
อัพเดทเพิ่มเติมจากดราม่าก่อนที่มีชาวเหลิมไทยตั้งกระทู้ประณามนักข่าว
ที่ใช้แฟลชระดมถ่ายภาพลูกชายของน้องเอมมี่ ว่าแสงแฟลชมันเป็นอันตรายต่อตาเด็กทารกนะเว้ย!!
ถ้าเกิดน้องเขาตาบอดขึ้นมาแล้วพวกมึงมีปัญญารับผิดชอบมั้ย!! ชาวเหลิมไทยก็เฮโลกันด่านักข่าวตาม จขกท เสียยกใหญ่
จนมีคนออกมาแย้งว่า เอ่อ..แสงแฟลชมันไม่มีอันตรายต่อตาเด็กนะเมิง และไม่ใช่แค่พูดลอยๆ
แต่มีการนำข้อมูลอ้างอิงจากเว็บต่างประเทศและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญมาแปะในกระทู้อีกด้วย

แต่กระนั้นชาวเหลิมไทยก็ยังไม่เชื่อว่าแฟลชไม่อันตรายต่อสายตาเด็ก!! ยังคงประณามนักข่าวต่อไป
แถมยังลามมาขู่คนที่บอกว่าแสงแฟลชไม่อันตรายต่อสายตาเด็ก ว่าถ้ามันไม่อันตรายจริง
มึงกล้าให้กรูเอาแสงแฟลชไปยิงใส่ลูกกะตาของลูกเต้าเหล่ากอมึงในระยะประชิดมั้ยล่ะสาด!!
แล้วทั้งสองฝ่ายก็เริ่มเถียงกันอย่างเมามันส์ ทีนี้มันมีอมยิ้มคนนึงชื่อ อีช้างยิ้ม!!
อีช้างยิ้มก็บอกว่าไอ้ข้อมูลที่นายอะธีลาสเอามาแปะแล้วบอกว่าแฟลชไม่อันตรายกับเด็กน่ะ
มันเชื่อได้ที่ไหน!!! เว็บที่เอามาใช้อ้างอิงไม่ได้เกี่ยวกับการแพทย์เลยซักนิด
แถมยังเป็นเว็บของพวกตากล้องอีกต่างหาก!! ซึ่งปรกติถ้าเราจะเอาข้อมูลทางวิชาการมาอ้างอิง
ใครเขาหากันในเน็ทฟะ!!! ไม่ใช่ว่าเรื่องที่หาเจอในเน็ทจะต้องเป็นความจริงทุกเรื่องนะเฟ้ย!!

แล้วอีช้างยิ้มก็แขวะอะธีลาสว่าถ้าเอ็งเป็นนิสิตแล้วทำงานมาส่งโดยใช้เอกสารอ้างอิงแบบนี้
กรูปรับตกให้ 0 คะแนนนะครับ!! กลับไปอ่านหนังสือหนังหามาใหม่ไป๊!
ว่าเวลาจะใช้เอกสารอ้างอิงที่น่าเชื่อถือมันต้องหาจากแหล่งไหน!! และหามายังไง!!
หรือไม่งั้นมึงก็ลองทดสอบกับตัวเองดูก็ได้!! โดยเอาแฟลชที่มึงมีนั่นแหละ ยิงใส่ตามึงไปเรื่อยๆ
แล้วค่อยมารายงานให้พวกตูรับรู้ว่าเอ็งตาบอดตอนโดนยิงแฟลชไปกี่หน!!

ว้าแล้วอีช้างยิ้มก็โชว์เก๋า โดยเอาเอกสารอ้างอิงจากเว็บ Sciencedirect มาแปะในกระทู้
แล้วบอกว่าจะหาเอกสารอ้างอิงนะครัฟ มันต้องทำอย่างนี้นะครัฟ!!
เว็บต้องเชื่อถือได้นะครัฟ!! มีนักวิชาการอ้างอิง มีการทดลอง มีการตีพิมพ์และรีวิวงานวิจัยพร้อมสรรพนะครัฟ!!
และไอ้เอกสารฉบับนี้มันน่าจะทำให้พวกเอ็งเข้าใจนะครัฟ!!ว่าการยิงแฟลชใส่ลูกกะตาเด็กมันอันตรายขนาดไหน!!

พอตามไปดูใน url ที่ว่าก็เห็นงานวิจัยฉบับนึงที่มี keyword คำว่า flash เอย baby เอย
ดูเผินๆก็น่าจะเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับแสงแฟลชและลูกกะตาเด็กใช่มะครับ
หึๆๆ แต่เสียใจด้วยที่มันไม่ใช่ ซึ่งจะมีอมยิ้มคนอื่นๆมาชี้แจงให้ทราบกันในโอกาสต่อไป

และที่สำคัญในงานวิจัยที่อีช้างยิ้มยกมาอ้างอิงมันมี keyword อีกคำว่า Albino
Albino หมายถึงคนที่ไม่มีสี ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดทางการเมือง เอ๊ย..ไม่เกี่ยวละสาดดด
![]()
หมายถึงคนที่เกิดมาโดยมีความบกพร่องเกี่ยวกับเม็ดสีในเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวขาวเผือกเพราะไม่มีเม็ดสี
คนเผือกเหล่านี้จะมีปัญหากับแสงต่างๆนานา เพราะเม็ดสีเหล่านี้ทำหน้าที่ป้องกันและดูดซับแสงแดด
ที่มีอันตรายต่อผิวหนังและสายตา คนกลุ่มนี้จึงมีโอกาสเป็นมะเร็งผิวหนังหรือโรคตาเช่นต้อกระจกได้ง่ายครับ
อมยิ้มชื่อ PanJ แกเห็นบทวิจัยนี้ปุ๊บ ก็แขวะอีช้างยิ้มปั๊บ ว่า
แหม่ๆกรูเพิ่งรู้นะเนี่ยว่าลูกของแอนนี่-ฟิล์มเขาเป็นคนเผือก!!

บ้างก็แขวะคนที่ออกมาเถียงหรือยกข้อมูลข้างๆคูๆมาด่านักข่าวที่ใช้แฟลช
ว่าไอ้พวกนี้แม่งมาไกลเกินจะกู่กลับแล้วว่ะ!! พวกเอ็งคงเหลือทางเลือกเดียว
คือแถหาเรื่องด่านักข่าวต่อไปเรื่อยๆใช่มั้ยวะ!!ไอ้พวกไหลตามน้ำเอ๊ย!!

อมยิ้มชื่อ solution9 ก็ด่าอีช้างยิ้ม ว่ามึงนี่ท่าทางจะเป็นพวกนักศึกษา
ที่ชอบทำการบ้านแบบ copy paste คือหาข้อมูลในเน็ทแล้วเอามา paste ส่งครูแหงมๆเลยว่ะ
นี่ถ้ามึงเป็นลูกศิษย์กรู กรูก็ให้มึง 0 คะแนนเหมือนกันนะ!! กลับไปอ่านหนังสือหนังหาซะใหม่ไป๊!!

หมอผักชีที่เคยเถียงกับพวกที่ด่านักข่าวเรื่องใช้แฟลชในดราม่าที่แล้ว ก็มาตอบอีช้างยิ้ม
ว่าไอ้ข้อมูลอ้างอิงของมึงเนี่ย กรูว่ามึงเอามาแปะในกระทู้นี้ทั้งๆที่มึงยังไม่ได้อ่านซะด้วยซ้ำ!!
มึงอ่านเข้าใจมั้ยวะ!? ว่าเขาทำวิจัยเรื่องอะไร ในกลุ่มประชากรแบบไหน!!
จะเอาข้อมูลมาแย้งทั้งที่อย่าดีแต่ copy paste มาแปะในกระทู้ลอยๆให้พวกกรูเข้าใจว่ามึงเก๋าสิวะ!!!
แล้วจะบอกอะไรให้นะว่าไอ้คำว่า Flash ในงานวิจัยของมึงเนี่ยมันไม่ได้หมายถึงแสงแฟลช!!
แต่มันหมายถึงรูปแบบการกระตุ้นสัญญาณประสาทแบบนึง และเป็นงานวิจัยที่ทำในกลุ่มคนเผือกโว้ย!!

แล้วหมอผักชีก็ให้คะแนนอีช้างยิ้ม o คะแนน!! แล้วไล่นายช้างยิ้ม
ว่าเอ็งกลับไปเรียนหนังสือหนังหาเสียใหม่ไป๊!! โทษฐานที่เอ็งบังอาจ copy paste
แต่เสือกไม่ยอมอ่านว่าไอ้เรื่องที่ copy มาส่งการบ้านน่ะมันมีเนื้อหายังไง!!!

อีช้างยิ้มก็บอกว่าหมอผักชีจะให้ตู 0 คะแนนก็ตามใจ
เพราะตูก็ม่ายถนัดเนื้อหาทางการแพทย์เหมือนกัน ยอมรับกันแบบแมนๆเลยนะเธอว์
ว่าแต่หมอผักชีเหอะ ไปวิจารณ์แหล่งข้อมูลของนายอะธีลาสหน่อยเซะ
ว่ามันน่าเชื่อถือซักแค่ไหน!? หวังว่าจะไม่วิจารณ์แต่คนที่คิดเห็นตรงข้ามกะเอ็งเท่านั้นนะเว้ย!!

แล้วอีช้างยิ้มก็บ่นไปเรื่อย บอกว่าหมอก็คน!! ด๊อคเตอร์ก็คน!!
ไอ้พวกนี้มันไม่ใช่เทพเจ้า จำเป็นด้วยเรอะที่มันพูดอะไรมาแล้วต้องเชื่อทุกคำ!!
พระพุทธเจ้าท่านยังสอนเลยว่าควรเชื่ออะไรจากการไตร่ตรองด้วยตัวเอง!!
ถ้าเกิดหมอมันชอบถ่ายรูปแล้วตอบเข้าข้างตัวเองว่าแฟลชไม่อันตรายต่อสายตาเด็กล่ะ!!
ถ้าเรื่องที่หมอพูดมันถูกไปหมด คงไม่มีคนไข้คนไหนตายเพราะได้รับการรักษาที่ผิดพลาด
จนโดนฟ้องกันแหลกลาญเหมือนทุกวันนี้ร้อกกกก!! และที่ไอ้พวกนัน้มันผิดพลาดน่ะไม่ใช่ว่ามันไม่รู้นะ
แต่เพราะมันรู้ครึ่งๆกลางๆแต่ไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเองต่างหากเล่า!!!

แต่แอดมินว่ามันก็ยังดีกว่าคนที่ไม่เข้าใจว่าเรื่อง copy paste เองกับมือมันพูดถึงอะไร
แล้วเอามาข่มชาวบ้านแบบว่าข้าถูกซะเต็มประดานะอีช้างลากยิ้ม!!
แล้วอีช้างยิ้มก็โบ้ยหน้าที่ในการหาข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบของแสงแฟลชกับสายตาเด็ก
ให้เป็นหน้าที่ของคนที่ทำงานด้านการแพทย์ ว่าพวกเอ็งน่าจะเข้าใจศัพท์แสงเทือกนี้ดีกว่าตู
ดังนั้นพวกเอ็งก็ไปหาข้อมูลในเว็บ sciencedirect มาให้ดูซะสิ!!
ว่าแสงแฟลชมันไม่มีผลต่อสายตาเด็กอย่างที่พวกเอ็งอ้างจริงๆ!!

หมอผักชีก็เถียงกลับว่าหมอก็คน ตากล้องก็คน อย่างที่เอ็งว่า ในเมื่อเป็นคนก็มีโอกาสผิดพลาดกันได้
เพราะฉะนั้นพวกเราจึงต้องถกเถียงและหาข้อมูลมายืนยันว่าข้อเท็จจริงเป็นยังไงใช่มั้ยล่ะ!!!
ตูไม่เคยบังคับให้พวกเอ็งเชื่อเลยซํกนิดว่าแสงแฟลชไม่เป็นอันตรายต่อสายตาเด็ก
แต่ถ้าพวกเอ็งมีหลักฐานก็เอาข้อมูลมาหักล้างสิวะ!! และเรื่องแฟลชกับสายตาของเด็กเนี่ย
ผู้รู้ในหลายๆสาขาก็บอกไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งหมอ ตากล้อง ต่างบอกว่า
มันมีผลน้อยมาก คือแทบไม่มีอันตรายต่อสายตาเด็กเลย แต่ถ้าเอ็งบอกว่าผู้เชี่ยวชาญพวกนี้ไม่น่าเชื่อถือ
ก็ไปหาข้อมูลที่น่าเชื่อถือกว่ามายันกัน ไม่ใช่พูดแย้งลอยๆบอกว่ากรูเชื่อว่ามันอันตรายนะ!! แน่จริงเอาแฟลชไปส่องตาลูกมึงสิ บลาๆ!!
แต่ถ้าพวกมึงยืนยันว่าจะใช้หลักความเชื่อ ก็เลิกคุยกันเลยดีกว่า เพราะถ้าสายตาพวกเอ็งมืดบอด
ยึดมั่นอยู่แต่ในความเชื่อ(หรือความแถ)อยู่อย่างนั้น ไม่ว่าจะเอาข้อเท็จจริงอะไรมาให้ดูพวกเอ็งก็คงไม่เชื่ออยู่ดีล่ะวะ!!

แล้วทั้งสองฝ่ายก็เถียงกันไปเรื่อยๆฝ่ายนึงก็บอก ก็กรูเชื่อของกรูอย่างนี้
อีกฝ่ายก็บอกว่าก็ข้อมูลมันบอกว่าไม่อันตราย ผู้เชี่ยวชาญเขาก็ว่าปลอดภัยแล้วพวกมึงจะเอายังไงอีกวะสาด!!
มีความเห็นนึงแซวอีช้างยิ้ม ว่าแล้วพระพุทธเจ้าท่านสอนให้เอ็งเชื่อ จขกท อย่างหน้ามืดตามัวรึไงฟะ!?

เรื่องการเลือกเชื่อว่าอะไรผิดถูกที่พระพุทธเจ้าสอนก็คงหนีไม่พ้นเรื่องกาลามสูตร
กาลามสูตร แปลว่า พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตติยนิคม แคว้นโกศล (เรียกว่า เกสปุตสูตร ก็มี[1])
กาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ
อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ มีอยู่ 10 ประการคือ
- อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา
- อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา
- อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ
- อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา
- อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา
- อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา
- อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล
- อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน
- อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้
- อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน
ปัจจุบันแนวคิดและหลักสูตรที่สอนให้คนมีเหตุผลไม่หลงเชื่องมงาย ในทำนองเดียวกับคำสอนของพระพุทธองค์เมื่อ 2500 ปีก่อน
ได้รับการบรรจุเป็นวิชาบังคับว่าด้วยการสร้างทักษะการคิดหรือที่เรียกว่า “การคิดเชิงวิจารณ์” (Critical thinking)
ไว้ในกระบวนการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยของประเทศพัฒนาแล้ว [2]
แนวคิดเหมือนกาลามสูตรได้รับการบรรจุเป็นวิชาบังคับในประเทศพัฒนาแล้ว
แต่น่าขำขี้ราดสุดๆที่ประเทศที่บอกว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา
กลับมีประชาชนที่ไม่ว่าข้อเท็จจริงแม่มจะเป็นยังไงกรูก็ไม่สน!! ก็กรูเชื่อของกรูอย่างนี้ไงสาด!!
แถมยังเอากาลามสูตรมาใช้ เพื่อปฎิเสธข้อมูลที่มีคนยกมาโต้แย้งอีกต่างหาก
บอกว่าเอ็งไปเอาข้อมูลที่อ้างจากหมอ อ้างจากตากล้องพวกนี้มันเชื่อไม่ได้!!
แต่กลับไปยกงานวิจัยที่ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่เถียงกันอยู่เลยมาบอกว่าเรื่องนี้เชื่อได้!!
แอดมินว่ากาลามสูตรมันก็ดีอยู่ที่สอนให้คนเราไม่เชื่ออะไรง่ายๆ แต่กระนั้นมันยังไม่พอว่ะ
เพราะเรื่องหลายๆอย่างเราไม่มีปัญญาไปทดสอบด้วยตัวเองอย่างที่บอกไว้ในกาลามสูตร
อย่างเรื่องแฟลชนี่ จะให้ไปจับเด็กทารกมาซักหมื่นคน ยิงแฟลชใส่ตาคนละหมื่นที่
แล้วดูว่ากลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลองมันมีปัญหาทางสายตาแตกต่างกันอย่างไรงั้นเหรอวะ!?
ดังนั้นเราจึงต้องเรียนรู้ที่จะเชื่อด้วยว่าอะไรที่น่าเชื่อถือและน่าจะเอาไปใช้อ้างอิงได้
ซึ่งถ้าผ่านมหาลัยมันก็น่าจะเรียนพวกวิชาสถิติตอนปีหนึ่งเกือบทุกคนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอวะ?
อาห์ แล้วดราม่านี้จะลงเอยเช่นไร!? ลูกของแอนนี่มันเป็นคนเผือกตั้งแต่เมื่อไหร่วะ!?
พวกเธอว์จงตามไปเสพในกระทู้นี้โดยพลัน!!
== ขอประณาม ช่างภาพสื่อ มวลชน ที่ถ่ายรูปลูกของ แอนนี่ โดยใช้ แฟลช ==



![article-1210632-063CFAEC000005DC-570_634x438[1]](http://drama-addict.com/wp-content/uploads/2010/09/article-1210632-063CFAEC000005DC-570_634x4381-300x207.jpg)






































วิทยาศาสตร์ กะ ความเชื่อ มันไปด้วยกันไม่ได้ก็จริง
เเต่กรูว่า ผลทดลองวิทยาศาสตร์กะความเป็นจริงบางที
บางทีเเมร่งก็ไม่สอดคล้องกันหรอกหว่ะ
ถึงอีช้างยิ้มมันจะโชว์โง่ เเต่ไอ่ฝ่ายตากล้องก้ไม่ได้โชว์เหนือกว่า
กันเท่าไหร่ สรุปกล้าทำกล้ารับไหม หรือจะปฏิเสธจากซีรีเบรั่มว่า
กรูเชื่อเเน่ๆว่าเเสงเเฟชไม่เป็นอันตรายต่อตาเด็ก หรือ ตัวเด็กจริงๆ
ให้มันไปทำกะลูกกะหลานมันก็ไม่กล้าล่ะว้า
ตกลงมันอันตรายไหมเนี่ย
มาฮารูป ปลากรอบ FLASH เป็นอันตรายต่อเด็กดังนัน้เราต้องใช้ HTML 5 สินะ
กุจะรอภาค 3
ฮว้ากกกกกกกก
ไม่รู้จะฮายังไงแล้วว้อยยยยยยยยยย
อยากเท่บอกว่า Wikipedia เชื่อไม่ได้ ต้องนี่เลย ScienceDirect มหาเทพ
Search ขึ้นมาแล้วก็หยิบมาอ้างอิง แต่เจือกไม่อ่านเนื้อหาเปเปอร์เลย
มันก็ต้องถูกสังหารอย่างนี้และ
ปล. เห็นด้วยว่า google scholar / citeseer เทพกว่า เพราะว่ามันมี link ให้ download แต่ sd นี่ถ้าไม่จ่ายตังค์ให้ก็อย่าหวังว่าจะได้แอ้ม!!! เซ็งเป็ด!!!!!
เหยดดดดด แถได้โล่มากอีช้างยิ้ม แค่กูอ่านหัวข้อการวิจัยกูก็แทบจะล้มโต๊ะแล้วโฟร้ยยยย ปล่อยไก่ตัวโตมากๆเลยนะอิบ้า
ปล. พ้นสภาพนศ.แล้วแม่งดูดไฟล์จาก SD ไม่ได้เหมือนกัน กูเลยพึ่ง IVIS กะ Wiley แทน
แต่ citeseer นี่ไม่เคยไปเยี่ยมแฮะ ประเดี๋ยวต้องไปลองหน่อยละ
@ ekkmanz:
Scholar +1
บาง paper ไปหาใน SD เรียกเก็บตังค์
พอไปหา Google Scholar เจอแจกฟรีซะงั้น
โอ้ยยยยย กูไม่เคยพบเคยเห็น ว่า เขาเอากาลามสูตรมาใช้เถียงกัน ว่าใครถูกใครผิด
กาลามสูตรเอาไว้ทำให้เรามีวิจารณญาณมากขึ้น นี่แทบไม่มีใครในเฉลิมมีกันขึ้นมากกว่าเดิมเล้ยยย
ปล. อีพวกที่บอกว่าอย่า copy paste งานวิชาการนะ จริงๆพวกมึงก็ซึนว่ะ สุดท้ายคิดไรไม่ออกก็ก็อป wiki ตลอดอะ
อย่างน้อยหมอเค้าก็อ่านหนังสือในเว็บออก ไม่ได้ออกมาบอกใครมั่วๆแล้วพูดว่ากูถูกอย่างเอ็งว่ะ อีช้างยิ้ม(ชื่อล็อกอินเข้ากับนิสัยจริงๆ 555+)
ยางสึกหมดแล้วอย่าลืมเข้าพิทเปลี่ยนยางนะครับคุณช้างยิ้ม ไม่งั้นดริฟครั้งหน้าแหกโค้งแบบเดิมแน่ๆ
กูว่า ถึงมันไม่อันตรายต่อสายตาเด็กจริง แต่มึงเอาแสงแวบๆไปยิงใส่ตาเนี่ย กูว่าถึงไม่ใช่เด็กแม่งก็รำคาญว่ะ
ไอ่เรื่องแสงไฟมีผลต่อสายตาไหมกูไม่รู้ แต่กูเคยเห็นอดีตดาราไทยลายครามท่านหนึ่งที่นี้ตาบอดเพราะแสงจากการแสดงว่ะครับ
คือข้าพกู คิดว่า แสงแฟรชไม่เป็นอันตรายต่อเด็กก็ต่อเมื่อนานๆโดนถ่ายที แต่ในข่าวนั้นมันโดนรัวยิกๆๆๆ เลยไม่ใช่เรอะ
แล้วมันต่างอะไรกับเอาสปอตไลท์ไปส่องหน้าเด็กวะ
เก่งมว๊ากกกกกกกกอีช้างยิ้ม
ของเล่นของบร๊ะศาสดากุไม่เป็นอันตรายต่อเด็กเล็กเหวย เหยดดดดดดดดดดดดดดดด
จะอะไรก็ไม่รู้หล่ะ แต่สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเอาไ้วเมื่อกว่า 2500 ปีก่อน เรื่องกาลามสูตร มันยังคงใช้ได้จริงอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ และจะเป็นเช่นนนี้ต่อไปในภายภาคหน้า
เรื่องไหนจริงไม่จริง มันก็อยู่ที่ตัวบุคคลสินะ ว่ากุจะเชื่อยังงี้นาเหวย กุจะเชื่ออย่างนี้นาเหวย ประเทศเทยจึงไม่เจริญ+พัฒนาซักที
โครตง่าวสักหราดกว่าเิดิมอีกสราด เบะให้ช้างน้อยซัก 5 ม๊วฟ
หลายๆความเห็นก็ยังใช้อารมณ์เหมือนเดิม คือไม่เข้าใจว่าในเมื่อข้อเท็จจริงก็มีแต่ไม่เลือกเสพ
แสดงว่าข้อเท็จจริงที่เขาหยิบยกมานี่ไม่ได้อ่านเล้ย
กลับใช้อารมณ์ส่วนตัวและความเชื่อในการตัดสินข้อเท็จจริง แล้วก็พยายามแถไถว่า
“เห้ย ให้กุสาดแฟลชใส่ลุกมึงบ้างไม” เพื่อ? เอาสะใจแ่ต่ไร้สมอง
งี้ถ้าบอกว่า การปาก้อนหินใส่ตีน เป็นอันตรายต่อระบบย่อยอาหาร แล้วพอมีข้อเท็จจริงว่าไม่ใช่ ก็คงแถไปอีกว่า “งั้นให้กุปา้ก้อนหินใส่ตีนมึงมั้ย”
ในรายการน่ะ ถ่ายโดยใช้แฟลชเยอะน่ะใช่ แต่ระยะที่ถ่ายมันค่อนข้างห่างพอสมควร เพราะฉะนั้นแสงที่ระยะขนาดนั้นไม่เป็นอันตรายอย่างแน่นอน
เลิกแถว่า เหย เขาถ่ายหลายนาทีนะ
คนโง่ที่คือคนที่ไม่ยอมรับว่ามีเรื่องที่ตัวเองไม่รู้
ประเทศนี้มันเจริญยากก็เพราะแบบนี้แหละ
เสพย์ติดดราม่า wrote:
แสงจาการแสดง มันไม่ได้บอกว่าแสงแฟลชนิเธอว์
ที่คนนั้นตาบอด”คิดว่า”ต้องเจอกะแสงที่มากะอุปกรณ์ที่เป็นร่มดำๆไหนจะพวกสปอตไลท์อีกอ่ะ (เค้าเรียกว่าไรหว่า- -”)
เอาเป็นว่า ไอ้อุปกรณ์นั้นอ่ะ ไฟแรงมากนะ ขนาดถ่ายทำในตึกหรือที่มีแสงน้อยๆ เจอแสงร่มเข้าไปที ถึงขั้นผิวไหม้ได้เลยนะเธอว์
แล้วไอ้แสงแฟลชอ่ะ กำลังแสงมันน้อยนะ เพราะจุดประสงค์คือ เพื่อให้ภาพที่ออกมามันไม่มืดๆดำๆ
แล้วแสงแฟลชอ่ะยิ่งแรงยิ่งต้องใช้ทุนในการสร้่างเยอะ
คนผลิตกล้องเค้าจะใช้งบทุ่มไปกะการผลิตแสงแฟลชแรงๆจากกล้องตัวนึง เพื่อให้มันสว่างทะลุไปถึงขนข้างหลังทำไมล่ะ
CodenameH wrote:
โดนเยอะมันจะแสบตา ตาลายบ้างก็ไม่แปลก แต่มันไม่ทำให้ตาบอดหรือเสียแต่ประการใด เพราะมันไม่ได้ไปทำอัตรายใดๆต่อเซลหรือประสาทตา เพราะเมื่อโดนแสงเยอะ รูม่านตาจะกดลงทำให้ปริมาณแสงที่เข้าครั้งต่อไปน้อยลง เหมือนกัน ไอ้พวกที่จะไปยิงแฟลชใส่ตาบุพการีเขานะ แน่นอนว่าถ้าโดนมันก็แสบตา แต่ไม่ทำให้ตาบอดหรอก
แล้วถ้าเอาสปอตไลท์ส่องหน้าแล้วตาบอด วิทวัส สรยุทธ์ ปัญญา หรือพี่เบิร์ด หรือดาราคนอื่นๆ แม่มคงตาบอดกันหมดแล้ว เพราะโดนสปอตไลท์ส่องหน้า โดนแฟลชรัวยิกใส่หน้ากันทุกวัน
บางทีเขาก็ไม่ได้ยิงแฟลชเต็มที่หรอกไอ้ฟาย รู้กันไหมว่าแฟลชมันปรับความแรงได้
บางที่ก็ยิงใส่เพดานด้วยซ้ำไป
เสพย์ติดดราม่า wrote:
ถ้าเป็นเพชรานะ แกไปเอาเสตอรอยด์มายอดตาครับ มันเลยบอด
ไม่แถ ไม่เถียง และ ที่สำคัญ ไม่เสี่ยง
ภาพประกอบแถสุดๆ
ส่วนเรื่องข้างในก็แถพอๆ กัน
สำหรับการทำวิจัยหรือบทความต่าง ๆ เค้าไม่ยอมรับการอ้างอิงข้อมูลจาก website open source นะงับ
อย่าง Wikipedia ก็ไม่สามารถนำมาใช้อ้างอิงได้เช่นกัน (เนื่องจากที่มาของข้อมูลและผู้เขียน ตรวจสอบยาก และฐานข้อมูลบางครั้งก็ไม่มี reference ที่น่าเชื่อถือ หรือฐานข้อมูลบางครั้งนำมาจาก internet ซึ่งอยู่ไม่ถาวร)
สำหรับ ป๋ม wikipedia เป็นเพียงแค่ navigator เท่านั้นงับ ใช้ได้แค่ดู scope รวม ๆ ข้อเรื่องที่ศึกษา และเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาเชิงลึก
บางที wikipedia ก็ลงอะไรมั่ว ๆ เยอะนะงับ (ดูได้ แต่ให้ check ข้อมูลแหล่งอื่น ๆ ด้วย กันพลาด เวลาอ่านงานวิจัย ไม่ใช่อ่านแค่สรุปนะงับ ดูด้วยว่าเค้าศึกษาจากตัวแปรอะไรบ้าง และได้ผลการทดลองอะไรบ้าง เผื่อจะได้ concept ทั้งหมด ไปอ่านพวกบทสรุปการวิจัย มันไม่ครอบคลุมหรอกงับ สิ่งนี้เป็นการแค่ตอบปัญหาการวิจัยเฉย ๆ)
ปล.เห็น กาลามสูตร แล้วปลง สำหรับป๋ม คนเราไม่จำเป็นจะต้องพิสูจน์ด้วยตนเองเสมอไป (ถ้ามีวิจารณญาณรอบด้านพอ ไม่ต้องทำหรอกงับ ถ้าเกิดผลร้ายอะไรในบางเรื่อง จะเข้าข่ายใช้ชีวิตอย่างประมาทนะงับ)
This will be controversial for good
. Sometimes you can’t translate research directly to clinical setting and it’s conflicting with ethical issue if you insist to prove it. Anyway
, we might need to answer to ourselves that if you were parents and know exactly from previous evidence that it’s not harmful, are you continue doing so?
ผมเคยได้งานให้หาเอกสารที่ science direct มานำเสนอบ่อยๆ บางครั้งอ่านชื่อเรื่องกับอ่านผ่านๆ เหมือนจะใช่อย่างที่เราคิด แต่พอแปลๆไปมันคนละเรื่องกับที่เราคิดเลย
อีช้างยิ้มนี่คงแนวเดียวกันที่เน้นมั่ว
ก็อยากให้เป็นข่าวเอง ในเมื่อต้องการให้เป็นข่าว ก็ต้องมีนักข่าวมาเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ในเมื่อมีนักข่าวมาก็ต้องมีกล้องไว้ถ่ายรูปเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
เพราะงั้น กุว่านักข่าวไม่ผิด ผิดที่แม่เด็กเอง รู้ทั้งรู้ว่าต้องมีนักข่าวพกกล้องมาถ่ายรูปด้วย แต่ดันไม่หาอะไรมาป้องกันเอง ของแบบนี้มันรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วล่ะ
โถววววววววว อีช้าง
กูว่ามันหาเรื่องเถียงไม่ได้ก็แถลากไปแบบข้างๆคูๆเท่านั้นแหล่ะ กลัวเสียหน้าล่ะสิมึง
ก่อนจะหาอะไรมาแปะน่ะ กรุณาอ่านเนื้อหาซะก่อนเหอะ หรือใช้แค่อากู๋ขากเสลดแปลซับนรกให้เลยเอามาแปะวะ
..
.. ช้างยิ้มสมชื่อแม่งเลยนะ
ไม่รู้ผลวิจัยเป็นยังไง แต่ผมคิดเอาจากความรู้สึกของผม ขนาดเวลาถ่ายรูปแค่ช็อตเดียว แฟลชส่องทีนึงคันตาฉิบ
แล้วถ้าโดนหลายๆช็อตนี่ ตายห่ะกันพอดี
ไม่รู้ว่าอันตรายรึเปล่า แต่เลี่ยงได้ควรเลี่ยงดีกว่ามัน ยังไงมันก็ไม่สบายตาเลยเมื่อมีแสงแฟลชแปร๊บๆใส่ตา
This is เหลิมไทย
เราไหลตามน้ำเป็นกิจวัตร
อาว จบดื้อๆเลยเว้ยแสรด
…นี่คือตัวอย่างของ stereotype ที่ว่า คนไทยมักไม่ยอมรับว่าตัวเองผิดหรือตัวเองโง่
ผมว่าแฟลชเข้าตามีอันตรายต่อดวงตานะ
เพราะผมจำได้ว่ามีข่าวที่หลวงพ่อคูณเสียตาไปข้างหนึ่งเพราะพวกนักข่าวถ่ายรูปเปิดแฟลชประจำ พอถ่ายบ่อยๆเข้า เลยทำให้ท่านตาเสียไปข้างหนึ่งเลย
ถึง Flash จะเป็นอันตรายต่อดวงตา…
แต่กูไม่ว้อนท์ HTML5 ว้อยยยย
เอา Flash มาภายใน iOS4 นะแสรด
ชื่อแม่มได้ใจจริงๆ
อีช้างยิ้ม
wiki ถึงจะแก้ไขได้ใครเขียนก็ได้แต่ก็มีคนตรวจสอบตลอดเวลา
จึงมีความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่งอยู่ดี ยิ่งการที่เขาเอาข้อมูลงานวิจัยมาลงใน wiki เขาก็ลงแหล่งอ้างอิงด้วย
จะไม่น่าเชื่อถือได้ไง
ไม่ใช่ไร้สาระนุกรมนะสาดดดดดดดด
แถสีข้างแหกกันทีเดียว…
เรื่องข้อมูลในเว็ป ตอนทำงานส่งอาจารย์
) ที่ไม่ใช่ในเว็ป ที่มีคนมาแก้ไขข้อมูลได้ตลอดเหมือนกัน
อาจารย์ยังอยากให้ไปหาข้อมูลมาจากแหล่งอื่น(เช่นเอกสาร ,หนังสือจากหอสมุด
แล้วการหาข้อมูลตามเน็ตนี่ บ่อยครั้งเหมือนกันที่หัวข้อ…กับเนื้อเรื่องเหมือนจะใช่ตามที่เราต้องการแต่แท้จริงมันไม่ใช่ก็มี
แต่ไม่กล้าสวนกับบางกระทู้ในห้องนี้เท่าไหร่แฮะ
สวนเรื่องเด็กแว้น มันต้องมีคนแย้งกลับมาว่า “ไว้ให้ญาติแกโดนพวกแว้นลากไป บลาๆ(เติมเอาเอง)บ้างนะสาดด”
สวนเรื่องมอมยาบนแท๊กซี่ – “ไว้ให้ญาติแก โดนมอมยาบนแท๊กซี่บางนะสาดด”
ป้ายยา – “ไว้ให้ญาติแกโดนป้ายยาบ้างนะสาดด”
แย้งเรื่องแฟลซ – “ไว้ให้ญาติแก โดนไปยิงแฟลซใส่ลูกตาบ้างนะสาดด”
อิชั้นละกลัวจริงๆ ขืนแย้งสัก10กระทู้ พอดีญาติสนิทมิตรสหายตายห่าหมดพอดี มันต้องมีคนตอบแบบนี้อย่างน้อย1ครั้ง ใน1กระทู้
พันทิปเด๋วนี้วิบัติชะมัด
ที่จริงมันไม่น่าเป็นเรื่องที่มาภาคต่อได้เลยนะนั่น
แม่ม เสือกต่อกันได้
Thailand Only !!! ~~~~
เด็กนอกวงโคจร wrote:
ขอแหล่งอ้างอิงครับ เพราะตอนผมดูวูดดี้เกิดมาคุย มันคลับคล้ายคลับคลาว่าเจ้าตัวบอกว่าสาเหตุนึงที่ทำให้ตาบอดก็เพราะแสงประกอบฉากในสมัยนั้นที่จ้าเกินไปนั้นแหละ
เออแล้ว ข้าพกูถามอีกเรื่อง ทำไมกาลิเลโอตาบอด
#144
ก็พี่แกใช้กล้องโทรทรรศน์ ไปส่องดูดวงอาทิตย์ตอนกลางวันแสกๆบ่อยๆไงล่ะเธอว์
แสงจากดวงอาทิตย์ ถ้าจ้องนานๆ หรือบ่อยๆ มีโอกาสทำให้ตาบอดได้ถ้าไม่ใช้ฟิลเตอร์มาช่วยกรองแสง แม้แต่กล้องถ่ายรูปถ้ายกขึ้นถ่ายแบบเพียวๆไม่มีอะไรกรองแสงกล้องก็เจ๊งเหมือนกัน
เพราะงั้น กาลิเลโอที่จ้องดวงอาทิตย์ผ่านแว่นดำที่เอาไปรมควันมา(น่าจะนะ) มันก็ต้องบอดสิ แว่นกันแดด แพงๆสมัยนี้ยังใส่แล้วจ้องไม่ได้เลย ต้องกรองแบบสุดๆ
ดังนั้น ถ้าจะเอาแสงจากดวงอาทิตย์มาเทียบกะแฟลชกล้องหรือแสงไฟบนเวที นี่มันคนละไซส์กันเลยนะ
^
^
ลืม กล้องโทรทรรศน์ใช้รวมแสงเพื่อส่องดาวหรืออะไรก็ตามที่อยู่ไกลๆเพื่อให้เห็นชัดขึ้น นี่เอาไปส่องดวงอาทิตย์ยิ่งแล้วใหญ่
อยากรู้ว่ามันทำให้มีปัญหาทางสายตาจริงๆไหมครับ รู้สึกดราม่านี้จะแปลเป็นความรู้ได้เลยนะเนี้ย
ด้อยความรู้ว่ะ…พวกแถเนี่ย
เทคนิคช่างเค้ามีกันเยอะแยะ…..Fill flash(ดันflashขึ้น45-75องศา ให้แสงมันชิ่งเพดานแทน) มันก็ทำได้
ปรับลดแสงแฟลช มันก็ทำได้(และส่วนใหญ่เค้าทำ เพราะแสงแฟลชบางครั้งทำให้ภาพขาวเกินจนไม่เหมือนธรรมชาติ)
หนักกว่านั้น สั่งแบบwireless flash ให้อีกคนไปยืนถืออีกข้างที่มันไม่แยงตาลูกมัน(ดีสุดเพราะจัดแสงได้) ก็ทำได้
พวกที่กลัวบอกว่า ลองเอาแฟลชนั่งจิ้มตาลูกมึงทั้งวันเนี่ย….ปล่อยแม่งนั่งจิ้มตาลูกมันจนบอดไปเถอะ
แฟลชระดับDSLRตัวละเกือบหมื่นน่ะทำได้หลายอย่างนะ ปรับองศาได้ปรับความแรงให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้น
ไม่ใช่แฟลชที่มากับกล้องดิจิตอลกระจอกๆตัวละ5Kที่ซื้อมาปาหัวพ่อมึงได้น่ะ
อ๋อ เรื่องข้อมูลน่ะ…ทำไมมึงไม่ไปถามตามร้านดังๆอย่างFoto fileหรือช่างกล้องที่เค้าใช้ล่ะ ว่ามันเป็นอันตรายต่อตาไหม
เพราะพวกนี้ใช้แฟลชทุกวัน รู้จุดดีจุดด้อยมันดี….แต่พวกมึงก็มัวแต่เชื่องมโข่งอยู่ในpantip
ก็เจริญเถอะ….งมโข่งเอาแฟลชกระจอกๆจิ้มตาลูกมึงต่อไปนะ 55555
ปล ถ้ายิงแฟลชแล้วตาแม่งบอดจริง ป่านนี้ช่างภาพแม่งเข้าคุกกันเป็นแถวล่ะ…
ก่อนจากไป อยากจะบอกนะคับว่าถึงมันจะแฟลชจริง แต่มันก็ลดกำลังแสงลงได้
บางครั้งผมลดจนยิงไปแล้วฝ่ายที่ถูกถ่ายยังงงว่า นี้แฟลชหรือ?(เป็นอย่างนี้จริงๆ)
บางครั้งถ้ามองดูอาจจะดูเหมือน เฮ๊ยทำไมแฟลชกันแรงจัง…แต่คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าแหล่งกำเนิดแสงมาจากทางไหน?
มาจากยิงสด(ยิงใส่เลย) หรือยิงชิ่งเพดาน ซึ่งมันก็จะแวบๆเพราะมันปรับแหล่งกำเนิดชี้ขึ้นเพดานไปแล้ว ก็ไม่มีใครรู้
สุดท้ายถ้าเอาประเด็นนี้ไปเถียงในเว็บช่างกล้อง…หรือห้องช่างกล้อง ยังไงคุณก็แพ้
ยกเว้นคุณช้างเย็ด เอ๊ย ช้างยิ้ม….แถซะจนผู้ชนะสิบทิศยังอาย…..
ช้างยิ้มนี่ตั้งแต่สมัยล่านอยู่ราชดำเนินล่ะ ชอบโชว์เทพแล้วหน้าแหก 555
อีช้างยิ้มหน้าแหก
เคยอยากเอากาลามสูตรโยนใส่ใครหลายคนเหมือนกันนะเนี่ย
เรื่องแฟลชนี่ไม่รู้จริงๆ แต่เคยไปบ้านของคุณแม่นายกชวน เขาก็ห้ามถ่ายรูปโดยใช้แฟลช เพื่อถนอมสายตาคุณแม่นะ ดังนั้นอยากรู้มากกว่าว่าแฟลชเป็นอันตรายอะไรต่อสายตาของคนโดยทั่วไปมั้ย (ถ้าโดนแบบรัวถี่ยิบอย่างคุณซุปตา และลูก???) แล้วที่ญี่ปุ่นหลายที่เขาห้ามถ่ายโบราณสถาน หรือโบราณวัตถุไปจนสัตว์ในสวนสัตว์ด้วยแฟลชนี่เกี่ยวกับอันตรายมั้ย
ส่วนเรื่องก็อปเพสต์นี่ ขอเล่าหน่อยเหอะ เจอเหมือนกัน เรื่องคนเอาฟอร์เวิร์ดเมล์คำแนะนำจากนักโภชนาการมาลง มีข้อมูลบอกว่ากินไข่วันละสามฟองจะช่วยลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน ผมแย้งเลยว่าเป็นไปได้ไง แนวร่วมสนับสนุนฟอร์เวิร์ดก็เอาลิงก์บทความวิจัยของฮาร์วาร์ดมาให้ แต่ผมดันสรุปได้จากบทความนั้นว่า “ไข่เป็นตัวควบคุมไม่ให้เกิดการอักเสบของแผลในกลุ่มคนที่มีน้ำหนักเกิน และลดน้ำหนักโดยใช้อาหารสูตรไร้แป้ง” ซึ่งตะแกก็ยังบอกอีกว่าฟอร์เวิร์ดผิดพลาดไปนิดหน่อยเอ๊งงงง ที่ไม่ได้บอกว่ากินในไดเอ็ตสูตรไร้แป้งนะ (เอ่อ…ผิดพลาดนิดหน่อยเหรอครับ คนละกลุ่มเป้าหมายกันเลยทีเดียว แน่จริงคุณลองบอกให้คนที่เขากินอาหารปกติเพิ่มไข่ลงไปวันละสามฟองเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นเบาหวาน แล้วไปเจาะเลือดในอีกซักสามเดือนสิครับ)
จนวันนี้ยังสงสัย มันคือการก็อปเพสต์แบบเห็นข้อมูลเข้าก็เอาเลย หรือคนไทยอ่านหนังสือจับใจความแตกน้อยลงกันฟะเนี่ย
กุฮาเงิบช้างยิ้มเลย
แต่ฮารูปปลากรอบมากกว่า
ฮาดี
ช้างยิ้ม
#152
พวกของโบราณที่ห้ามถ่ายรูปแล้วใช้แฟลชนี่ เพราะว่า ถ้ามันโดนแฟลชบ่อยๆแล้ว มันจะทำให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้นครับ(มันเก่าอยู่แล้ว) แต่ยิงใส่คนแล้ว ไม่เหี่ยวเร็วขึ้นหรอกนะ
ที่ห้ามยิงแฟลชใส่สัตว์เพราะ มันจะตกใจครับ ง่ายๆ- -”
ด่าคนอื่นเค้าข้อมูลอ้างอิงไม่น่าเชื่อถือแต่ตัวเองเสือกเอามาแปะโดยไม่อ่าน 0คะแนนไม่พอคงต้องให้เรียนใหม่ ฮาเงิบสมชื่อช้างยิ้ม
แสงแฟล็ต อย่างมากก็แค่ทำให้รำคาญอ่ะ ถ้าเอาไปถ่ายสัตว์ก็แค่ทำให้ตกใจ ห้ามเอาไปถ่ายในสนามกีฬาบางประเภทเพราะจะทำให้นักกีฬาเสียสมาธิได้ แต่ตั้งแต่เกิดมาถูกถ่ายรูปยิงแฟลชมาตั้งหลายครั้ง กูยังไม่เห็นตาบอดเลย อย่างมากแค่ตาพร่าเพราะโดนแฟล็ต4-5ตัวยิงพร้อมกัน
ปล.ที่นักแสดงที่เป็นนางเอกสมัยลายครามตาบอดนั่นคิดว่าน่าจะเกิดจาก รีแฟล็กมากกว่า เพราะรีแฟล็กมันสะท้อนแสงอาทิตย์มาเต็มๆเลย(เหมือนใช้กระจกบานใหญ่ๆสะท้อนแสงมาใส่คนแสดงน่ะแหล่ะ)มีซัก3-4อันนี่คงจะทำไก่ย่างพลังงานแสงอาทิตย์ได้
X wrote:
ขอบคุณที่ช่วยไขขอสงสัยครับ
อาการหนักจริงๆหว่ะเฉลิมไทย
โดยความคิดเห็นของผมแล้ว ตราบใดที่ยังไม่มีการพิสูจน์อย่างแน่ชัด ก็ควรหลีกเลี่ยงปัญหา
นักข่าวเองจึงไม่ควรใช้แฟรชถ่ายภาพทารก
บางครั้ง ผิดถูกไม่สำคัญ เท่ากับ อะไรควร อะไรไม่ควร สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ท่านน่าจะคิดกันเองเป็น
การต่อสู้ระหว่าง Truth กับ Faith
มาอีกตัวนึงละ ไอพวกนำคำสอนของพระพุทธองค์มาใช้แบบบิดเบือนแถเข้าข้างตัวเองสุด ๆ
ไอ้พวกยึดมั่นถือมั่นกับความคิดตัวเองเป็นใหญ่
ต้นเรื่องชื่อน้องเอมมี่
ท้านเรื่องชื่อน้องแอนนี่
สรุปมันชื่อไรวะแอดมิน
แล้วคุณแอดมินผู้เป็นหมอไม่ตอบหน่อยล่ะครับว่า
“จริงๆแล้วมันอันตรายมั้ย”
ส่วนตัวผมว่า ถ้าใช้ในระยะที่พอเหมาะมันก็ไม่ได้อันตรายอะไรนะ ไม่ใช่ว่าไปจ่อยิงใส่ลูกตาแบบมันว่า
ไม่จบเว้ยเฮ้ย…
ช้างยิ้ม แถได้เกรียนโคตร ๆ วะ
ส่วนตัวกรูก็ไ่ม่รู้ว่าตกลงมันอันตรายหรือเปล่า
แต่ตัวกรูไม่ชอบเท่าไหร่
เพราะงั้นปลอดภัยไว้่ก่อน ไม่เอายิงใส่ดีกว่า ไว้เอาแน่ ๆ แล้วค่อยว่ากัน
อัญเชิญ dfh มาลงสนามสู้ศึกครั้งนี้หน่อยเร้ววววววววววว
LigerZero wrote:
เข้ามาฮารูปปลากรอบจ่า
แต่วิชาสแตท(พื้นฐาน)ปีหนึ่งของจ่าอ่ะ ยากตัยหองชิบหัยเลยสาดด
เคยผ่านมาแล้ว เกรดทั้งภาคเลี้ยงหมาเลี้ยงแมวกันเลยทีเดียว
ในโลกนี้ยังมีคนอวดฉลาดอยู่เสมอ
เรื่องนี้ต้องใช้กาลามสูตรช่วย อย่าเชื่ออะไรง่าย ๆ โดยขาดการไตร่ตรอง
อีช้างยิ้ม…สมชื่อจริงๆ
ไอ้ช้างยิ้มเคยไปแดกมาม่าช้างยิ้มห่อนึงมาพูดแบบนี้แน่ๆเลย
แฟลชเขายิงขึ้นเพดานครับ
เคยใช้กล้องSLRมั๊ยพี่น้อง ?