์เกิดเฉพาะอยู่ในหัวหรือสมองเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ฉันพบว่ามันเกิดขึ้นทั่วร่างกาย อารมณ์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั่วร่างกายจนฉันแยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นกาย อันไหนเป็นจิต “๕,๖
สรีรวิทยาของความเครียด ( Physiology of stress)
Walter B. Cannon ศาสตราจารย์ ด้านสรีรวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาด ได้ศึกษาพบว่า เวลาที่เรามีอารมณ์เครียด ร่างกายจะมีการหลั่งสารเคมีที่เรียกว่า Catecholamines เขาค้นพบว่าสารเคมีตัวนี้ มาจากระบบประสาท Sympathetic และต่อมหมวกไตส่วน Adrenal medulla๗ เขาพบว่าเมื่อกระตุ้นต่อมหมวกไตส่วนใน ( Adrenal medulla ) จะมีการหลั่ง สาร Catecholamines ( Epinephrine และ Norepinephrine ) ออกมาในกระแสเลือด ซึ่งสารเคมีตัวนี้ ออกฤทธิ์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ กล่าวคือ ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันสูงขึ้น การหายใจเร็วกล้ามเนื้อหดเกร็งมากขึ้น ร่างกายใช้ออกซิเจนมากขึ้น มีการนำเอาน้ำตาลกลูโคสจากตับไปยังกล้ามเนื้อ เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ร่างกายมีพลังงานในการต่อสู้กับความเครียด เขาเรียกปฏิกิริยานี้ว่า ปฏิกิริยาสู้หรือหนี ( Fight or Flight response )
สารเคมีที่หลั่งออกมาในกระแสเลือดในเวลาเรามีอาการเครียด ถ้าเกิดขึ้นในเวลาสั้น ๆ เป็นชั่วโมง ก็จะเกิดผลดีต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายเกิดพลังงานขึ้นสามารถต่อสู้เอาชนะความเครียดได้ แต่ถ้าความเครียดยังอยู่ต่อไปเป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี ความเครียดเรื้อรัง ก็จะเป็นผลเสียต่อร่างกาย ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่นหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคระบบทางเดินอาหาร โรคหอบหืด โรคเบาหวาน เซลสมองเสื่อมลง ความจำเสื่อม เป็นต้น
ต่อมา ศาสตราจารย์ Hans Selye๘ ได้ศึกษาการตอบสนองของร่างกายเวลามีความเครียด เขาเสนอทฤษฎีที่เรียกว่า The General Adaptation Syndrome เขาพบว่า ร่างกายจะตอบสนองต่อความเครียดเป็น ๓ ระยะ คือ
1) ระยะเตรียมความพร้อม (Alarm reaction) ในระยะแรกเมื่อมี
ความเครียดเกิดขึ้น ร่างกายจะเตรียมพร้อมเพื่อต่อสู้กับความเครียด โดยผ่านทางระบบประสาท sympathetic มีการหลั่ง adrenaline ออกมาทำให้ หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันสูงขึ้น ชีพจรเร็วขึ้น การหายใจเร็ว กล้ามเนื้อตึงตัวขึ้น เลือดจากอวัยวะภายในจะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมากขึ้น ระยะนี้จะเกิดขึ้นช่วงสั้นๆในระยะฉุกเฉิน
2) ระยะต่อต้าน (Resistance stage) เมื่อความเครียดดำรงอยู่
นาน ร่างกายจะปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดได้ แต่การปรับตัวนี้สักระยะหนึ่ง การทำงานของร่างกายจะเริ่มผิดปกติ ในระบบประสาทและฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อ แต่ยังไม่ปรากฏอาการของโรค ถ้าระยะนี้ดำรงอยู่นาน ก็จะปรากฏอาการ เช่น โรคกระเพาะอาหาร โรคลำไส้แปรปรวน โรคหอบหืด โรคความดัน โรคหัวใจ โรคต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกิน และถ้าระยะนี้อยู่นานก็จะทำให้ภูมิต้านทานเริ่มอ่อนแอลง คนไข้จะติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
๓) ระยะอ่อนล้า (Exhaustion stage) เมื่อร่างกายต้อสู้กับความเครียดอยู่นาน ก็จะเริ่มอ่อนล้า และมีโรคเกิดขึ้นอย่างชัดเจน การทำงานของระบบประสาท parasympathetic ซึ่งเป็นตัวปรับสมดุลของร่างกายเริ่มทำงานลดลงกว่าปกติ Selye เชื่อว่า อาการอ่อนล้านี้อาจจะนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ในที่สุดก็จะเสียชีวิต
นอกจากนั้นเวลาที่เรามีอารมณ์เครียดนั้น ต่อมหมวกไต ส่วนนอก
( Adrenal cortex) จะหลั่งสาร กลูโคคอร์ติคอยด์(Glucocorticoids) ออกมาในกระแสเลือด๙ สารกลูโคคอร์ติคอยด์ นี้ต่อมาพบว่ามันมีคุณสมบัติกดภูมิต้านทานของร่างกาย ทำให้ขบวนการ Phagocytosis และ macrophage activation ถูกกด ผู้ที่ค้นพบคุณสมบัติข้อนี้ คือ Philip Hench และ Edward Kendall๑๐,๑๑ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั้งสองท่านนี้ได้รับรางวัลโนเบล ในปีค.ศ. 1950 โดยใช้ยากลูโคคอร์ติคอยด์ ในการรักษาโรค autoimmune Hench พบว่า คนไข้ที่ป่วยเป็นโรค autoimmune อาการจะดีขึ้นในขณะที่เขาเป็นตับอักเสบหรือขณะตั้งครรภ์ เขาคิดว่าในช่วงที่เกิดการอักเสบติดเชื้อหรือขณะตั้งครรภ์นั้นจะต้องมีสารเคมีชนิดหนึ่งออกมากดภูมิคุ้มกันเอาไว้ จึงทำให้อาการของโรค autoimmune ดีขึ้น ซึ่งต่อมา Kendall เป็นผู้พบว่าสารตัวนั้นคือ คอร์ติซอล ( cortisol) ตั้งแต่นั้นมาสารกลูโคคอร์ติคอยด์ จึงถูกนำมาใช้เพื่อกดภูมิต้านทานในโรคชนิดต่าง ๆ อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ดังนั้นเวลาเราเครียดเรื้อรัง ภูมิคุ้มกันของเราจึงถูกกด ทำให้เราเป็นโรคติดเชื้อและมะเร็งได้ง่ายขึ้น
การค้นพบคุณสมบัติของสารตัวนี้เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะทำให้ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบความจริงในเวลาต่อมาอีกมากมายดังนี้คือ ความเครียดเรื้อรังทำให้ติดเชื้อไข้หวัดง่ายขึ้น (Rhinovirus)๑๒ ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่(Influenza virus)ง่ายขึ้น๑๓ ติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อทอกโซพลาสม่า (Toxoplasma) ง่ายขึ้น๑๔ ติดเชื้อซาลโมเนลล่า ( Salmonella) ง่ายขึ้น๑๕ ทำให้มีโอกาส เป็นมะเร็งได้มากขึ้นุ๑๖ ทำให้แผลหายช้าลง๑๗ ทำให้การตอบสนองทางภูมคุ้มกันในคนที่ให้วัคซีนตับอักเสบบีลดลง๑๘
นอกจากนั้น ระบบภูมิคุ้มกันยังทำงานเชื่อมต่อกับระบบประสาทโดยผ่านทางสารเคมีที่เรียกว่า cytokines ซึ่งผลิตขึ้นโดย immune cell สารเคมีตัวนี้ก่อให้เกิดการอักเสบได้ทั่วร่างกาย ทำให้ร่างกายเสื่อมเร็วขึ้นและเกิดโรคต่างๆได้ เช่น เส้นเลือดหัวใจตีบ เส้นเลือดสมองตีบ โรคสมองเสื่อม โรคข้อและกระดูกเสื่อม เป็นต้น ความเครียดเรื้อรังทำให้ cytokines ที่ทำให้เกิดการอักเสบบางตัว เช่น IL-6 เพิ่มขึ้น ๑๙
ดังนั้นความเครียดจึงเป็นปัญหาพื้นฐานที่สำคัญ และเป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งทำให้เราเป็นโรคร้ายแรงต่างๆ ดังนั้นความเข้าใจในประเด็นเรื่องความเครียด จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำเราไปสู่การบำบัดทางกายและจิต และการฝึกหัดเทคนิคการผ่อนคลายรูปแบบต่าง ๆ จึงมีความสำคัญทั้งในการที่จะทำให้สารเคมีต่างๆ ที่หลั่งออกมาเวลาเราเครียดอยู่ในภาวะสมดุล ทำให้โรคต่างๆดีขึ้นได้

อ้างอิง
1) Seymour R, Neuroendocrine-Immune Interactions,N Eng J Med 1993;1246-53.
2) Elliott S D,Intentional Healing,New York,Marlowe&company,1996.
3) Danial Goleman,Emotional Intelligence,New York,Bantum Book,1996.
4) Danial Goleman, Healing Emotion,First edition,Boston,Shambhala Publication,1997.
5) Bruce Goldberg,Soul Healing,Minnesota,Liewellyn Publications,1998.
6) Friedman H,Klein T W,Friedman AL,Psychoneuroimmunology,Stress and Infection,New York,CPR Press,1996.
7) Cannon W B,The emergency function of the adrenal medulla in pain and the major emotions Am J Phys 1936;33:356.
8) Selye H, “ The Evolution of the Stress Concept” American Scientist,1973;61:692-699.
9) Mc Evan S B,Stellar E,Stress and individual Arch Inter Med 1993;153:2093-2101.
10) Hench P S,The reversibility of certain rheumatic and non rheumatic conditions by the use of cortisone or of the pituitary adrenocorticotropic hormone Ann Intern Med 1952;36:1-25.
11) Hench PC,Kendall E C,Slocumb C H & Polley H,The effect of a hormone of the adrenal cortex ( 17-hydroxy-11-dehydrocorticosterone:compound E and of pituitary adrenocorticotropic hormone on rheumatoid arthritis Procedings staff Meeting Mayo Clinic,1994;24:181-197.
12) Cohen S,Tyrrell D A,J&Smith AP, Psychological Stress and susceptibility to the common cold. N Eng J Med 1991;325:606-612.
13) Sheridan J F,Stress-induced modulation of anti-viral immunity Norman Cousins Memorial Lecture 1997 Brain Behavior &Immunity 1998;12;1-6.
14) Chao C C,Peterson P K,Filice G A,Pomeroy C,Sharp B M,Effect of immobilization Stress on the pathogenesis of acute murine toxoplasmosis, Brain Behavior,Immunity 1990;4:162-169.
15) Edwards E A,Dean L M,Effects of crowding of mice on Humoral antibody formation and protection to lethal antigenic challenge Psychosom Med 1977;39:19-24.
16) Black P H,Immune system-center nervous system interactions Effect and immunomodulatory consequences of immune system meditors on the brain, Antimicrobrial agents chemotherapy,1994;38:7-12.
17) Marucha P T,Kiecolt-Glaser J K,Favagehi M,Mucosal Wound healing is impaired by examination stress,Psychoso Med 1998;60:362-365.
18) Glaser R,Kiecolt-Glaser J K,Bonnears R H,Malarkey WB,Kennedy S, Hughes J,Stress-induced modulation of the immune response to recombinant hepatitis B vaccine,Psychoso Med 1991,54:22-29.
19) Sherman S,Fuldner R,Carrington J et al ,Workshop Summary, NIA Workshop on Inflammation ,Inflammatory Mediators,and Aging ,Bethesda ,Maryland,September 1-2,2004.

ลองเข้าไปอ่านที่นี้ครับ
http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2007/11/X6062425/X6062425.html
และ
http://clinictapanee.blogspot.com/2010/01/mret.html
และ
http://draco-puff.blogspot.com/2010/12/mret.html

ถูกใจให้เลีย: Thumb up 0 Thumb down 0
Leave a Reply

 
WP-Backgrounds by InoPlugs Web Design and Juwelier Schönmann